ความหมายการวิจัย
เว็บเพจสำรอง (Backup Webpages) : thaiall.com | thaiabc.com
ปรับปรุง : 2557-07-15 (เพิ่ม ioc)
หน้าหลัก : ความหมาย : ประเภท : รวบรวมข้อมูล
ความหมาย การวิจัย คือ การค้นคว้าหาความจริงโดยวิธีการอย่างมีระบบที่เชื่อถือได้ หรือวิธีการวิทยาศาสตร์นั่นเอง [Lehmann and Mehrens อ้างโดย ล้วน สายยศและอังคณา สายยศ เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา 2536 หน้า 9]
การวิจัย คือ การวิจัยทางสังคมเป็นวิธีการศึกษาวิเคราะห์และกำหนดแนวความคิดเกี่ยวกับชีวิตทางสังคม เพื่อที่จะขยาย แก้ไข หรือพิสูจน์ความรู้ ไม่ว่าความรู้นั้นจะช่วยสร้างทฤษฏีหรือใช้ในการปฏิบัติ [อำนวย ชูวงษ์ ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์ 2519 หน้า 3]
การวิจัย คือ การศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์โดยใช้วิธีทางตรรกวิทยาอย่างมีระบบ เพื่อค้นหาข้อเท็จจริงใหม่ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงเก่า และเพื่อวิเคราะห์ผลก่อนหลังของความสัมพันธ์ระหว่างกัน
การวิจัย คือ การตั้งคำถาม แล้วดำเนินการ เพื่อหาคำตอบ
การวิจัย คือ กระบวนการคิด แล้วทำอย่างเป็นระบบ เพื่อค้นหาองค์ความรู้ใหม่ หรือพิสูจน์ความรู้เดิม
? นักวิจัย หมายถึง ผู้ที่ดำเนินการค้นคว้าหาความรู้ อย่างเป็นระบบ เพื่อตอบประเด็นที่สงสัย โดยมีระเบียบวิธีอันเป็นที่ยอมรับ ในแต่ละศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งครอบคลุมทั้งแนวคิด มโนทัศน์ และวิธีการที่ใช้ในการรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูล จรรยาบรรณ หมายถึง หลักความประพฤติอันเหมาะสม แสดงถึงคุณธรรมและจริยธรรม ในการประกอบอาชีพ ที่กลุ่มบุคคลแต่ละสาขาวิชาชีพ ประมวลขึ้นไว้เป็นหลัก เพื่อให้สมาชิกในสาขาวิชาชีพนั้น ๆ ยึดถือปฏิบัติ เพื่อรักษาชื่อเสียง และส่งเสริมเกียรติคุณ ของสาขาวิชาชีพของตน จรรยาบรรณนักวิจัย หมายถึง หลักเกณฑ์ควรประพฤติปฏิบัต ิของนักวิจัยทั่วไป เพื่อให้การดำเนินงานวิจัย ตั้งอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรม และหลักวิชาการที่เหมาะสม ตลอดจนประกันมาตรฐาน ของการศึกษาค้นคว้า ให้เป็นไป อย่างสมศักดิ์ศรี และเกียรติภูมิของนักวิจัย
ประเภท การวิจัยและพัฒนา (อ้างอิง : nrct.net 2006-02-11)
คือ งานที่มีลักษณะสร้างสรรค์ ซึ่งดำเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อเพิ่มพูนคลังความรู้ ทั้งความรู้ที่เกี่ยวกับมนุษย์ วัฒนธรรม และสังคม และการใช้ความรู้เหล่านี้ เพื่อประดิษฐ์คิดค้นสิ่งที่เป็นประโยชน์ใหม่ๆ
จำแนกได้ 3 ประเภท
1. การวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) เป็นการศึกษาค้นคว้าในทางทฤษฎีหรือในห้องทดลอง เพื่อหาความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับสมุหฐานของปรากฏการณ์และความจริงที่สามารถสังเกตได้ โดยที่ยังไม่มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน หรือเฉพาะเจาะจงในการนำผลการวิจัยไปใช้ในงานทางปฏิบัติ
2. การวิจัยประยุกต์ (Applied Research) เป็นการศึกษาค้นคว้าเพื่อหาความรู้ใหม่ๆ โดยมีวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายเบื้องต้นที่จะนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง
3. การพัฒนาการทดลอง (Experimental Development) เป็นการศึกษาอย่างมีระบบ นำความรู้ที่มีอยู่แล้วจากการวิจัยหรือจากประสบการณ์ในการปฏิบัติงานประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ ผลิตผลและเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อสร้างขบวนการ ระบบและการให้บริการใหม่ๆ ขึ้น และปรับปรุงสิ่งที่ประดิษฐ์หรือก่อตั้งขึ้นแล้วให้ดีขึ้น
หนังสืออ้างอิง
- ระเบียบวิธีวิจัยธุรกิจ, นราศรี ไววนิชกุล และชูศักดิ์ อุดมศรี, 2533
ทฤษฎี ทฤษฎี คืออะไร (แหล่งอ้างอิง : /theory # )
คือ กลุ่มความสัมพันธ์ของแนวคิด คำนิยาม และองค์ประกอบที่ใช้อธิบายลักษณะของปรากฏการณ์หนึ่ง และชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะอธิบายหรือคาดเดาปรากฏการณ์นั้น
คือ สมมติฐานที่ได้รับการตรวจสอบ และทดลองหลายครั้งหลายหน จนสามารถอธิบายข้อเท็จจริง สามารถคาดคะเนทำนายเหตุการณ์ทั่ว ๆ ไป ที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์นั้นอย่างถูกต้อง และมีเหตุผลเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป จึงเป็นผลให้สมมติฐานกลายเป็นทฤษฎี เช่น ทฤษฎีเซลล์ (Cell theory) ทฤษฏีวิวัฒนาการ (the evolution theory) เป็นต้น
