เต้นประกอบเพลงในงานแนะแนวนักเรียน
เต้นประกอบเพลงในงานแนะแนวนักเรียน (ภาพโดยนิเวศน์ อินติ๊บ)

การแสดงของทีม AFS (At First Sight)
เต้นประกอบเพลง Right Now ใน Abum : Rihanna
ในโครงการพัฒนาการจัดการศึกษาพื้นฐานของครูและนักเรียนผ่านแนวทางค้นหาตัวตน
เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 ณ มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง


Smartphone :  i-mobile iq big 2
Price : 3990
Back Camera : 12 Megapixels
Song : Right now
Singer : Rihanna
Lyric :

Tomorrow’s way too far away
And we can’t get back yesterday
But we young right now
We got right now
So get up right now
‘Cause all we got is right now

Tomorrow’s way too far away
And we can’t get back yesterday
But we young right now
We got right now
So get up right now
‘Cause all we got is right now

Baby tonight I need you
And I feel it when I see you
Wherever you wanna go
Whenever baby I’m yours

Tomorrow’s way too far away
And we can’t get back yesterday
But we young right now
We got right now
So get up right now
‘Cause all we got is right now

Tomorrow’s way too far away
And we can’t get back yesterday
But we young right now
We got right now
So get up right now
‘Cause all we got is right now

So close I can taste you
Ain’t scared I can take you
Can’t fight the feeling
Can you feel me?
You got me feel it

Something you wanted to do all your life
There’s no more waiting ‒ tonight is the night
And we can’t be wrong, not if it feels this right
Turn it up, scream it loud, yeah.

Tomorrow’s way too far away
And we can’t get back yesterday
But we young right now
We got right now
So get up right now
‘Cause all we got is right now

Tomorrow’s way too far away
And we can’t get back yesterday
But we young right now
We got right now
So get up right now
‘Cause all we got is right now

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=976023865877719&set=oa.1241182539280947&type=3&theater

Omron : digital blood pressure monitor
Omron : digital blood pressure monitor

คนที่บ้านเป็นลม วัดความดันพบว่าต่ำ จึงไปหาหมอ
(ไม่เกี่ยวอะไรกับความดันทุรังนะครับ)

16 ก.ย.59 หมอแนะนำว่าให้ออกกำลังกาย
ให้ยาลดความเครียด
แนะนำให้ออกกำลังกาย
นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
ติดราวในห้องน้ำ เวลาเป็นลมจะได้มีที่เกาะ

จากนั้นก็ไปค้นข้อมูลเก็บไว้อ่าน ดังนี้

ความดันโลหิตต่ำ (Hypotension) คือ การที่ความดันโลหิตลดลงอย่างกระทันหันอาจเกิดเนื่องมาจากหัวใจล้มเหลว ที่จะรักษาระดับความดันไว้ได้ หรือเกิดจากการขาดของเหลวไหลเวียนอย่างรุนแรงในระบบหมุนเวียนโลหิต

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความดันต่ำ คือ การอดอาหารเป็นเวลานาน ๆ การใช้ยาระงับประสาทบางชนิด การเสียเลือดมากกว่าปกติ และความผิดปกติในการขับถ่าย ความดันต่ำไม่เป็นอันตรายก็จริง แต่ก็คงจะทำให้เป็นคนอ่อนแอ ไม่มีแรง ปวดหัวเวียนหัวอยู่ตลอดเวลา ทำงานที่ออกแรงไม่ได้ เป็นต้น

ความดันโลหิตโดยทั่วไปสำหรับผู้ ใหญ่
ถ้าเกิน 140/90 ถือว่าเป็นความดันโลหิตสูงเกินควร
ถ้าต่ำกว่า 100/60 ถือว่าต่ำเกินควร
ตัวเลขเหล่านี้เราจะรู้ได้จากการวัดด้วยเครื่องวัดความดันโลหิต (Sphygmomanometer) ซึ่งจะเป็นเครื่องวัดที่ต้องใช้หูฟัง (Stethoscope) หรือจะเป็นเครื่องวัดอัตโนมัติแบบที่เรียกว่าดิจิตอลก็ได้
(Omron : digital blood pressure monitor)

ความดันโลหิตต่ำเกิดขึ้นได้จากต้นตอ 2  ประการ คือ

1.  จากระบบบางอย่างของร่างกายบกพร่องมาตั้งแต่เกิด
2. เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บเฉพาะหน้าบางประการ สาเหตุบางอย่างจากระบบบกพร่องนั้น ได้แก่  คนที่โลหิตจางหรือเลือดน้อย   ปริมาณรวมของเลือดต่ำและผนังของเส้นเลือดและการปั๊มของหัวใจผิดปกติ

อันตรายร้ายแรงจากระบบบกพร่องนั้น   จะไม่ค่อยมี แต่ผู้ที่ความดันโลหิตต่ำมักจะ เป็นคนที่ไม่มีแรง   เวียนหัว   หัวหมุน   และคลื่นไส้อาเจียนได้ง่าย ทำงานหนักไม่ค่อยจะได้   เหนื่อยง่าย
ส่วนที่ความดันโลหิตต่ำเพราะมีโรคภัยเฉพาะหน้าเกิดขึ้นนั้น    อาจจะเกิดขึ้นเพราะโลหิตจางแบบเฉียบพลัน    ซึ่งสาเหตุอาจจะเป็นเพราะอุบัติเหตุเสียเลือดมาก หรือมีสิ่งที่เป็นท้อกซินมากเข้าสู่ร่างกายอย่างกะทันหัน หรือต้องรับยาเคมีบางอย่าง   เช่น   ผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งต้องรับเคมีบำบัด   และต้องใช้รังสีบำบัด เป็นต้นความดันต่ำกว่าปกติสามารถก่อผลเสียอย่างทันทีได้มากมาย   เนื่องจากอวัยวะสำคัญหลายชนิดต้องการเลือดและความดันเลือดในระดับหนึ่ง  จึงจะทำหน้าที่ได้ดี    เมื่อความดันต่ำลงมาก  อวัยวะต่างๆ   ก็จะเริ่มหยุดทำงานที่สำคัญๆ   ได้แก่ ไต ตับ หัวใจ สมอง     โดยเฉพาะสมองที่จะก่อให้เกิดอาการหน้ามืดเป็นลมหมดสติ     และในที่สุดอาจจะเสียชีวิตได้ถ้าไม่ได้แก้ไขสาเหตุของความดันต่ำ อาการนี้ทางการแพทย์เรียกว่า Shock

