แบตเตอรี่บวมต้องเปลี่ยนทันที

แบตเตอรี่บวม (Battery got fat)
แบตเตอรี่บวม (Battery got fat)
แบตเตอรี่บวม (Battery got fat)
แบตเตอรี่บวม (Battery got fat)
แบตเตอรี่บวม (Battery got fat)
แบตเตอรี่บวม (Battery got fat)
แบตเตอรี่บวม (Battery got fat)
แบตเตอรี่บวม (Battery got fat)

มีข่าวโทรศัพท์ระเบิด อันที่จริงตัวโทรศัพท์มีองค์ประกอบหลายอย่าง
สิ่งที่ทำให้โทรศัพท์ระเบิด คือ แบตเตอรี่
การระเบิดก็มี 3 สาเหตุที่เห็นตามข่าว
1. ร้อนจัด ระเบิดขณะชาร์ต เพราะอุณหภูมิขึ้น
2. ร้อนจัด ระเบิดขณะใช้งาน ถ้าใช้งานก็จะมีความร้อนเพิ่มขึ้น
3. เสื่อมเอง ระเบิดเพราะเสื่อมตามสภาพ แบตบวมจนถึงจุดที่ระเบิดเองได้

เกี่ยวกับ K-Touch Battery
ผมก็มีแบตเตอรี่อยู่ก้อนหนึ่ง ปกติโทรศัพท์ก็ไม่ค่อยได้เปลี่ยนแบต
ถ้าไม่มีอาการอะไร แต่โทรศัพท์ของ K-Touch ซึ่งปัจจุบันปิดไปแล้ว
แบตเตอรี่บวมขึ้นมา ทำให้ปิดฝาโทรศัพท์ได้ไม่สนิท
พยายามหาซื้อ แต่หาไม่ได้ เพราะขนาดไม่ได้มาตรฐาน
บริษัทก็ปิดไปแล้วติดต่อไม่ได้
ในเฟสของบริษัทก็มีลูกค้าเข้าไปถามเรื่องแบตกันมาก
ทิ้งไว้ในตู้สักพัก กลับมาดูพบว่าแบตบวมกว่าเดิมมาก
ไม่ได้เสียบไฟ ไม่ได้ใช้งาน สุดท้ายก็ต้องทิ้ง เพราะอันตราย
http://www.siamphone.com/spec/ktouch/season.htm
http://www.siamphone.com/spec/ktouch/
https://www.facebook.com/ktouchm/

แบตเตอรี่แบบลิเธียม ไอออน (Lithium-ion)
คือ แบตเตอรี่ที่นิยมใช้กันมาก สามารถ Rechargeable
มีน้ำหนักเบา สะสมพลังงานได้หนาแน่น
เนื่องจากวัตถุดิบในการผลิตมีส่วนผสมของ โคบอลต์ออกไซด์
เมื่อแบตเตอรี่โดนความร้อนสูงระดับหนึ่งจะเกิดปฏิกิริยาเร่งความร้อนอัตโนมัติ
ส่งผลให้แบตเตอรี่ไหม้ หรือระเบิดได้
http://variety.teenee.com/foodforbrain/12135.html

ข้อคิดก่อนทำแบตเตอรี่ระเบิด
1. ชาร์ตต่อเนื่อง ลืมถอดเมื่อเต็ม
2. เปลี่ยนแบตเมื่อพบว่าผิดปกติ
3. อย่าลืมมือถือไว้หน้ารถ เพราะร้อนจัด ทำระเบิดได้
http://www.manager.co.th/CBizReview/ViewNews.aspx?NewsID=9560000085465

ไฟไหม้โทรศัพท์ Samsung Galaxy S4
ของเด็กผู้หญิงที่เก็บไว้ใต้หมอน และแบตเตอรี่เป็นของปลอม
ทำให้เกิดความร้อนสะสมจนเกิดไฟไหม้

http://www.techmoblog.com/Samsung-Galaxy-S4-catches-fire-under-the-pillow/

การศึกษากับยาพิษแอบแฝง

รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ
รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ

ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)
ได้จัดงาน 100 ปี ชาตกาล ศ. ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 6
การศึกษากับยาพิษแอบแฝง” ณ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
โดย รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

http://www.varakorn.com/

ชี้ว่าการศึกษาไทยมีแอบแฝงยาพิษ 8 อย่าง
อันตรายเทียบได้กับ “ปรอท” เพราะให้เด็กไทยตายลงช้า ๆ
ซึ่งต้องแก้ปัญหาร่วมกันทั้งครู พ่อแม่ สังคม และสื่อ
พร้อมเสนอว่าทักษะวิชาชีพ และทักษะ 4C จะช่วยให้เด็กไทยปลอดยาพิษ
4C ประกอบด้วย
1. การสื่อสาร (Communication) คือ มีทักษะการสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจได้
2. การคิด (Critical Thinking) คือ การคิดเป็นตาม 4 ขั้นตอน คือ
– เข้าใจสถานการณ์ที่เป็นอยู่
– เห็นแนวโน้มของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อไปได้
– แก้ไขปัญหาได้
– เรียนรู้และจดจำไว้สำหรับในอนาคต
3. การร่วมมือ (Collaboration) คือ ทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม
4. การคิดอย่างสร้างสรรค์ (Creativity)
ซึ่งทักษะทั้ง 4 ข้อนี้บวกกับวิชาชีพแล้วจะสามารถต้านทานการศึกษาชนิดยาพิษแอบแฝงได้ระดับหนึ่ง
แต่ถ้าใครคิดว่าเป็นการศึกษาที่เหมาะสมแล้ว ก็ไม่ควรมียาพิษมากขนาดนี้


8 ยาพิษที่แอบแฝงในการศึกษาไทย
http://thaipublica.org/2015/09/varakorn-14-9-2558/
1. Parent/Teacher Center คือ ไม่เป็น Student Center ครูจำนวนมากกั๊กไปสอนพิเศษ
2. ครอบงำความคิดของเด็ก มุงสอนให้เด็กคิดเหมือนตนเอง
มีหลักว่า “วัตถุประสงค์ของการศึกษาคือการทำให้กระจกกลายเป็นหน้าต่าง”
3. จงใจล้างสมอง ใส่ยาพิษชาตินิยมเข้าไป
ที่ถูกคือรักคนในชาติ รักเอกราช รักพรมแดน รักทรัพยากร รักผลประโยชน์ชาติ
คนไทยไม่เคยรู้เลยว่าในสมัยรัชกาลที่ 3
ไทยเคยไปเผาเวียงจันทน์ถึง 2 ครั้ง และเอาพระบางมาไว้ที่วัดบางขุนพรมที่กรุงเทพฯ
แต่คืนกลับไปลาวในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่ไม่รู้เพราะไม่ได้เรียน
ประวัติศาสตร์ คนไทยต้องเป็นพระเอก
4. การศึกษาที่ half-baked/misinformation/disinformation
คือ การศึกษาที่ให้ข้อมูลที่ผิด เช่น มันหมูเป็นสิ่งที่ควรกินอย่างยิ่ง
http://www.noyshop.com/web-board/board.php?newsId=1754
5. การศึกษาที่ทำให้เกิดเด็กลักษณะพิเศษที่ “เชื่อง” และ “หงอย”
นั่นคือเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย ซึ่งถือเป็นยาพิษอย่างหนึ่ง
เช่น การประเมินเด็กในสมุดพกว่า “ไม่ดื้อ”
สะท้อนค่านิยมคนไทยว่า ต้องการเด็กที่เชื่อง
6. การศึกษาขาดคุณภาพ
คนไทยเรียนมหาวิทยาลัยจำนวนมาก
เพราะเรียนแบบหลับๆ ตื่นๆ จบมาก็มีงานทำ
เนื่องจากสังคมยังดูดซับคนทำงานได้ตลอดเวลา
แต่ช่วงการดูดซับแรงงานได้อย่างนี้ใกล้จะจบสิ้นแล้ว
7. พ่อแม่รังแกฉัน ซึ่งเป็นยาพิษแน่นอน
โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่เขาบอกว่าเป็นเจเนอเรชั่นสตรอว์เบอร์รี
คือ ชอกช้ำง่ายมาก เนื่องจากพ่อแม่เลี้ยงดูเหมือนไข่ในหิน
บางครอบครัวเป็น single parent ด่าอดีตสามีหรืออดีตภรรยาให้ลูกฟังทุกวัน
8. หลักสูตรที่แอบซ่อน (hidden curriculum)
โดย Samuel Bowles และ Herbert Gintis
ได้ศึกษาเรื่องโรงเรียนในระบบทุนนิยมของอเมริกา
(Schooling in Capitalist America)
พบว่า การศึกษาในอเมริกาสอนให้ลูกจากชนชั้นกลางมี work ethics
คือ ขยัน ทำงานหนัก ทุ่มเท มาตรงเวลา
เพื่อให้เป็นแรงงานที่มีคุณค่าจนมองข้ามความคิดริเริ่มและความคิดอิสระ
เพราะต้องการคนกลุ่มนี้ไปเป็นแรงงานที่ส่งเสริมอุตสาหกรรม
สำหรับประเทศไทยก็มีหลักสูตรที่แอบซ่อนเช่นกัน
เพราะต้องการให้คนไทยเป็นคนไทย คิดอะไรไม่มาก เป็นชาตินิยม
ซึ่งหลักสูตรเหล่านี้ไม่ได้ต้องการให้คนไทยมีความคิดริเริ่ม

เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ ร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยเนชั่น

ลงนามความร่วมมือกับ บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน)
ลงนามความร่วมมือกับ บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน)

เมื่อวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน 2559 ณ โรงภาพยนตร์เมเจอร์
ได้มีการลงนามบันทึกความร่วมมือ
ระหว่าง มหาวิทยาลัยเนชั่น กับ บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน)
เปิดรับนักศึกษาเข้าโครงการสหกิจศึกษา และฝึกงานกับเครือเมเจอร์ ทั่วประเทศ
ซึ่งในเครือเมเจอร์มีแผนขยายสาขาต่อเนื่อง ต้องการทีมงานจำนวนมาก
แล้ว อ.ดรรชกร ศรีไพศาล รองคณบดี คณะบริหารธุรกิจ (ประจำศูนย์เนชั่น-บางนา)
สวมเสื้อสีขาวในภาพ เล่าให้ฟังว่านักศึกษาที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการได้
โดยเกณฑ์ขั้นต้นคือ มีเกรดเฉลี่ยสะสม 2.5 ขึ้นไป
ชายมีส่วนสูงไม่ต่ำกว่า 165 ซม. หญิงไม่ต่ำกว่า 160 ซม.
หากนักศึกษามีความสนใจเป็นพิเศษ แต่ติดเกณฑ์บางข้อ ก็มาคุยกันได้
เพราะมีคุณสมบัติ หรือความสามารถอื่นที่ใช้ประกอบการพิจารณา ของอาจารย์ที่ปรึกษา
ก่อนส่งไปเข้า โครงการสหกิจศึกษา หรือฝึกงาน
มีหลายสาขาให้เลือกลง อาทิ

สาขา และจำนวนโรงภาพยนตร์
สาขา และจำนวนโรงภาพยนตร์

การทำโครงการสหกิจ หรือฝึกงาน มีตัวแบบปัจจจัยความสำเร็จ
ที่ ดร.วันชาติ นภาศรี ธวัชชัย แสนชมภู สิริรัตน์ เลิศมีมงคลชัย
เคยนำเสนอจากการศึกษาวิจัย มี 12 ปัจจัย

1. การสนับสนุนของผู้บริหารระดับสูง (Top Management Support)
2. การมีความรู้ ความเข้าใจในพันธกิจสหกิจศึกษา (Co-op Mission)
3. การจัดโครงสร้างงาน ระบบ & กลไก (Organization Management)
4. การจัดการความรู้สหกิจศึกษา (Co–op Knowledge Management)
5. การจัดทำแผนกลยุทธ์/คู่มือการปฏิบัติงาน (Co-op Schedule/Strategy Plan)
6. การสร้างการยอมรับ เห็นคุณค่า และประโยชน์ร่วมกัน (Stakeholder Acceptance)
7. การปรึกษาหารือ การให้คำแนะนำ การนิเทศ  (Consultation)
8. การติดต่อสื่อสาร การประสานงาน (Communication)
9. การจัดการทรัพยากร  (Resource Management)
10. เครือข่ายความร่วมมือ (Net Working)
11. การแก้ไขปัญหา และอุปสรรคที่เหนือความคาดหมาย (Troubleshooting)
12. การติดตามประเมินผล และการรับรู้ข้อมูลป้อนกลับ  (Monitoring Evaluation & Feedback)

ตัวแบบปัจจัยความสำเร็จสหกิจศึกษา

 

 

 

 

ซื้อตั๋วหนังผ่านแอพบนสมาร์ทโฟน (itinlife550)