ขั้นตอนการศึกษาค้นคว้าอิสระ หรือวิทยานิพนธ์
ในสายสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
9 เม.ย.57 มีโอกาสพูดคุยกับนักศึกษาเรื่องการเขียนผังงาน ว่าเขียนแบบใดนำไปเขียนโปรแกรมได้ และได้คุยกับนักศึกษาที่ทำ IS และบุคลากรที่สนใจใช้ SPSS เพื่อให้เห็นภาพรวมของการประมวลผลข้อมูลทางสถิติ ต้องรู้ว่าเริ่มต้นอย่างไร และสิ้นสุดอย่างไร เพราะการประมวลผล T-Test, F-Test, Chi-Square หรือ One-way ANOVA เป็นเพียงขั้นตอนตรงกลางของการวิจัยทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์เท่านั้น

ขั้นตอนโดยทั่วไป
1. พิจารณากำหนดประเด็นที่สนใจ
2. ทบทวนวรรณกรรม และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
3. ได้หัวข้อและวัตถุประสงค์
4. เขียนเค้าโครง กำหนดประชากร วิธีการ เครื่องมือ กรอกแนวคิด และเขียนข้อเสนอโครงการ
5. สอบป้องกันเค้าโครง (ต้องผ่านการอนุมัติจาก อาจารย์ที่ปรึกษา)
6. สอบต่อคณะกรรมการ ถ้าไม่ผ่านไปทำข้อ 1 ใหม่
7. ดำเนินการเก็บข้อมูล และประมวลผล
8. เขียนผลการดำเนินงาน สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
9. สอบป้องกัน (ต้องผ่านการอนุมัติจาก อาจารย์ที่ปรึกษา)
10. สอบต่อคณะกรรมการ ถ้าไม่ผ่านไปทำข้อ 1 หรือข้อ 7 แล้วแต่กรณี
+ research.pptx
แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ทางด้านบริหารธุรกิจ
  1. ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 4Ps หรือ 7Ps หรือ 7Cs
    มุมมองของผู้ขาย โดย Philip Kotler นำมาใช้วิเคราะห์ SWOT ได้
    1. สินค้า (Product)
    2. ราคา (Price)
    3. สถานที่ (Place)
    4. การส่งเสริมการตลาด (Promotion)
    5. พนักงาน (People)
    6. สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ (Physical Evidence and Presentation)
    7. กระบวนการ (Process)

    มุมมองของลูกค้า
    1. ผลิตภัณฑ์ตอบสนองความต้องการ (Customer Solution / Customer Needs)
    2. ราคา คือต้นทุนของลูกค้า (Customer Cost)
    3. ความสะดวกในการหาซื้อสินค้า (Convenience Choice)
    4. การสื่อสารรายละเอียดสินค้า (Communication)
    5. การดูแลลูกค้า กิริยา มารยาทของผู้ขาย (Caring / Competence Courtesy)
    6. ความสะดวกสบาย (Comfortable / Comfort Cleanliness)
    7. ความสมบูรณ์ต่อเนื่องในการประสานงาน (Complete / Coordination Continuity)

    + http://www.smartdraw.com/examples/view/7ps+marketing+mix/
    + http://thesisavenue.blogspot.com/2008/09/marketing-mix-7ps.html
    + http://golfweerawat.blogspot.com/2013/04/7ps-vs-7cs.html
  2. โมเดลพฤติกรรมผู้บริโภค : การตัดสินใจซื้อ (Buying Decision Process)
    Consumer behavior model (Kotler, 2003, p.184)
    การตัดสินใจซื้อ (Buying Decision)
    1. การเลือกผลิตภัณฑ์ (Product)
    2. การเลือกตราสินค้า (Brand)
    3. การเลือกผู้ขาย (Buyer)
    4. เวลาที่ทำการซื้อ (Time)
    5. ปริมาณการซื้อ (Amount)
    6. เงื่อนไขในการชำระเงิน (Criteria)

    กระบวนการตัดสินใจของผู้ซื้อ
    (อดุลย์ จาตุรงคกุล, 2543, หน้า 160)
    1. การตระหนักถึงความต้องการ (Need Recognition)
    2. การเสาะแสวงหาข่าวสาร (Information Search)
    3. การประเมินทางเลือก (Evaluation of Alternatives) [Kotler]
    4. การตัดสินใจซื้อ (Purchase Decision)
    5. พฤติกรรมหลังการซื้อ (Post Purchase Behavior)

    + http://www.b2bmarketing.net/blog/posts/2013/06/24/5-steps-understanding-your-customer%E2%80%99s-buying-process
    + http://en.wikipedia.org/wiki/Buying_decision_process
    + http://www.ex-mba.buu.ac.th/research/Nonthaburi/PM4/51720563/05_ch2.pdf
  3. หลัก 12 ประการของความมีประสิทธิภาพ
    Harring Emerson - http://www.vectorstudy.com/management-theories/twelve-principles-of-efficiency
    1. กำหนดแนวคิดในการทำงานให้กระจ่าง (Clearly defined ideals)
    2. ใช้สามัญสำนึกในการมองโอกาส ปัญหา และความเป็นจริง (Common sense)
    3. การปรึกษาหารือต้องครบถ้วน และสมบูรณ์ (Competent counsel)
