ฝ่ายหนึ่งที่ได้ 100 เต็ม แต่อีกฝ่ายก็ทิ้งดิ่ง ก็คงจะมีฐานคิดกันคนละขั้วเป็นธรรมดา

คำถาม
คำถาม

หลังสอบทุกครั้งจะมี 2 ขั้ว
ที่แตกต่างกัน เค้ามีคำถาม คำพูด และความคิด
สอดคล้องกับคะแนน หรือความเชื่อพื้นฐานอยู่แล้ว

กรณีแรก – ขั้ว 100
ไม่มีข้อสงสัยต่อคำถาม ไม่ตั้งแง่ให้เป็นอุปสรรคกับการเรียนรู้
ปัจจุบันมีเด็ก ๆ มากมาย ตั้งใจเรียน อ่านหนังสือ
หาความรู้ หาคำถาม และหาคำตอบ
ทั้งจากโรงเรียนกวดวิชา และคู่มือเตรียมสอบ

มีเด็ก ๆ จำนวนไม่น้อย
เค้ากระหายใครรู้ กระเหี้ยนกระหือรือ
ที่จะหาคำถามมาตอบ แล้วเค้นคำตอบด้วยตนเอง
ไม่ใช่สงสัยในระบบ หรือคำถามที่ยังไม่ได้หาคำตอบ
แล้วก็สรุปว่า ข้อสอบ คือ ปัญหา
http://www.lampang13.com/archives/8936

ขั้นตอนวิธี เป็นเรื่องที่นักเรียนจะได้เรียนรู้
ขั้นตอนวิธี เป็นเรื่องที่นักเรียนจะได้เรียนรู้

กรณีที่สอง – ขั้ว 0
มีข้อสงสัยต่อคำถาม
อันที่จริงแล้ว เมื่อได้คำถามมา
ที่อาจเป็นคำถามที่อยู่ในใจ หรือมีใครเค้าถามมา
บางทีคำตอบก็ไม่ได้สำคัญ
เท่าขั้นตอนการได้มา (Algorithm) ของคำตอบ
เพราะ การเรียนรู้ที่จะตอบคำถาม สำคัญกว่าคำตอบ
บางทีอาจนึกถึงที่มาของการตอบคำถามแบบ 5W1H
สุดท้ายก็ต้องถามว่า จัดการกับคำถามอย่างไร
1) .. 2) .. 3) .. 4) .. 5) ..
เห็น 5 หัวข้อนี้
ทำให้นึกถึงการค้นแล้วค้นอีก ที่เรียกว่า วิจัย (research)
คือ ขั้นตอนการได้คำตอบ อย่างมีขั้นตอน (Algorithm)
ที่ทำให้คำตอบ มีวรรณกรรมอ้างอิง และน่าเชื่อถือ
นี่เป็นกรณีที่คนถามเค้า serious ก็คงต้องตอบ seriously

ผ้าจำนำ กับ ผ้าอาบน้ำฝน
ผ้าจำนำ กับ ผ้าอาบน้ำฝน

ปล. ผมมองเป็น KM นะครับ และอ้างอิงแหล่งที่มาไว้แล้ว
https://www.facebook.com/ajWiriya/

ได้ 100 เต็ม
ได้ 100 เต็ม

อยากชวนฟัง ปาฐกถาของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
ที่กล้ามองต่าง วิพากษ์การทำงานของผู้มีอำนาจ อย่างมีเหตุผล
เพราะโลกของเรามี 2 ขั้ว จึงทำให้เกิดการพัฒนา และพลวัต

พบกฎหมาย ที่บังคับผู้ปกครองให้ส่งเด็กเข้าโรงเรียน ไม่ส่งโดนปรับหนึ่งหมื่นบาท

ห้องเรียน ที่ทุกคนมีความสุข
ห้องเรียน ที่ทุกคนมีความสุข

พบกฎหมายเกี่ยวข้อง ๓ ฉบับ
ฉบับแรก บอกว่า รัฐต้องจัดให้เรียนถึง ม.๓ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ฉบับที่ ๒ บอกว่า พ่อแม่หรือผู้ปกครอง ต้องส่งเด็กไปเรียนหนังสือ
ฉบับที่ ๓ บอกว่า ให้ส่งเด็กไปเรียนหนังสือ ถ้าไม่ส่งมีโทษปรับ ๑๐๐๐ หรือ ๑๐๐๐๐

