เคล็ดลับ นั้นก็คือ เริ่มจากการเลือกซื้อกุ้ง คือ ต้องเป็นกุ้งสดเท่านั้น แต่ไม่ถึงกับต้องเป็นกุ้งตัวเป็นๆ เพียงแค่การเลือกซื้อกุ้งนั้น ต้องเป็นกุ้งที่หัวติดแน่นกับลำตัว กุ้งสดหัวจะไม่เป็นสีดำ ตาต้องใส เนื้อแน่น ครีบและหางต้องไม่เป็นสีชมพู สีจะไม่ซีด และไม่มีกลิ่นเหม็น
จากนั้นเรามาเริ่มทำกุ้งเด้งกันเลย!!

สิ่งที่ต้องเตรียม
-กุ้งสด
-เกลือ
-น้ำแข็ง

วิธีทำกุ้งเด้ง

1. ทำการแกะเปลือกกุ้ง และเด็ดหัวกุ้งหรือถุงขี้กุ้งออก (ถุงดำๆ บนหัวกุ้ง) เพราะในส่วนหัวของกุ้งจะมี ถุงขี้กุ้งอยู่ ซึ่งจะทำให้ตัวเอ็นไซม์กุ้ง ออกมาย่อยสลายเนื้อกุ้งโดยธรรมชาติของมัน ซึ่งถ้าเราซื้อกุ้งสดมา ถ้ายังไม่ได้นำไปประกอบอาหารอะไร ควรเด็ดหัวกุ้งหรือถุงขี้กุ้ง นั้นออกเสียก่อน เพื่อให้กุ้งยังคงความสดอยู่ได้เพิ่มขึ้น จากปกติ

2. นำกุ้งไปคลุกเคล้ากับเกลือ คลุกเคล้าให้เข้ากัน และล้างออกด้วยน้ำเย็น นำไปคลุกเกลือเพราะจะทำให้กุ้งเก็บน้ำไว้ในตัวได้ดียิ่งขึ้นนั้นเอง เนื่องจากถ้ากุ้งเก็บน้ำไว้ในตัวน้อยเท่าไรก็จะทำให้ เนื้อกุ้ง ยิ่งแห้ง มากขึ้นเท่านั้น

3. นำกุ้ง ที่ล้างน้ำแล้ว มาแช่ไว้ในน้ำที่ใส่เกลือผสมอยู่ (ใส่น้ำให้พอมิดตัวกุ้ง) แล้วนำน้ำแข็งมาโปะไว้ด้านบน รอจนน้ำแข็งละลาย

เพียงแค่นี้ เราก็ได้กุ้งเด้งไว้ปรุงอาหารรับประทานกันแล้ว ง่ายมากๆเลยใช่ไหมค่ะ วิธีทำแสนง่าย แถมยังปลอดภัยจากสารเคมีอีกด้วย อย่าลืมลองไปทำกันดูนะค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://newsupdate.thaiautocars.com/2016/03/blog-post_563.html

1. ครีมกันแดด สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยเมื่อต้องเผชิญแสงแดดก็คือครีมกันแดดค่ะ และสำหรับแสงแดดที่แผดจ้าอย่างนี้สาวๆ ต้องเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไปถึงจะพอค่ะ เพราะไม่อย่างนั้นอาจจะสู้แสงแดดแรงๆ ไม่ได้นะเออ

2. ดื่มน้ำให้ได้ 8-10 แก้ว การดื่มน้ำเยอะๆ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวในฤดูร้อนที่ผิวมักจะแห้งอย่างนี้ค่ะ

3. น้ำเย็นช่วยฟื้นฟูผิว ไม่ว่าคุณจะออกไปโดนแดดมาเป็นเวลานานหรือแดดจะแรงเท่าไหร่ กลับมาบ้านลองใช้น้ำเย็นล้างหน้ารับรองว่านอกจากจะรู้สึกผิวสดชื่นเย็นสบายแล้วน้ำเย็นยังจะช่วยฟื้นฟูผิวหน้าได้เป็นอย่างดีด้วยค่ะ