    4. รักษาระเบียบวินัยในการทำงาน (Discipline)
    5. ปฏิบัติงานอย่างยุติธรรม (The fair deal)
    6. มีความน่าเชื่อถือ ทันทีทันใด และบันทึกการปฏิบัติงานอย่างเพียงพอ (Reliable, immediate and adequate records)
    7. กระจายข้อมูลข่าวสารให้ทั่วถึง (Despatching)
    8. มีมาตรฐานและเป็นไปตามกำหนดเวลา (Standards and schedules)
    9. มีเงื่อนไขที่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ (Standardized conditions)
    10. มีการดำเนินงานตามมาตรฐาน (Standardized operations)
    11. มีคู่มือการปฏิบัติงานที่เป็นมาตรฐาน (Written standard-practice instructions)
    12. มีรางวัลแก่ผู้ทำงานมีประสิทธิภาพ (Efficiency-reward)
  4. รูปแบบของการมีส่วนร่วม หรือส่วนเกี่ยวข้อง
    โคเฮน และอัพฮอฟ - Cohen and Uphoff (1981 : 6)
    1. การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (Decision Making)
    2. การมีส่วนร่วมในการปฏิบัติ (Working)
    3. การมีส่วนร่วมในการแบ่งปันผลประโยชน์ (Benefits)
    4. การมีส่วนร่วมในการประเมินผล (Evaluation)
    + http://resjournal.kku.ac.th/social%28be%29/PDF/10%282%29225-235.pdf
  5. ปัจจัยกำหนดคุณภาพการบริการ
    คุณภาพของการบริการ (Service Quality) หมายถึง การประเมินของผู้บริโภคเกี่ยวกับความดีเลิศ หรือความเหนือกว่าของการบริการ (Zeithaml. 1988: 2-22) ซึ่งพาราสุรามัน และคณะได้เสนอเพิ่มเติมว่า คุณภาพของการบริการตามความรับรู้ (Perceived Service Quality) ของผู้บริโภค คือ การประเมิน หรือการลงความเห็นเกี่ยวกับความดีเลิศของการให้บริการโดยรวม เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการเปรียบเทียบของผู้บริโภค ระหว่างความคาดหวังของพวกเขาเกี่ยวกับคุณภาพการให้บริการ และการบริการที่พวกเขาได้รับจริง (Parasuraman’ et al 1994: 201-230)
    กฤษฎ์ อุทัยรัตน์ (2542: 2-139) อธิบายถึง ปัจจัยกำหนดคุณภาพการบริการไว้ 10 เกณฑ์ ดังนี้
    1. ความสามารถ (Competence) ในการให้บริการที่เหมาะสม มีความชำนาญในหน้าที่นั้น
    2. ความสุภาพ (Courtesy) ถ่อมตนให้เกียรติ รักษามารยาทต่อผู้รับบริการ และผู้รับบริการต้องมาก่อน
    3. ความน่าเชื่อถือ (Creditability) เป็นภาพรวมของการให้บริการ ทั้งบุคลิกภาพ ท่วงท่า ความชำนาญ
    4. ความมั่นคงปลอดภัย (Security) ทำให้ผู้ใช้บริการรู้สึกปลอดภัย ไม่เสี่ยง ทั้งร่างกาย และการเงิน
    5. เข้าถึงสะดวก (Access) เข้าถึงบริการได้ง่าย ติดต่อได้สะดวก ใกล้ชุมชน
    6. ความสามารถในการสื่อข้อความ (Communication) ให้ข้อมูลได้ตรงกับที่ผู้รับบริการต้องการ และชัดเจน
    7. ความเข้าใจในลูกค้า (Knowing the customer) เอาใจใส่ต่อผู้ใช้บริการ รู้ว่าต้องการและไม่ต้องการอะไร
    8. สัมผัสได้ (Tangibles) เป็นการให้บริการที่สัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรม รับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสของมนุษย์
    9. ความเชื่อถือ (Reliability) มีมาตรฐานในการบริหารจัดการ ถูกต้อง ทันเวลาตามแผน
    10. การตอบสนอง (Responsiveness) แสดงถึงความพร้อมและเต็มใจของพนักงาน
    + http://dc274.4shared.com/doc/27HAdaKO/preview.html
    + http://digi.library.tu.ac.th/thesis/it/0794/title-biography.pdf
    + http://en.wikipedia.org/wiki/SERVQUAL
  6. ปัจจัยกำหนดคุณภาพการบริการ หรือเครื่องมือวัดชุดคุณภาพบริการ “SERVQUAL”
    Parasuraman,Zeithaml; & Berry. 1998 ปรับใหม่ได้ acronym ว่า RATER
    1. ความเชื่อมั่นไว้วางใจได้ (Reliability)
    2. การให้ความมั่นใจแก่ลูกค้า (Assurance)
    3. ความเป็นรูปธรรมของการบริการ (Tangibles)
    4. การเข้าใจและรู้จักลูกค้า (Empathy)
    5. การตอบสนองลูกค้า (Responsive)
    + http://en.wikipedia.org/wiki/SERVQUAL
รวบรวมข้อมูล
  1. การเขียนหลักการและเหตุผลใน โครงการเพื่อแก้ปัญหา
    เป้าหมายการเขียน เพื่อ แสดงให้เห็นที่มา และความจำเป็นของโครงการ ประกอบด้วย
    1) ข้อมูลสถานการณ์ หรือสถานภาพที่เป็นอยู่อันเป็นที่มาและเหตุผลที่ต้องมีข้อเสนอโครงการ 2) อธิบายสภาพปัญหาที่เป็นอยู่ให้ชัดเจน ให้ข้อมูลเรื่องขนาด ความรุนแรง มีข้อเท็จจริง หรือข้อมูลทางสถิติ และผลกระทบทั้งระยะสั้น ระยะยาว 3) ระบุแนวทาง หรือวิธีการแก้ปัญหา การเลือกวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสมด้วยวิธีการใด 4) ประเมิน หรือคาดหมายล่วงหน้าว่าถ้าดำเนินการแล้วจะเกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างไร
