bb1

พบว่า .. ปัจจุบันคนเราหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น วันนี้มีบทความ “เทคนิคการดูแลสุขภาพสมอง (Technique to treat your brain)” มาฝากค่ะ  เพื่อยืดอายุสมองของเราให้ดีวันดีคืนตลอดไป

1. ทานโปรตีนจากปลาทะเลลึก
ลองเปลี่ยนการรับประทานเนื้อหมู หรือวัว หรือสัตว์ใหญ่ มาเป็นการรับประทานโปรตีนจากปลาทะเลลึกกัน อาทิ ปลาทู กลาแซลมอน ปลาทูน่าเป็นต้น ปลาเหล่านี้จะมีสาระสำคัญสองตัว คือ DHA และ RNA อันมีส่วนสำคัญในการเป็นอาหารสมอง คุณไม่มีทางมีสมองที่คิดได้ดีไปกว่าสมองที่มีสารอาหารไปหล่อเลี้ยงอย่างเพียงพออยู่เสมอ

2. ฝึกการหายใจและสมาธิ
ฝึกการหายใจของคุณ โดยการหายใจเข้าออกอย่างช้ายาว ๆ หลายครั้ง หรือเรียกว่า ทำสมาธิ เพื่อให้ประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ ในการฝึกการลำดับความคิดในสมอง และควรทำเป็นประจำทุกวัน

ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก
ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก

3. ออกกำลังกายเป็นประจำ
การออกกำลังกายช่วยให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายทำงานอย่างเป็นปกติ และลดจำนวนครั้งในการป่วยในแต่ละปีได้อย่างมาก นอกจากนี้ยังทำให้สมองได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ

4. อาหารเสริมช่วยคุณได้
หากยังรู้สึกว่ารับประทานอาหาร เพื่อเพิ่มพลังสมองไม่เพียงพอ สามารถมองหาอาหารเสริม อาทิ  น้ำมันปลา   เพื่อมาใช้ในการดูแลสุขภาพ ด้วยการรับประทานอาหารเสริมจะช่วยให้มีมิติการคิดที่ลึก  และซับซ้อนมากกว่าใคร

 

นำเคล็ดลับ 4 ประการนี้ไปปรับใช้
จะช่วยให้คุณมีพลังสมองเหนือใคร ๆ  ลองนำไปทำดูนะค่ะ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.insurancecoverageblog.com

 

คนเราก็แปลก บางคนอยากอยู่นาน ๆ
แต่บางคนพออยู่นานแล้วก็เบื่อ อยากตาย
ตามสถิติ คนเกาหลี ฆ่าตัวตายจำนวนมาก
ทั้งที่อายุพวกเขาก็ยังไม่มาก แต่ด่วนรีบจากไปกันก่อน
ในความเป็นจริง หากมนุษย์เรา อยู่นานแล้วไม่มีอะไรทำ ก็อาจเบื่อชีวิตก็ได้
อย่างตัวเอกของหนังเรื่อง
Bicentennial man .. ก็เลือกที่จะจากไปเอง

The Devil's Game
The Devil's Game

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้การสื่อสารง่ายขึ้น โลกแบนขึ้น และแคบลงอย่างมาก โดยการเปลี่ยนแปลงนี้รวดเร็วมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ความก้าวหน้าทางการแพทย์ก็ไม่แพ้กัน ปัจจุบันเรามีอวัยวะเทียมหลายชิ้นที่สามารถนำมาทดแทนอวัยวะจริงได้ ความพยายามทางการแพทย์ทำให้การผ่าตัดใหญ่ เช่น การนำนิ่วออกจากช่องท้องทำได้ง่ายขึ้น ด้วยการเจาะรูที่หน้าท้องไม่กี่รู แล้วสอดกล้องและเครื่องมือเข้าไปนำนิ่วออกมา แทนการเปิดแผลขนาดใหญ่ที่หน้าท้อง การต่อเส้นเลือดหรือต่ออวัยวะก็ประสบผลสำเร็จ เช่น การต่ออวัยวะเพศชาย ต่อแขน ต่อขา ก็สามารถทำแล้ว

