bb1

พระราชโอรสเพียงพระองค์เดียว ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิต กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีพระเชษฐภคินี 1 พระองค์ พระขนิษฐา 2 พระองค์

วันที่ 29 พฤศจิกายน ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รับทราบการแจ้งมติคณะรัฐมนตรี กราบบังคมทูลอันเชิญ  สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร องค์ผู้สืบสันตติวงศ์ ขึ้นทรงราชย์  “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ของประชาชนชาวไทย

สำหรับพระราชประวัติสังเขป “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”  รัชกาลใหม่ 

พระราชสมภพ

พระองค์ทรงพระราชสมภพ เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 เวลา 17 นาฬิกา 45 นาที ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต  เป็นพระราชโอรสเพียงพระองค์เดียว ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิต กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีพระเชษฐภคินี 1 พระองค์ พระขนิษฐา 2 พระองค์

การศึกษา

ระหว่างพุทธศักราช 2499-2509

– ทรงได้รับการศึกษาระดับอนุบาลศึกษาที่พระที่นั่งอุดร พระราชวังดุสิต และโรงเรียนจิตรลดา

มกราคม – กันยายน 2509

– ทรงเข้ารับการศึกษาระดับประถมศึกษาที่โรงเรียน คิงส์ มิด  เมืองซีฟอร์ด แคว้นซัสเซกส์ ที่ประเทศอังกฤษ

กันยายน 2509-กรกฎาคม 2513

– ทรงเข้ารับการศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมิลล์ฟิลด์ เมืองสตีท แคว้นซอมเมอร์เซท ประเทศอังกฤษ

สิงหาคม 2503-พฤษภาคม 2504

– ทรงเข้าศึกษาระดับเตรียมทหารที่โรงเรียนคิงส์สคูล นครซิดนี่ย์ ประเทศออสเตรเลีย

มกราคม 2515 -ธันวาคม 2519

– ทรงเข้ารับการศึกษาระดับอุดมศึกษา ทรงได้รับปริญญาอักษรศาสตร์บัณฑิต (การศึกษาด้านทหาร) คณะการศึกษาด้านทหาร จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย

นอกจากนี้ ยังทรงศึกษาที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบกหลักสูตรประจำชุดที่ 56 ระหว่าง พ.ศ. 2520 – 2521 และทรงได้รับปริญญานิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เมื่อปี 2530ครั้งถึงปี 2533 ทรงได้รับการศึกษา ณ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรแห่งสหราชอาณาจักรด้วย

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2515 ปวงชนชาวไทยต่างมีความปลาบปลื้มปิติยินดีเป็นอย่างยิ่งอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการประกาศสถาปนา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ ขึ้นดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร มีพระนามาภิไธย ตามจารึกพระสุพรรณบัฎว่า

“สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สิริกิตยสมบูรณสวางควัฒฯ วรขัตติยราชสันตติวงศ์ มหิตลพงศอดุลยเดช จักรีนเรศยุพราชวิสุทธิ สยามมกุฎราชกุมาร”

ทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ ดังประกาศระหว่างพิธีถวายสัตย์ปฎิญาณในการพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2515 ความว่า

“ข้าพเจ้าผู้เป็นสยามมกุฎราชกุมารจะรักษาเกียรติยศและอริยศักดิ์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานไว้ด้วยชีวิตจะภักดีต่อชาติบ้านเมือง จะซื่อสัตย์ต่อประชาชน จะปฏิบัติภาระหน้าที่ทุกอย่าง โดยเต็มกำลังสติปัญญาความสามารถ และโดยความเสียสละ เพื่อความเจริญสงบสุขและความมั่นคงไพบูลย์ของประเทศไทย จนตราบเท่าชีวิตร่างกายจะหาไม่”

ขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมงกุฎราชกุมาร

เมื่อครั้นยังทรงพระเยาว์ได้โดยเสด็จ ฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไปทรงเยี่ยมราษฎรในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ  เมื่อทรงพระเจริญวัยได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านต่าง ๆ นานัปการ เพื่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทยโดยมิได้ย่อท้อ

ทั้งที่ทรงปฏิบัติแทนพระองค์ และทรงปฏิบัติในส่วนพระองค์เอง ทั้งด้านการพระศาสนา การศึกษา การแพทย์และสาธารณสุข การทหาร ฯลฯ ล้วนนำมาซึ่งความผาสุกสงบแก่ประชาชน นำความเจริญไพบูลย์และความมั่นคงมาสู่บ้านเมือง

digi2

ที่มาภาพ:จากหนังสือ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร สโมสรไลออนส์ดุสิต กรุงเทพฯ จัดพิมพ์เฉลิมพระเกียรติ

bb1 digi2

จากกรณีนายอิศราชนุวัฒภ์ วรรคาวิสันต์ หรือเจมส์ อายุ 23 ปี ลูกของพล.ต.วิทยา วรรคาวิสันต์ ผบ.มทบ.38 ถูกการ์ดของมาลินสกายกลางเมืองเชียงใหม่รุมทำร้ายร่างกายจนเจ็บสาหัส ดั้งจมูกหัก ฟันแตกและตาซ้ายมีปัญหามองไม่เห็น เหตุเกิดกลางดึกวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยเหยื่ออ้างจะเข้าห้องน้ำในผับแต่การ์ดห้ามไว้ เพราะกลุ่มดาราชื่อดังใช้อยู่จนกลายเป็นข่าวครึกโครม