  2. การเขียนหลักการและเหตุผลใน โครงการเพื่อพัฒนา
    เป้าหมายการเขียน เพื่อ แสดงให้เห็นที่มา และความจำเป็นของโครงการ ประกอบด้วย
    1) ข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงการตอบสนองต่อนโยบาย แผน แผนงาน หรือกลยุทธ์ขององค์กร 2) อธิบายทางเลือกที่เป็นไปได้ และเหตุผลของการเลือกวิธีการหนึ่งอันเป็นที่มาของโครงการ 3) ประเมิน หรือคาดหมายล่วงหน้าว่าถ้าดำเนินการแล้วจะเกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างไร 4) สรุปหลักการและความจำเป็นของโครงการที่เชื่อมโยงกับนโยบายและแผนพัฒนาให้ผู้มีอำนาจอนุมัติเห็นประโยชน์
  3. Peer Review หมายถึงอะไร (mahidol.ac.th)
    กระบวนการของวารสารวิชาการ (Scholarly Journals) ที่ให้มีคณะผู้เชี่ยวชาญ สำหรับแต่ละสาขา เป็นผู้พิจารณาตรวจสอบ อ่านบทความ และตัดสินว่า บทความดังกล่าว เป็นที่ยอมรับ (accepted) หรือปฎิเสธ (rejected) หรือให้กลับไปปรับปรุงแก้ไข (revised) ก่อนรับรองให้ลงพิมพ์ในวารสารนั้นได้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการควบคุมคุณภาพของบทความ และรับประกันว่า ผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่นั้น เป็นผลงานที่ดีและมีคุณภาพ ผ่านการตรวจสอบจากคณะผู้เชี่ยวชาญ (Referees) เพื่อทำให้วารสารวิชาการ มีลักษณะที่เรียกว่า Peer-reviewed Journals หรือ Refereed Journals และได้รับความเชื่อถือในสาขาวิชานั้นๆ
  4. พุทธิพิสัย (Cognitive Domain) ทฤษฎีของเบนจามิน บลูม (Benjamin S. Bloom) (novabizz.com)
    พุทธิพิสัย (Cognitive Domain) เป็นการกระทำ ที่เกี่ยวกับกระบวนการทางสมอง เช่น สติปัญญา (Intellectual) การเรียนรู้ (Learning) และ การแก้ปัญหา (Problem solving) ได้แบ่งระดับพุทธิพิสัยไว้ 6 ระดับ โดยเรียงจากระดับต่ำสุด ถึง ระดับสูงสุด ดังนี้
    1. ความรู้ - ความจำ (Knowledge) 1.1 ความรู้ความจำในเนื้อเรื่อง (Knowledge of specifics) 1.1.1 ความรู้เกี่ยวกับศัพท์และนิยาม (Knowledge of terminology) 1.1.2 ความรู้เกี่ยวกับกฎและความจริง (Knowledge of specific facts) 1.2 ความรู้ในวิธีดำเนินการ (Knowledge of ways and means of dealing with specifics) 1.2.1 ความรู้เกี่ยวกับระเบียบแบบแผน (Knowledge of conventions) 1.2.2 ความรู้เกี่ยวกับลำดับขั้นและแนวโน้ม (Knowledge of trends and sequences) 1.2.3 ความรู้เกี่ยวกับการจัดประเภท (Knowledge of classifications and categories) 1.2.4 ความรู้เกี่ยวกับเกณฑ์ (Knowledge of criteria) 1.2.5 ความรู้เกี่ยวกับวิธีการ (Knowledge of methodology) 1.3 ความรู้ความจำรวบยอด (Knowledge of universals and abstractions in the field) 1.31 ความรู้เกี่ยวกับหลักวิชาและขยายหลักวิชา (Knowledge of principles and generalization) 1.32 ความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีและโครงสร้าง (Knowledge of theories and structures)
    2. ความเข้าใจ (Comprehension) 2.1 การแปลความ (Translation) 2.2 การตีความ (Interpretation) 2.3 การขยายความ (Extrapolation)
    3. การนำไปใช้ (Application)
    4. การวิเคราะห์ (Analysis) 4.1 การวิเคราะห์ความสำคัญ (Analysis of element) 4.2 การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ( Analysis of relationships) 4.3 การวิเคราะห์หลักการ (Analysis of organizational principles)
    5. การสังเคราะห์ (Synthesis) 5.1 การสังเคราะห์ข้อความ (Production of unique communication) 5.2 การสังเคราะห์แผนงาน (Production of plan or proposed set of operation) 5.3 การสังเคราะห์ความสัมพันธ์ (Derivation of set of abstract relation)
    6. การประเมินค่า (Evaluation) 6.1 การประเมินค่าโดยอาศัยเกณฑ์ภายใน (Judgement in term of internal evidence) 6.2 การประเมินค่าโดยอาศัยเกณฑ์ภายนอก (Judgement in term of external criteria)
  5. ความหมายของการวิจัยธุรกิจ (นราศรี ไววนิชกุล น.4)