สาเหตุที่พบแบ่งตามลักษณะการเกิดและการรักษา
1. Hypovolumic shock ช๊อคความดันต่ำจากการเสียเลือดหรือเสียน้ำจากร่างกายมากๆ พบในอุบัติเหตุ หรือการติดเชื้อบางอย่าง(ท้องร่วง)
2. Distributive shock  เกิดช๊อคความดันต่ำจากการที่เส้นเลือดทั่วร่างกายขยายตัว   จนปริมาณเลือดในร่างกายดูเหมือนมีน้อยลง  (เมื่อเทียบกับพื้นที่ๆเพิ่มขึ้น)   พบในการแพ้อาหารยาแมลง   การกระทบกระเทือนทางระบบประสาทอย่างรุนแรง   และการติดเชื้อในกระแสโลหิต

3. Cardiogenic shock   ความดันต่ำช๊อคจากการที่หัวใจทำงานแย่ลง พอตัวปั๊มเลือดทำงานแย่ ความดันเลือดก็ลดลง พวกนี้เจอในโรคหัวใจขาดเลือดหรือหัวใจวายทั้งหลาย

สามตัวนี้ ถ้าปล่อยไว้ ตาย… (บางทีรักษาไม่ไหวก็ตาย)
Symptomatic hypotension อื่นๆ ได้แก่โรคหรือภาวะใดๆที่ทำให้ร่างกายเกิดความดันต่ำขึ้นชั่วขณะ มีหลายๆตัว อันตรายบ้างไม่อันตรายบ้าง แต่อาการที่ตรงกันก็คือจะมีอาการหน้ามืด เป็นลม เหงื่อแตก ใจเต้นเร็ว หมดสติหรือเกือบหมดสติ
วิธีแก้    สำหรับผู้ที่มีโรคภัยเฉพาะหน้าก่อน
ถ้าจะให้รู้ว่าเพราะโลหิตจางหรือไม่   คงจะต้องตรวจเลือดก่อนแล้วดูที่ปริมาณเม็ดเลือดขาวก่อนเป็นตัวแรกต่อจากนั้นให้ดูที่เฮโมโกลบิน   (ตัวที่รับเอาออกซิเจนเข้าไว้ในเลือด)   แล้วดูเฮมาโตคริต   (เปอร์เซ็นต์ของเม็ดเลือดแดงทั้งหมด)ถ้าชนิดของเลือดเหล่านี้ต่ำกว่าเกณฑ์จะค่อนข้างแน่ใจว่าโลหิตจาง   และถ้าวัดความดันโลหิตว่าต่ำกว่าเกณฑ์ก็ต้องให้เลือดเป็นการด่วน แต่การปฏิบัติเช่นนี้เป็นหน้าที่ของแพทย์ทำเองไม่ได้ เมื่อแก้อาการโลหิตจางตามนี้ได้แล้ว ความดันโลหิตของคุณน่าจะขึ้นมาได้อยู่ในระดับปกติ

แต่อีกอย่างหนึ่งที่จะต้องเฝ้าดูเป็นพิเศษ คือ การที่คุณโลหิตจางนั้นเกิดจากการเลือดออกภายในร่างกายหรือไม่ เลือดออกภายในนี้อาจจะเป็นที่แผลในกระเพาะหรือลำไส้ คุณรับประทานอะไรเข้าไปเป็นกรดหรือย่อยไม่หมด ก็จะทำให้แผลภายในเลือดออกไม่หยุด อย่างนี้อันตรายแบบเฉียบพลัน ความดันโลหิตต่ำอย่างแน่นอนฉะนั้น อย่าวางใจถ้าความดันโลหิตต่ำจนหมดแรงจะเป็นลม แต่ไม่พบอาการผิดปกติอย่างอื่นให้ดูให้แน่ว่ามีเลือดออกภายในร่างกายหรือไม่ รีบส่งโรงพยาบาลด่วน    โรคเฉพาะหน้าที่ทำให้ความดันโลหิตต่ำอีกอย่างหนึ่งและไม่ค่อยมีใครสังเกตพบ ก็คือ ผู้ที่เป็นหวัดอย่างแรง หรือไปติดเชื้อหวัดใหญ่มา ความดันโลหิตมักจะต่ำ แต่ก็ไม่มีใครค่อยสังเกต เพราะถ้าใครเป็นหวัดใหญ่ ก็มักจะให้คนไข้นอนพัก ให้ยาแก้ไข้ ให้อาหารบำรุงไม่กี่วันก็จะหายแต่ข้อสังเกต ถ้ามีโอกาสตรวจความดันโลหิตและปรากฏว่าเป็นความดันต่ำแล้วละก็ รีบให้ยาบำรุงเลือดด้วย

คำแนะนำเพื่อช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตต่ำ
1. ดื่มชาโสม ชาโสมจะมีประโยชน์ในกรณีอ่อนเพลีย
2. ดื่มชาขิง ชาขิงจะช่วยกระตุ้นและสนับสนุนระบบหมุนเวียนโลหิต
3. การพักผ่อนนอนหลับให้สนิทและมากๆ มีความจำเป็นเพราะการนอนไม่หลับจะทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำ
4. รับประทานผลไม้เพื่อให้ได้วิตามิน
5. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ


ถ้ามีปัญหาเรื่องขาดอาหาร ก็ควรให้สารอาหารชดเชย เช่น
– กรดโฟลิคจากน้ำผึ้งช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง
– กรดอะมิโนในสาหร่ายเกลียวทองเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อผนังเส้นเลือดและระบบประสาทอัตโนมัติ
– วิตามิน เกลือแร่ ในว่านหางจระเข้ช่วยให้เกิดสมดุลของความดันโลหิต
– วิตามินซี ช่วยในการดูดซึมแคลเซี่ยม ธาตุเหล็กและกระบวนการเมตาโบลิซึมของร่างกาย
– วิตามินอีในเมล็ดทานตะวันช่วยลดการแตกตัวของเม็ดเลือดแดง
การแก้ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำโดยทั่วไป
1.  แก้ด้วยอาหาร ควรจะให้อาหารที่เพิ่มโปรตีน ให้มากๆ สำหรับท่านที่กินอาหารชีวจิตอยู่แล้ว เราให้กินโปรตีนทั้งจากพืชและจากเนื้อสัตว์ได้ จากพืชก็คือ ถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วแดง และผลิตผลจากถั่ว เช่น เต้าหู้ โปรตีนเกษตร เป็นต้น และเราให้กินปลาหรืออาหารทะเลได้ อาทิตย์ละ 2 ครั้งอาจจะเพิ่มปลาได้เป็นอาทิตย์ละสัก 3 ครั้ง และถั่ว-เต้าหู้ให้เพิ่มขึ้นเป็น 25% แทนที่จะเป็น 15%