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 28 พย 59 ที่ สภ.ช้างเผือกเชียงใหม่ พ.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย รรท.ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่ ได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทั้ง พนักงานสอบสวน ชุดสืบสวน ทั้งของท้องที่และของจังหวัดโดยมี พ.ต.อ.อดุลย์ สมนึก ผกก.สภ.ช้างเผือกร่วมให้ข้อมูลและรายละเอียดด้วย การประชุมใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงจึงแล้วเสร็จ

พ.ต.อ.สรายุทธเปิดเผยว่า คดีนี้ยังอยูในขั้นตอนของการรวบรวมพยานหลักฐาน ในส่วนของที่เกิดเหตุ ตอนนี้ยังไม่มีการออกหมายเรียก หรือการแจ้งข้อหาเพิ่ม ยังอยู่ในเรื่องเดิมอยู่ ทุกอย่างยังอยู่ในระหว่างของการรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งในด้านของพยานบุคคลและพยานวัตถุ ที่จะดำเนินการต่อไป สำหรับเรื่องของสถานบันเทิงนั้นเป็นเรื่องของทางอำเภอทางเจ้าหน้าที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายเฉย ๆ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ได้กำชับตำรวจอย่าไปเกรงกลัวอิทธิพลใด ๆ ให้เร่งรัดคดี พ.ต.อ.สรายุทธ กล่าวว่า เรื่องนี้ทางเราได้ดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมายอยู่แล้ว เราได้เร่งรัด และวันนี้ตนก็ได้มาเร่งรัดอีกครั้งและได้มอบหมายหน้าที่กันให้ไปดำเนินการ ไม่ได้เกรงกลัวอิทธิพลใด ๆ คดีนี้เราต้องสอบพยานบุคคลและพยานแวดล้อมพยานวัตถุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของพนักงานเอง หรือว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทางร้านด้วย เพื่อจะได้รวบรวมพยานหลักฐานที่จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

พ.ต.อ.สรายุทธกล่าวว่า สำหรับเรื่องกล้องวงจรปิดของทางร้านนั้นที่แจ้งว่าเสียนำไปซ่อมได้ 2-3 เดือนนั้น ตอนนี้ตนได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสืบสวนต่อไป สำหรับนายกฤษณะ หรือบอล นั้น ตำรวจเรากำลังจะออกหมายเรียกเพื่อให้มาพบกับพนักงานสอบสวนในขณะนี้ในฐานะผู้เกี่ยวข้อง

สำหรับพยานที่จะออกหมายเรียกให้มาพบกับพนักงานสอบสวนนั้นก็จะเป็นพยานทั้งหมดที่อยู่ในที่เกิดเหตุทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มดาราเอง กลุ่มพนักงานในร้านเอง เราคงต้องเรียกมาสอบสวนปากคำทั้งหมด ตอนนี้ได้เรียกมาพบพนักงานสอบสวนในช่วงเวลาประมาณ 14.00 น.น่าจะได้ความคืบหน้ามาบ้าง คือใครที่ไปที่ร้านในวันที่เกิดเหตุจะต้องถูกเรียกมาสอบปากคำทั้งหมด ตอนนี้สอบปากคำพยานไปแล้วประมาณ 16 ปาก

ส่วนสำหรับการ์ดที่ถูกระบุว่ามี 4 คนนั้น ตอนนี้ทางตำรวจยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามีกี่คน เรากำลังอยู่ในขั้นตอนสืบสวนติดตามและรวบรวมพยานหลักฐานที่จะดำเนินการตามกฏหมาย ส่วนเรื่องคุ้มครองพยานนั้นหากมีการร้องขอมาเราก็จะดำเนินการ ส่วนประวัติของผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องบางคนทางเราได้มีการตรวจสอบประวัติย้อนหลังอยู่ในขณะนี้

——————————–

ขอบคุณข้อมูลจาก khaosod.co.th

ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

bb1

ในปัจจุบันกระแสความนิยมการบริโภคเครื่องดื่มชานมไข่มุก ของชาวไทยเพิ่มมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากประเทศไทยเป็นเมืองร้อนจึงไม่แปลกที่เครื่องดื่มแบบเย็นจะได้รับความสนใจมากเพียงนี้ แต่ในความอร่อยดื่มแล้วชื่นใจนั้น ใครบ้างว่าการดื่มชานมไข่มุกในปริมาณที่มากเกินความต้องการของร่างกาย อาจเป็นสาเหตุของโรคต่าง ๆ ที่จะตามมาในอนาคตได้