4. อย่าใช้รองพื้นที่หนาเกินไป เพราะคุณจะสวยได้ไม่นานหน้าก็จะมันเยิ้มจากการเผชิญแสงแดดร้อนจ้า ซึ่งแน่นอนว่า การที่ครีมรองพื้นละลายเข้ากับความมันบนใบหน้าแล้วใบหน้าคุณก็จะมีสิวเห่อเอาได้ง่ายๆ ดังนั้น ควรทาครีมกันแดดและรองพื้นบางๆ ก็พอค่ะ หรือไม่ก็ทาแป้งแบบชริมเมอร์ก็ช่วยเรื่องความสว่างสดใสได้เยอะส่วนเครื่องสำอางนั้น ลองเลือกที่กันน้ำได้ก็จะลดปัญหาเครื่องสำอางละลายเปื้อนใบหน้าได้ค่ะ

5. ทานผลไม้หรือน้ำผลไม้กันบ่อยๆ เช่น แตงโม แคนตาลูป หรือผลไม้ธาตุเย็น เพราะผลไม้ประเภทนี้จะอุดมไปด้วยน้ำที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวพอๆ กับน้ำเลยล่ะ แต่ดีตรงที่มันมีรสชาติดีและอาหารบำรุงผิวที่คุณจะได้มาพร้อมกับความหวานอร่อยของมันนั่นเอง ดังนั้น ทานผลไม้เยอะๆ กันให้ได้ทุกวันนะค่ะ

-ขอบขอบคุณข้อมูลจาก http://www.oknation.net/blog/vanatoey/2014/02/07/entry-4

เบียร์ เป็นเครื่องดื่มที่ใครหลายคนติดใจเป็นหนักหนา เพราะรสชาติที่มันนุ่มลิ้นดีแท้ นักวิจัย กล่าวว่า เบียร์นั้นมีประโยชน์ต่อร่างกาย ดีต่อหัวใจ จากการวิจัยของมหาวิทยาลัย Emory กล่าวว่าผู้หญิงและผู้ชายสูงอายุ 2,200 คน ที่ดื่มเบียร์วันละ 1.5 แก้วต่อวัน จะมีการเสี่ยงต่อโรคหัวใจล้มเหลวลดลง 50 เปอร์เซ็นต์ เบียร์ยังดีต่อสมองอีกด้วย นักวิทยาศาสตร์ในบอสตัน พบว่าผู้ที่ดื่มเบียร์ตั้งแต่หนึ่งถึง 6 แก้วต่อสัปดาห์ จนถึงผู้ที่ดื่ม 7-14 แก้วต่อสัปดาห์ จะเกิดอาการชักได้น้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่มเลย แต่ถ้าผู้ที่ดื่มเกินกว่านี้ก็จะมีอาการชักได้มากที่สุด เพราะเบียร์สามารถช่วยลดขนาดเม็ดเลือดและไม่ทำให้เลือดไปครั่งที่สมองได้

วันนี้เรานำเกร็ดความรู้มีประโยชน์ และโทษของการดื่มเบียร์มาฝากกัน…

เริ่มจากประโยชน์ของเบียร์ก่อนเลยค่ะ

ประโยชน์ของเบียร์มีมากมายเลยทีเดียวค่ะ นอกจากจะมีสารต่าง ๆ มากกว่า 1,000 ชนิด อีกทั้งมีทั้งวิตามิน เกลือแร่ ที่ช่วยให้เส้นประสาทและกล้ามเนื้อแข็งแรง ใครที่ชอบดื่มเบียร์คงจะถูกใจมิใช่น้อย เมื่อได้ยินว่า เบียร์มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่จะมีข้อดียังไงก็ควรดื่มแค่ควรก็พอค่ะ วันนี้เราจึงแนะนำ ประโยชน์ของเบียร์ ให้ได้ศึกษาเอาไว้ ดังนี้

ป้องกันโรคหัวใจ

จากการศึกษาของนักวิชาการพบว่า ผู้ที่ดื่มเบียร์มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่มเบียร์ 40 – 60% แต่ควรดื่มไม่เกินครึ่งลิตรต่อวัน

ช่วยลดความเสี่ยงโรคอัมพฤกษ์อัมพาต

สารที่มีประโยชน์ในเบียร์สามารถช่วยป้องกันเส้นเลือดอุดตันจึงช่วยป้องกันโรคอัมพฤกษ์อัมพาต