ปรับพื้นฐานนักศึกษาใหม่

เตรียมความพร้อมนักศึกษาใหม่
เตรียมความพร้อมนักศึกษาใหม่

เห็นกิจกรรมการปรับพื้นฐานนักศึกษาใหม่ แล้วชอบครับ
เพราะปัจจุบันทุกหลักสูตรในประเทศไทยต้องมีกิจกรรมนี้
เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมนักศึกษาใหม่
ทั้งกาย ใจ ความรู้ ความเข้าใจในหลักสูตร สถาบัน และการเรียนป.ตรี
ให้พร้อมก่อนเข้าเรียนในหลักสูตรที่เลือกไว้
เพื่อป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในชั้นปีที่ 1
– ไม่เข้าใจในหลักสูตรว่าเรียนเกี่ยวกับอะไร
– ไม่เข้าใจกระบวนการเรียนในระดับอุดมศึกษา
– ไม่ทราบถึงสิ่งที่สถาบันจัดเตรียมไว้สนับสนุนการเรียนการสอน
– ขาดความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน และอาจารย์ในหลักสูตร
– ขาดความคุ้นเคย ใกล้ชิด หรือไม่รู้จักผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลนักศึกษา
สอดรับกับเกณฑ์ประกันระดับหลักสูตร ปี 2557
องค์ประกอบที่ 3 หน้า 67 ตัวบ่งชี้ที่ 3.1 การรับนักศึกษา
https://www.facebook.com/NationUNews/photos/?tab=album&album_id=1024154837661601

มีอะไรต้องเก็บงำไว้ facebook.com เขามีบริการ save link หรือ post ไว้กลับมาอ่านได้

save หรือ unsave ก็ทำได้
save หรือ unsave ก็ทำได้

เวลามีลิงค์ดี ๆ ที่อยาก save ไว้ หรือโพสต์ที่เพื่อนขาเดฟ
เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันทางสายวิชาชีพ
ถ้าชอบก็จะจัดเก็บไว้ มี 2 วิธีที่ผมทำประจำ และด่วนด้วย
1. ปกติแล้วผมจะแชร์เข้า private message
อาจเป็นของตนเอง หรือของเพื่อนสนิทสักคน
หรืออีกบัญชีหนึ่งที่สมัครไว้ใช้งาน
ทำโดย กด share แล้วเลือกชื่อคนที่จะแชร์ไป ผมมักทำเมื่อใช้อุปกรณ์
ปล. มีครั้งหนึ่งแชร์พลาด ส่งไปให้ อ.เกียรติ เพราะลำดับในรายการเปลี่ยน human error เลย

เข้า activity log ดูรายการที่ save ไว้
เข้า activity log ดูรายการที่ save ไว้

Kawin กับ Sun ชวนแลกเปลี่ยนเรื่อง responsive กับ bootstrap
เก็บไว้ครับ  https://www.facebook.com/ajburin/posts/10154188440133895

2. การ save ด้วยคุณสมบัติของ facebook เหมาะกับบน PC
ทำโดย คลิ๊กสามเหลี่ยมที่มุมบนขวาของโพสต์แล้วเลือก save post
หลังจาก save ไว้แล้ว ถ้าอยากดูที่ save ไว้ ทำตามนี้
– เข้า profile ของเรา
– เลือก view activity log ที่อยู่บนภาพปก
– มีหัวข้อ Filters ทางเมนูซ้าย คลิ๊กคำว่า More ใต้ Comments
– ก็จะพบคำว่า Saved ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ 26 ใต้หัวข้อ Filters
– จะพบโพสต์ที่ saved แยกตามเดือน ไม่เก็บไว้ก็เลือก Delete ได้

ท่านใดชอบเก็บอะไรในเฟสบุ๊คไว้อ่านภายหลัง
ก็จะได้ประโยชน์กับบริการตัวนี้ครับ

ความแตกต่างของ id และ class

CSS : Cascading Style Sheets กลายเป็นข้อควรรู้ที่จำเป็นสำหรับนักพัฒนาเว็บไซต์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
CSS : Cascading Style Sheets กลายเป็นข้อควรรู้ที่จำเป็นสำหรับนักพัฒนาเว็บไซต์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

วันนี้ 11 มิ.ย.59 ว่าจะจัดการเรื่อง float:left ใน web2 ให้เรียบร้อย แต่มาใช้เวลากับการนั่งทดสอบ Developer tools ของ chrome นานไปหน่อย ติดใจเลย
ทำให้ได้เรียนรู้ว่า chrome ช่วยให้การปรับแต่งเว็บไซต์ง่ายกว่าใช้ editor ธรรมดาอย่าง editplus มาก
http://www.thaiall.com/web2

