อาหารสมอง « แลกเปลี่ยนเรียนรู้:km tool

archive page

บันทึกใน ‘อาหารสมอง’

การโต้เถียง (Argument หรือ Debate)

โดย บุรินทร์ รุจจนพันธุ์ เมื่อ Sunday, January 15th, 2012
คำว่า argument เป็นคำที่ อ.จอห์น (14 ม.ค.55) ใช้เป็นตัวบ่งชี้ว่าท่านประสบความสำเร็จในการสอน
ทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่า การสอนที่ทำให้นักศึกษาโต้เถียง (ไม่ใช่โต้ตอบนั้น แบบถามไป ตอบมา) เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพ และเครื่องมือที่ใช้สนับสนุนให้มีการโต้เถียงอย่างมีประสิทธิภาพก็มีอยู่น้อยมาก ในจำนวนเครื่องมือที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอนในปัจจุบัน (37 วิธี จาก CU-CAS)
เพราะการโต้เถียง (Debate) จะมีประสิทธิภาพควรอยู่ในบรรยากาศแบบ face to face of group และเป็นเวทีที่ทุกคนมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนอย่างเสมอภาค โดยผ่านการอภิปรายให้เหตุผลประกอบที่ชัดเจน ซึ่งประโยชน์มิได้เกิดจากผล แต่เกิดจากกระบวนการเป็นสำคัญ
ซึ่งชัดเจนว่า e-mail หรือ webboard ไม่มีประสิทธิภาพพอกับกิจกรรมการโต้เถียงของกลุ่มได้ และสื่อใด ๆ ที่เป็นแบบ semi-offline communication ก็จะไม่ตอบเรื่องการโต้เถียงได้เช่นกัน
http://www.thaiall.com/learningmedia/
http://www.thaiall.com/blog/burin/3577/

วิธีการสอน/พัฒนา 37 วิธี

โดย บุรินทร์ รุจจนพันธุ์ เมื่อ Tuesday, August 16th, 2011

เรียบเรียงจากวิธีการสอน/พัฒนาใน Course Specification ของ CU-CAS
1. การบรรยาย (Lecture)
2. การอภิปราย (Discussion)
3. การสอนแบบสัมมนา (Seminar)
4. การสอนโดยใช้การนิรนัย/อนุมาน (Deductive) คือ อ้างความรู้เดิมให้ได้ความรู้ใหม่หรือข้อสรุป
5. การสอนโดยใช้การอุปนัย/อุปมาน (Inductive) คือ การสรุปจากความจริงย่อยหลายข้อมาเป็นข้อสรุป
6. การใช้กรณีศึกษา (Case)
7. การแสดงบทบาทสมมติ (Role Playing)
8. ภาคสนาม (Field Work)
9. การไปทัศนศึกษา (Site Tour)
10. การใช้สถานการณ์จำลอง (Simulation)
11. การแสดงละคร (Dramatization)
12. การสาธิต (Demonstration)
13. การสอนแบบศูนย์การเรียน (Learning Center)
14. การใช้เกม (Game)
15. การทดลอง (Experiment)
16. การสอนแบบโปรแกรม (Programmed Instruction)/ การเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน /การเรียนแบบผสมผสาน/การเรียนแบบออนไลน์
17. การฝึกปฏิบัติ (Practice)
18. การฝึกงาน/การฝึกสอน (Training)
19. การสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐาน (Research-based Instruction)
20. การสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Instruction)
21. การสะท้อนความคิด (Reflective Thinking)
22. การสอนแบบสืบสอบ (Inquiry-based instruction)
23. การศึกษาค้นคว้าโดยอิสระ (Independent Study)
24. การเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง (Self-directed Learning)
25. การสอนโดยใช้โครงงาน (Project-based Instruction)
26. การเรียนรู้จากบุคคลต้นแบบ/ปราชญ์ (Professional Model)
27. การเรียนการสอนแบบจุลภาค (Micro Teaching)
28. การนิเทศการปฏิบัติการวิชาชีพ (Supervision)
29. การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning)
30. การให้คำปรึกษารายบุคคล (Individual Advisor)
31. กลุ่มติวเตอร์ (Tutorial Group)
32. การระดมสมอง (Brain Storming)
33. การสรุปประเด็นสำคัญ / การนำเสนอผลของการสืบค้นที่ได้รับมอบหมาย (Conclusion Presentation)
34. กิจกรรม (Activities)
35. การสอนข้างเตียง/เรียนจากผู้ป่วย (Problem Learning)
36. การฝึกแสดงออกทางพฤติกรรม (Behavior Presentation)
37. การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self Study)