2.  กินวิตามิน B COMPLEX 100 มก. เป็นประจำวันละ 1 เม็ด และให้แถม B1 100 มก.และ B12 500 ไมโครแกรม อีกอย่างละเม็ด

3.  แคลเซียม 1,000 มก. และโปแตสเซียม 500 มก. กินประมาณ 1 เดือน เว้น 1 เดือน

4. วิตามิน E 400 IU. วันละ 1 เม็ด

5. ขอให้ออกกำลังกายเบาๆก่อน ใช้วิธีรำตะบองแบบชีวจิตจะดีที่สุด แรกใช้
แต่ละท่า ประมาณ 20 ครั้ง เมื่อรู้สึกดีแล้ว ให้เพิ่มเป็นท่าละ 3 ครั้ง

6. ใช้หัวแม่มือนวดเบาๆ บริเวณกลาง หน้าอกแล้วเลื่อนไปที่บริเวณใกล้รักแร้สองข้าง
—————————–
แหล่งข้อมูล:จาก..  คอลัมน์ชีวจิต หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/134141
https://en.wikipedia.org/wiki/Hypotension
http://med.mahidol.ac.th/ramachannel/index.php/knowforhealth-20140914-3/
http://www.thaihealth.or.th/node/17259
+ http://www.thailabonline.com/sec31hypo.htm

iron-1

ธาตุเหล็ก สำคัญกับสุขภาพผู้หญิงมากกว่าที่คิด และหากไม่อยากป่วยเป็นโรคโลหิตจาง หรือมีอาการผิดปกติต่าง ๆ อันเกิดจากการขาดธาตุเหล็ก สาว ๆ ก็ไม่ควรพลาดสิ่งนี้

ถ้าบอกว่าภาวะขาดธาตุเหล็กเป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้มากพอ ๆ กับโรคฮิตประเภทอื่น หลายคนก็อาจคาดไม่ถึง และโดยส่วนใหญ่ก็มักจะเกิดขึ้นกับผู้หญิง รวมทั้งกลุ่มคนที่ไม่กินเนื้อสัตว์ด้วยนะคะ ซึ่งหากไม่อยากจะป่วยเป็นโรคโลหิตจาง หรือมีความผิดปกติทางสุขภาพอื่น ๆ ก็ควรดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดี โดยเฉพาะควรหมั่นเติมธาตุเหล็กในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการร่างกายด้วย
ธาตุเหล็ก สำคัญกับผู้หญิงยังไง

เหตุผลที่ธาตุเหล็กมีความสำคัญกับเพศหญิง ก็เพราะผู้หญิงมีโอกาสสูญเสียธาตุเหล็กในร่างกายมากกว่าผู้ชาย ทั้งการมีประจำเดือน ซึ่งเฉลี่ยแล้วต่อเดือนผู้หญิงจะเสียเลือดส่วนนี้ไปประมาณ 50 มิลลิลิตร หรือเท่ากับสูญเสียธาตุเหล็กไปประมาณ 15-30 มิลลิกรัมต่อเดือน และอาจจะมีแนวโน้มสูญเสียธาตุเหล็กมากขึ้นหากสาว ๆ ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ หรือในหญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร ร่างกายก็ต้องการธาตุเหล็กเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างเม็ดเลือดแดงด้วย

ธาตุเหล็กมากขนาดไหน ที่ร่างกายต้องการ

สำหรับผู้หญิงในวัย 15-50 ปี ควรได้รับธาตุเหล็กประมาณ 15 มิลลิกรัมต่อวัน แต่หากมีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรรับธาตุเหล็กให้ได้วันละ 10 มิลลิกรัมก็เพียงพอค่ะ

ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพ ควรไปตรวจวัดปริมาณธาตุเหล็กในร่างกายให้ชัวร์ ๆ เพราะหากไม่ใช่ผู้ที่ขาดธาตุเหล็กอยู่แล้ว การรับประทานธาตุเหล็กเข้าไปเพิ่ม อาจทำให้ร่างกายกำจัดธาตุเหล็กออกไปไม่หมด และส่งผลเสียต่อการทำงานของตับได้

จริง ๆ แล้วเราก็สามารถเช็กตัวเองได้ในเบื้องต้น จาก 15 สัญญาณของร่างกายต่อไปนี้ที่ฟ้องว่า เรากำลังขาดธาตุเหล็กอยู่นะ

           อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย โดยเฉพาะความรู้สึกเหมือนหมดแรง เหนื่อยใจ เนื่องจากเลือดไม่มีธาตุเหล็กเพียงพอจะสูบฉีดให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าได้ นั่นเอง

ลิ้นอักเสบโดยไม่มีการติดเชื้อ

ลิ้นบวม ตุ่มบริเวณลิ้นหายไป ลิ้นเกลี้ยงเกลามากขึ้น แต่อาจทำให้เคี้ยวอาหารลำบาก แปรงฟันลำบาก หรือหากลิ้นบวมหนักมากอาจพูดไม่ชัดได้

ประสิทธิภาพของสมองลดลง มีอาการเหม่อลอยบ่อยขึ้น เนื่องจากออกซิเจนในเลือดน้อยเพราภาวะขาดธาตุเหล็ก

ตัวซีด เปลือกตาด้านในซีด บ่งบอกสภาวะโลหิตจาง

ริมฝีปากแห้งแตก โดยเฉพาะบริเวณมุมปาก และอาจมีอาการเจ็บร่วมด้วย จนบางทีไม่สามารถอ้าปากกว้าง ๆ ได้ มีความลำบากในเวลากินอาหาร ตอนยิ้ม หรือแม้กระทั่งตอนเปล่งเสียง