พบข่าวจากหลายสื่อว่าหมอเซอร์จิโอ คานาเวโร (Sergio Canavero) ศัลยแพทย์ที่ประเทศอิตาลี และคณะ เขียนบทความลงนิตยสารทางวิทยาศาสตร์ว่าอีก 2 ปีข้างหน้า การผ่าตัดเปลี่ยนศีรษะน่าจะเป็นไปได้ เพื่อช่วยต่อชีวิตให้กับผู้ป่วยที่ร่างกายมีปัญหา เช่น มะเร็ง เป็นต้น โดยการย้ายศีรษะจากคนหนึ่งไปใส่ยังร่างกายของอีกคนหนึ่งที่ได้รับบริจาคมา ความซับซ้อนมี 2 จุดคือการต่อเส้นเลือดใหญ่ และการต่อไขสันหลังซึ่งมีเซลประสาทจำนวนมาก โดยทบทวนวรรณกรรมว่าการผ่าตัดแบบนี้เคยทำกับลิงมาแล้วเมื่อปี 2513 โดยหมอโรเบิร์ต ไวท์ ศัลยแพทย์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ครั้งนั้นไม่สามารถต่อไขสันหลังของลิงได้ และมีปัญหาเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน ลิงตัวนั้นจึงมีชีวิตได้เพียง 9 วัน

แนวคิดนี้ได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เกาหลีเมื่อปี 2551 เรื่อง The Devil’s Game โดยเศรษฐีชราผู้มีเงินมหาศาล ท้าพนันกับหนุ่มน้อย ถ้าหนุ่มน้อยแพ้พนันต้องยอมสลับร่างกายกับเศรษฐีชรา ในภาพยนตร์จะไม่ใช่การเปลี่ยนทั้งศีรษะ แต่เปลี่ยนเฉพาะสมอง ทำให้เศรษฐีชรามีหน้าตาเหมือนกับหนุ่มน้อยทุกประการ ถ้าหากการผ่าตัดเปลี่ยนศีรษะสำเร็จก็เชื่อว่าเศรษฐีในโลกส่วนใหญ่ต้องยอมทุ่มเงินที่สะสมมา เพื่อให้ได้ร่างกายใหม่ที่เสมือนกับการได้ชีวิตใหม่ ไม่ต้องอยู่ในร่างกายที่แห้งเหี่ยว มีแต่อวัยวะที่ชำรุดทรุดโทรมอีกต่อไป ก้าวต่อไปของนวัตกรรมก็คงต้องการย้ายไปเฉพาะสมองที่เก็บจิตสำนึกเท่านั้น เพราะหน้าตาที่ดูชราก็คงไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป หากย้ายร่างกายได้จริง

bicentennial man
bicentennial man

http://www.hancinema.net/korean_movie_The_Devil__s_Game-picture_47919.html

http://www.thairath.co.th/clip/13612

http://www.cnet.com/news/human-head-transplant-just-two-years-away-surgeon-claims/

http://www.theguardian.com/society/2015/feb/25/first-full-body-transplant-two-years-away-surgeon-claim

มีการเผยแพร่ข้อมูลการวิจัยว่า การฝึกสมาธิ จะทำให้สมองเปลี่ยนแปลงได้ เป็นการทำลายความเชื่อที่ว่าสมองของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ดังนั้นการนั่งสมาธิก็จะมิใช่การนั่งหลับตาอย่างเดียวอีกต่อไป เพราะถ้าทำให้สมองเปลี่ยนแปลง และเป็นผลดีต่อสุขภาพ ผลการวิจัยนี้ก็จะช่วยยืนยันทางวิชาการว่า .. การเจริญสมาธิเป็นผลดีต่อสุขภาพ
ที่มา สมองพัฒนาได้ ด้วยการเจริญสติ ผู้จัดการออนไลน์

สมองของคนเรา เป็นตัวควบคุม ความคิด อารมณ์ความรู้สึก ความจำ ซึ่งมีการทำงานอันสลับซับซ้อน วิชาการที่เรียนรู้เกี่ยวกับโครงสร้างและการทำงานของสมอง เราเรียกว่า วิชา วิทยาศาสตร์ทางระบบประสาท (Neuroscience) ซึ่งเป็นวิชาการที่มีความสำคัญมาก กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในทางการแพทย์ เนื่องจากมันทำให้เราเข้าใจกลไกการทำงานต่างๆของสมองในด้านต่างๆ เช่น ความคิด ความจำ การรับอารมณ์ความรู้สึก

สำหรับเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก เช่น ความสุข ความทุกข์ ความเจ็บปวด เสียใจ เศร้าใจ ท้อแท้ เป็นต้น วิชาการที่ศึกษาเรื่องระบบประสาทต่ออารมณ์ความรู้สึกนี้ เรียกว่า Affective Neuroscienceมีนักวิจัยทางด้านระบบประสาทเกี่ยวกับอารมณ์คนหนึ่งที่มีผลงานน่าสนใจ คือ ศาสตราจารย์ริชาร์ด เดวิดสัน (Richard Davidson Ph.D)