    หมายถึง การศึกษาค้นคว้าถึงความจริงเกี่ยวกับธุรกิจ ด้วยวิธีการที่มีหลักเกณฑ์ (Scientific Method) ถูกต้องตามระบบที่มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน และวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้ธุรกิจดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ
  6. การวิจัยและพัฒนา หมายถึง อะไร (http://www.nrct.net/modules.php?op=modload&name=FAQ&file=index 2006-02-11)
    การวิจัยและพัฒนา หมายถึง งานที่มีลักษณะสร้างสรรค์ ซึ่งดำเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อเพิ่มพูนคลังความรู้ ทั้งความรู้ที่เกี่ยวกับมนุษย์ วัฒนธรรม และสังคม และการใช้ความรู้เหล่านี้ เพื่อประดิษฐ์คิดค้นสิ่งที่เป็นประโยชน์ใหม่ๆ
    การวิจัยและพัฒนาจำแนกได้ 3 ประเภท
    1) การวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) เป็นการศึกษาค้นคว้าในทางทฤษฎีหรือในห้องทดลอง เพื่อหาความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับสมุหฐานของปรากฏการณ์และความจริงที่สามารถสังเกตได้ โดยที่ยังไม่มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน หรือเฉพาะเจาะจงในการนำผลการวิจัยไปใช้ในงานทางปฏิบัติ
    2) การวิจัยประยุกต์ (Applied Research) เป็นการศึกษาค้นคว้าเพื่อหาความรู้ใหม่ๆ โดยมีวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายเบื้องต้นที่จะนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง
    3) การพัฒนาการทดลอง (Experimental Development) เป็นการศึกษาอย่างมีระบบ นำความรู้ที่มีอยู่แล้วจากการวิจัยหรือจากประสบการณ์ในการปฏิบัติงานประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ ผลิตผลและเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อสร้างขบวนการ ระบบและการให้บริการใหม่ๆ ขึ้น และปรับปรุงสิ่งที่ประดิษฐ์หรือก่อตั้งขึ้นแล้วให้ดีขึ้น
  7. เนื้อหาของรายงาน ข้อเสนอโครงการวิจัย (Research Proposal) (นราศรี ไววนิชกุล น.257)
    1. ชื่อโครงการ
    2. ชื่อผู้วิจัย และผู้ร่วมวิจัย
    3. งานวิจัยในอดีตของผู้ทำวิจัย หรือคณะผู้ทำวิจัย
    4. วัตถุประสงค์ และขอบเขตของโครงการวิจัย
    5. สถานที่ที่จะทำการวิจัย
    6. สมมติฐาน
    7. แหล่งของข้อมูล
    8. กำหนดระเบียบวิธีวิจัย
    9. ตัวอย่างแบบสอบถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์
    10. งบประมาณ
    11. ตารางเวลาแสดงการปฏิบัติงาน
    12. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
  8. เนื้อหาของรายงาน (Final Research Report) (นราศรี ไววนิชกุล น.262) มักถูกเรียกติดปากว่า รายงานการวิจัย 5 บท
    บทที่ 1 ความเป็นมา
    - ความเป็นมา และความสำคัญของปัญหา
    - วัตถุประสงค์ และขอบเขตของการทำวิจัย
    - สมมติฐานที่ตั้งไว้
    - กระบวนการวิจัยที่ปฏิบัติจริง
    บทที่ 2 ข้อมูลที่รวบรวมได้
    - การเสนอรายงานด้วยตาราง
    - การเสนอรายงานด้วยกราฟ
    บทที่ 3 การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มา
    บทที่ 4 ข้อเสนอแนะ
    บทที่ 5 สรุป
    ภาคผนวก
    - แบบสอบถามการเก็บข้อมูล
    - ข้อมูลที่สำคัญบางชุด
    - วิธีการคำนวณ
    - รายละเอียดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
  9. การฝึกอบรมพนักงาน (นราศรี ไววนิชกุล น.123)
    1. วัตถุประสงค์
    2. ระยะเวลาในการออกงานสนาม
    3. ลักษณะ และจำนวนของผู้มาสัมภาษณ์
    4. สถานที่ที่ไปสัมภาษณ์
    5. วิธีการแนะนำตนเอง
    6. วิธีการถามแต่ละคำถาม
    7. วิธีการจดบันทึก และสังเกตการณ์ประกอบ
    8. วิธีการกระตุ้นให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ตอบ
    9. วิธีตรวจสอบแบบสอบถาม และแก้ไขให้ถูกต้อง
    10. แนะนำผู้เกี่ยวข้องที่จำเป็นต้อพนักงานสัมภาษณ์
    11. ค่าแรงที่จะได้รับ
    12. วิธีประเมินการทำงานของพนักงานสัมภาษณ์
  10. คำจำกัดความของผลงานทางวิชาการ
    เอกสารแนบท้ายระเบียบ ว่าด้วย หลักเกณฑ์การขอตำแหน่งทางวิชาการ
    * http://www.sc.chula.ac.th/km03/p1.htm (ละเอียด ชัดเจน)
    * http://www.cupress.chula.ac.th/press/htm/document.htm
    * http://www.rsu.ac.th/academic/academic2.htm
    * http://www.person.ku.ac.th/knows/book/book_person/book_1/pre_book1.htm