ร่างกายไวต่อเชื้อโรค มีโอกาสติดเชื้อต่าง ๆ ได้ง่าย

มีอาการขาอยู่ไม่สุข (Restless Leg Syndrome) ต้องสั่นขา เขย่าขาตลอดเวลา เพราะรู้สึกเหมือนมีแมลงมาไต่ขา หรือไม่สั่นขาจะนั่งไม่สบาย

หน้ามืด วิงเวียน โดยเฉพาะเมื่อเดินขึ้นบันได ขึ้นลิฟต์ หรือทำกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวหนัก ๆ

หายใจติดขัด เจ็บแน่นหน้าอก โดยเฉพาะขณะทำกิจกรรมบางอย่างที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายมาก ๆ

ปวดศีรษะ หนัก ๆ หัว เหมือนสมองไม่โปร่งใส รู้สึกขาดสมาธิในการทำกิจกรรมต่าง ๆ

เบื่ออาหาร รู้สึกอยากกินอาหารรสชาติแปลก ๆ เช่น อยากกินดิน อยากกินน้ำแข็ง เป็นต้น

มีดอกเล็บขึ้น เล็บเป็นรูปช้อน หรือหนังเล็บลอก

มือเย็น เท้าเย็น

ใจสั่นได้ง่าย แม้จะแค่เดินในระยะใกล้ ๆ หรือวิ่งระยะสั้น ๆ

หากพบว่าตัวเองมีอาการตรงกับอาการดังกล่าวหลายข้อ ลองไปพบแพทย์เพื่อวัดระดับธาตุเหล็กในร่างกาย หรืออาจเช็กง่าย ๆ จากการไปบริจาคเลือดก็ได้ค่ะ

ทั้งนี้หากแน่ใจจริง ๆ ว่าร่างกายกำลังเรียกร้องหาธาตุเหล็กมาเติมเต็ม คุณสามารถรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กได้ตามนี้

อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง

          เนื้อสัตว์ต่าง ๆ โดยเฉพาะเนื้อแดง
เลือด
ตับ
เครื่องในสัตว์
ธัญพืช เช่น ซีเรียล ข้าวโอ๊ต จมูกข้าวสาลี
แป้ง
ไข่แดง
อาหารทะเล
ปลา
เป็ด
ไก่
ผักใบเขียวเข้ม เช่น คะน้า ตำลึง ผักโขม ผักบุ้ง บรอกโคลี หน่อไม้ฝรั่ง เป็นต้น
ถั่วเมล็ดแห้งต่าง ๆ

อย่างไรก็ดี อาหารบางประเภทยังอาจขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กของร่างกายได้ ซึ่งอาหารที่ว่าก็อย่างเช่น ผลิตภัณฑ์นม ถั่วเหลือง ข้าวไม่ขัดสี ชา กาแฟ ซึ่งถ้าต้องการธาตุเหล็กก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทนี้ไว้ด้วย

ส่วนอาหารที่จะช่วยเสริมการดูดซึมธาตุเหล็กก็ได้แก่ อาหารอุดมวิตามินซี เช่น ส้ม ฝรั่ง มะละกอ สตรอว์เบอร์รี ส้มโอ กีวี เป็นต้น ซึ่งก็ควรรับประทานอาหารเหล่านี้ระหว่างรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กเข้าไปใช้ได้อย่างสะดวกขึ้นนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.healthmee.com/ForumId-911-ViewForum.aspx

nbyyn9v
โลหิตหรือเลือดมีความสำคัญต่อร่างกาย โดยมีไขกระดูกเป็นตัวผลิตเลือด เพื่อให้เลือดช่วยนำออกซิเจนไปใช้ในการเผาผลาญพลังงานและลำเลียงสารอาหารไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย

การทำงานของเลือดนั้น เป็นไปได้ที่จะทำงานผิดปกติและด้อยประสิทธิภาพ หากขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อการผลิตเลือด หรือการเป็นโรคบางชนิด ทำให้เลือดถูกผลิตมากจนเกินไปหรือน้อยเกินไป เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาเกี่ยวกับเลือด ควรกินสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อการผลิตเลือดเพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจาง

โภชนาการและการบำบัดแบบธรรมชาติ
–   กินอาหารให้หลากหลายและสมดุลกันทั้ง 5 หมู่ ครบทั้ง 3 มื้อเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน

–   กรดไขมันที่ดีจากน้ำมันปลา เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ปลาเทราต์  ปลาแซลมอน อุดมด้วยโอเมก้า -3 ช่วยให้โลหิตไหลเวียนดี และลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด

–   หอย หอยนางรม เห็ด ถั่ว ผลไม้ เป็นแหล่งอาหารที่อุดมด้วยทองแดง ซึ่งมีประโยชน์เช่นเดียวกับธาตุเหล็ก คือช่วยผลิตเม็ดเลือดแดง

–   วิตามินบี 12 ช่วยในการผลิตและแบ่งเซลล์เม็ดเลือด แหล่งอาหารที่พบได้แก่ ผลิตภัณฑ์นม ไข่ ปลา และเนื้อสัตว์

–   สารอาหารที่มีกรดโฟลิก ได้แก่ ผักโขม หน่อไม้ฝรั่ง ถั่วแดง อะโวคาโด ฟักทอง แคนตาลูป ไข่แดง ช่วยให้ไขกระดูกผลิตเม็ดเลือดแดง ป้องกันภาวะโลหิตจาง

–   ธาตุเหล็กช่วยป้องกันภาวะโลหิตจาง สำหรับผู้หญิงที่มีประจำเดือนมามากผิดปกติควรกินตับสัตว์ เนื้อหมู ไข่แดง ถั่ว หอยนางรม หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโอ๊ต

วิตามินเสริม

–   ทองแดง ควรกินวันละ 1-2  มิลลิกรัมต่อวัน ทองแดงมีหน้าที่คล้ายธาตุเหล็ก คือข่วยผลิตเฮโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง
–   กรดโฟลิก 400 ไมโครกรัมต่อวัน ช่วยให้ไขกระดูกผลิตเม็ดเลือดแดงได้ดีขึ้น
–   ธาตุเหล็ก ช่วยในการผลิตและควบคุมคุณภาพของแม็ดเลือด ควรกิน 10-15 มิลลิกรัมต่อวัน
•    หมายเหตุ การกินวิตามินเสริมควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะอาจมีผลข้างเคียง