ศาสตราจารย์ผู้นี้สนใจและศึกษาวิจัยเกี่ยวกับอารมณ์ต่อระบบประสาท และวิธีการฝึกสมาธิและการเจริญสติต่อการเปลี่ยนแปลงของสมอง มีงานวิจัยที่น่าสนใจ คือ แต่เดิมนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เซลล์สมองที่มีมาแต่เกิดจะค่อยๆโตขึ้น จนเต็มที่ในวัยหนุ่มสาวและกลางคน เมื่อเข้าสู่วัยชราก็จะเริ่มเสื่อมลง และตายลงในที่สุด เซลล์สมองมีจำนวนเท่าไหร่ก็มีเท่านั้น ไม่มีการแบ่งตัวเพิ่มขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ

ต่อมา ดร.เดวิดสัน ได้ทำการศึกษาในพระทิเบตรูปหนึ่งชื่อ พระ ดร.แมทธิว ริคาร์ด ซึ่งฝึกสมาธิมาเป็นเวลา 20-30 ปี เมื่อตรวจด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ fMRI ก็พบว่า

คนที่ฝึกสมาธิเป็นเวลานานๆ สมองมีส่วนเปลือกนอกสีเทาๆ ที่เรียกว่า Gray Matter ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ของเซลล์ประสาท จะหนาตัวขึ้น นั่นหมายถึง มีเซลล์สมองเพิ่มขึ้น และบริเวณส่วนหน้าแถวหน้าผากด้านซ้าย จะมีการทำงานของคลื่นสมองดีขึ้น มีลักษณะของคลื่นสมองช้าลงและสม่ำเสมอมากขึ้น ที่เรียกว่า “คลื่นแกรมม่า” ซึ่งพบในคนที่จิตเป็นสมาธิลึกๆ

ต่อมา เขาได้ทดลองในอาสาสมัครที่ฝึกสมาธิทุกวัน วันละ 30 นาที เช้าและเย็น เป็นเวลา 3 เดือน แล้วตรวจดูด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ fMRI ก็พบว่า มีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน แสดงว่า สมองคนเรามีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างและการทำงาน ซึ่งเขาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Neuroplasticity หรือ ความยืดหยุ่นของสมอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ค้นพบใหม่ และได้ทำลายความเชื่อเก่าที่ว่า สมองเปลี่ยนแปลงไม่ได้

เขาได้ทดลองทั้งแบบสมถและวิปัสสนากรรมฐานก็พบว่า ได้ผลเช่นเดียวกัน สมองของคนเราสามารถพัฒนาได้ตลอดเวลาโดยการจริญสติ ทำให้สมองสร้างเซลล์สมองใหม่ๆมากขึ้น การทำงานดีขึ้น คลื่นสมองสม่ำเสมอ ช้าลง ซึ่งเป็นลักษณะของคนที่มีความสุข สุขภาพจิตดี

นอกจากนั้น เขายังได้ศึกษากรณีของอารมณ์เครียด อารมณ์โกรธ และอารมณ์ซึมเศร้า ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในสมองในทางตรงข้าม คือมันทำให้เซลล์สมองเสื่อม ความจำเสื่อมลง และเซลล์อายุสั้นลง

ดร.ริชาร์ด เดวิดสัน นักวิจัยทางระบบประสาท
ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของโลก

ศจ.ดร.เดวิดสันจบปริญญาตรีทางจิตวิทยาในปีค.ศ. 1972 และต่อปริญญาโทและเอก ด้านจิตวิทยาและจิตเวชศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในปี 1976

หลังจบการศึกษาแล้ว ได้ทำงานเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์ค 8 ปี เขาได้ศึกษาและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของสมองกับอารมณ์ไว้มากมาย

ต่อมา ดร.เดวิดสันได้ย้ายมาทำงานที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน ตั้งแต่ปี 1984 ถึงปัจจุบัน และได้เริ่มต้นบุกเบิกงานวิจัยด้านอารมณ์ต่อสมอง ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณราว 10 ล้านดอลลาร์ ปัจจุบัน เขาเป็นผู้อำนวยการของศูนย์วิจัย 3 แห่งของมหาวิทยาลัย คือ

1. Waisman laboratory for Brain Imaging and Behavior
2. Center for Investigating Healthy Minds
3. Laboratory for Affective Neuroscience (psyphz.phych.wisc.edu)