นักวิชาการเตือน ชาไข่มุก ชาเย็น กาแฟเย็น เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้อ้วน โดยเฉพาะวัยรุ่นนิยมกันมากบางคนดื่มวันละ 3 แก้ว ทำน้ำหนักพุ่งและมีน้ำหนักตัวเกินกว่ามาตรฐาน ชานมไข่มุก 1 แก้ว มิได้มีเพียงแต่น้ำชาเท่านั้น แต่ยังมีน้ำเชื่อม ครีมเทียม และไข่มุกเพิ่มขึ้นมา

ข้อมูลทางโภชนาการระบุว่า ชานมไข่มุก 1 แก้ว ให้พลังงาน 240 – 360 กิโลแคลอรี่ (คาร์โบไฮเดรต 45 – 62 กรัม, ไขมัน 0 – 14 กรัม, โปรตีน 0.4 – 2 กรัม) ความแตกต่างของพลังงานและสารอาหารขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำเชื่อมและครีมเทียมที่ใส่ลงไป

โดย  ไข่มุก  ที่อยู่ในชานมไข่มุกนั้น ผลิตมาจากแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งจัดอยู่ในอาหารหมวดเดียวกับแป้งและน้ำตาล โดยไข่มุก 30 กรัม ให้พลังงาน 100 กิโลแคลอรี่ ซึ่งพลังงานที่ได้จากการดื่มชานมไข่มุกใกล้เคียงกับการรับประทานก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ 1 ชาม  ที่ให้พลังงาน 326 กิโลแคลอรี่ (คาร์โบไฮเดรต 41 กรัม, ไขมัน 8 กรัม, โปรตีน 21 กรัม) หรือเปรียบเทียบปริมาณน้ำตาลที่ได้รับจากชานมไข่มุกจะเท่ากับข้าว 3 – 4 ทัพพี

จริงอยู่ว่ามีการศึกษามากมายที่ระบุถึงประโยชน์ของการดื่มน้ำชาเพื่อสุขภาพ   แต่การดื่มชาคู่กับนมหรือน้ำตาลจะลดคุณสมบัติของชาในการต้านอนุมูลอิสระ ยิ่งไปกว่านั้น   น้ำตาลที่ใส่ในน้ำชายังถือเป็นสิ่งที่ให้พลังงานสูญเปล่า การดื่มน้ำตาลในปริมาณมาก ๆ อย่างต่อเนื่อง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจและหลอดเลือดเหมือนกับการดื่มน้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มประเภทชาเขียวพร้อมดื่มที่มีวางจำหน่ายทั่วไป นอกจากนี้ ครีมเทียมที่ใส่ลงในชานม ไขมันส่วนใหญ่จะผลิตจากไขมันปาล์มซึ่งมีกรดไขมันอิ่มตัวสูง โดยเป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่า การบริโภคกรดไขมันอิ่มตัวเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

ดังนั้น ควรลดปริมาณการบริโภคชานมไข่มุกเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิด โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือดได้นะคะ

ที่มา : http://www.lovefitt.com/healthy-fact/ชาเย็น-ชาเขียว-ชาไข่มุก-ทำวัยรุ่นลงพุง-ให้คุณหรือโทษ/

pay day
pay day

จากข่าวปี 2553 ที่เด็กป้ำน้ำมันในลำปางมีผู้ต้องหารวม 7 คนยักยอกเงินเป็นกระบวนการด้วยการดัดแปลงมิเตอร์ เพราะระบบบัญชีการเงินที่หละหลวม ปัจจุบันเวลาไปเติมน้ำมันจะพบว่ามีพนักงานเก็บเงินคอยออกใบเสร็จ หรือใบสำคัญรับเงิน หรือมีระบบสมาชิกบันทึกข้อมูลโดยละเอียด เมื่อลูกค้าจ่ายเงินก็ต้องรอเงินทอนจากพนักงานเก็บเงินที่มีอยู่คนเดียวและต้องกดปุ่มที่เครื่องเก็บเงิน ในอดีตพนักงานเติมน้ำมันทุกคนจะสามารถทอนเงินได้ ทำให้มีความรวดเร็วในการใช้บริการ เมื่อถึงเวลาก็จะนำเงินไปส่งให้เจ้าหน้าที่การเงินนำไปเข้าแบงค์ หรือส่งให้เจ้าของป้ำ ซึ่งมีโอกาสที่จะรั่วไหลได้หลายช่องทาง