อาหารที่ควรหลีกเลี่ย
–   หลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบของสารแทนนินและไฟเตด
–   ลดการกินอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวจากสัตว์ เช่น เนยเหลว เนยแข็ง ไขมันสัตว์ ไส้กรอก เบคอน
–   ลดการกินน้ำตาลขัดขาวสูง ทำให้เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด
–   กินเกลือหรืออาหารที่มีรสเค็มให้น้อย เพื่อลดการกักเก็บของเหลวในร่างกาย
–   หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกกอฮอล์ เนื่องจากทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ

ข้อแนะนำ
–   ผู้หญิงเป็นเพศที่ต้องการธาตุเหล็กมากกว่าผู้ชาย เพราะเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจาง โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีประจำเดือนมามาก
–   ผู้ที่นิยมกินอาหารเจ และมังสวิรัติ ที่ต้องงดการกินเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากนม อาจจะต้องรับวิตามินเสริมโดยเฉพาะวิตามินบี 12 ทดแทน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.healthmee.com/ForumId-75-ViewForum.aspx

digital banking of TMB
digital banking of TMB

จากประเทศไทย 3.0 ที่ขับเคลื่อนด้วยการผลิตเชิงอุตสาหกรรมหนัก เรากำลังก้าวไปสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม คือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม หรือ value-based economy ซึ่งอย่างน้อยก็ต้องอาศัยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อภาคธุรกิจและภาครัฐที่หนุนเสริมกัน แล้วพัฒนาสังคมดิจิทัลให้เติบโตไปพร้อมกัน เศรษฐกิจยุคใหม่จะอาศัยดิจิทัลเป็นฐานที่อำนวยความสะดวกแก่ลูกค้ายุคดิจิทัลที่สามารถทำทุกอย่าง ได้จากทุกที่ ทุกเวลา เชื่อมโยงกับอินเทอร์เน็ตสำหรับสรรพสิ่ง (Internet of Things)

หนึ่งในนวัตกรรมการบริการที่ปรากฏเป็นข่าว เมื่อต้นปี 2559 คือ การเปิดบริการธนาคารดิจิทัล (Digital Banking) เป็นธนาคารที่ไม่ต้องมีพนักงานคอยให้บริการ ได้รับการตอบรับจากลูกค้าด้วยดี ตัวอย่างบริการที่น่าสนใจคือการขอเปิดบัญชี จากการให้บริการที่ปรากฏในข่าว พบว่าสามารถกระทำได้ด้วยการที่ลูกค้าทำรายการเปิดบัญชีใหม่ด้วยตนเอง ส่งเอกสารรอการอนุมัติแบบออนไลน์ แล้วธนาคารก็จะตรวจสอบข้อมูลความถูกต้องกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนส่งข้อความแจ้งผลการพิจารณาขอเปิดบัญชีให้ลูกค้าทราบผ่าน SMS ส่วนพนักงานที่เคยประจำอยู่ในธนาคารที่ถูกยุบสาขาก็จะถูกย้ายไปยังสาขาอื่นตามความสามารถของแต่ละบุคคล

 

digital maturity model
digital maturity model
https://thefinancialbrand.com/46218/digital-banking-strategies-report/

ธนาคารดิจิทัลไม่ใช่เรื่องใหม่ ในหลายประเทศเปิดให้บริการทำรายการทางการเงินโดยไม่มีพนักงานคอยให้บริการ เป็นนวัตกรรมให้บริการที่ทำให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารงบประมาณในส่วนทรัพยากรบุคคล (Human Resource) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาด้านดิจิทัลทำให้องค์กรสามารถลดขั้นตอน ลดเวลา และลดการใช้ทรัพยากรได้ชัดเจน มีข้อมูลสถิติของประเทศในเอเชีย เมื่อปี 2557 พบว่าประเทศเกาหลีใต้ ออสเตรเลีย สิงค์โปร์ ฮ่องกง และไต้หวัน มีร้อยละของผู้ใช้บริการธนาคารดิจิทัลมากกว่าร้อยละ 90 และผลสำรวจในประเทศไทย เมื่อปีสิ้นปี 2558 ที่ผ่านมาพบว่ามีผู้ใช้บริการ Internet Banking และ Mobile Banking ของธนาคารทหารไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 750 ทำให้มั่นใจว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นธนาคารดิจิทัลจะตอบความต้องการของผู้รับบริการอย่างแน่นอน
http://www.thaiall.com/digitalcommunity
http://thaipublica.org/2016/01/tmb-digital-banking/
http://www.thailandindustry.com/indust_newweb/onlinemag_preview.php?cid=857
http://thefinancialbrand.com/46218/digital-banking-strategies-report/

a259

โดยเฉลี่ยคนเราใช้เวลาหนึ่งในสามของชีวิตไปกับการนอนหลับ เพราะการนอนหลับ  คือ  การพักผ่อนที่ดีที่สุดของร่างกาย   แล้วนอนกี่ชั่วโมงถึงจะเรียกว่านอนพอ  ไม่น้อยไม่มากเกินไป และเคยได้ยินมาว่าพออายุเพิ่มมากขึ้นการนอนมากถือว่าไม่จำเป็น จริงหรือไม่  มาหาคำตอบกันค่ะ

ความเชื่อ : ขณะนอนหลับพักผ่อน ร่างกายกับสมองจะหยุดพักไปด้วย
ข้อเท็จจริง : ในขณะหลับร่างกายจะหยุดพักผ่อนตามไปด้วย แต่สมองยังคงทำงานอยู่ การนอนหลับเป็นการลดภาระให้สมองทำงานเบาลง เสมือนว่าได้รับการชาร์ตแบตเตอรีเพื่อเตรียมพร้อมทำงานในวันต่อไป แต่ก็ยังคงต้องควบคุมการทำงานอวัยวะต่างๆ ของร่างกายอยู่ ไม่ว่าจะเป็นระบบหายใจ ระบบประสาท ฯลฯ