ช่วยลดความดันโลหิต

แพทย์ชาวฮอลแลนด์และจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดค้นพบว่า การดื่มเบียร์ช่วยลดความดันโลหิตสูงได้

ป้องกันเบาหวาน

ผู้ที่ดื่มเบียร์มีจำนวนน้อยที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานเหตุผลก็คือ เบียร์ทำให้ร่างกายสามารถปรับฮอร์โมนอินซูลิให้ความทรงจำดีนักดื่มเบียร์จึง ไม่ค่อยเป็นโรคอัลไซเมอร์

ช่วยให้กระดูกแข็งแรง

เบียร์ให้ผลดีต่อกระดูกสามารถช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้แต่ได้ผลเฉพาะกับหนุ่มสาวเท่านั้น

ช่วยให้อายุยืน

จากการศึกษามากกว่า 50 สำนัก พบว่า ผู้ที่ดื่มเบียร์วันละ 1 – 2 แก้ว มักจะมีอายุที่ยืนยาวเนื่องจากเบียร์มีสารปกป้องหัวใจ

ป้องกันท้องร่วง

โมเลกุลในเบียร์มีส่วนประกอบเหมือนกันกับกรดนมและน้ำส้มสายชู สารที่ว่านี้ขัดขวางเชื้อโรคในลำไส้ที่เป็นสาเหตุของท้องร่วงไม่ให้แพร่ เชื้อจนท้องเสีย

ต้านความเครียด

นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย Montreal ค้นพบว่า คนทำงานที่ได้ดื่มเบียร์บ้างเป็นครั้งคราวมีความเครียดน้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่มเบียร์

ป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีและในไต

นักวิชาการจากเมืองเฮลซิงกิประเทศฟินแลนด์ค้นพบว่า การดื่มเบียร์วันละหนึ่งขวดก็จะได้รับแมกนีเซียมซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงโรค นิ่วในไตได้ถึง 40%

ป้องกันโรคนอนไม่หลับ

สารจากดอก Hops ใน เบียร์เปรียบเสมือนยานอนหลับจากธรรมชาติช่วยให้ประสาทผ่อนคลาย ดังนั้น การดื่มเบียร์หนึ่งแก้วในตอนเย็นจึงเหมือนกับการกินยานอนหลับ

ช่วยต้านมะเร็ง

เบียร์มีสารโพลีฟีนอยด์ที่จะช่วยป้องกันมะเร็งโดยการดักจับอนุมูลอิสระตัว ร้ายออกจากร่างกาย สารโพลีฟีนอยด์หลักก็คือ Xanthohumol ซึ่งมีข้อดี คือ ช่วยยับยั้งโปรตีนที่ช่วยในการพัฒนาการของมะเร็ง

ช่วยให้ผิวสวย

ในเบียร์มีวิตามินสูง เช่น Pantothenic Acid วิตามินบี 3 และไนอาซินซึ่งจะช่วยกระตุ้นการผลิตเซลล์ผิวใหม่ช่วยสร้างคอลลาเจนและเม็ดสี ผิวจึงเรียบเนียนและอ่อนนุ่ม

ทุกๆ อย่างในโลกของเราก็จะมีทั้งให้ประโยชน์ และให้โทษเสมอนะค่ะ มาศึกษาถึงผลเสียของการดื่มเบียร์กันบ้างค่ะ ดังนี้เลยค่ะ

ผลเสียของเบียร์ :
ไม่ใช่เฉพาะเบียร์ที่จะทำให้เกิดผลเสียเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ทำให้เกิดผลเสียทุกชนิด โดยเฉพาะกับตับ  ซึ่งต้องทำงานหนักเป็นพิเศษเวลาที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์เข้าไป
ตับเป็นอวัยวะที่ช่วยขับพิษออกจากร่างกาย แต่ถ้าตับเสียหาย ร่างกายก็จะเต็มไปด้วยพิษ แถมที่สำคัญเบียร์ทำให้บวมอ้วนอีกด้วย รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าจะดื่มเบียร์ครั้งต่อไป ก็ลองคิดให้ดีๆ  ว่าร่ายกายเราพร้อมแค่ไหนก่อนดื่มนะค่ะ

เพื่อสุขภาพที่ดีต้องดื่มให้เป็น  และพอประมาณนะค่ะ  ถ้าอะไรที่มากเกินไปก็จะส่งผลที่ไม่ดีต่อสุขภาพเราได้ค่ะ….