ในระบบสารสนเทศของธนาคาร พนักงานจะมีบัตรประจำตัวเพื่อยืนยันตัวตน และต้องพกบัตรไว้กับตัวตลอดเวลา เมื่อลูกค้าเข้าทำรายการฝากถอนหรือเปิดบัญชี  พนักงานที่รับเรื่องก็ต้องใช้บัตรประจำตัวยืนยันตัวตนก่อนเข้าประจำเครื่องและทำรายการ แต่เมื่อใดมีข้อผิดพลาด หรือมีรายการที่ต้องใช้ระดับสิทธิที่สูงขึ้น ก็ต้องขอให้ผู้จัดการมาอนุญาตหรือยืนยันรายการ ซึ่งข้อมูลในการทำรายการทั้งหมดจะถูกบันทึกไว้ และนำมาตรวจสอบได้ว่าใครเป็นผู้ให้บริการลูกค้าคนใด รับจ่ายเท่าใด หากเงินในลิ้นชักหมด ก็ต้องไปขอเบิกจากผู้จัดการเพื่อมาจ่ายให้ลูกค้า รายละเอียดของแต่ละธนาคารที่จะอนุมัติแต่ละขั้นตอนก็ขึ้นกับนโยบายในการควบคุมว่าเป็นอย่างไร บัญชีลูกค้ารายใดไม่เคลื่อนไหว ก็จะเก็บไว้ในฐานข้อมูลหนึ่ง หากต้องการฝากถอนกับบัญชีที่ไม่เคลื่อนไหวก็ต้องติดต่อขอทำรายการ แล้วผู้จัดการก็จะพิจารณาเปิดสิทธิเป็นกรณีไป ซึ่งต่างกับบัญชีที่เคลื่อนไหวบ่อยก็จะทำรายการได้ตามปกติ

ในร้านจำหน่ายเครื่องสำอางบางแห่งจะทำรายการขายสินค้า พนักงานต้องสแกนลายนิ้วมือ (Finger Scan) ยืนยันตัวตน (Authentication) เพื่อป้องกันการแอบมาเปิดลิ้นชักจากพนักงานคนอื่น ในโรงเรียนกวดวิชาที่มีสำนักงานใหญ่อยู่กรุงเทพฯ และมีสาขาในต่างจังหวัด บางโรงเรียนจะไม่มีพนักงานเก็บเงิน นักเรียนที่จะสมัครเรียนต้องทำรายการผ่านอินเทอร์เน็ต และพิมพ์เอกสารที่มีรหัสอ้างอิง (Reference code) แล้วไปชำระเงินที่ธนาคาร แล้วนำหลักฐานการชำระเงินมายืนขอรับหนังสือที่โรงเรียนกวดวิชา ระบบบัญชีการเงิน และระบบฐานข้อมูลจะถูกควบคุมจากส่วนกลางทั้งหมด โรงเรียนกวดวิชาในต่างจังหวัดเพียงแต่มีห้องเรียน มีพนักงานคอยจ่ายหนังสือ ตอบคำถาม ดูแลความเรียบร้อย เปิดห้องเรียนให้เด็กเท่านั้น เป็นการป้องกันปัญหาทางการเงินที่มีประสิทธิภาพสูง

http://mcot-web.mcot.net/mcot-testing/site/content?id=4ff6726e0b01dabf3c019b7e

วิธีการมาสก์หน้า ควรทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาดหมดจดด้วยคลีนเซอร์ที่เหมาะกับผิ ว ก่อนที่จะพอกหน้าให้ทั่วใบหน้า โดยเว้นรอบดวงตาและริมฝีปาก แล้วทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที ( ถ้าจะให้ผลดีอาจใช้ผ้าขนหนูชุบอุ่น ๆ นำมาวางบนหน้า ความร้อนจากผ้าขนหนูจะช่วยให้ส่วนผสมในมาสก์ซึมซับสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น ) แล้วใช้สำลีชุบน้ำอุ่นเช็ดทำความสะอาด จากนั้นจึงล้างหน้าด้วยน้ำเย็นอีกครั้ง ซึ่งจะช่วยกระชับรูขุมขนและทำให้ผิวสดชื่น เช็ดให้แห้งด้วยผ้านุ่ม ๆ และตามด้วยครีมบำรุงผิวค่ะ คราวนี้ผิวคุณก็นุ่มละมุนสดชื่น และสดใส …ชัวร์

มาร์คพอกหน้าสูตรใบเตย ใร้สิว

สิ่งที่ต้องเตรียม  1.ใบเตย 4-5 ใบหั่บเป็นชิ้นเล็กๆ    2.ไข่ไก่ 1 ฟอง

1.นำใบเตย4-5 ใบมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ

2.แล้วนำไปปั่นรวมกับไข่ไก่ 2ช้อนโต๊ะจนได้มาร์คพอกหน้าเป็นครีมข้นๆ หอมกลิ่นใบเตย

3.พอกหน้าไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วล้างหน้าตามปกติ

ถนอมผิวหน้าด้วยโยเกิร์ต ล้างหน้าให้สะอาด ซับเบาๆด้วยผ้าขนหนู แล้วใช้มือแตะโยเกิร์ต(ให้ใช้ชนิดที่ไม่ผสมเนื้อผลไม้) มาพอกให้ทั่วผิวหน้า เว้นรอบปากและดวงตา นวดและคลีงเบาๆ พอกไว้ประมาณ 20 นาที จึงล้างออก หมั่นทำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ผิวจะเปล่งปลั่งสดใสอมชมพูทีเดียวค่ะ