ฉบับแรก
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๖๐
ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๔ ตอนที่ ๔๐ก
ตราไว้ ณ วันที่ ๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๐
http://www.ratchakitcha.soc.go.th
กำหนดในหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ
มาตรา ๕๔ “รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี
ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

สรุปว่า
เด็กทุกคน ต้องได้รับการศึกษาระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๓
เป็นเวลา ๑๒ ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
เป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ชัดเจน

 

ฉบับที่ ๒
พระราชบัญญัติ คุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖
http://dcy.go.th/webnew/upload/
มาตรา ๒๓ “ผู้ปกครองต้องให้การอุปการะเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน และพัฒนาเด็ก
ที่อยู่ในความปกครองดูแลของตนตามสมควรแก่ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมแห่งท้องถิ่น
แต่ทั้งนี้ต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐานขั้นต่ำตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
และต้องคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กที่อยู่ในความปกครองดูแลของตน
มิให้ตกอยู่ในภาวะอันน่าจะเกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ

สรุปว่า พ่อแม่หรือผู้ปกครอง ต้องส่งเด็กไปเรียนหนังสือ
“ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานขั้นต่ำตามที่กำหนดในกฎกระทรวง”

ฉบับที่ ๓
พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ.๒๕๔๕
ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
http://www.spr.ac.th/web/ebook/pdf/prb45/pdf.pdf
มาตรา ๖ “ให้ผู้ปกครองส่งเด็กเข้าเรียนในสถานศึกษา
เมื่อผู้ปกครองร้องขอให้สถานศึกษามีอำนาจผ่อนผันให้เด็ก
เข้าเรียนก่อนหรือหลังอายุตามเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับได้
ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด
และ มาตรา ๑๓ “ผู้ปกครองที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๖
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
และ มาตรา ๑๕ “ผู้ใดโดยปราศจากเหตุอันสมควร
กระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นเหตุให้เด็กมิได้เรียนในสถานศึกษา
ตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

สรุปว่า ถ้าผู้ปกครองไม่ส่งเด็กไปเรียน
อาจถูกปรับ ๑๐๐๐ บาท
ถ้าปราศจากเหตุอันสมควร โดนปรับ ๑๐๐๐๐ บาท

เมื่อสรุปจากการอ่านกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับ

พบว่า ถ้าเด็กไม่ยอมไปเรียน ผู้ปกครองก็ตีเด็กไม่ได้
เพราะมีกฎหมายคุ้มครองเด็ก
ดังนั้น ถ้าเด็กไม่อยากเรียน ก็ไม่ได้เรียน
แม้รัฐจะดำเนินการให้เด็กทุกคน
ได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายแล้วก็ตาม
ถ้าให้การศึกษา แล้วเด็กไม่รับการศึกษา
สิ่งที่จะให้ย่อมไม่ถึงมือผู้รับ

 

การเขียน shell script บน Android แบบไม่ต้องใช้ chmod

การเขียน shell script
การเขียน shell script

เคยมีนักศึกษาสายไอที ถามมา
เพราะสายอื่นเค้าคงไม่ถามแบบนี้หลอก
คำถาม “มีสมาร์ทโฟน เอามาทำอะไรได้บ้าง
แล้วก็คิดได้ว่า โทรศัพท์ที่เค้ามีเป็น android os
สามารถติดตั้ง app เพิ่ม จาก Google play store ได้
งั้นตอบว่า “ใช้เขียน shell script ได้ ลองดูนะ
ไม่ต้องกังวลเรื่อง root ด้วย เพราะไม่จำเป็นต้องทำ
แนะนำว่าต้องโหลดแอพ ดังต่อไปนี้
1. Terminal Emulator
2. Droidedit Free
3. ES File Explorer File Manager
4. Palapa Web Server
อันที่จริง ใช้แอพในข้อ 1 เป็นหลัก
ที่เหลือแนะนำว่า Developer ควรมีไว้ในเครื่อง