ความเชื่อ : ผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องนอนมาก
ข้อเท็จจริง : ไม่จริง ผู้สูงอายุต้องการนอนหลับพักผ่อนประมาณ 7-9 ชั่วโมงต่อวัน เช่นเดียวกับคนวัยหนุ่มสาวทั่วไป ทั้งนี้อายุที่มากขึ้น ประกอบกับการทำงานของอวัยวะในร่างกายเริ่มเสื่อมไปตามเวลา ทำให้กิจวัตรประจำวันเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลทำให้พฤติกรรมการนอนไม่เหมือนเดิม นอนหลับได้น้อยชั่วโมงลง หรือหลับๆ ตื่นๆ ตลอดคืน แต่ไม่ว่านอนหลับได้ไม่เต็มอิ่มอย่างไร ร่างกายก็ยังคงต้องการเวลาพักผ่อนให้ได้ 7-9 ชั่วโมง

ความเชื่อ : การนอนหลับพักผ่อนน้อยเป็นประจำ ร่างกายจะชินและไม่ต้องการนอนมากอย่างที่เคย
ข้อเท็จจริง : ไม่จริง เคยมีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการนอนว่า ในวัยผู้ใหญ่หากนอนให้ได้ประมาณ 7-9 ชั่วโมงทุกวัน จะส่งผลให้สุขภาพร่างกายโดยรวมดีอย่างน่าทึ่ง หากวันไหนนอนหลับได้ไม่เพียงพอ ร่างกายก็จะชดเชยชั่วโมงนอนที่ขาดรวมกับชั่วโมงนอนในอีก 2-3 คืนถัดไป ไม่ว่าเราจะนอนน้อยเป็นประจำหรืออดนอนเป็นประจำแค่ไหน ร่างกายไม่มีวันชินหรือยอมรับให้นอนน้อยได้ตลอด เพราะเป็นการฝืนธรรมชาติการพักผ่อนที่ร่างกายต้องการ

ความเชื่อ : ง่วงหาวตอนกลางวันแสดงว่านอนไม่พอ
ข้อเท็จจริง : จริง สาเหตุของอาการง่วงหาวตอนกลางวันอาจมีส่วนหนึ่งมาจากการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ แต่ก็อาจเกิดกับคนที่นอนหลับเต็มอิ่มได้ด้วย และถ้าง่วงผิดสังเกตอาจเป็นสัญญาณเตือนว่ามีเรื่องสุขภาพอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การกรนหรือหยุดหายใจขณะหลับ ทำให้ร่างกายขาดการพักผ่อนอย่างเต็มที่ จำเป็นต้องไปปรึกษาแพทย์ต่อไป

ความเชื่อ : นอนน้อยมีผลต่อน้ำหนัก
ข้อเท็จจริง : จริง หากนอนหลับไม่เพียงพอก็จะส่งผลต่อระบบฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะฮอร์โมนเลปตินและเกรลิน ส่งผลทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ ฮอร์โมนทั้ง 2 ทำหน้าที่มีหน้าที่ควบคุมและสร้างสมดุลความต้องการอาหาร ฮอร์โมนเกรลินถูกผลิตขึ้นในระบบทางเดินอาหาร มีหน้าที่กระตุ้นความอยากอาหาร ในขณะที่เลปตินถูกผลิตในเซลล์ไขมัน ทำหน้าที่ส่งสัญญาณรับรู้ว่าอิ่มไปยังสมอง เมื่อได้รับอาหารพอดีกับความต้องการ ดังนั้นหากนอนหลับไม่เพียงพอ จะส่งผลทำให้ระดับเลปตินต่ำลง ร่างกายไม่รู้สึกอิ่มอย่างที่ควรจะเป็น ตรงกันข้ามฮอร์โมนเกรลินจะเพิ่มมากขึ้น ทำให้ความอยากอาหารเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงทำให้ร่างกายรับประทานอาหารเกินพอดี น้ำหนักก็เพิ่มมากขึ้น

ดังนั้นการนอนหลับให้เพียงพอประมาณ 7-9 ชั่วโมงต่อวัน เป็นการสร้างเสริมสุขภาพร่างกายที่ดีที่สุด

——–ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.247friend.net/blog/domebt/2013/09/16/entry-1

p0

นอกจากดัชนีมวลกายที่ช่วยในการตรวจสอบว่าเรามีภาวะน้ำหนักเกินหรือยัง เราเข้าสู่ภาวะ อ้วนแล้วหรือไม่ ก็ยังมีดัชนีอีกตัวที่ช่วยเราตรวจเช็คเพิ่มเติมได้ ดัชนีตัวนี้คืออัตราส่วนรอบเอว ต่อรอบสะโพก (Waist/Hip Ratio : WHR)สาเหตุที่บางครั้งจำเป็นต้องใช้ดัชนีตัวนี้ช่วยตรวจสอบเพิ่มเติมเพราะว่าหลายคนมีร่างกายที่ค่อนข้างสมส่วน และดัชนีมวลกายอยู่ในภาวะเหมาะสมหรือน้ำหนักเกิน แต่มีลักษณะลงพุงเช่นนี้แล้วคุณก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่างได้เช่นกัน

 อัตราส่วนรอบเอวต่อรอบสะโพก (WHR) สามารถหาได้จาก

 ความยาวเส้นรอบเอว ( หน่วยเป็น ซม.) / ความยาวเส้นรอบสะโพก (หน่วยเป็น ซม.)

ค่าที่ได้ ถ้าเกิน 0.85 : แสดงว่ามีภาวะ อ้วนลงพุง

ค่าที่ได้ 0.76-0.84 : แสดงคว่าคุณกำลังใกล้เข้าสู่ภาวะลงพุง ควรเริ่มทำการเปลี่ยนแปลงตัวเองได้แล้ว

ค่าที่ได้ ตำกว่า 0.75 : แสดงว่าคุณไม่มีความเสี่ยงทางด้านสุขภาพจากไขมัน

 

ยกตัวอย่างเช่น  ถ้าคุณมีรอบเอว = 65 ซม. และรอบสะโพก = 85 ซม. 3

ความยาวเส้นรอบเอว ( หน่วยเป็น ซม.) / ความยาวเส้นรอบสะโพก (หน่วยเป็น ซม.)
อัตราส่วนรอบเอวต่อรอบสะโพก (WHR) = 65/85 = 0.76

 

ค่า 0.76 ที่ได้นั้น ต่ำกว่าค่ามาตรฐาน 0.85 แสดงว่าคุณยังไม่เข้าสู่ภาวะอ้วนลงพุงนั่นเอง แต่ก็ควรจะเริ่มเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคและการออกกำลังกายของคุณได้แล้ว