– See more at: http://www.thaiall.com/blogacla/nok/3092/#sthash.SoHqXJlV.dpuf

คนส่วนใหญ่โดยทั่วไป มักจะมีไขมันส่วนเกินสะสมตัวอยู่ริเวณหน้าท้องส่วนล่างอยู่ระดับหนึ่ง ซึ่งเจ้าไขมันเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นเสมือนเบาะ ที่คอยรองรับป้องกันอวัยวะบริเวณนั้นจากแรงกระแทกภายนอกร่างกาย แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าหากไขมันเหล่านั้นมีการสะสมตัวจนมากเกินไป ก็จะก่อให้เกิดสภาวะที่เรียกว่า “ลงพุง” ยื่นออกมาน่าเกลียด จนทำให้ร่างกายโดยรวมดูไม่สวยงาม สวยเป๊ะ อย่างที่ควรจะเป็น แถมพุง ยังเป็นบ่อเกิดของการเกิดโรคภัยต่างๆ อีกมามาย ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลืองสมอง เป็นต้น ดังนั้น วิธีลดหน้าท้องส่วนล่าง ให้อยู่ในเกณฑ?มาตราฐาน จึงเป็นหนึ่งในสิ่งที่คุณให้ความใส่ใจเป็นอย่างยิ่ง

วิธีลดหน้าท้องส่วนล่าง
ให้แบนราบอย่างรวดเร็วมีเคล็ดลับอย่างไรบ้าง?
สำหรับ วิธีลดหน้าท้องส่วนล่าง ให้ลดลงอย่างรวดเร็วนั้น มีขั้นตอน และข้อปฎิบัติที่ไม่ได้ยากเย็นจนเกินเกินไป เพียงแค่ทำตามหลักการ วิธีลดหน้าท้องส่วนล่าง ดังต่อไปนี้

1.ปรับสมดุลอาหาร การทานอาหารที่มีประโยชน์ และอาหารที่มีไขมันน้อย มีส่วนช่วยในการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกาย และที่สำคัญทำให้รู้สึกอิ่มง่าย ได้แก่ ทูน่า แอปเปิ้ลเขียว ไข่ต้ม อาหารลดพุงมีส่วนช่วยลดไขมันได้ดี แถมยังช่วยร่างกายไม่โทรมเวลาลดน้ำหนัก

2.ชาสมุนไพรช่วยลดพุงได้ การดื่มชาสมุนไพรเป็นประจำ สามารถช่วยเพิ่มความเร็วในการเผาผลาญอาหาร ช่วยทำความสะอาดอวัยวะภายในร่างกาย ลดความเครียด อย่างเช่น ชาเขียว ที่มีสาร EGCG อยู่มากกว่าชาชนิดอื่น ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมัน ดังนั้นการดื่มชาเขียวเป็นวิธีลดหน้าท้องแบบธรรมชาติที่ดีวิธีหนึ่ง

3.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและเหมาะสม เริ่มต้นด้วยท่าแรก “บริหารเอว” ให้นอนหงาย แล้วยกขาขวาขึ้นโดยให้ตาตุ่มของขาขวาวางอยู่บนเข่าซ้าย เหยียดมือซ้ายไปทางด้านหลังศีรษะ ส่วนมือขวาวางไว้กับพื้น ยกไหล่ซ้ายขึ้นเหนือพื้นจนกระทั่งไหล่ของคุณแตะกับเข่าขวา แล้วลงนอนราบกับพื้นเหมือนเดิม ทำซ้ำให้ครบหนึ่งเซ็ตสำหรับข้างนี้ แล้วทำสลับอีกข้าง