และมีผลงานตีพิมพ์ 150 เรื่อง เขียนหนังสือ 13 เล่ม ซึ่งเป็นการศึกษาการทำงานของสมองกับอารมณ์ในเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางอารมณ์ เช่น เด็กสมาธิสั้น คนที่มีความเครียด โรคซึมเศร้า ศึกษาการทำงานของสมองในคนที่มีบุคลิกแบบชอบใช้ความรุนแรง คนที่เป็นฆาตกร คนที่มีบุคลิกก้าวร้าว ทำให้ได้ค้นพบคลื่นสมองและวงจรที่มีลักษณะเฉพาะในคนเหล่านี้

สุดท้าย ดร.เดวิดสันได้ทำการศึกษาคลื่นสมองในคนฝึกสมาธิและวิปัสสนา ทำให้ได้ทราบว่า สมองคนเราสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ตลอดเวลา โดยการทำสมาธิและวิปัสสนา ซึ่งจะแก้ไขอารมณ์ด้านลบได้ โดยการพัฒนาสมองส่วนที่เกี่ยวกับการรับอารมณ์ และวิธีที่มีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนแปลงสมองคือการเจริญสติให้อยู่กับปัจจุบัน ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการป้องกันโรคจิต โรคประสาท ทำให้มีสุขภาพจิตดี

ดร.เดวิดสันได้รับรางวัลทางวิชาการจำนวนมาก ในปี ค.ศ.2000ได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นของสมาคมจิตวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา และเป็น 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลต่อคนในโลก ในปี 2006 ของนิตยสารไทม์

ศจ.เดวิดสันทำสมาธิภาวนาอยู่เป็นประจำทุกวัน เขาสนใจพุทธศาสนาตั้งแต่เป็นนักศึกษาแพทย์ปีที่ 2 ได้มีโอกาสเดินทางมาเรียนรู้เกี่ยวกับการฝึกสมาธิในอินเดีย และได้เป็นกรรมการสถาบัน Mind and Life Institute ในปี 1991เป็นต้นมา

สถาบันแห่งนี้เป็นสถาบันที่นักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการศาสนา พระภิกษุ มาพบกันเพื่อเสวนาทางวิชาการว่าด้วยพุทธศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ในแง่มุมต่างๆ ซึ่งมีการจัดประชุมวิชาการทุกปี โดยมีองค์ทะไลลามะ เป็นประธาน

ศจ.เดวิดสันได้ทำงานร่วมกับองค์ทะไลลามะอย่างยาวนาน ซึ่งท่านได้ให้การสนับสนุนงานวิจัยของเขาตลอดมา สถาบันแห่งนี้ได้สร้างองค์ความรู้และเชื่อมวิทยาศาสตร์เข้ากับศาสนา เป็นผู้จุดประกายให้นักวิทยาศาสตร์หันมาสนใจเรื่องของจิต เรื่องของศาสนาในแง่มุมต่างๆ และมีผลงานวิชาการออกมามากมายจนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบัน ศจ.เดวิดสันเป็นนักวิจัยทางระบบประสาทที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของโลก มีงานวิจัยอันโดดเด่น ซึ่งทำให้วิชาวิทยาศาสตร์ทางสมองพัฒนาขึ้นมากในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา (ท่านผู้อ่านเข้าไปดูข้อมูลได้ใน www.richardjdavidson.com หรือฟังคำบรรยายใน youtube โดยพิมพ์ชื่อของเขาลงไป มีคำบรรยายให้ฟังหลายเรื่อง ที่ขอแนะนำ ได้แก่ Richard Davidson : science and Dharma 5/9/2011, Transform your mind,Change your Brain และNeuroplasticity : Implication of Scie ntific Research on Meditation for spiritual care. หรือพิมพ์คำว่า Neuroplasticity ก็จะมีคำบรรยายเรื่องนี้หลายตอนที่น่าสนใจ

พระ ดร.แมทธิว ริคาร์ด
นักวิทยาศาสตร์แห่งความสุข
จากดอกเตอร์ด้านวิทยาศาสตร์
สู่การเป็นพระสงฆ์ในพุทธศาสนา

พระทิเบตรูปหนึ่งที่ร่วมงานวิจัยทดลองผลของการฝึกสมาธิต่อสมอง กับ ศจ.เดวิดสัน คือ พระ ดร.แมทธิว ริคาร์ด (Matthieu Ricard) ชาวตะวันตกที่บวชเป็นพระทิเบต ในสำนักขององค์ทะไล ลามะ จบปริญญาเอกทางด้านโมเลกุลพันธุศาสตร์ สถาบันปาสเตอร์ กรุงปารีส ในปี 1972