บทเรียนจาก transformer 3

โดย บุรินทร์ รุจจนพันธุ์ เมื่อ Sunday, July 10th, 2011

ฝ่ายพระเอก
ท่านอาจเสียความเชื่อมั่นในหุ่นยนต์อย่างเรา..เเต่..เเต่..
จงอย่าได้สูญเสียความเชื่อมั่นในมนุษย์ด้วยกันเอง

ฝ่ายที่ไม่ใช่พระเอก
เลือกยืนอยู่ข้างที่มีโอกาสชนะมากกว่า
.. เพื่อจะได้มีโอกาสอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์

ฝ่ายการเมือง
หลังเลือกตั้ง
.. ผมว่าหลายคนได้อยู่ในหน้าประวัติศาสตร์นะครับ


วาดเพื่อการสื่อสาร

โดย บุรินทร์ รุจจนพันธุ์ เมื่อ Sunday, May 29th, 2011
draw from idea to communicate

draw from idea to communicate

นี่คือผลงานของหลานศิษย์ของสกว.ลำปาง .. ผลจากหลักสูตรวาดเพื่อการสื่อสาร ที่ผมนำไปสอนพระนิสิตวาดภาพ แล้วนำเสนอจากความคิด .. นี่เป็นตัวอย่างผลงานที่ประยุกต์จากอบรมของสกว.ลำปาง .. แต่ course นี้ผมให้เวลาตั้งแต่ต้นจนจบ 1 ชั่วโมงครับ


กินธรรมดา .. ไม่ได้ใช้ความรู้สึก

โดย บุรินทร์ รุจจนพันธุ์ เมื่อ Tuesday, December 7th, 2010

พฤติกรรมแบบนี้ .. เราเรียกว่าธรรมชาติ ทำใจครับ .. เรื่องธรรมชาติ

เป็นเรื่องของความอยู่รอด .. ไม่มีความโกรธแค้นอะไรครับ

http://www.youtube.com/watch?v=WjDFjQSCW9A


10 ทางที่จะปรับปรุงนิสัยการเรียนของนักเรียน

โดย บุรินทร์ รุจจนพันธุ์ เมื่อ Sunday, November 21st, 2010

Top 10 Ways to Improve Students’ Study Habits
เรียงจากอันดับสุดท้ายไปอันดับแรก ได้ดังนี้
10) Make it Routine คือ การเรียนเป็นกิจวัตรประจำวัน
9) Be Organized and Have a Plan คือ เรียนอย่างมีแผน
8) Break Time คือ มีช่วงเวลาพัก
7) Limit Distractions คือ จำกัดสิ่งรบกวน
6) Make Help Available คือ เปิดการให้ความช่วยเหลือเฉพาะบุคคล
5) Set Goals คือ การกำหนดเป้าหมาย
4) Track Progress คือ การเก็บความก้าวหน้า
3) Group Learning คือ กิจกรรมกลุ่ม
2) Educational Games คือ เกมด้านการศึกษา
1) Take a Trip คือ การออกทัศนศึกษา
http://educational-software-grades-4-6-review.toptenreviews.com


ความเครียด กระตือรือร้น และความสมเหตุสมผล

โดย บุรินทร์ รุจจนพันธุ์ เมื่อ Thursday, May 13th, 2010

316. Stress is an ignorant state.  It believes that everything is an emergency. Natalie Goldberg ตีความ ความเครียดคือสภาวะชะงักงันทางความคิดที่เชื่อว่าทุกอย่างรีบเร่งไปหมด .. ยังงี้ต้องผ่าทางตัน