ครีมพอกหน้าสำหรับสาวผิวมันและผิวผสม ให้ใช้แตงกวา1 ผล ไขไก่ 1 ฟอง (ใช้เฉพาะไข่ขาว) และมะนาว 1 เสี้ยว หั่นแตงกวาเป็นแว่นบางๆ นำไปปั่นพร้อมกับไข่ขาวและบีบน้ำมะนาวลงไป ปั่นจนละเอียดเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน นำมาพอกให้ทั่วใบหน้า เว้นรอบปากและดวงตาไว้ ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วจึงล้างหน้าตามปกติ หมั่นทำบ่อยๆ ทุกสัปดาห์ จะช่วยลดความมันส่วนเกิน และยังช่วยสมานผิวหน้า กระชับรูขุมขน ช่วยให้ผิวหน้าเรียบเนียน เต่งตึง และนวลนุ่มชุมชื่น

ลบรอยกระด่างดำบนใบหน้าด้วยมะละกอสุก นำมะละกอสุกมายีให้ละเอียด พอกหน้า ทิ้งไว้ สัก 10 นาที แล้วจึงล้างออก จะช่วยให้ ใบหน้าที่มีรอยด่างดำดูดีขึ้น

สูตรรักษาฝ้า คั้นน้ำมะขามเปียก ให้ค่อนข้างใสสักหน่อย ตั้งไฟอ่อน รอจนสุก จึงใส่น้ำผึ้งลงไปคนให้เข้ากัน ขั้นตอนนี้ต้องทำพร้อมกัน คือมือหนึ่งเท อีกมือก็คนให้ทั่ว นำมาทาหน้า วันละ 1 ชั่วโมง ช่วยรักษาฝ้า และทำให้ผิวหน้านวลใสขึ้น

สูตรสาวหน้าใส

ส่วนผสม น้ำผึ้ง น้ำมะนาว

1.ผสมน้ำผึ้ง 1 ถ้วย น้ำมะนาว 1 ช้อนชา เข้าด้วยกัน

2.นำมานวดให้ทั่วใบหน้า มะนาว จะช่วยขจัดเซลล์ผิว เหมือนครีมที่มีส่วนผสมAHA นั่นแหละ ส่วนน้ำผึ้ง ทำให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื่น นวดประมาณ 15 นาที

สูตรลดริ้วรอย

เลือกใช้ผลไม้ที่หาง่าย จะเป็นแอปเปิ้ล กล้วยหอม แตงกวา หรือมะเขือเทศก็ได้ค่ะ ใช้ปริมาณ 1 ถ้วย นำมาปอกเปลือกและเอาเมล็ดออก นำไปปั่นให้เนื้อละเอียด นำเนื้อผลไม้ที่เตรียมไว้ มาพอกให้ทั่วหน้า ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออก และล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นอีกครั้ง จะทำให้ผิวหน้าเนียนนุ่ม เกลี้ยงเกลา แลดูสดใส

1. มาร์ค ว่านหางจระเข้

ตัดว่านหางจระเข้มาสัก 1 กาบไม่ต้องใหญ่มาก ปอกเปลือกออกให้หมดเอาแต่ส่วนของเนื้อใสมาใช้ นำเนื้อใสหรือวุ้นที่ได้มาปั่นเนียนละเอียดแล้วทาให้ทั่วใบหน้า เว้นรอบดวงตาและริมฝีปากเอาไว้ทิ้งไว้สักครู่ประมาณ 20 นาทีจึงค่อยล้างออกด้วยน้ำอุ่น มีข้อควรระวังคือหากเป้นผู้ที่มีผิวบอบบางหรือแพ้ง่ายไม่ควรใช้สูตรนี้ เพราะอาจเกิดการระคายเคืองได้และควรระวังยางสีเหลืองๆ ของว่าน สูตรนี้นอกจากจะสามารถลอกฝ้าได้แล้ว ยังมีผลในการช่วยบรรเทาสิวอักเสบ และลบเลือนจุดด่างดำบนใบหน้าได้ด้วย