ขั้นตอนการเขียน shell script
บน Android แบบไม่ต้องใช้ chmod
1. โหลดแอพ Terminal Emulator
เพื่อเข้าไปจัดการกับ Script ผ่าน Shell บน Android
2. โหลดแอพ Droidedit Free
เพื่อเป็นอีดิเตอร์สำหรับเขียน Script บน Android
เพราะโหลดมาแก้ไข และ Save as ได้
3. สำรวจห้องที่จะเก็บ shell script
โดยใช้เครื่องมือ คือ Terminal Emulator
หรือ ES File Explorer File Manager ก็ได้
เข้าไปดูห้อง /mnt/sdcard
พบว่ามีห้องเก็บข้อมูลมากมาย
อาทิ ห้อง /mnt/sdcard/pws
ที่สร้างจากแอพ Palapa Web Server
4. เขียน Shell script บนแอพ Droidedit Free
แล้ว Save as ชื่อ test1 วางไว้ในห้อง /mnt/sdcard

#!/system/bin/sh
read x
echo $x

5. ใช้ Terminal Emulator สั่ง execute shell script
โดยไม่ต้องใช้คำสั่ง chmod
เพราะใช้ไม่ได้และไม่จำเป็นต้องใช้
หากต้องการใช้ shell script ให้มีคำว่า sh นำหน้า
เช่น $sh test1

6. ตัวอย่าง รับค่าจากแป้นพิมพ์มาทดสอบ

#!/system/bin/sh
read x
echo $x
if [ “$x” == “1” ]
then
echo “one”
elif [ “$x” == “2” ]
then
echo “two”
else
echo “-”
fi

อธิบาย script ว่า
ถ้า execute แล้วเค้าหยุดถาม
หากกรอกเลข 1 จะพิมพคำว่า one ออกมา
หากกรอกเลข 2 จะพิมพคำว่า two ออกมา
หากกรอกอย่างอื่น จะพิมพคำว่า – ออกมา

ทำไมต้องคิดต่างจากคลิ๊ป ผมคล้อยตามคลิ๊ปเรื่องปฏิรูประบบการศึกษาเลย

เห็นคลิ๊ปเรื่อง I just sued the school system.
ผมล่ะคล้อยตามเลย ว่าโรงเรียนสอนให้เด็ก ๆ เหมือนกันทั้งประเทศ
ระบบการศึกษาของโรงเรียนสอนให้เด็ก ๆ เหมือนกันหมดทั้งประเทศ

ปฏิรูประบบการศึกษา เห็นเหมือนกัน แต่เห็นไม่เหมือนกัน
ปฏิรูประบบการศึกษา เห็นเหมือนกัน แต่เห็นไม่เหมือนกัน

http://thainame.net/edu/?p=1114

เอ๊ะ มีข้อสงสัยนิดนึง
พอข้อมูลน่าสนใจเรื่อง “ดัชนีการศึกษา รายจังหวัดของไทย
ที่นำเสนอในบทความของ ดร.ไกรยส ภัทราวาท เมื่อ 6 มิถุนยน 2557
พบว่า เด็กทั้งประเทศแยกตามจังหวัดแล้วไม่เหมือนกัน มีทั้งเก่งและอ่อน
มีทั้งปีนต้นไม้เก่งเป็นลิง และว่ายน้ำเป็นอย่างเดียว
– เขียวเข้มมี 15 จังหวัด
– เขียวอ่อนมี 14 จังหวัด
– เหลืองมี 14 จังหวัด
– ส้มมี 16 จังหวัด
– แดงมี 17 จังหวัด
http://apps.qlf.or.th/member/UploadedFiles/prefix-06062557-043420-2Mw1R1.pdf

ดัชนีการศึกษา รายจังหวัดของไทย พบว่าไม่เหมือนกัน
ดัชนีการศึกษา รายจังหวัดของไทย พบว่าไม่เหมือนกัน