เรื่อง CSS : Cascading Style Sheets กลายเป็นข้อควรรู้ที่จำเป็นสำหรับนักพัฒนาเว็บไซต์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัจจุบัน CSS มีถึงรุ่น 3 แล้ว ในการใช้งานจริงมักสร้าง CSS แบบ External style sheet เพราะแฟ้มอื่นเรียกใช้ได้ ส่วน Internal style sheet ก็จะเรียกใช้ได้เฉพาะในแฟ้มนั้น ส่วน Inline style ก็จะพิมพ์คำว่า style ต่อท้าย tag นั้นไปเลย ซึ่งตัวแปรหลัก 2 แบบที่กำหนดเองใน CSS มี 2 แบบคือ id กับ class

การกำหนด และการเรียกใช้ต่างกันไป
ถ้าเป็น id จะขึ้นต้นด้วย # แต่เป็น class จะขึ้นต้นด้วย . ถ้าเรียกใช้ id จะใช้ properties name ว่า id ส่วนเรียกใช้ class จะใช้ properties name ว่า class

สิ่งที่แตกต่างกัน คือ id จะเรียกใช้ครั้งเดียว แต่ class เรียกใช้ได้หลายครั้ง ถ้าวางแผนอย่างใจเย็นก็จะใช้ประโยชน์จาก css ได้อย่างเต็มที่ มีตัวอย่างที่ css_sample.htm หากจะทดสอบการปรับแต่ง css ทำได้ที่ w3schools.com

 

<html><head><style type=”text/css”>
#header {background:yellow;font-size:20px;}
.title-text {color:red;}
p.big { font-size:40px; }
span.small { font-size:10px; }
table, th, td { border: 1px solid black; }
.burin1 {color:red;border: 2px}
.burin2 {font-size:20px;float:left;}
.burin3 {color:blue;font-size:30px;float:left;}
</style><body id=”header” class=”title-text”>
<span style=”color:green;”>hello</span><p class=”big”>my</p>
<span class=”small”>friend</span><span class=”small”>is tom.</span>
<table class=”burin1″><tr><td>one</td></tr></table>
<table class=”burin2″><tr><td>two</td></tr></table>
<table class=”burin3″><tr><td>three</td></tr></table>
http://www.w3schools.com/css/css_table.asp
</body></html>

น.ศ.สาวเนชั่น อยู่แม่ฮ่องสอนมาเรียนลำปาง ต้องเปิดร้านขายน้ำส้มคั้นส่งตัวเองเรียน

น้องแอน โชติชนิต สนธิ นักศึกษาปี 3 คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ
น้องแอน โชติชนิต สนธิ นักศึกษาปี 3
คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ

ในกลุ่ม Lampang City มีการวิจารณ์กันมาก ว่าน้ำส้มอร่อย
ที่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเนชั่น ไปทำงานขายน้ำส้มคั้นหาเงินเรียนหนังสือ
มีการกดไลค์ภาพน้องแอน โชติชนิต สนธิ นักศึกษาปี 3
คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง
ใน 12 ชั่วโมงไปพันกว่าครั้ง วิพากษ์กันไป 30 กว่าเม้นท์
https://www.facebook.com/groups/243126115797740/permalink/943272402449771/

พบข้อความประกอบภาพว่า
พบเด็กเรียนดี ขยันทำกิน ต้องส่งเสริม
เป็นกำลังใจให้น้องแอน นักศึกษาสาวปี 3 กำลังเรียนด้านสุขภาพ
เด็กเรียนดีจากแม่ฮ่องสอน มาเรียนที่ลำปาง
ทำงานพิเศษส่งตัวเองเรียน ใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียน
ด้วยการเปิดร้านขายน้ำส้มคั้นสด มีแพกเกจสวยงาม
อยู่ข้าง 7-11 ตรงข้ามประตูเข้าอาคารบุญชูตรีทอง ลำปาง
อีก 1 ปีก็จะสำเร็จการศึกษาแล้ว สู่ต่อไป สาวแม่ฮ่องสอน

วิชาที่ใช้สำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยทั้งสอบตรงและแอดมิชชั่น