 เกี่ยวกับความยาวเส้นรอบเอว สำหรับคนไทยแล้ว มาตรฐานคือ

สำหรับผู้ชาย ไม่ควรเกินกว่า 90 ซม.(36 นิ้ว)
สำหรับผู้หญิง ไม่ควรเกินกว่า 80 ซม.(32 นิ้ว)

จากการศึกษาพบว่า เส้นรอบเอวที่เพิ่มมากขึ้นทุกๆ 5 ซม. นั้น เพิ่มความเสี่ยงเป็นโรค เบาหวานมากขึ้นถึง 3-5 เท่า ซึ่งจะนำไปสู่โรคอื่นๆได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจ  ความดันโลหิตสูง  และโรคหัวใจ  เป็นต้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thaidietinfo.com/Waist_Hip_Ratio.html

วันนี้มีวิธีแก้รักแร้ดำแบบง่ายๆ   โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี พร้อมกับเคล็ดลับดีๆ ที่ช่วยแก้ปัญหารักแร้ดำให้กลับมาขาวเนียน จนสาวๆ  สามารถโชว์วงแขนได้โดย ไม่ต้องอายใครอีกต่อไปค่ะ

สาเหตุรักแร้ดำคล้ำเกิดจากอะไรบ้าง ?
1. กรรมพันธุ์
2. แพ้สารเคมี
3. การติดเชื้อแบคทีเรีย
4. อาการระคายเคืองจากการโกนขนรักแร้
5. การเช็ดถูแรงๆ หรือ การเสียดสีเป็นเวลานาน

แต่ปัญหาทั้งหมดนี้จะหายไปเพียงแค่คุณทำตามสูตรแก้รักแร้ดำ  ดังต่อไปนี้

Magyee

1. มะขาม  สุดยอดสมุนไพรสารพัดประโยชน์ใกล้ตัวที่ช่วยให้คุณบอกลาปัญหารักแร้ดำได้อย่างเห็นผลชัดเจน เพียงแค่นำเอามะขามเปียกมาผสมกับน้ำผึ้งเพียงนิด หน่อย แล้วนำมาทาที่รักแร้ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที จากนั้นก็ล้างออกด้วยน้ำสะอาด แนะนำว่าควรทำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง หรือวันเว้นวัน ไม่นานรักแร้ที่เคยดำก็จะค่อยๆกลับมาขาวเนียนอีกครั้งค่ะ

p0

2. มะนาว   อีกหนึ่งเคล็ดลับแก้รักแร้ดำที่ได้รับความนิยมมากๆ เพียงแค่มะนาวสดนำมาฝานเป็นแว่นๆ แล้วนำเมล็ดออก จากนั้นก็นำมาถูที่รักแร้ และทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด พยายามเป็นประจำทุกๆวัน ก็จะช่วยทำให้รักแร้ของคุณค่อยๆ  ขาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ

—————–ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.bedtaledidea.com/2015/05/5-100.html

a259

เราชาวพุทธก็จะมีความสุขเมื่อได้ทำบุญ  และก็มีความหวังว่าสิ่งที่เราได้ทำลงไปนั้นจะส่งผลให้เรามีความสุข ความเจริญ สมหวัง และทำให้ชีวิตรุ่งเรื่องยิ่งๆ ขึ้นไป  วันนี้นำวิธีการทำบุญ  10 อย่าง ที่ทำแล้วจะทำให้ชีวิตรุ่งเรืองทุกๆ ด้านมาฝากค่ะ

ไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ   ว่ามีข้อไหนที่เพื่อนๆ  ทำเป็นประจำกันบ้าง

1. บุญที่เกิดจากการให้ทาน  ซึ่งบุญที่เกิดจากการให้ทาน จะส่งผลให้เราเป็นคนมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก เชื่อว่าข้อนี้เพื่อนๆคงทำกันเป็นประจำนะคะ
2. บุญที่เกิดจากการหมั่นรักษาศีล  บุญที่เกิดจากการหมั่นรักษาศีลอย่างเคร่งครัด ส่งผลให้เรามีสุขภาพดี ชีวิตมีสวัสดิภาพ
 3. บุญที่เกิดจากการภาวนา  ถ้าเราหมั่นภาวนาอยู่เสมอทุกวันๆ เจริญสติ ฝึกสมาธิอยู่ทุกขณะ อย่าให้ขาด ซึ่งบุญนี้จะส่งผลให้เราเป็นคนที่มีพลังอำนาจในตนเองและมีสติปัญญา
 4. บุญที่เกิดจากการประพฤติอ่อนน้อม  ถ้าใครเคยประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ รู้จักถ่อมตน เราก็ได้บุญไปแล้ว จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าเราจะทำอะไรแล้วเกิดผลดี สิ่งนั้นก็เป็นบุญหมด ผู้ที่ควรอ่อนน้อม คือ ผู้ประเสริฐ ผู้ที่มีความบริสุทธิ์ใจ เราจะต้องประพฤติอ่อนน้อมอยู่เสมอ ซึ่งบุญนี้จะส่งผลให้เราเป็นที่รักที่เมตตา และอยู่ในสังคมอันสูง
 5. บุญที่เกิดจากการขวนขวายในกิจผู้อื่น   ใครก็ตามที่ควรได้รับความช่วยเหลือ เราจะช่วยเขาตามสมควรแก่ฐานะ คือ ถ้าทุกคนดีขึ้นจริงๆ บุญนี้ก็จะส่งผลให้เรามีบริวารมาก มีคนอาสาช่วยเรายามเดือดร้อน
 6. บุญที่เกิดจากการฟังธรรม  บุญนี้จะรวมไปถึง การที่เราอ่านหนังสือ ฟังเทป หรือฟังเทศน์ ที่จะช่วยเราให้เห็นแง่มุมของสัจจะครบถ้วน บุญในข้อนี้จะส่งผลให้วิสัยทัศน์ของเรากว้างขวางล้ำลึก
 7. บุญที่เกิดจากการแสดงธรรม   เมื่อเรารู้ว่าใครที่ด้อยกว่าเราแล้ว เราก็ควรแนะนำ สั่งสอน ตักเตือนเขาด้วยความเมตตา ด้วยใจที่ปรารถนาดีจริงๆ เป็นการแสดงธรรม ซึ่งจะส่งผลให้เราแตกฉานและมั่งคงในความดีงาม หรือถ้าเราไม่มีความรู้เรื่องธรรมมากนัก เราก็อาจจะซื้อหรือแจกซีดีธรรมะก็ได้
  8. บุญที่เกิดจากการอุทิศบุญ  เมื่อเราทำความดีใดๆ เราก็ควรหมั่นเผื่อแผ่ความดีให้แก่คนอื่น บางความดี ความชอบในผลงานให้แก่คนอื่น บุญจะส่งผลให้เราจิตใจสะอาด อิสระและยิ่งใหญ่ขึ้น (ถ้าเรายิ่งอุทิศบุญมากแล้ว บุญนั้นก็จะสะท้อนกลับมาหาเราเป็น 2 เท่าของบุญทั้งหมด เราไม่ต้องกลัวว่าบุญของเราจะหมดไป)
 9. บุญที่เกิดจากการอนุโมทนา   ในข้อนี้เราจะเห็นได้ว่า เมื่อใครทำความดี เราควรยินดีในความดีของเขา ทำให้จิตใจของเราสูงขึ้น ไม่อิจฉาริษยา บุญนี้จะส่งผลให้เรามีมิตรมาก มีความสัมพันธ์ที่ดี
 10. บุญที่เกิดจากการทำความเห็นให้ตรงสัจจะ  คือ ทำปัญญาให้ตรงสัจจะอันล้ำลึกหรือการทำปัญญาให้ตรงกับเป้าหมายสูงสุดของชีวิตปรับวิถีทาง ทำกิจการงานทุกอย่างให้ได้ประโยชน์สูงสุดสำหรับทุกฝ่าย
 ————-
ขอบคุณข้อมูลจาก : มาจากท็อปเท็นไทยแลนด์ และ
https://sites.google.com/site/jeeworn/p1/10-xandab