ระบบการศึกษาสมัยนี้เหมือนกัน แต่ก็เหมือนไม่หมดนะ .. ที่ต่างก็มี
เพราะเห็นเค้าปรับระบบโรงเรียนให้สอนต่างกันตามความสามารถ
ปรับการคัดเลือกจาก admission เป็น entrance
เดี๋ยวนี้
ปีนต้นไม้เก่ง ก็เป็นโรงเรียนสอนปีนต้นไม้
ว่ายน้ำเป็นอย่างเดียว ก็เป็นโรงเรียนสอนว่ายน้ำ

เดี๋ยวนี้ถึงมี
– โรงเรียนพระ สำหรับผู้ทรงศีล
– โรงเรียนดนตรี สำหรับผู้ชอบร้องรำทำเพลง
– โรงเรียนกีฬา สำหรับผู้มีหัวใจเป็นนักกีฬา
– โรงเรียนชาวเขา สำหรับชาวเขา
– โรงเรียนประจำจังหวัด สำหรับคนที่จะไปปีนต้นไม้
– โรงเรียนเล็ก สำหรับน้อง ๆ ที่จบไปจะค้าขาย
– โรงเรียนกวดวิชา สำหรับเด็กที่อยากบินไปในนภา
– โรงเรียนนานาชาติ สำหรับเด็กที่อยากพูดหลายภาษา

http://www.thaiall.com/student/
https://www.facebook.com/PrinceEa/videos/vb.71760664768/10154982214184769/

การเรียนรู้ในระบบเปิดสำหรับมหาชน (itinlife567)

thai mooc
thai mooc

มีโอกาสฟังบรรยายเรื่อง ไทยมุก หรือ โครงการพัฒนาระบบการเรียนการสอนออนไลน์ ระบบเปิดสำหรับมหาชน (Thai MOOC = Massive Open Online Course) ที่ รศ.ดร.ฐาปนีย์ ธรรมเมธา ผอ.มหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย และสอนแบบ Live ไปยังผู้เรียนวิชาไอทีเพื่อการศึกษาผ่านระบบไทยมุกที่สอนโดย รศ.ดร.ถนอมพร เลาหจรัสแสง ซึ่งระบบนี้สามารถสอนนักเรียนได้จำนวนมากนับพันพร้อมกัน และการพัฒนาการศึกษาด้วยไทยมุกปรากฎในแผนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีนิยามว่า ไทยมุก คือ บริการการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ที่ผู้เรียนจำนวนมาก สามารถเรียนได้แบบทุกที่ ทุกเวลา (และส่วนใหญ่ไม่มีค่าใช้จ่าย) โดยมีทั้งสื่อวิดิโอ หนังสือ แบบฝึกหัด พื้นที่ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถือเป็นการปฏิวัติการศึกษาของโลก โดยต่อยอดจากระบบอีเลินนิ่งที่มักเป็นการเรียนแบบกลุ่มจำกัด ไปสู่การเรียนรู้ของมหาชนไม่จำกัด อายุ หรือขอบเขตทางกายภาพ หลักสูตรของ MOOC นี้ อาจเน้นการเรียนในระบบ หรือนอกระบบ หรือตามความสนใจของผู้เรียนได้ทั้งสิ้น

เมื่อค้นคำว่า mooc list ใน google จะพบหลักสูตรมากมายที่เปิดให้เข้าไปเรียนได้ฟรี หรือจะมีค่าใช้จ่ายก็ขึ้นกับนโยบายของแต่ละวิชาที่มาจากแหล่ง MOOC อาทิ edx, coursera, novoEd, Kadenze, Futurelearn จุดเด่นของ MOOC คือ ผู้เรียนเข้าไปเรียนผ่านคลิ๊ปวีดีโอมากกว่า 90% ทำให้แต่ละวิชาสามารถรองรับจำนวนนักเรียนได้มาก สอดรับกับกระแสการใช้โซเชียลมีเดียในไทยที่มียอดเข้า youtube.com เป็นอันดับหนึ่ง การเรียนแบบ MOOC ต่างกับ Blended Learning ที่เป็นการเรียนแบบผสมผสานระหว่างในชั้นเรียนกับเรียนด้วยตนเอง แต่แบบ MOOC นักเรียนเข้าเรียนด้วยตนเองได้นับหมื่นคนพร้อมกัน