หลังจบการศึกษา ท่านได้เดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนที่เมืองดาร์จิริ่ง ทางตอนเหนือของอินดีย แถบเทือกเขาหิมาลัย และที่นี่เองที่ทำให้ท่านเกิดแรงบันดาลใจในการค้นหาหนทางแห่งความพ้นทุกข์ จึงได้บวชและศึกษาพุทธศาสนาแบบทิเบต ฝึกการทำสมาธิภาวนาอยู่ที่นี่เป็นเวลา 26 ปี

หลังจากนั้น ท่านได้เดินทางกลับไปเผยแผ่ธรรมที่ยุโรปและอเมริกา โดยได้รับเชิญไปบรรยายในมหาวิทยาลัยต่างๆ และเขียนหนังสือธรรมะ

ท่านได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับนักวิทยาศาสตร์ ในกิจกรรมของสถาบัน Mind and Life Institute และได้รับการชักชวนให้มาร่วมงานวิจัยกับศจ.เดวิดสัน ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน ในปี 2009

เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก ท่านได้รับเชิญไปร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในการนำเอาวิถีทางแห่งพุทธธรรมมาใช้ในการบำบัดความทุกข์ และเมื่อเศรษฐกิจทุนนิยมกำลังล่มสลาย ท่านได้กล่าวกับนักธุรกิจใหญ่ของโลกจำนวนมากที่มาประชุม The World Economic Forum ณ เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ว่า

“โลกทุนนิยมเกิดจากความโลภของผู้คนอย่างไม่มีข้อจำกัด ความจริงสิ่งต่างๆที่อยู่ในโลกมีพอสำหรับความต้องการของทุกๆคน แต่ไม่พอสำหรับความทะยานอยากของคนจำนวนน้อย ถึงเวลาที่เราจะต้องหยุดความโลภในการแสวงหาวัตถุในนามของการทำธุรกิจเพื่อสังคมได้แล้ว

วิถีของทุนนิยมจะทำให้เกิดสงครามแย่งชิงทรัพยากร มีความขัดแย้งไปทั่ว คนที่แข็งแรงกว่าจะเอารัดเอาเปรียบคนที่อ่อนแอกว่า จะเกิดทำร้ายกัน ขาดความรักความเมตตาต่อกัน สภาพแวดล้อมของโลกจะถูกทำลาย ทำให้เราอยู่ไม่ได้”

ท่านได้เผยแพร่ความคิดเรื่อง การพัฒนาชีวิตเพื่อให้เกิดความสุข โดยการละความโลภ โกรธ หลง ตามแนวทางพุทธศาสนา และเขียนหนังสือเผยแพร่ทั่วไปในโลกตะวันตก หนังสือของท่านได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม

ท่านยังเป็นประธานองค์กร Karuna Shechen ซึ่งเป็นองค์กรการกุศล ไม่แสวงหากำไร ทำงานช่วยสังคมในแง่การศึกษา การรักษาโรค และงานสังคมสงเคราะห์ งานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ท่านอุทิศรายได้จากการจำหน่ายหนังสือและเงินบริจาคทำบุญ ทำโครงการเพื่อมนุษยชน 41 โครงการ เช่น สร้างสะพาน 8 แห่ง, สร้างโรงเรียน 13 แห่งในทิเบต และ 4 แห่งในเนปาล สร้างบ้านพักคนชรา 3 แห่ง ช่วยให้เด็กนักเรียนได้เรียนหนังสือ 15,000 คน ช่วยรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลได้ 1 แสนคนต่อปี ท่านสอนให้คนมีน้ำใจอันดีงาม มีความเมตตากรุณา ช่วยเหลือผู้อื่น ให้รักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งหาได้ยากในโลกวัตถุนิยม

ปัจจุบัน ท่านเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่มีชื่อเสียงในโลกตะวันตก ได้รับการยกย่องให้เป็นนักวิทยาศาสตร์แห่งความสุข และรัฐบาลฝรั่งเศสได้มอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์แห่งชาติฝรั่งเศส (French National Order of Merit) เป็นรางวัลแห่งคุณความดี เพื่อยกย่องท่าน

ท่านผู้อ่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติม ในwww.Matthieuricard.org และฟังคำบรรยายของท่านใน www.youtube.com/ Matthieu Ricard จะมีคำบรรยายอยู่หลายเรื่องที่น่าสนใจ เช่น The Devotion of Matthieu Ricard Official Trailer, Matthieu Ricard : The Habits of Happiness,change your mind change your brain : the inner conditions เป็นต้น

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 151 กรกฎาคม 2556 นพ.แพทย์พงษ์ วรพงศ์พิเชษฐ)

http://www.manager.co.th/dhamma/viewnews.aspx?NewsID=9560000079672

http://www.manager.co.th/science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000109401