259. One man has enthusiasm for 30 minutes, another for 30 days, but it is the man who has it for 30 years who makes a success of his life. Edward B. Butler ตีความ คนที่มีความกระตือรือร้นนานที่สุดคือคนที่ประสบความสำเร็จ .. ใกล้กับไฟไหม้ฟางเลยครับ

169. A man must love himself in the right way. Dr.Thiam Chokwattana ตีความ เกิดเป็นคนต้องรักตนเองในทางที่สมเหตุสมผล .. ต้องใช้ความรู้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต


ชวนคิดเมื่อเห็นภาพ extra bags of fertilizer ใน facebook.com

โดย บุรินทร์ รุจจนพันธุ์ เมื่อ Sunday, April 25th, 2010

ถุงปุ๋ย

25 เม.ย.53 คนลำปางอยู่ดีกินดีมาได้ไม่ถึง 200 ปี เพราะผลไม้จากต่างถิ่นไหลเข้ามาในชุมชนจากการขนส่ง ปุ่ยหมักหรือปุ๋ยธรรมชาติถูกทดแทนด้วยปุ๋ยเคมี สวยงามด้วยยาฆ่าแมลงและสารเร่ง และผลไม้นานาชนิดถูกตัดแต่งพันธ์ ฉีดฮอร์โมนเร่ง ผู้มีอันจะกินบางคนก็ซื้อหามากินแล้วบอกว่าเลือกซื้อเฉพาะที่ปนเปื้อนน้อย ส่วนผู้ไม่มีฐานะเท่าใดเขาไม่ต้องวิตกเรื่องสารปนเปื้อน เพราะไม่มีกำลังซื้อ เห็นผลไม้นานาพันธ์ตามภาพแล้ว ก็น่ากินนะครับ .. เต่งตึง สีสด น่ารับประทาน .. เพียงชวนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางความคิด


สงสัยว่ามนุษย์ไม่มีมาตรฐานเป็นเรื่องปกติ

โดย บุรินทร์ รุจจนพันธุ์ เมื่อ Saturday, February 20th, 2010

matrix avatar surrogates

20 ก.พ.53 เพราะมนุษย์เราจำอดีตไม่ได้ ทำให้ขาดความสามารถในการนำสารสนเทศ หรือองค์ความรู้มาใช้เป็นฐานคิด เพื่อตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ผู้บริหารมากมายที่มีประสบการณ์แต่ล้มเหลวในการบริหาร เพราะไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ไม่อาจบูรณาการ ไม่ละอัตตา ไม่ยอมรับฟังผู้ใต้บังคับบัญชาหรือผู้บังคับบัญชา 1) ผู้บริหารมากมายดื่มสุรา ถึงแม้จะรู้ว่าเป็นผลเสียต่อสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิต 2) คนคอรัปชั่นคือคนที่มองไปไม่พ้นเงา แม้มีตัวอย่างของผลที่อาจได้รับ แต่ก็ยังกล้าที่จะทำสิ่งไม่ถูกต้องได้ 3) คนเชื่อราศีคือไม่รู้จักใช้ประสบการณ์หรือสารสนเทศที่ได้มาทั้งชีวิต แล้วเลือกเชื่ออย่างไม่สมเหตุสมผล 4) พระสงฆ์คือผู้ที่เข้าถึงความสุขบนความสงบ แต่บางรูปละทิ้งโอกาสแล้วแสวงหายศฐาบรรดาศักดิ์ ชื่นชมกับตำแหน่ง หรือการถูกกราบไว้บูชา 
    อดนึกไม่ได้ว่า เป็นเรื่องปกติที่มนุษย์ไม่มีมาตรฐาน เพราะมนุษย์จำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ ไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรเคยทำ อะไรไม่ควรทำ ไม่สามารถพิจารณาบนสารสนเทศ หรือข้อมูลที่มีมาทั้งหมด มักจะใช้ความคิดชั่วครู่ ความสุขชั่วคราว มองผลด้านเดียวในขณะใดขณะหนึ่งเป็นฐานคิด ตัวอย่างเช่นเครื่องตรวจหาระเบิด ADE-651 หรือ GT-200 ที่มักถูกถามว่าใช้มาตรฐานอะไรจัดซื้อ .. เมื่อผมอยู่ในสถาบันก็มักใช้คำถามนี้กับหลายคน เพราะเป็นฝ่ายถูกกระทำ หรือรับผลของการกระทำที่ยังขาดมาตรฐานมากมาย ที่หนักไปกว่าความไม่มีมาตรฐานคือ การไม่ศรัทธาในมาตรฐาน เช่น ฝ่าไฟแดง ไม่ยึดนโยบายผู้บริหาร ไม่มีศีลกำกับชีวิต ยังเล่นการพนัน ยังดื่มสุรา ยังใช้ทรัพยากรอย่างไม่ประหยัด เป็นต้น