มีแนวโน้มว่าประเทศไทยกำลังพัฒนาคลังข้อสอบ ควบคู่ไปกับธนาคารเครดิต ที่รองรับการเรียนผ่าน MOOC ตามแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หากนักเรียนนักศึกษาลงทะเบียนเรียนวิชาภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ การวิจัย เศรษฐศาสตร์ สังคม ภาษาไทย เทคโนโลยีสารสนเทศ กฎหมาย จริยธรรม บัญชี ธุรกิจ การปฐมพยาบาล การเกษตร ดนตรี แล้วเข้าระบบวัดและประเมินที่น่าเชื่อถือจากคลังข้อสอบ แล้วเก็บหน่วยกิตเพื่อการเทียบโอนไปเรียนต่อในแต่ละสถาบัน ก็จะทำให้เยาวชนไทยลดเวลาที่ต้องใช้ชีวิตในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย แต่มีเวลาเรียนรู้ชีวิตนอกห้องเรียนมากขึ้น แนวทางการพัฒนาจะเป็นอย่างไรต้องติดตามนโยบายทางการศึกษาของภาครัฐต่อไป

https://www.facebook.com/ajburin/media_set?set=a.10154391011453895.1073741907.814248894&type=3

การศึกษากับยาพิษแอบแฝง

รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ
รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ

ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)
ได้จัดงาน 100 ปี ชาตกาล ศ. ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 6
การศึกษากับยาพิษแอบแฝง” ณ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
โดย รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

http://www.varakorn.com/

ชี้ว่าการศึกษาไทยมีแอบแฝงยาพิษ 8 อย่าง
อันตรายเทียบได้กับ “ปรอท” เพราะให้เด็กไทยตายลงช้า ๆ
ซึ่งต้องแก้ปัญหาร่วมกันทั้งครู พ่อแม่ สังคม และสื่อ
พร้อมเสนอว่าทักษะวิชาชีพ และทักษะ 4C จะช่วยให้เด็กไทยปลอดยาพิษ
4C ประกอบด้วย
1. การสื่อสาร (Communication) คือ มีทักษะการสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจได้
2. การคิด (Critical Thinking) คือ การคิดเป็นตาม 4 ขั้นตอน คือ
– เข้าใจสถานการณ์ที่เป็นอยู่
– เห็นแนวโน้มของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อไปได้
– แก้ไขปัญหาได้
– เรียนรู้และจดจำไว้สำหรับในอนาคต
3. การร่วมมือ (Collaboration) คือ ทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม
4. การคิดอย่างสร้างสรรค์ (Creativity)
ซึ่งทักษะทั้ง 4 ข้อนี้บวกกับวิชาชีพแล้วจะสามารถต้านทานการศึกษาชนิดยาพิษแอบแฝงได้ระดับหนึ่ง
แต่ถ้าใครคิดว่าเป็นการศึกษาที่เหมาะสมแล้ว ก็ไม่ควรมียาพิษมากขนาดนี้