2. น้ำมะนาว + นมผงของเด็ก

นำน้ำมะนาว + นมผงของเด็กและน้ำสะอาดอย่างละ 1 ช้อนชามาผสมรวมกันให้ดี จากนั้นนำมาพอกที่ใบหน้าประมาณ 20 นาที พยายามอย่าขยับเขยื้อนใบหน้าในช่วงนี้นักเพราะอาจทำให้เกิดริ้วรอยได้ง่ายเมื่อครบตามกำหนดเวลาแล้วให้ล้างออกด้วยน้ำอุ่นๆ แล้วซับหน้าเบาๆ จะรู้สึกได้เลยว่าผิวหน้าของคุณดูกระจ่างใสขึ้นเนื่องจากการทำงานของกรดในมะนาวและมีความนุ่มชุ่มชื้นจากนมผงอยู่ด้วย

3. มะเขือเทศ

ใครอยากหน้าสวยใส แถมมีเลือดฝาดแดงระเรื่อเหมือนผิวเด็ก ต้องลองสูตรนี้เลย !วิธีทำ นำมะเขือเทศ 1 ลูกมาบดหรือปั่นพอแหลกหรือจะฝานเป็นชิ้นหนา ๆ แล้วนำมานวดให้ทั่วใบหน้าและลำคอ วิตามินซีและกรดผลไม้ในมะเขือเทศ จะช่วยลอกผิวหนังที่ตายแล้วให้หลุดออกได้

4. น้ำผึ้ง+แตงกวา

สูตรนี้สำหรับผู้มีปัญหารูขุมขนกว้าง วิธีทำ ใช้น้ำผึ้งประมาณ 1 ช้อนชา ผสมกับแตงกวา 2 ช้อนโต๊ะ จากนั้นนำไปปั่นให้ละเอียดเนียนเป็นเนื้อเดียวกันแล้วจึงนำมาพอกให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีจึงค่อยล้างออกด้วยน้ำเย็นจัดๆ หรือน้ำแช่น้ำแข็ง เพียงเท่านี้หน้าของคุณก็จะเรียบเนียนขึ้นได้

5. โยเกิร์ต

นำโยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย (อาจแช่ตู้เย็นเพื่อเพิ่มความสดชื่นในที่ขณะพอกหน้า) ทาทิ้งไว้ให้ทั่วใบหน้าแล้วใช้ปลายนิ้วนวดเบา ๆ ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น จุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัส แลคติค และวิตามินบีที่อยู่ในโยเกิร์ตจะช่วยกำจัดสิ่งสกปรกบนรูขุมขนและบำรุงผิวหน้าให้ชุ่มชื่น เนียนสดใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ถือเป็นเคล็ดลับความขาวใสที่สาว ๆ สามารถทำใช้ได้ทุกวัน

6. มะขามเปียก น้ำผึ้ง และมะนาว

ใช้เนื้อมะขามเปียก 1 กำ แยกเอากากและเม็ดออก ผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ และ มะนาว 1 ช้อนชา ผสมจนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำเอามาพอกหน้าไว้ 5-10 นาที แล้วล้างออก ทำเป็นประจำสัปดาห์ 2 ครั้ง จะช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วทำให้ผิวหน้าขาวขึ้นได้

7. กล้วยหอม

ผลไม้สีเหลืองสดนี้ไม่ได้ส่งผลดีต่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังทำให้ผิวหน้าสวยนุ่ม ชุ่มชื้น และสามารถแก้ปัญหาผิวได้หลายอย่างเลยทีเดียว เพียงนำกล้วยหอมสุกมาบดให้เป็นเนื้อละเอียดแล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที เท่านี้ก็เตรียมอวดผิวสวย ๆ ให้คนอื่นอิจฉาได้เลย

8. ดินสอพอง

นำดินสอพองมาผสมน้ำเปล่าให้เป็นเนื้อครีมข้น แล้วทาทิ้งไว้ให้ทั่วใบหน้า เว้นบริเวณรอบดวงตาและริมฝีปาก ทิ้งไว้ 15-20 นาที ดินสอพองจะดูดซับความมันบนใบหน้า ดีท็อกซ์สารตกค้างที่เกาะติดอยู่บนผิว ทำให้ผิวหน้าดูสวยเด้ง แถมยังช่วยป้องกันแสงแดดได้อีกด้วยนะ

9. น้ำส้มคั้น+นมสด

โดยนำส้มมาคั้นให้ได้น้ำประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ จากนั้นใส่นมสดผสมลงไป 1 ช้อนโต๊ะ คนจนส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันดี แล้วจึงนำสำลีก้อนมาชุบและถูให้ถั่วไปหน้าเบาๆ เว้นบริเวณรอบดวงตาและปากทิ้งไว้สักครู่ประมาณ 20 นาทีจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่นๆ

10.  สูตรแตงกวา+ไข่ขาว

เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาหน้าที่มีความมัน และปัญหาเรื่องสิวมากๆ นำแตงกวา 1 ลูก ไข่ขาว 1 ฟอง น้ำมะนาว 1 ช้อนชา ผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาทำการพอกบนใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