เรียนอะไร จะได้มีอาชีพใน asean
เรียนอะไร จะได้มีอาชีพใน asean

การสอบเข้ามหาวิทยาลัย นักเรียนทุกคน
ต้องสอบวิชาสามัญ และวิชาเฉพาะสาย
สัดส่วนของสองกลุ่มนี้จะต่างกันไปในแต่ละหลักสูตร
หลายมหาวิทยาลัยจัดรับตรง คือใช้ข้อสอบของตนเอง
ก็จะกำหนดวิชาที่สอบแตกต่างไปบ้างกับสอบแอดมิชชั่น

1. วิชาสำหรับสอบเข้าเรียนแพทย์โดยทั่วไป
ต้องสอบ 7 วิชา 1)ฟิสิกส์ 2)เคมี 3)ชีวะ 4)คณิต1 5)ไทย 6)อังกฤษ 7)สังคม
และวิชาเฉพาะ (ความถนัดทางวิทยาศาสตร์)

2. การสอบตรงนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์
ต้องสอบวิชาของธรรมศาสตร์ ใน 100% มีดังนี้
1) ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมาย  10%
2) ความสามารถในการใช้กฎหมาย  30%
3) เรียงความ  10%
4) ย่อความ  10%
5) ภาษาอังกฤษ  20%
6) ความถนัดเชิงวิชาการ (SAT)  20%

3. สัดส่วนที่ใช้คำนวณคะแนน
GAT (General Aptitude Test) ความถนัดทั่วไป
PAT (Professional Aptitude Test) ความถนัดทางด้านวิชาชีพและวิชาการ
– ผลการเรียนเฉลี่ยสะสม (GPAX)
– ผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET)
– ผลการทดสอบความถนัดทั่วไป (GAT)
– ผลการทดสอบความถนัดทางวิชาชีพและวิชาการ (PAT)

4. GAT กับ PAT ต่างกันชัดเจน
GAT = ความถนัดทั่วไป
PAT1 = ความถนัดทางคณิตศาสตร์
PAT2 = ความถนัดทางวิทยาศาสตร์
PAT3 = ความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์
PAT4 = ความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์
PAT5 = ความถนัดทางวิชาชีพครู
PAT6 = ความถนัดทางศิลปกรรมศาสตร์
PAT7.1 = ความถนัดทางภาษาฝรั่งเศส
PAT7.2 = ความถนัดทางภาษาเยอรมัน
PAT7.3 = ความถนัดทางภาษาญี่ปุ่น
PAT7.4 = ความถนัดทางภาษาจีน
PAT7.5 = ความถนัดทางภาษาอาหรับ
PAT7.6 = ความถนัดทางภาษาบาลี

5. สัดส่วนการใช้คะแนน GAT PAT ของคณะต่าง ๆ
http://www.tlcthai.com/education/gat-pat/48432.html
http://www.dek-d.com/admission/33015/
กลุ่มที่ 1 คณะสัตวแพทยฯ , คณะสหเวชศาสตร์ , คณะพยาบาลศาสตร์
คณะสาธารณสุขฯ, คณะเทคนิคการแพทย์ , คณะวิทยาศาสตร์กีฬา
GPAX 20% , O-NET 30% , GAT 20% และ PAT 2 30%

กลุ่มที่ 2 คณะทันตแพทยศาสตร์
GPAX 20% , O-NET 30% , GAT 20%, PAT 1 10% และ PAT 2 20%

กลุ่มที่ 3 คณะเภสัชศาสตร์
GPAX 20% , O-NET 30% , GAT 10% และ PAT 2 40%

กลุ่มที่ 4 คณะวิทยาศาสตร์ , คณะทรัพยากรธรรมชาติ
GPAX 20% , O-NET 30% , GAT 10% , PAT 1 10% และ PAT 2 30%

กลุ่มที่ 5 คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ
GPAX 20% , O-NET 30% , GAT 10% , PAT 1 20% และ PAT 2 20%

กลุ่มที่ 6 คณะวิศวกรรมศาสตร์
GPAX 20% , O-NET 30% , GAT 15% , PAT 2 15% และ PAT 3 20%
* รับตรงคณะกลุ่มนี้บางมหาวิทยาลัย กำหนดให้สอบ PAT1
เช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และ ม.เกษตรศาสตร์

กลุ่มที่ 7 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
GPAX 20% , O-NET 30% , GAT 10% และ PAT 4 40%

กลุ่มที่ 8 คณะเกษตรศาสตร์ , คณะวนศาสตร์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร
GPAX 20% , O-NET 30% , GAT 10% , PAT 1 10% และ PAT 2 30%