8 ยาพิษที่แอบแฝงในการศึกษาไทย
http://thaipublica.org/2015/09/varakorn-14-9-2558/
1. Parent/Teacher Center คือ ไม่เป็น Student Center ครูจำนวนมากกั๊กไปสอนพิเศษ
2. ครอบงำความคิดของเด็ก มุงสอนให้เด็กคิดเหมือนตนเอง
มีหลักว่า “วัตถุประสงค์ของการศึกษาคือการทำให้กระจกกลายเป็นหน้าต่าง”
3. จงใจล้างสมอง ใส่ยาพิษชาตินิยมเข้าไป
ที่ถูกคือรักคนในชาติ รักเอกราช รักพรมแดน รักทรัพยากร รักผลประโยชน์ชาติ
คนไทยไม่เคยรู้เลยว่าในสมัยรัชกาลที่ 3
ไทยเคยไปเผาเวียงจันทน์ถึง 2 ครั้ง และเอาพระบางมาไว้ที่วัดบางขุนพรมที่กรุงเทพฯ
แต่คืนกลับไปลาวในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่ไม่รู้เพราะไม่ได้เรียน
ประวัติศาสตร์ คนไทยต้องเป็นพระเอก
4. การศึกษาที่ half-baked/misinformation/disinformation
คือ การศึกษาที่ให้ข้อมูลที่ผิด เช่น มันหมูเป็นสิ่งที่ควรกินอย่างยิ่ง
http://www.noyshop.com/web-board/board.php?newsId=1754
5. การศึกษาที่ทำให้เกิดเด็กลักษณะพิเศษที่ “เชื่อง” และ “หงอย”
นั่นคือเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย ซึ่งถือเป็นยาพิษอย่างหนึ่ง
เช่น การประเมินเด็กในสมุดพกว่า “ไม่ดื้อ”
สะท้อนค่านิยมคนไทยว่า ต้องการเด็กที่เชื่อง
6. การศึกษาขาดคุณภาพ
คนไทยเรียนมหาวิทยาลัยจำนวนมาก
เพราะเรียนแบบหลับๆ ตื่นๆ จบมาก็มีงานทำ
เนื่องจากสังคมยังดูดซับคนทำงานได้ตลอดเวลา
แต่ช่วงการดูดซับแรงงานได้อย่างนี้ใกล้จะจบสิ้นแล้ว
7. พ่อแม่รังแกฉัน ซึ่งเป็นยาพิษแน่นอน
โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่เขาบอกว่าเป็นเจเนอเรชั่นสตรอว์เบอร์รี
คือ ชอกช้ำง่ายมาก เนื่องจากพ่อแม่เลี้ยงดูเหมือนไข่ในหิน
บางครอบครัวเป็น single parent ด่าอดีตสามีหรืออดีตภรรยาให้ลูกฟังทุกวัน
8. หลักสูตรที่แอบซ่อน (hidden curriculum)
โดย Samuel Bowles และ Herbert Gintis
ได้ศึกษาเรื่องโรงเรียนในระบบทุนนิยมของอเมริกา
(Schooling in Capitalist America)
พบว่า การศึกษาในอเมริกาสอนให้ลูกจากชนชั้นกลางมี work ethics
คือ ขยัน ทำงานหนัก ทุ่มเท มาตรงเวลา
เพื่อให้เป็นแรงงานที่มีคุณค่าจนมองข้ามความคิดริเริ่มและความคิดอิสระ
เพราะต้องการคนกลุ่มนี้ไปเป็นแรงงานที่ส่งเสริมอุตสาหกรรม
สำหรับประเทศไทยก็มีหลักสูตรที่แอบซ่อนเช่นกัน
เพราะต้องการให้คนไทยเป็นคนไทย คิดอะไรไม่มาก เป็นชาตินิยม
ซึ่งหลักสูตรเหล่านี้ไม่ได้ต้องการให้คนไทยมีความคิดริเริ่ม

รายชื่อสถาบันการศึกษาที่เปิดรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อเพื่อเป็นพยาบาล

beautiful nurse
beautiful nurse

จากคำถามที่ว่ามีสถาบันการศึกษาใดบ้าง
เปิดรับนักเรียน ม.6 เข้าเรียนพยาบาลเป็นเวลาประมาณ 4 ปี
ค้นดูก็พบว่ามีอยู่หลายสถาบันที่เปิดรับ มีดังนี้

  1. มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี
  2. มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  3. มหาวิทยาลัยชินวัตร
  4. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  5. มหาวิทยาลัยนครพนม
  6. มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
  7. มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช
  8. มหาวิทยาลัยนเรศวร
  9. มหาวิทยาลัยบูรพา
  10. มหาวิทยาลัยพะเยา
  11. มหาวิทยาลัยพายัพ
  12. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
  13. มหาวิทยาลัยมหิดล
  14. มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
  15. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
  16. มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
  17. มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
  18. มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
  19. มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
  20. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
  21. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
  22. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  23. มหาวิทยาลัยสยาม
  24. มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
  25. มหาวิทยาลัยหัวเฉียว
  26. มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  27. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  28. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
  29. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  30. วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
  31. วิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ
  32. วิทยาลัยพยาบาลตำรวจ
  33. วิทยาลัยพยาบาลทหารอากาศ
  34. วิทยาลัยสภากาชาดไทย
  35. วิทยาลัยเซนต์หลุย
  36. สถาบันพระบรมราชชนก
  37. สภาการพยาบาล
พยาบาล 2559
พยาบาล 2559