11. ขมิ้นและนมสด

ขมิ้นอยู่ในอันดับต้น ๆของ ตำราสมุนไพรที่ใช้บำรุงผิวพรรณของคนในสมัยก่อน เพราะขมิ้นจะช่วยให้ผิวพรรณนุ่มนวลผ่องใส สะอาดเกลี้ยงเกลา เพียงนำผงขมิ้น 1 ถ้วยผสมกับนมสด 3/4 ถ้วย ผสมให้เข้ากัน แล้วนำมาพอกลงบนผิวขณะอาบน้ำ ทิ้งไว้ประมาณ 15-30 นาที ทำเป็นประจำทุกวัน รับรองผิวขาวเนียนนุ่มสุด ๆ

สูตรกระชับรูขุมขน กล้วยหอม แตงกวา มะเขือเทศ (เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง) ปอกเปลือก เอาเมล็ดออก แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เติมนมเปรี้ยวหรือน้ำผึ้งลงไป นำไปปั่นจนละเอียดเป็นเนื้อครีม นำมาพอกให้ทั่วใบหน้าและลำคอ ทิ้งไว้ ประมาณ 15 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น จะช่วยทำความสะอาดใบหน้า และช่วยกระชับรูขุมขน และบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น

เคลนเซอร์สำหรับทุกสภาพผิว โยเกิร์ต 1/2 ถ้วยน้ำมันดอกทานตะวัน 1 ช้อนโต๊ะน้ำมะนาว 1 1/2 ช้อนโต๊ะ (คั้นสด ๆ นะคะ)นำส่วนผสมทั้งหมด มาผสมให้เข้ากัน พอกให้ทั่วหน้าทุกเช้าและก่อนนอน แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาดจะช่วยทำความสะอาดผิวหน้าได้อย่างล้ ำลึก และบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอีกด้วย

ผิวเรียบเนียนด้วยกาแฟบด ก็บรรดา ครีมขจัดเซลลูไลต์ ที่ราคาแสนแพงน่ะ มีคาเฟอีนอยู่ด้วย ซึ่งช่วยกระตุ้นการขจัดเซลล์ไขมันและยังขัดผิวให้เรียบเนียน แต่อาจจะดูยุ่งยากกว่าการใช้ครีมกระปุกอยู่บ้าง จึงควรทำในห้องน้ำ และก่อนที่จะลงมือขัดผิวด้วยกาแฟอย่าลืมปูพื้นห้องน้ำด้วยกระดา ษหนังสือพิมพ์ เพื่อป้องกันท่อน้ำตันค่ะสูตรนี้ใช้กับผิวกายนะคะ ห้ามใช้กับผิวหน้าค่ะและในระหว่างที่ขัดผิว หากมีนวดไปด้วย จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้ผิวพรรณสดใสขึ้นได้ค่ะ

พอกหน้าด้วยน้ำผึ้ง (จากสเปน) ล้างหน้าให้สะอาด เช็ดให้แห้งแล้วใช้ปลายนิ้วแตะน้ำผึ้งลูบไล้บนใบหน้าและลำคอเบา ๆสักครู่แล้วนวดหน้าด้วยปลายนิ้วอย่างแผ่วเบาสักประมาณ 5 นาทีจนน้ำผึ้งเหนียว นวดต่อไปไม่ได้แล้ว ก็ปล่อยทิ้งไว้ นอนพักให้ศีรษะอยู่ต่ำกว่าระดับปลายเท้า เพื่อให้เลือดไหลมาหล่อเลี้ยงที่ใบหน้าและลำคอได้สะดวกยิ่งขึ้น พักสักครู่แล้วค่อยๆใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดน้ำผึ้งออก

นำไข่ขาวมาตีให้ขึ้น แล้วเติมน้ำมะนาว และน้ำผึ้ง อย่างละ1 ช้อนชา นำมาชโลมให้ทั่วใบหน้า แล้วใช้มือนวดเป็นวงกลมไปพร้อม ๆ กัน ทิ้งไว้ให้แห้ง แล้วจึงใช้ผ้านุ่ม ๆ ชุบน้ำเช็ดออก จะช่วยทำความสะอาดผิว และบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นในขณะเดียวกัน

นอกจากนำมาทาหรือพอกหน้า เพื่อให้ผิวสดใส เปล่งปลั่งกันแล้ว ในวันหยุด ลองดื่ม ชาผสมน้ำผี้ง จะช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น ทำให้ผิวสดใส มีเลือดฝาด แต่ไม่ควรเทน้ำเดือดจัดๆ ลงในน้ำผึ้งนะคะ เพราะอาจทำให้สารที่มีประโยชน์ในน้ำผึ้ง สลายตัวได้ค่ะ