    1. เอกสารประกอบการสอน หมายถึง เอกสารหรือสื่ออื่นๆ ที่ใช้ประกอบการสอนวิชาใดวิชาหนึ่งตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ที่สะท้อนให้เห็นเนื้อหาวิชาและวิธีการสอนอย่างเป็นระบบ
    2. เอกสารคำสอน หมายถึง เอกสารคำบรรยายหรือสื่ออื่นๆ ที่ใช้สอนวิชาใดวิชาหนึ่ง ตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ที่สะท้อนให้เห็นเนื้อหาวิชาและวิธีการสอนอย่างเป็นระบบ และมีความสมบูรณ์กว่าเอกสารประกอบการสอน
    3. บทความทางวิชาการ หมายถึง งานเขียนซึ่งมีการกำหนดประเด็นที่ชัดเจน มีการวิเคราะห์ประเด็นดังกล่าวตามหลักวิชาการ และมีการสรุปประเด็น อาจเป็นการนำความรู้จากแหล่งต่างๆมาสังเคราะห์ โดยที่ผู้เขียนสามารถให้ทัศนะทางวิชาการของตนได้อย่างชัดเจน
    4. ตำรา หมายถึง เอกสารทางวิชาการที่เรียบเรียงอย่างเป็นระบบ อาจเขียนเพื่อตอบสนองเนื้อหาทั้งหมดของรายวิชา หรือส่วนหนึ่งของวิชา หรือหลักสูตรก็ได้ โดยมีการวิเคราะห์และสังเคราะห์ความรู้ที่เกี่ยวข้องและสะท้อนให้เห็นความสามารถในการถ่ายทอดวิชาในระดับอุดมศึกษา ในบางกรณีผู้เขียนอาจเสนอตำรามาในรูปของสื่ออื่นๆ เช่น ซีดีรอม หรืออาจใช้ทั้งเอกสารและสื่ออื่น ๆ ประกอบกันตามความเหมาะสม
    5. หนังสือ หมายถึง เอกสารทางวิชาการที่เขียนขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ไปสู่วงวิชาการ และ/หรือผู้อ่านทั่วไป โดยไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของหลักสูตร หรือต้องนำมาประกอบการเรียนการสอนในวิชาใดวิชาหนึ่ง ทั้งนี้จะต้องเป็นเอกสารที่เรียบเรียงขึ้นอย่างมีเอกภาพ มีรากฐานทางวิชาการมั่นคง และให้ทัศนะของผู้เขียนที่สร้างเสริมปัญญาความคิด และสร้างความแข็งแกร่งทางวิชาการให้แก่สาขาวิชานั้นๆ และ/หรือสาขาวิชาที่เกี่ยวเนื่อง ในบางกรณีผู้เขียนอาจเสนอหนังสือมาในรูปของสื่ออื่นๆ เช่น ซีดีรอมหรืออาจใช้ทั้งเอกสารหรือสื่ออื่นๆ ประกอบกันตามความเหมาะสม
    6. งานวิจัย หมายถึง งานค้นคว้าอย่างมีระบบและมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล หลักการหรือข้อสรุปรวม ที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้าทางวิชาการหรือเอื้อต่อการนำวิชาการนั้นไปประยุกต์ มีลักษณะเป็นเอกสารที่มีระเบียบวิธีวิจัยที่เหมาะสมกับธรรมชาติของวิชา
    7. ผลงานทางวิชาการในลักษณะอื่น หมายถึง ผลงานอย่างอื่นที่มิใช่เอกสารประกอบการสอน เอกสารคำสอน หนังสือ บทความทางวิชาการ ตำราหรืองานวิจัย โดยปกติหมายถึง สิ่งประดิษฐ์หรืองานสร้างสรรค์ อาทิ เครื่องทุ่นแรง ผลงานการสร้างสิ่งที่มีชีวิตพันธุ์ใหม่ วัคซีน หรือสิ่งก่อสร้าง ผลงานด้านศิลปะ ฯลฯ ผลงานทางวิชาการดังกล่าวอาจบันทึกเป็นภาพยนต์หรือแถบเสียงได้ ผลงานทางวิชาการในลักษณะอื่นที่เสนอนั้น จะต้องประกอบด้วยคำอธิบายที่ชี้ให้เห็นว่างานดังกล่าวทำให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการหรือเสริมสร้างองค์ความรู้ หรือให้วิธีการที่จะเป็นประโยชน์ต่อสาขาวิชานั้น และแสดงถึงความสามารถในการบุกเบิกในสาขาวิชานั้น สำหรับผลงานที่มุ่งผลเชิงปฏิบัติจะต้องผ่านการพิสูจน์หรือมีหลักฐานรายละเอียดต่างๆประกอบแสดงให้เห็นคุณค่าของผลงาน
    8. งานแปล หมายถึง งานแปลจากตัวงานต้นแบบที่เป็นงานวรรณกรรมหรืองานด้านปรัชญา หรือประวัติศาสตร์ หรือวิทยาการสาขาอื่นบางสาขาที่มีความสำคัญและทรงคุณค่าในสาขานั้นๆ ซึ่งเมื่อได้นำมาแปลแล้วจะเป็นการเสริมความก้าวหน้าทางวิชาการที่เห็นได้ประจักษ์ชัด เป็นการแปลจากภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทย หรือจากภาษาไทยเป็นภาษาต่างประเทศ หรือแปลจากภาษาต่างประเทศหนึ่งเป็นภาษาต่างประเทศอีกภาษาหนึ่ง
  11. ลักษณะของ เอกสารประกอบการสอน (รูปแบบหนึ่ง)
    - จัดทำเป็นรูปเล่ม มี ปกนอก ปกใน คำนำ สารบัญ
    - มี ลักษณะรายวิชา การแบ่งบทเรียน(ท/ป) การประเมินผลรายวิชา ตารางกำหนดน้ำหนักคะแนน รายการเอกสารประกอบการสอน
    - เนื้อหาเรียงตามแผนการสอน และมีจุดประสงค์การสอน แต่ละบท ที่คำนึงถึงลำดับการเรียนรู้
    - แต่ละบทมี แบบฝึกหัดท้ายบท วิธีการสอน และกิจกรรม สื่อการสอน การวัดผล
    - ความคิดเห็นหัวหน้าสาขา และความคิดเห็นคณบดี
    สรุปข้อเสนอแนะ เพิ่มเติม จาก ผู้ทรงคุณวุฒิ ต่อการจัดทำเอกสารทางวิชาการ
    ? คำที่ใช้ต้อง ตรวจสอบจากพจนานุกรมที่เป็นที่ยอมรับ อย่าให้ผิด
    ? ต้องมี Reference ของภาพ และข้อความ ที่คัดลอกมา