http://www.unigang.com/Article/36390
http://www.enttrong.com/tag/73

หนังสือรับรองการศึกษาและใบรายงานผลการศึกษา

ใบแสดงผลการศึกษา
ใบแสดงผลการศึกษาแ

ถึง ศิษย์เก่าโยนก ศิษย์เก่าเนชั่น และบัณฑิตใหม่เนชั่นที่กำลังจะสำเร็จการศึกษา
ว่าท่านใดต้องการ หนังสือรับรองการศึกษา (Certification) หรือ ใบรายงานผลการศึกษา (Transcript)
สามารถติดต่อขอเอกสารได้ที่งานทะเบียนและประมวลผล มหาวิทยาลัยเนชั่น
ขั้นตอนการขอหนังสือรับรองการศึกษา หรือ ใบรายงานผลการศึกษา
1. โทรสอบถามรายละเอียด
โทร. 054265170 ต่อ 130 หรือ 131
2. ไปถ่ายภาพที่ร้านยิ้มหวาน หรือร้านเลเซอร์ติดโรงเรียนอรุโณทัย
มีชุดครุยของมหาวิทยาลัยเนชั่น ให้ยืม เพื่อนำรูปมาติดเอกสาร
– หนังสือรับรองการศึกษา ใช้รูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว ต่อเอกสาร 1 ฉบับ
– ใบรายงานผลการศึกษา ใช้รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว ต่อเอกสาร 1 ฉบับ
3. มาทำยื่นคำร้องของเอกสารที่มหาวิทยาลัย หรือส่งเอกสารทางไปรษณีย์
ค่าธรรมเนียบฉบับละ 100 บาท
เท่ากันทั้งหนังสือรับรองการศึกษา และ ใบรายงานผลการศึกษา
4. รอเจ้าหน้าที่ดำเนินการ 3 วัน
5. ติดต่อรับเอกสารด้วยตนเอง หรือประสานส่งทางไปรษณีย์

ผลการค้นงานประชุมวิชาการระดับชาติในภาคเหนือ

เล่าสู่กันฟัง เรื่องหัวหน้าให้ค้นข้อมูล
ว่ามีงานประชุมวิชาการระดับชาติ ในช่วง พฤษภาคม-กรกฎาคม 2558
เฉพาะเขตภาคเหนือ สายมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
ผมตรวจสอบจาก
+ http://www.conferenceinthai.com/
+ http://www.grad.mahidol.ac.th/grad/event/conference2558_th.php
+ http://www.conferencealerts.com/country-listing?country=Thailand
+ http://www.google.com
ที่จะรองรับทั้ง M.P.A. และ M.ED. มีเบื้องต้นดังนี้

14 มกราคม 2558
การประชุมสังคมศาสตร์วิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 11
https://social.crru.ac.th/symposium/

13 กุมภาพันธ์ 2558
งานประชุมวิชาการเสนอผลงานวิจัย มหาวิทยาลัยพายัพ 2015
มีกลุ่มสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
http://www.payap.ac.th/symposium2015/

20-21 กุมภาพันธ์ 2558 ?
การประชุมวิชาการระดับชาติ “วิทยาการจัดการวิชาการ” 2015
เครือข่ายความร่วมมือคณะวิทยาการจัดการ กลุ่มภาคเหนือ 8 แห่ง
http://www.management.cmru.ac.th/conferences2015/

23 – 24 มีนาคม 2558
การประชุมทางวิชาการระดับชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย
มีกลุ่มสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
http://www.rccon2015.org/

23 พฤษภาคม 2557 ?
การประชุมวิชาการระดับชาติด้านวิทยาการและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่
มีกลุ่มสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
http://conference.northcm.ac.th/