ต่อมาให้บริหารหน้าท้อง โดยนอนหงายระนาบไปกับพื้น ไขว้ขาโดยวางส้นเท้าซ้ายทับบนหัวแม่เท้าขวา ใช้มือซ้ายวางรองใต้คอ ส่วนมือขวาถือดัมเบลล์หรือขวดน้ำขนาดพอเหมาะยกขึ้นบนอากาศ ยกไหล่ขึ้นจากพื้นจนคุณรู้สึกว่ากล้ามเนื้อท้องส่วนล่างเกร็ง และค้างไว้ในท่านี้สักหนึ่งวินาที แล้วลงนอนราบ นับเป็นหนึ่งครั้ง

สุดท้ายจบด้วยท่ากระชับหน้าท้องส่วนกลาง ให้นั่งตัวตรงพร้อมกับเหยียดขาและแขนทั้งสองออกไปด้านหน้า ค่อยๆโน้มตัวลงจนถึงพื้น โดยพยายามให้แขนทั้งสองข้างลงอยู่เหนือศีรษะ หายใจออกแล้วยืดตัวขึ้นกลับเข้าสู่ท่านั่งเดิม

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

แม้ว่าคอเลสเตอรอลจะมีประโยชน์ในด้านการเสริมสร้างพลังงานแก่ร่างกายของคน แต่ถ้ามีมากจนล้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คอเลสเตอรอลตัวที่ไม่ดีนั้น อาจส่งอันตรายถึงชีวิต และนี่ก็คือสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้คนไทยตายปีละหมื่นๆ แสนๆ คน
แพทย์หญิง คุณสวรรยา เดชอุดม ประธานโครงการอาหารไทยหัวใจดี มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้ความรู้ว่า คอเลสเตอรอลในร่างกายคนเรามีอยู่สองแบบด้วยกัน คือ

1.  Low-density lipoprotein หรือ LDL คือคลอเลสเตอรอลที่ไม่ดี เพราะสามารถเข้าสู่กระแสเลือดและอุดตันเส้นเลือดแดงได้
2.  High-density lipoprotein หรือ HDL เป็นคอเลสเตอรอลที่ดีต่อร่างกาย เพราะช่วยกำจัดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีออกไปจากระบบการทำงาน

“คอเรสเตอรอลมีทั้งที่มีประโยชน์ ถ้ามีในปริมาณที่พอดี แต่ก็เป็นโทษได้ หากมากเกินไป เพราะมันอาจจะทำให้เกิดตะกรันในหลอดเลือด ทำให้เกิดอันตราย อย่างถ้าไปขังกันเลือดไปเลี้ยงหัวใจ ก็อาจจะทำให้เสียชีวิตกะทันหัน หรืออัมพฤกษ์อัมพาตได้” แพทย์หญิง คุณสวรรยา กล่าว   โดยหลักการ 80% ของคอเลสเตอรอลนั้น ถูกผลิตขึ้นมาจากตับ แต่อีก 20% นั้นก็มาจากอาหารที่คุณเลือกรับประทานเข้าไป ดังนั้น หลักง่ายๆ ในการดูแลตัวเองเพื่อไม่ให้คอเลสเตอรอลสูงเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่บริโภคไขมันอิ่มตัวมากเกินไป เพราะจะทำให้ตับผลิตคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีออกมามากมาย

แพทย์หญิง คุณสวรรยา กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่การมีคอเลสเตอรอลที่สูงจนเป็นปัญหา มีอยู่ 10 ประการด้วยกัน คือ
1.บุหรี่    2.ความดัน      3.ไขมันปกติ ทั้งดีและเลว    4.เบาหวาน    5.ไตรกีเซอไรด์    6.อ้วนลงพุง    7.ความเครียด  8.เกลือ       9.น้ำตาล     10.ไม่ออกกำลังกาย

“จำไว้ว่า คอเลสเตอรอลอย่างเดียวไม่ให้โทษ เช่น ถ้าเรามีคอเลสเตอรอลสูง แต่ความดันไม่สูงด้วย ก็ไม่เป็นไร หรือไม่มีเบาหวานและไขมันในร่างกายปกติ ก็ไม่เป็นไร และเหนืออื่นใด คอเลสเตอรอลจะสูงหรือไม่นั้นก็เกิดจากน้ำมือของเราเอง มือของเราที่หยิบอาหารใส่ปาก” คุณหมอประธานโครงการอาหารไทยหัวใจดี กล่าว