กลุ่มที่ 9 คณะบริหารธุรกิจ , คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี , คณะเศรษฐศาสตร์
GPAX 20% , O-NET 30% , GAT 30% และ PAT 1 20%
* รับตรงคณะกลุ่มนี้บางมหาวิทยาลัย กำหนดให้สอบ PAT2
เช่น คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ

กลุ่มที่ 10 คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม
รูปแบบที่ 1 GPAX 20% , O-NET 30% และ GAT 50%
รูปแบบที่ 2 GPAX 20% , O-NET 30% , GAT 40%
และ PAT 7 (เลือก 1 วิชา) 10%

กลุ่มที่ 11 คณะครุศาสตร์ , คณะศึกษาศาสตร์
รูปแบบที่ 1 GPAX 20% , O-NET 30% , GAT 20% และ PAT 5 30%
รูปแบบที่ 2 GPAX 20% , O-NET 30% , GAT 10% , PAT 5 20%
และ PAT 1/2/3/4/6/7 (เลือก 1 วิชา) 20%

กลุ่มที่ 12 คณะศิลปกรรมศาสตร์ , คณะวิจิตรศิลป์ , คณะดุริยางฯ , คณะศิลปการออกแบบ
GPAX 20% , O-NET 30% , GAT 10% และ PAT 4/6 (เลือก 1 วิชา) 40%

กลุ่มที่ 13 คณะนิเทศศาสตร์, คณะอักษรศาสตร์, คณะศิลปศาสตร์, คณะมนุษยศาสตร์
คณะรัฐศาสตร์ , คณะนิติศาสตร์ , คณะสังคมวิทยา , คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์
รูปแบบที่ 1 GPAX 20% , O-NET 30% , GAT 30% และ PAT 1 20%
รูปแบบที่ 2 GPAX 20% , O-NET 30% และ GAT 50%
รูปแบบที่ 3 GPAX 20% , O-NET 30% , GAT 30% และ PAT 7 20%

มีข่าวว่า
อันดับหนึ่งของประเทศสอบได้วารสารศาสตร์

ปี 2559 และ 2558 ผลสอบแอดมิชชั่น 6 อันดับแรกเลือกสายสังคมศาสตร์ทั้งหมด

ปี 2559 และ 2558 ผลสอบแอดมิชชั่น 6 อันดับแรกเลือกสายสังคมศาสตร์ทั้งหมด

นั่งดูข้อมูลเด็ก ๆ ทั้ง 12 คน พบว่า
ปี 2559 จุฬา 4 ธรรมศาสตร์ 2 ปี 2558 จุฬา 4 ธรรมศาสตร์ 1 เชียงใหม่ 1
แสดงว่า เด็กในประเทศไทยที่เก่งเลือกเรียนจุฬากับธรรมศาสตร์เป็นส่วนใหญ่
เด็กทั้ง 12 คน เป็นเด็กต่างจังหวัด 6 คน กรุงเทพฯ 6 คน
แสดงว่า เด็กเก่งทั้ง 76 จังหวัดมีจำนวนเท่ากับเด็กเก่งที่กรุงเทพฯ จังหวัดเดียว
เด็กทั้ง 12 คน มาจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 3 คน ปรินส์ 2 คน สาธิตปทุมวัน 2
แสดงว่า โรงเรียนที่มีเด็กเก่งเข้าเรียนคงหนีไม่พ้น 3 โรงเรียนนี้ และโรงเรียนที่เหลือ

ศึกษานารี สายวิทย์ สอบติดยกห้อง
ศึกษานารี สายวิทย์ สอบติดยกห้อง

ก็อยากสรุปเหมือนกันนะครับ ว่า เดี๋ยวนี้เด็กเก่งเลือกเรียนสายสังคมมากกว่าสายวิทย์
แต่หลังผลสอบออก ข่าวโรงเรียนศึกษานารี ห้อง 6/3 จะดังกลบข่าวอื่นซะหมด
เด็กห้องนี้ 29 สายวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ สอบติดยกห้อง
ส่วนห้องอื่นก็สอบได้มหาวิทยาลัยของรัฐทั้งสอบตรง และแอดมิชชั่น เฉลี่ย 95%
http://www.thairath.co.th/content/633720