    ? อย่าใช้คำว่าหน่วยที่แบบแผนการจัดการเรียนรู้ แต่ให้ใช้คำว่า บทที่
    ? หัวข้อใหญ่ตัวอักษรใหญ่ชิดซ้าย หัวข้อย่อยย่อหน้า 1 Tab ตัวเล็กลง และลดหลั่นกันไป
    ? Technical Term ต้องแปลเป็นภาษาไทย เช่น แฟ้มข้อมูลหลัก (Master File) เป็นต้น
    ? อย่าใช้คำไทย สลับกับคำภาษาอังกฤษ
    ? เอกสารประกอบการสอน และตำรา ต้องเป็นคนละวิชา
    ? ตำรา ต้องมีการเปิดสอนในสถาบันการศึกษา ระดับอุดมศึกษา (ห้ามเถียง เพราะผมก็ไม่มีโอกาส)
    ? ขนาดตัวอักษร หัวข้อใหญ่มีขนาด 18 และหนา หัวข้อรองมีขนาด 16 และหนา
  12. วิธีวิทยา (methodology)
    วิธีวิทยา (Methodology) หมายถึง วิทยาการหรือการศึกษาที่มีระบบเกี่ยวกับวิธีการหรือเทคนิควิธี คำว่า “วิธีวิทยาการวิจัย” จึงมีความหมายครอบคลุมระเบียบวิธีดำเนินการทุกขั้นตอนในการวิจัย
    http://www.gotoknow.org/posts/460720
  13. เสนอหัวข้อใน .. วิธีวิทยาการวิจัยเพื่อท้องถิ่น *
    1. พบประเด็นปัญหาของชุมชนที่ชุมชนต้องการแก้ปัญหา (Topics)
    2. การคัดเลือกตัวแทนของชุมชนเข้าร่วมทีมแก้ปัญหาด้วยการวิจัย (Participation)
    3. กำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย (Conceptual Framework)
    4. ตั้งคำถาม และวัตถุประสงค์การวิจัย (Objectives)
    5. ศึกษาแนวคิดเชิงทฤษฎี/รายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้อง (Literature Review)
    6. ประชากร และกลุ่มตัวอย่าง (Population and Samples)
    7. วิธีการ (Methods)
    8. เครื่องมือ (Tools)
    9. การรวบรวมข้อมูล (Collection of data)
    10. การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis)
    11. การใช้ประโยชน์ (Utilization)
    12. การสรุปผล (Conclusion)
    13. การเผยแพร่ และการถอดบทเรียน (Publication and Lesson Learned)
    * หัวข้อ จำแนกวิธีดำเนินการวิจัยตามวิธีวิทยา ภาควิชาวิจัย และจิตวิทยาการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    * หัวข้อ วิธีวิทยา (Methodology) กระบวนการสืบค้นความรู้และความจริง
ต.ย. หัวข้องานวิจัยทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
กรณีนี้ เป็นเอกสารที่จำลองขึ้นมาว่า .. มีโอกาสได้สื่อสารกับนักศึกษา เรื่องการเตรียมเอกสารนำเสนอหัวข้อ หรือสอบป้องกันหัวข้อ สำหรับ 3 บทแรก ในกลุ่มนักศึกษาทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ก่อนจะเข้าสู่สนามสอบก็ต้องผ่านการพิจารณาซักซ้อมกับอาจารย์ที่ปรึกษาก่อน ในการพิจารณาหลายครั้งนั้น ก็จะมีการให้ข้อเสนอแนะปรับแก้ และติดตามให้มีความเข้าใจถูกต้องตรงกัน ได้เอกสารสื่อออกมาได้ตรงกับที่ตั้งใจ ซึ่งรายละเอียดที่ใช้ในแต่ละสถาบัน แต่ละหลักสูตรก็จะมีการกำกับดูแล มีตัวแบบ ขั้นตอน หรือเกณฑ์พิจารณาที่แตกต่างกันไป
ตัวแบบหัวข้อ การศึกษาค้นคว้าอิสระ
สำหรับ 3 บทแรก (ตัวเลขหัวข้อย่อย เวลาเขียนจริง ไม่ต้องมีตัวเลขกำกับนะครับ)
บทที่ 1 บทนำ 1. ชื่อหัวข้อ - มักพบว่ามีคำที่ใช้เป็นตัวแปรตามในกรอบแนวคิด 2. บทนำ 2.1 ภาพกว้าง 2.2 พบประเด็นอะไร 2.3 เสนอแนวทางหาคำตอบที่สอดรับกับหัวข้อ 3. วัตถุประสงค์ - ตอบหัวข้อ และบทนำ 4. ขอบเขต - เนื้อหา+ประชากร+ตัวแปร+เวลา+สถานที่ 5. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ - สอดรับกับวัตถุประสงค์ 6. นิยามศัพท์ - อธิบายคำที่ต้องขยายความ 7. สมมติฐานการวิจัย - มักได้คำตอบด้วยค่าสถิติ บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง - ต้องถูกใช้ในแบบสอบถาม 2. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง - ต้องถูกใช้ในการอภิปรายผล 3. กรอบแนวคิดในการวิจัย - สิ่งที่เรารู้ กับสิ่งที่เราค้นหา บทที่ 3 ระเบียบวิธีวิจัย 1. ขั้นตอนดำเนินการวิจัย - เป็นข้อ จนถึงสรุปผล 2. แหล่งข้อมูล - ปฐมภูมิ หรือทุติยภูมิ 3. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง - การได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่าง 4. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย - ให้เหตุผลของแต่ละเครื่องมือ 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล - ใช้เครื่องมือใด ที่ไหน อย่างไร 6. การวิเคราะห์ข้อมูล - ค่าสถิติใด ใช้เพื่ออะไร
ค่า IOC เพื่อวัดความสอดคล้อง เที่ยงตรง (Validity)
มีโอกาสร่วมฟังการสอบ IS ของนักศึกษา โดยมี ดร.ลภัสรดา จ่างแก้ว