ทั้งนี้ อาหารที่กินแล้วดีมีประโยชน์ ไม่ให้โทษในด้านคอเรสเตอรอล จะต้องกินอะไรบ้าง? คุณหมอบอกไว้ ดังนี้
1.  ทานปลาทะเลสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง
2.  ทานถั่วเมล็ดแห้งสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง
3.  ทานผักในตระกูลครูซิเฟอรัสทุกวัน ได้แก่ ผักคะน้า บร็อกโคลี ดอกกะหล่ำ แขนงผัก กะหล่ำปลี ผักกวางตุ้ง เป็นต้น
4.  ทานผักที่มีสีสันต่างๆ และผลไม้ให้หลากหลายทุกวัน
5.  ผลิตภัณฑ์ข้าวและธัญพืชไม่ขัดสีทุกวัน เช่น ข้าวซ้อมมือ
6.  เลือกน้ำมันในการประกอบอาหาร
7.  รับประทานผลิตภัณฑ์นมพร่องมันเนย หรือนมขาดไขมันแทนผลิตภัณฑ์นมเต็มไขมัน
8.  ควบคุมปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อ โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ไม่เกินวันละ 200 กรัม
9.  ทานกระเทียมสดเป็นประจำ

—————————–ขอบขอบคุณข้อมูลจาก http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9560000091023

หนังสือพิมพ์ใน Social Media
social media ในหนังสือพิมพ์

ตามที่ อ.ปุ้ม มอบหมายให้ผมพูดคุยเรื่อง “Social Media ในการเผยแพร่ข่าว” ให้นักศึกษาฟัง จึงเข้าไปสำรวจเว็บไซต์ข่าวในส่วนกลางที่ทำด้านหนังสือพิมพ์ ได้ข้อมูลจาก 9accounting.com ว่ามีทั้งหมด 20 หนังสือพิมพ์ แล้วเข้าไปในแต่ละเว็บไซต์จะพบลิงค์ไปยังสื่อสังคม (Social Media) ไม่เหมือนกัน ข้อมูลที่ได้มานี้สำรวจเมื่อ 29 กุมภาพันธ์ 2559 หากตกหล่นด้วยประการใดก็ขออภัย เพราะบางลิงค์เข้าไม่ได้ และอาจมีบางบริการในสื่อสังคม แต่ไม่ทำลิงค์ในเว็บไซต์ก็เป็นได้

ข้อมูลที่น่าสนใจ พบว่า หนังสือพิมพ์ทุกฉบับเชื่อมโยงกับ facebook.com แต่ไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็น fan page และมีถึงร้อยละ 90 ที่ใช้บริการของ twitter.com และมีร้อยละ 45 ที่ให้บริการ RSS Feed และมีเพียงร้อยละ 40 ที่เชื่อมโยงกับ youtube.com ส่วน google+ และ instagram มีเท่ากัน คือร้อยละ 25 แต่มีเพียงรายเดียว หรือร้อยละ 5 ที่ให้บริการข้อมูลใน Line

สำหรับการให้ข้อมูลข่าวสาร บางหนังสือพิมพ์ก็เคลื่อนไหวทุกวัน แต่บางหนังสือพิมพ์ก็นาน ๆ ครั้ง จะบ่อยหรือไม่บ่อยเพียงใด เข้าไปติดตามกันได้ เพราะจะมีการเคลื่อนไหวให้เห็นแตกต่างกันไป ตั้งแต่ทุกชั่วโมง ทุกวัน ทุกสัปดาห์ หรือทุกเดือนตามนโยบายของแต่ละหนังสือพิมพ์