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=644376315595115&set=a.123791347653617.12060.100000682560259

22 ม.ค.55 มีโอกาสอ่านความคิดเห็นของนักทำนายอนาคต (Futurologist) 2 ท่าน คือ Dr.Ian Pearson และ Patrick Tucker ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอีก 100 ปีข้างหน้า กว่าจะถึงเวลานั้นก็คาดได้ว่าเราท่านส่วนใหญ่อาจไม่ได้อยู่เห็นผลการทำนายแล้ว แต่จากการให้ความเห็นประกอบผลการทำนายจำนวน 20 เรื่อง พบว่าบางเรื่องเป็นเทคโนโลยีที่เป็นแนวคิดจากภาพยนตร์ที่ทำให้ชีวิตของเรายืนยาวได้มากกว่า 100 ปี ซึ่งจินตนาการเหล่านั้นอาจนำไปสู่การค้นคว้าวิจัย และทำให้สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นจริงขึ้นมา มีนวัตกรรมหลายเรื่องที่กำเนิดขึ้นภายหลังภาพยนตร์ อาทิ เครื่องบินไร้คนขับ การสนทนาระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับมนุษย์ หรือการสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานด้วยคลื่นสมอง ซึ่งล้วนเกิดขึ้นแล้วทั้งสิ้น

เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หากได้นำไปพัฒนาร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) จนประสบความสำเร็จจะทำให้การคิดของมนุษย์และคอมพิวเตอร์หลอมรวมและถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนแนวคิดนี้จะสำเร็จ เราพบว่าปัจจุบันมีระบบฐานความรู้ ระบบทำนายสภาพอากาศ ระบบการสื่อสารความเร็วสูง ระบบวิเคราะห์ภาพถ่าย ระบบเซ็นเซอร์ ระบบสแกนทะลุวัตถุ หรือเทคโนโลยีการควบคุมอุปกรณ์ด้วยคลื่นสมอง แนวคิดการเป็นซุปเปอร์มนุษย์ไม่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป แต่มีคำถามเข้ามาอย่างแน่นอนว่าจะอยู่เหนือคนอื่นเพื่ออะไร และได้หรือไม่ ในขณะที่มนุษย์ทุกคนต้องการความเสมอภาค

ปลายทางของการหลอมรวมปัญญาประดิษฐ์กับเทคโนโลยีชีวภาพย่อมนำไปสู่ความพยายามหาคำตอบที่จะเป็นอมตะ กายเนื้อของเรามีข้อจำกัด อาจเติบโตผิดปกติ เปลี่ยนรูป หรือเสื่อมสภาพ ซึ่งการล้มเหลวของกายเนื้อนำไปสู่สาเหตุของการเสียชีวิตเป็นอันดับหนึ่ง หากย้ายความรู้สึกนึกคิดออกไปไว้นอกกายเนื้อปัจจุบันได้ ก็จะทำให้มนุษย์เป็นอมตะได้ เราอาจพัฒนาซุปเปอร์มนุษย์ได้ แต่การย้ายความคิดออกจากร่างกายก็ยังเป็นเรื่องที่ยากกว่า แล้วเป็นความหวังของมนุษย์ที่ต้องการมีชีวิตอยู่หลังกายเนื้อเสื่อมสลายไป และนั้นก็ยังคงเป็นเพียงจินตนาการหรือความฝันต่อไป

http://www.futurizon.com/

http://www.bbc.co.uk/news/magazine-16536598

โทรศัพท์ธรรมดาที่เคยใช้เพื่อการโทรออก และรับสายเข้าถูกพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีการพัฒนาสมาร์ทโฟน (Smart Phone) ที่เป็นได้มากกว่าโทรศัพท์ธรรมดา ยุคสมัยหนึ่งนิยมเรียกสมาร์ทโฟนว่าคอมพิวเตอร์มือถือ เพราะนอกจากจะดูหนัง ฟังเพลง ถ่ายภาพได้แล้ว ยังสามารถเปิดอ่านเอกสาร ตารางข้อมูล ตารางนัดหมาย ภาพถ่าย คลิ๊ปวีดีโอ หรือแฟ้มอื่นอย่างหลากหลาย ปัจจุบันรุ่นของสมาร์ทโฟนที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด คือ IPhone 4S ของบริษัทแอ็บเปิ้ล มีความสามารถใกล้เคียงกับเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างมาก รองรับโปรแกรมจากผู้พัฒนาทั่วโลก และส่วนใหญ่ดาวน์โหลดมาใช้ได้ฟรี