พบความจริงข้อหนึ่งว่า อดีตไม่แจ่มชัดเท่าจินตนาการ .. น่าแปลกนะ
สงสัยต่อไปว่า อดีตเกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรืออนาคตเกิดขึ้นแล้ว ..
ต้นคิดมาจาก matrix , avatar , surrogate , knowing


อีวาน มันซี ทำให้ผมมีคำถามชวนให้คิด

โดย บุรินทร์ รุจจนพันธุ์ เมื่อ Thursday, February 11th, 2010

11 ก.พ.53 เพียงแค่ชวนให้คิด เพราะมีข่าวว่า นายอีวาน มันซี (Evan Muncie) ชายวัย 28 ปี รอดชีวิตหลังแผ่นดินไหวที่เฮติ (haiti) เมื่อ 12 ม.ค.53 หลังติดในซากอาคารกว่า 27 วัน แสดงว่าอัตราการหายใจและการเผาผลาญของเขาไม่ทำงานตามปกติ ถ้าหายใจน้อยลงร่างกายจะใช้แร่ธาตุหรือพลังงานที่สะสมอยู่น้อยลง ส่วนคนที่ออกกำลังกายนับชั่วโมงย่อมต้องการน้ำและสารอาหารมากกว่าคนนอนหลับ ดังนั้นจำเป็นแค่ไหนที่คนเราขาดน้ำและอาหารต้องตายในสิบห้าวัน  คำว่า จำเป็นแค่ไหนถูกใช้ในหลายโอกาส อาทิ 1)นักศึกษาบางคนถามพ่อแม่ว่าจำเป็นแค่ไหนต้องเรียนหนังสือ 2)ครูบางคนสงสัยว่าจำเป็นแค่ไหนต้องสอนนักเรียนทุกคนชั้นให้เป็นยอดคน 3)พระสงฆ์บางรูปสงสัยว่าจำเป็นแค่ไหนต้องรักษาศีลข้อสาม 4)การลดอาหารลงเหลือสองมื้อต่อวันจำเป็นแค่ไหน 5)จำเป็นแค่ไหนต้องทุ่มเทเพื่อองค์กร 6)จำเป็นแค่ไหนต้องกตัญญูต่อพ่อแม่ 7)จำเป็นแค่ไหนต้องซื่อสัตย์ต่อภรรยาและประเทศชาติ 8)จำเป็นแค่ไหนต้องกินอาหารกลางวัน 9)จำเป็นแค่ไหนที่พระสงฆ์ต้องเรียนปริญญาโท 10)จำเป็นแค่ไหนต้องหายใจเหมือนที่เป็นมา เปลี่ยนวิธีหายใจได้ไหม น่าแปลกที่ผมเห็นสารสนเทศจากหนังสือพิมพ์หรือในทีวี ว่ามีมนุษย์ที่ตอบคำถามมากมายอย่างไม่สมเหตุสมผล .. แปลกนะ