22-24 กรกฎาคม 2015
การประชุมวิชาการนเรศวรวิจัยครั้งที่ 11 เป็นการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ
มีการศึกษา และสังคม และรัฐประศาสนศาสตร์
http://dra.research.nu.ac.th/nurc11/index.aspx
http://dra.research.nu.ac.th/nurc10/bregist.aspx

17-18 กันยายน 2015
The 1st International Conference on Interdisciplinary Development Research (IDR2015)
http://www.conferencealerts.com/country-listing?country=Thailand

8-9 ธันวาคม 2558 ?
การประชุมวิชาการ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
http://www.conference.mju.ac.th/

งานดุษฎีนิพนธ์ การพัฒนาระบบการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นฐานสำหรับนักศึกษาระดับอุดมศึกษา

phd research
phd research

งานดุษฎีนิพนธ์ของคณะศึกษาศาสตร์ ของ สันติ วิจักขณาลัญฉ์ (2544) ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาระบบการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นฐานสำหรับนักศึกษาระดับอุดมศึกษา เพื่อศึกษาผลการใช้ระบบการเรียนการสอนต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของผู้เรียน กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ ที่เรียนรายวิชา 214250 การพัฒนาหลักสูตรวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ และนักศึกษาคณะเทคนิคการแพทย์ที่เรียนรายวิชา 472333 ไฟฟ้าบำบัด 2 จำนวน 68 และ 48 คน ตามลำดับ วิธีดำเนินการวิจัยใช้การศึกษาบริบทและสังเคราะห์ระบบ พัฒนาประสิทธิภาพของระบบโดยการวิจัยเชิงปฏิบัติการ และประเมินประสิทธิภาพของระบบตามเกณฑ์ที่กำหนดขึ้น ผลการศึกษาพบว่าระบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบคือ ผู้เรียน ผู้สอน วัตถุประสงค์รายวิชา แหล่งการเรียนรู้ และวิธีการวัดประเมินผล โดยมีรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 2 รูปแบบ คือ (1) รูปแบบการเรียนแบบประสานเวลา ซึ่งมี 5 ขั้นตอน คือ วิเคราะห์หลักสูตร กำหนดจุดประสงค์การเรียน เตรียมบุคลากรและแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ จัดเครือข่ายการเรียนรู้ และประเมินการเรียนการสอน (2) รูปแบบการเรียนแบบไม่ประสานเวลา เป็นการจัดการเรียนการสอนโดยให้ผู้เรียนทำโครงงานตามความสนใจที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาสาระในบทเรียน และจากการศึกษาผลการใช้ระบบพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนทั้ง 2 รายวิชาสูงขึ้นตามเกณฑ์ที่กำหนด และความสามารถขั้นสูงในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของผู้เรียนทั้ง 2 รายวิชา มีระดับควงามสามารถเฉลี่ยอยู่ในระดับพอใช้ถึงดี
อ้างอิงจาก
สันติ วิจักขณาลัญฉ์ รศ.ดร.สุลัดดา ลอยฟ้า ผศ.ดร.ทัศนี บุญเติม และรศ.ยืน ภู่วรวรรณ (2544), การพัฒนาระบบการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นฐานสำหรับนักศึกษาระดับอุดมศึกษา, ค้นเมื่อ 12 ตุลาคม 2557, แหล่งที่มา
https://docs.google.com/file/d/0B_dx3cf4F2pkVGZBRzV5SFNRS2s
http://ednet.kku.ac.th/~eddci/department/index.php?option=com_content&view=article&id=71:thesis45&catid=44:2009-11-25-15-12-32

รูปแบบจำลองระบบการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นฐานสำหรับนักศึกษาระดับอุดมศึกษา
รูปแบบจำลองระบบการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นฐานสำหรับนักศึกษาระดับอุดมศึกษา

รวมงานวิจัยในชั้นเรียน ที่สมบูรณ์มีถึง 199 รายการ
https://drive.google.com/folderview?id=0B_dx3cf4F2pkTmpyak5Pb3FpMzA