รังไข่
รังไข่

มีผลิตภัณฑ์มากมายที่ทำให้ร่างกายเราเปลี่ยนแปลง
มีโทษมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป
ดังคำว่าใช้มากไปเป็นโทษ ใช้แต่พอดีเป็นคุณ
กรณีแป้งฝุ่นทาจุดซ่อนเร้น จนส่งผลถึงการเป็นมะเร็งรังไข่
นี่ก็คงทำให้สาว ๆ อึ้งไปเหมือนกันว่า
แป้งฝุ่นอันตรายขนาดนี้เลยเหรอ
ผู้ประกอบการเองทำอะไรออกมาจำหน่ายให้เขียนคำเตือนไปเยอะ ๆ
เหมือนบุหรี่ สุรา เขียนไปเลยว่าสูบแล้วดื่มแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น
จะได้ไม่โดนฟ้องเสียเงินสองพันล้านแบบกรณีของคุณ Jackie Fox
เพราะสารที่ชื่อว่าแร่ทัลก์ (Talc) ทำเหตุ
http://www.bloomberg.com/news/articles/2016-02-23/j-j-ordered-to-pay-72-million-over-talc-tied-to-ovarian-cancer
http://health.kapook.com/view142426.html

ภาพจาก
http://drchawtoo.com/2014/06/19/%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89-vs-%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89/

Minority report พูดถึงรายงานเล็ก ๆ แต่สำคัญ

เสริมดวงการเงินด้วยการสวดมนต์ เพื่อรับทรัพย์ร่ำรวยกันตั้งแต่ต้นปีกับ “คาถาเสริมโชคลาภประจำวันเกิด”  เกิดวันไหนเลือกกันได้เลยค่ะ

สำหรับคนที่เกิดวันอาทิตย์ สวดในวันอาทิตย์ 6 จบ

ฉิมพะลี จะมะหานามัง สัพพะลาภัง ภะวิสสะติ เถรัสสานุภา เวนะ สะทาโหนติ ปิยังมะมะฯ

สำหรับคนที่เกิดวันจันทร์ สวดในวันจันทร์ 15 จบ

ยังยัง ปุริโสวา อิตถีวา ทูเรหิวา สะมิเปหิวา เถรัสสานุภาเวนะ สะทา โหนติ ปิยังมะมะฯ

สำหรับคนที่เกิดวันอังคาร สวดในวันอังคาร 8 จบ

ฉิมพลี จะ มะหาเถโร โสระโหปัจจะยาทิมหิ ไชยยะลาโภ มะหาลาโภ สัพพะลาภา ภะวันตุ สัพพะทาฯ

สำหรับคนที่เกิดวันพุธ สวดในวันพุธ 17 จบ

ทัตติถะภะเวราชา ปิยาจะ คะระตุเม เย สะรัตติ นิรันตะรัง สัพพะสุขาวะหาฯ

สำหรับคนที่เกิดวันพฤหัส สวดในวันพฤหัสบดี 19 จบ

ฉิมพะลี จะ มหาเถโร ยักเขเทวาภิปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ สัพพะทาฯ

สำหรับคนที่เกิดวันศุกร์ สวดในวันศุกร์ 21 จบ

ฉิมพะลี จะ มหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ มะหาลาภัง กะโรเนตุ เม ลาเภนะ อุตตะโม โหติ สัพพะ ลาเภ ภะวันตุ สัพพะทาฯ

สำหรับคนที่เกิดวันเสาร์ สวดในวันเสาร์ 10 จบ

ฉิมพะลี จะ มะหานามัง อินทราพรหมา จะปูชิตัง สัพพะ ลาภัง ประสิทธิเม เถรัสสานุภาเวนะ สะทา สุขี ปิยังมะมะฯ

สวดมนต์กราบพระทุกวันก่อนออกจากบ้านเพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่ตน ตื่นแต่เช้าสวดมนต์ประจำวัน อานิสงส์คือสมาธิแน่วแน่ สติมั่นคงจิตใจบริสุทธิ์ผุดผ่อง สวดเป็นประจำ จะประสบโชคลาภ…

—————————–ขอบคุณข้อมูลจาก myhora.com

1. เล็บแตก

เล็บแตกปลาย เล็บอ่อนแอจนหัก นอกจากจะบอกว่าคุณควรพักการทำเล็บได้แล้ว ยังเป็นสัญญาณเตือนเรื่องปัญหาผิวด้วย ตามที่ดร.จูเลียบอก มันคือโรค Darier’s Disease ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมเกิดจากยีนผิดปกติ อาการคือเป็นตุ่มแดงขึ้นทั่วตัว