จากข้อมูลที่มีการเผยแพร่โดย ทปอ. ปี 2559
ถึงผลสอบนักเรียน ม.6 เข้ามหาวิทยาลัย มีผู้สมัครแอดมิชชั่นส์ทั้งสิ้น 105,046 คน
มีผู้ผ่านการคัดเลือกมีสิทธิ์เข้าสอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย จำนวน 85,834 คน
จากจำนวนรับทั้งสิ้น 156,216 คน
พบว่าคนที่สอบได้คะแนนสูง 6 อันดับแรก เลือกสายสังคมศาสตร์ มีดังนี้
ที่หนึ่ง เลือก คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ธรรมศาสตร์
จาก เตรียมอุดมศึกษา (สมัครรอบ 2)
ที่สอง เลือก คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จาก ปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย เชียงใหม่
ที่สาม เลือก คณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ ธรรมศาสตร์
จาก สุรนารีวิทยา นครราชสีมา
ที่สี่ เลือก คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จาก สาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ที่ห้า เลือก คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จาก เตรียมอุดมศึกษา
ที่หก เลือก คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จาก อัสสัมชัญสมุทรปราการ
http://www.komchadluek.net/news/detail/229003
http://www.tlcthai.com/education/admission/111928.html
http://www.thairath.co.th/content/632708

สอดคล้องกับ ปี 2558 ที่ผลสอบแอดมิชชั่นได้คะแนนสูง
ที่หนึ่ง เลือก คณะนิเทศศาสตร์ สาขาภาพยนตร์-โฆษณา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จาก สาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน กรุงเทพฯ
http://www.thairath.co.th/content/504739
ที่สอง เลือก คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จาก โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย เชียงใหม่
ที่สาม เลือก คณะรัฐศาสตร์ สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จาก สาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน กรุงเทพฯ
ที่สี่ เลือก คณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ ธรรมศาสตร์
จาก โรงเรียนสตรีวิทยา กรุงเทพฯ
ที่ห้า เลือก คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จาก โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ
ที่หก เลือก คณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
จาก โรงเรียนผดุงปัญญา ตาก
http://teen.mthai.com/education/94484.html

หาข้อมูลขนาดจอภาพที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

ความละเอียดของจอคอมพิวเตอร์
ความละเอียดของจอคอมพิวเตอร์

ในอดีต สมัยหนุ่ม นั่งดูความละเอียดของจอภาพ (Resolution)
ก็มีอยู่ไม่กี่แบบ ที่จำได้ก็มี 1024*768 กับ 800*600 และ 640*480
ส่วนจอ 1280*1024 สมัยนั้นไกลฝันมาก ได้แต่มอง ๆ
หลัง ๆ มาเค้าใช้จอกันหลายแบบ หัวหน้ายังชวนใช้ตระกูลไออยู่พักหนึ่ง
ต่อมาหัวหน้าและผองเพื่อน ก็เปลี่ยนเป็นตระกูลซัมกันหมดแล้ว

ข้อมูล resolution ของ gotoknow.org แสดงใน truehits.net
ข้อมูล resolution ของ gotoknow.org แสดงใน truehits.net

วันนี้ 5 มิ.ย.59 หาข้อมูลความละเอียดว่าชาวโลกเค้าไปถึงไหน
ก็เข้าไปดูระบบรายงานพบว่า ชาวบ้านชาวช่องเข้าใช้จอแบบไหน
เวลาออกแบบเว็บเพจทั้งความกว้าง และความสูง ก็จะได้เข้ากับเค้าได้
สถิติเดือนพฤษภาคม 2559 ของ gotoknow.org ใน truehits.net
ที่เก็บไว้นั้น น่าจะแสดงเพียง 60 แบบ เห็นข้อมูลแล้วก็ต้องพิจารณาตัวเลข
ผู้ออกแบบเว็บเพจจะออกแบบให้จอภาพเหมาะกับทั้ง 60 แบบ นั่นก็เกินไป
ที่สนใจมี 3 แบบ คือ
กว้าง 360*640 (Galaxy S5)
กว้าง 320*568 (iphone5)
กว้าง 375*667(iphone6)

ส่วนที่เกิน 375 หรือ 411*731(Nexus 5X)
หรืออย่าง ipad ที่กว้าง 768*1024 ผมจัดไปอยู่ในกลุ่ม desktop หมดครับ
http://www.truehits.net/module/stats.php?G_CODET=r0028004&t=2&y=2016&m=05&d=&code=4&Web=gotoknow.org
#webdeveloper #responsive #viewport #pagespeed