ได้กำชับให้นักศึกษาทำการวัดความเที่ยงตรงตามเนื้อหาของแบบสอบถามมาด้วย
จึงรวบรวมข้อมูล แล้วแบ่งปันไว้ดังนี้

การวัดความเที่ยงตรงตามเนื้อหา (content validity) 
หมายถึง การวัดว่าผู้วิจัยออกแบบสอบถามได้ตรงตามเนื้อหาหรือวัตถุประสงค์ที่กำหนด 
ในการทดสอบความเที่ยงตรงตามเนื้อหาสามารถดำเนินการได้โดยอาศัยผู้เชี่ยวชาญในด้านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง 
มาช่วยพิจารณาถึงความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์กับแบบสอบถาม
โดยพิจารณาเป็นรายข้อคำถาม วิธีการพิจารณาแบบนี้จะเรียกว่า การหาค่าสัมประสิทธิ์ความสอดคล้อง (IOC)

การหาค่าสัมประสิทธิ์ความสอดคล้อง (IOC : Index of Item – Objective Congruence) 
หมายถึง ค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ มีค่า
ระหว่าง 1.00 ถึง –1.00 
ซึ่งข้อคำถามที่มีความตรงตามวัตถุประสงค์จะมีค่า IOC เข้าใกล้ 1.00 
ถ้าข้อคำถามใดมีค่า IOC น้อยกว่า 0.5 ก็ควรปรับปรุงใหม่ให้สอดคล้องกับวัตถุ
ประสงค์ที่ต้องการวัด

เกณฑ์การประเมินความสอดคล้อง (Index  of  consistency : IOC) ของผู้เชี่ยวชาญ  
มีดังนี้
คะแนนเท่ากับ  +1 หมายถึง   แน่ใจว่า สอดคล้องกับวัตถุประสงค์
คะแนนเท่ากับ  0  หมายถึง  ไม่แน่ใจว่า สอดคล้องกับวัตถุประสงค์
คะแนนเท่ากับ -1 หมายถึง  ไม่มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์
กรณีคะแนนเป็น -1 (ไม่มีความสอดคล้อง) ขอความอนุเคราะห์ให้ข้อคิดเห็นเสนอแนะเพื่อพัฒนาในข้อนั้น
หลักการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ
1. ผู้เชี่ยวชาญชำนาญด้านภาคทฤษฎี
2. ผู้เชี่ยวชาญชำนาญด้านภาคปฏิบัติ
3. ผู้เชี่ยวชาญชำนาญด้านวิจัย
4. ผู้เชี่ยวชาญมีจำนวน 3 - 5 คน
โดยผู้เชี่ยวชาญเป็นตัวแทนของแต่ละสาย
เช่น สายอาจารย์ สายวิชาชีพ สายวิชาการ สายภูมิปัญญา

ขั้นตอนการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ
1. พัฒนาแบบสอบถามตามคำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษา
2. ติดต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอความอนุเคราะห์ด้วยวาจา
3. ขอหนังสือจากหลักสูตร
4. ส่งหนังสือและเครื่องมือถึงผู้เชี่ยวชาญด้วยตนเอง
5. ขอรับเครื่องมือคืนแล้วประมวลผล

+ http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=656&articlegroup_id=146 + http://www.ru-tot4.com/webboard/index.php?action=dlattach;topic=936.0;attach=2165 + http://www.edu.nu.ac.th/selfaccess/researches/admin/upload/220071010160616is.pdf + http://www.gotoknow.org/posts/370878
http://www.thaiall.com/research/ioc.xlsx
ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่า 
การวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม
วิธีหนึ่ง คือ การใช้ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาค 
(Cronbach's coefficient of alpha)
เหมาะกับข้อมูลในลักษณะต่อเนื่องที่เป็น rating scale 
เรียกว่าการหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่า (Coefficient alpha)
โดยใช้ค่าความแปรปรวนของข้อมูลมาคำนวณหาค่าความเชื่อมั่น
ซึ่งค่าที่ได้ควรมากกว่า 0.6 แสดงว่ามีค่าความเชื่อมั่นสูง จึงจะยอมรับได้
ซึ่งมักเขียนไว้ในบทที่ 3 ของรายงานการวิจัย 5 บท

ขั้นตอนการหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่า
1. ออกแบบสอบถาม
2. นำแบบสอบถามไปให้กลุ่มตัวอย่าง 30 คนลองทำ
3. นำมาหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าในภาพรวม
ถ้าค่าเข้าใกล้ 1 แสดงว่าเชื่อมั่นได้
เหมาะกับคำถามที่เชื่อว่าคนตอบ จะตอบไปทางเดียวกัน
หากตอบไปคนละทิศละทาง แสดงว่าเชื่อมั่นไม่ได้
(กัลยา วานิชย์บัญชา, 2546 : 449 - 450)

ตาราง excel สำหรับช่วยคำนวณค่า Cronbach's coefficient of alpha
http://www.thaiall.com/research/cronbach.xlsx


+ http://drpisutta.arreerard.com
+ http://www.udru.ac.th
+ http://www.svc.ac.th
+ http://www.rtafa.ac.th
ผู้สนับสนุน + ผู้สนับสนุน
+ รับผู้สนับสนุน

แนะนำเว็บใหม่ : ผลการจัดอันดับ
รักลำปาง : thcity.com : korattown.com : topsiam.com : มหาวิทยาลัยโยนก
ศูนย์สอบ : รวมบทความ : ไอทีในชีวิตประจำวัน : ดาวน์โหลด : yourname@thaiall.com
ติดต่อ ทีมงาน ชาวลำปาง มีฝันเพื่อการศึกษา Tel.08-1992-7223