2. เล็บมีรอยบุ๋ม

หรือที่เรียกว่า “spoon nails” คือบุ๋มลงไปเป็นหลุมตื้นๆ หรือเล็บแบนติดกับเนื้อนิ้วเลย มันบอกเราว่าร่างกายกำลังขาดธาตุเหล็ก

3.  เล็บกระบอง

อาการคือเล็บและปลายนิ้วจะบวมเป็นตุ้มกลมๆ และเล็บแบบนี้กำลังเตือนเธอว่า ร่างกายเธอไม่ปกติแล้วแหละ ส่วนใหญ่จะลิงค์กับปัญหาหัวใจ ปอด และตับ

4. เล็บเหลือง

ถ้าเหลืองแบบจางๆ คุณควรจะพักเล็บจากการทาสีทาเล็บเคลือบเอาไว้ เพราะเล็บขาดออกซิเจน แต่ถ้าเหลืองแบบออกสีชัดเจนเลย คือเล็บเป็นเชื้อรา และอาจจะบอกถึงปัญหาที่ปอด รีบหาหมอด่วนๆ

5.  เล็บขาวซีด

“ถ้าทั้งเล็บกลายเป็นสีขาวซีด นั่นคือเชื้อรา แต่ถ้ากดลงไปแล้วเล็บยังเปลี่ยนเป็นสีชมพูเพราะแรงกด ต้องระวังเรื่องตับให้ดี” ดร.จูเลียบอก

6.  เล็บเขียว

เราว่ามาถึงขั้นนี้ได้ เธอก็น่าจะต้องสังเกตเห็นแล้วเพราะถึงขั้นผิดปกติมากๆ !! สีเขียวคืออาการติดเชื้อ ซึ่งเกิดจากแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เปลี่ยนให้เล็บกลายเป็นสีเขียว เจอปุ๊บ รีบวิ่งไปโรงพยาบาลด่วน

7.  เล็บเป็นคลื่น เป็นริ้ว

โดยธรรมชาติอยู่แล้วที่ทุกคนจะมีริ้วๆ อยู่บนหน้าเล็บ แต่เมื่อไรที่ริ้วเริ่มชัด จับแล้วรู้สึกได้ มันคือสัญญาณบอกถึงปัญหาผิว อาจจะเป็นผื่นคันได้

————–ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.sanook.com

vocab 3000 eslwise
vocab 3000 eslwise

หัวหน้าส่งอีเมลมาให้ทราบว่าน่าสนใจ มีหัวข้อในเว็บเพจ คือ
เอาไปดูให้ตาแฉะ รวมคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้บ่อยที่สุดในสหรัฐอเมริกา 3000 คำ
1. ได้เห็นก็ scan ก่อนเลยครับ
ไปติดคำที่ 197 หรือ 204 พอเห็นก็คิดต่อเลยว่า
set นี้ไม่ใช่รวมคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้บ่อยที่สุดแน่
เพราะเลข 1 ไม่ใช่คำศัพท์
https://blog.eduzones.com/advisor/155998

2. เห็นว่าที่มาคือ eslwise.com
2970Ellen 2966Hill
แล้วตามหาที่มาผ่าน google ก็พบ
http://eslwise.com/3000_frequency_order.doc
ต้นฉบับเป็น word พบสิ่งผิดปกติเหมือนใน eduzones เลย
เช่น t, P, 70 ไม่ใช่คำศัพท์แน่ในตัวที่ 2938 – 2940

3. คาดว่าคำเหล่านี้มาจากการนำบทความมา split (Text to Column)
แล้วนำมาจัดเรียงตามปกติ แล้วเรียงตามความถี่
แต่เห็น 1the กับ 684The ก็เริ่มไม่แน่ใจว่าเรียงตามความถี่

4. อยากชวนนักศึกษานำข้อมูล
มาชัดการด้วย excel ฝึกการประมวลผลกันหน่อย
ด้วยการ split, count, len, mid, crosstab เป็นต้น

5. เก็บเว็บเพจใน eduzones เป็น .mht
จะได้เปิดด้วย ie ในภายหลังได้ง่าย ๆ
https://www.facebook.com/groups/thaiebook/586864671464355/