bb1

เมื่อพูดถึงผักอย่าง “มะระ” ใคร ๆ ที่เคยได้ลิ้มลองคงนึกถึงรสชาติของความขมปร่าที่ลิ้นขึ้นมาได้ทันที แต่ประโยชน์ของมะระ มีมากมายเลยนะค่ะ

1. ช่วยลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือด

มะระจะช่วยลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดเนื่องจากมีการเผาผลาญกลูโคสมากขึ้น ควรดื่มน้ำมะระทุกวันๆละ 1 แก้ว หรือถ้ามีการเปลี่ยนแปลงอาหารก็ควรปรึกษาแพทย์ หยุดดื่มหากคุณมีอาการปวดช่องท้อง ท้องเสีย หรือมีไข้ ที่สำคัญหมั่นตรวจระดับน้ำตาลในกระแสเลือดและปรับเปลี่ยนการใช้ยาเมื่อจำเป็นโดยมีแพทย์คอยให้คำปรึกษา

2. สลายก้อนนิ่วในไต

มะระสามารถสลายก้อนนิ่วในไตได้โดยธรรมชาติ นอกจากนี้ยังช่วยลดกรดที่ทำให้เกิดก้อนนิ่วได้อีกด้วย หากผสมมะระผงกับน้ำก็จะกลายเป็นชาที่ดีต่อสุขภาพ และที่น่าทึ่งคือเราไม่ต้องเติมความหวานเพิ่มลงไปอีกด้วย

3. ลดระดับคลอเรสเตอรอล

ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง

หมายเหตุ : ระดับคลอเรสเตอรอลสูงสามารถวินิจฉัยได้จากผลตรวจเลือดเท่านั้น

6. ลดน้ำหนัก

มะระเป็นผักที่มีแคลอรี่ต่ำและเนื้อเยอะมากไม่ต่างจากผักส่วนใหญ่ เนื่องจากมะระมีคุณค่าทางโภชนาการสูงมากจึงมีประโยชน์มหาศาลในการลดน้ำหนักและบำรุงร่างกาย

7. ล้างพิษตับ

น้ำมะระจะช่วยในเรื่องการย่อยอาหาร ปรับปรุงการทำงานของถุงน้ำดี และลดอาการบวมน้ำ โรคตับแข็ง โรคตับอักเสบ และอาการท้องผูกก็สามารถบรรเทาลงได้ด้วยน้ำมะระ การดื่มน้ำมะระอย่างน้อยวันละครั้งจะช่วยในเรื่องลดน้ำหนักและบรรเทาอาการลำไส้แปรปรวน

8. ย่อยคาร์โบไฮเดรต

นี่คือคุณประโยชน์สำคัญสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวานประเภท 2 โดยคาร์โบไฮเดรตจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลและมะระก็จะเผาผลาญน้ำตาลอีกที ยิ่งคาร์โบไฮเดรตได้รับการเผาผลาญเร็วเท่าไรก็หมายความว่าไขมันจะถูกเก็บไว้ในร่างกายของเราน้อยลงและทำให้น้ำหนักลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้การย่อยคาร์โบไฮเดรตอย่างเหมาะสมจะช่วยในเรื่องการพัฒนาและเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ

9. แหล่งวิตามินเค

วิตามินเคมีประโยชน์ในเรื่องการเสริมสร้างกระดูก ป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด และมีสรรพคุณต้านการอักเสบ อาการเจ็บปวดและอักเสบจากโรคไขข้อก็ทุเลาลงได้ด้วยการบริโภควิตามินเค ซึ่งการรับประทานมะระสามารถช่วยคุณได้และที่สำคัญมะระยังเป็นแหล่งเส้นใยอาหารชั้นดีอีกด้วย

10. เพิ่มภูมิคุ้มกัน

ระบบภูมิคุ้มกันที่ดีมีความสำคัญในการกำจัดเชื้อโรคและการติดเชื้อที่อาจจะเกิดขึ้น การรับประทานมะระผัดสามารถช่วยในเรื่องสุขภาพของเราได้โดยการยับยั้งหรือป้องกันโรคหวัดได้ทันท่วงทีแถมดีต่อระบบทางเดินอาหาร อีกทั้งยังป้องกันการแพ้อาหารและการติดเชื้อยีสต์ตามธรรมชาติด้วย ประโยชน์อีกอย่างของมะระคือช่วยบรรเทาอาการของโรคกรดไหลย้อนและอาหารไม่ย่อย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://issue247.com/health/benefits-of-bitter-melon/