ในบรรดาโปรแกรมเสริม หรือแอพพลิเคชั่น (Application) ที่สามารถดาวน์โหลด หรือซื้อหามาติดตั้งนั้น มีแอพที่ชื่อว่า สิริ (SIRI) คือ ซอฟท์แวร์รับคำสั่งด้วยเสียง สามารถตอบคำถาม หรือสั่งงานอุปกรณ์ได้อย่างน่าทึ่ง เสมือนพูดคุยกับมนุษย์ตามหลักปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) โปรแกรมสิริเริ่มพัฒนาตั้งแต่ปีพ.ศ.2550 มีนักทำนายด้านเทคโนโลยีคาดการณ์ว่า การรับคำสั่งด้วยเสียง และนำไปพัฒนาโปรแกรมต่าง ๆ จะเป็นเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดดในพ.ศ.2555 นี้ แม้อุปสรรคสำคัญของการรับคำสั่งด้วยเสียงคือภาษาและเสียงของมนุษย์ แต่จากการทดสอบ และมีผู้นำเสนอผลการทดสอบไว้ใน youtube.com ทำให้รู้สึกมั่นใจขึ้นว่าอุปกรณ์กลุ่มสมาร์ทโฟนจะมีการพัฒนาไปในแนวของการรับคำสั่งด้วยเสียง หลังจากความสำเร็จจากการรับคำสั่งทางจอภาพ (Touch Screen) กลายเป็นที่ยอมรับไปแล้ว

ตัวอย่างประโยชน์ของการรับคำสั่งด้วยเสียง อาทิ บอกเวลา สั่งตั้งนาฬิกาปลุก สั่งเปิดเพลง สั่งเปิดเว็บไซต์ ตอบคำถามทั่วไป ตอบเรื่องการพยากรณ์อากาศ เวลา หรือสถานที่ ตอบได้ว่าผลบวก ลบ คูณ หารของจำนวนเป็นเท่าใด ซึ่งทั้งหมดเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการประยุกต์ใช้สิริในสมาร์ทโฟน สำหรับโปรแกรมที่มีความสามารถคล้ายกับสิริ อาทิ Dragon Go หรือ Vlingo หรือ Tellme ความพยายามต่อยอดในการพัฒนาสิริพบได้อีกมายมาย อาทิ การสนับสนุนการใช้งานของผู้พิการ (Disability) การสั่งงานด้วยคลื่นสมอง (Brain Waves)

เพราะ บ่นเป็น 1 ใน 5 พฤติกรรมของชาว fb ตามที่โน็ตอุดม ได้ talk show ไว้
เห็นธรรมชาติของมนุษย์ ที่เป็นเรื่องธรรมชาติครับ
ความล้มเหลว ของหมู เป็ด ไก่ในการปกป้องตนเอง เป็นความสำเร็จของมนุษย์ ที่ได้จับพวกเขากินเป็นอาหาร
ความล้มเหลว ในการผลิตสินค้าของประ เทศเพื่อนบ้าน เป็นโอกาสของประเทศเรา ที่จะชนะในตลาดการค้าเสรี
ความล้มเหลว แขนซ้าย ทำให้แขนขวายึดอำนาจในการใช้งาน

มนุษย์ชอบเอากีฬามาเป็นอารมณ์ ทั้งที่เลือกได้ที่จะอยู่อย่างสงบ
ถ้ามนุษย์ใช้ความรู้ที่สั่งสมมาหลาย สิบปีได้ คงมีอะไรเปลี่ยนไปอีกเยอะ
แต่ศักยภาพของมนุษย์มีจำกัดจริง ๆ พัฒนาได้แค่นี้แล้ว

การตัดสินใจแต่ละเรื่อง เราระดมสมองได้ไม่กี่เหตุการณ์ มาประกอบการตัดสินใจเรื่องหนึ่ง

.. บทเรียนไกลตัว คือ อดีตรมว.สธ.รักเกียรติ ท่านก็เคยพลาดในการใช้ความรู้ที่สั่งสมมา
แล้วเดินทางผิด จนต้องติดคุก .. ก็เพราะพ่ายแพ้ต่อกิเลสในตนเอง

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=28341

ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้มีประเด็นชวนคิดหลายเรื่อง
1. พฤติกรรมเชิงลบมักเกิดจากการใช้สมองเพียง 20%
2. ขี้เกียจ หรือมุ่งมั่น ล้วนเกิดเพราะการใช้สมอง ที่เป็นมาแต่เกิด
3. คาเฟอีน ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง แต่ไม่เท่า NZT
4. ถ้าใช้สมองเต็มประสิทธิภาพ จะเกิดผลที่ใคร ๆ เรียกว่าดี

เรื่องย่อ นักเขียนหนุ่ม เอ๊ดดี้ มอร์รา (แบรดลีย์ คูเปอร์) ต้องทนทุกข์อยู่กับอาการสมองตีบตัน เขียนไม่ออกมาเป็นเวลานาน จนกระทั่งเพื่อนเก่าคนหนึ่งแนะนำให้เขารู้จักกับ NZT ยาชนิดใหม่ซึ่งทำให้คนที่ได้กินมัน กลายเป็นบุคคลอัจฉริยะเพียงชั่วข้ามคืน ทันทีที่เอ๊ดดี้กินยาตัวนี้ เขาสามารถจดจำทุกเรื่องราวที่เขาเคยอ่าน หรือเคยฟังมาก่อน เรียนรู้ภาษาใดๆ ก็ได้ภายในหนึ่งวัน เข้าใจทฤษฎีหรือสมการอันยุ่งยากซับซ้อนในเวลาประเดี๋ยวเดียว อีกทั้งยังเป็นที่ดึงดูดใจของทุกคนที่ได้พบเจอเขา และแล้วเอ๊ดดี้ก็สร้างความตื่นตะลึงให้ตลาดวอลล์สตรีท ด้วยการคว้ากำไรหุ้นมูลค่ามหาศาล จากเม็ดเงินลงทุนเพียงน้อยนิด เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เขาเป็นที่สนใจของเจ้าพ่อตลาดหุ้น คาร์ล แวน ลูน (โรเบิร์ต เดอนิโร) ที่เชิญชวนให้เขาเข้าร่วมลงทุนซื้อขายหุ้นครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติ ศาสตร์ แต่นี่กลับเป็นการกระตุ้นให้ผู้คนรู้จัก และอยากจะได้ลิ้มลองยา NZT ด้วย ในที่สุด เอ๊ดดี้ต้องเผชิญกับการทรยศหักหลัง รวมถึงการไล่ล่าจากทั้งตำรวจและพวกมาเฟีย แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือผลข้างเคียงของเจ้า NZT ที่เริ่มแสดงฤทธิ์เดชอันร้ายกาจของมัน
http://www.vdopart.com/10481

นักแสดงโรเบิร์ต เดอ นีโร, แบรดลีย์ คูเปอร์, แอ็บบี้ คอร์นิช

แนวคิดแรก มีว่าคนที่เสียชีวิตแล้ว สมองจะมีความทรงจำส่วนหนึ่งหลงเหลืออยู่ และมีงานวิจัยที่พยายามจะเข้าไปใช้ความทรงจำ (memory) นี้
แนวคิดที่สอง มีว่าคนที่ร่ายกายตาย แต่สมองยังไม่ตายอาจเข้าไปในความทรงจำ และควบคุม (Control) ซากสมองของคนอื่นได้
แนวคิดที่สาม เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ มีว่าถ้าร่างกายของคนคือ โปรแกรมประมวลผล (application) ที่นำมาใช้ได้โดยสมบูรณ์ ดังนั้นซอร์ทโค้ด (source code) คือ รหัสต้นฉบับ หรือต้นตอที่นำไปสู่การสร้างร่างกายที่สมบูรณ์ และเรื่องนี้พระเอกของเราก็เหลือเพียง source code เท่านั้น

การประยุกต์ใช้ประโยชน์ (Utilization) จากสามแนวคิดนี้ เป็นที่มาของภาพยนตร์เรื่อง source code

แนวคิดซับซ้อนพอกับ Matrix แต่ effect ในเรื่องนี้ มีไม่มากนัก

ฟังข่าวทางช่องทีวีไทย เมื่อ 5 มี.ค.54 เวลา 19.45น. เรื่องการใช้คลื่นสมอง สั่งงานคอมพิวเตอร์ ถูกนำเสนอในงาน CeBIT 2011 โดย Guger Technologies เรียกว่า Intendix สามารถใช้ “สมอง” สะกดคำที่ต้องการพิมพ์บนคอมพิวเตอร์ได้ โดยไม่ต้องใช้มือ ซึ่ง Intendix เป็นอุปกรณ์อ่านคลื่นสมอง (EEG  :  Electroencephalography) ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถพิมพ์ข้อความบนคอมพิวเตอร์ด้วยจิตใจ (ที่ส่งผ่านคลื่นสมอง)
http://www.arip.co.th/news.php?id=413309

http://www.thaipbs.or.th/DailySchedule/
http://www.thaipbs.or.th/Clip/
http://www.thaiall.com/opinion/readonly.php?view=488