พอกหน้าด้วยแอ๊ปเปิ้ล (จากเบลเยี่ยม) ปอกแอ๊ปเปิ้ล คว้านเอาไส้และเมล็ดออก แล้วบดให้ละเอียดขณะที่บดให้ผสมน้ำผึ้งลงไปด้วย เมื่อบดจนเข้ากันดีแล้ว นำเอาส่วนผสมนี้มาพอกหน้าทิ้งไว้ 20 นาที แล้วใช้นมสดเย็นๆล้างออก

พอกหน้าด้วยแตงโม (จากตุรกี) ฝานแตงโมเป็นชิ้นบางๆจากส่วนที่แดงที่สุด นำมาแปะให้ทั่วใบหน้า แล้วใช้ผ้าขาวบางคลุมหน้าไว้ นอนพักสักครู่ ประมาณ ครึ่งชั่วโมง แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น

พอกหน้าด้วยไข่ขาว (จากสวิตเซอร์แลนด์) ต่อยไข่ไก่ 1 ฟอง แยกไข่แดงออก เทเฉพาะไข่ขาวลงในถ้วย ใช้ส้อมตีไข่ขาวจนเป็นฟองพอสมควร แล้วใช้แปรงนุ่มๆจุ่มไข่ขาวทาให้ทั่วใบหน้าและลำคอ ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จนไข่ขาวเริ่มจับตัวแข็ง แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น

พอกหน้าด้วยน้ำมะนาวและน้ำผึ้ง (จากฝรั่งเศส) ผสมน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำมะนาว 1 ช้อนชา คนให้เข้ากัน แล้วนำมาทาให้ทั่วทั้งใบหน้าและลำคอ ทิ้งไว้อย่างน้อย ครึ่งชั่วโมง หรือมากกว่า แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น

พอกหน้าด้วยมะเขือเทศ (จากญี่ปุ่น) ฝานมะเขือเทศ 1 ชิ้นหนาๆ ถูให้ทั่วใบหน้าและลำคอเบาๆตรงบริเวณที่มีสิวเสี้ยน มะเขือเทศมีวิตามินซีและกรดAHA จะช่วยลอกผิวหนังที่ตายแล้วให้หลุดออกได ้หลังจากนั้นจึงค่อยใช้สำลีชุบน้ำเย็นเช็ดมะเขือเทศออก

พอกหน้าด้วยนมเปรี้ยว (จากรัสเซีย) สำหรับผู้ที่มีผิวหน้ามัน ให้ล้างหน้าให้สะอาดก่อนจะเอานมเปรี้ยวที่แช่เย็นจัดพอกหน้า ทิ้งไว้ 20 นาทีหรือนานกว่านั้นแล้วใช้ผ้าขนหนูนุ่มๆเช็ดออก ตำรับนี้จะใช้ได้ผลดีมากในหน้าร้อน จะช่วยให้ใบหน้าที่ซีดเซียวกลับเปล่งปลั่งขึ้นได้

การเลือกมาสก์พอกหน้าให้เหมาะกับผิวมัน คุณสามารถใช้มาสก์ได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง มาสก์ที่เหมาะกับคนผิวมัน ควรมีคุณสมบัติช่วยดูดซับความมัน สามารถขจัดสิ่งสกปรกที่อุดตันในรูขุมขนได้ พร้อมกับช่วยกระชับรูขุมขน

ผิวแห้ง ควรมาสก์หน้าสัปดาห์ละครั้งก็พอค่ะ มาสก์ที่เหมาะกับคนผิวแห้ง ควรมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว

มอยเจอร์ไรเซอร์จากกล้วย นำกล้วยบด 1 ผล ผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อน ยีให้เข้ากัน นำมาพอกให้ทั่ว ใบหน้า ทิ้งไว้ 15 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำอุ่นจะทำให้ผิวหน้า ชุ่มชื้นขึ้น สูตรนี้เหมาะกับผิวแห้งค่ะ

เคลนเซอร์น้ำผึ้ง ผสมน้ำผึ้ง 2 ช้อนโตีะ กับจมูกข้าวสาลี 2 ช้อนชา คนให้เข้ากัน นำมาทาให้ทั่วใบหน้า ใช้ปลายนิ้วขัดเบา ๆ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และขจัดเซลล์เก่าให้หลุดลอกออกมา ซึ่งน้ำผึ้งจะช่วยให้ผิวหน้าชุ่มชื้นขึ้น และยังช่วยลดริ้วรอยและจุดด่างดำ

เคลนเซอร์จากโยเกิร์ต ใช้โยเกิร์ตรสธรรมชาติ กับเกลือป่น 2 ช้อนชา นำมาขัดเบา ๆ บริเวณผิวหน้า จะช่วยลดความมันและขจัดเซลล์เก่าให้หลุดลอกออกมา สูตรนี้เหมาะสำหรับผิวผสมและผิวมัน

มาสค์พอกหน้าจากมะละกอ นำมะละกอมาปั่นให้ละเอียด นำพอกให้ทั่วผิวหน้า ในมะละกอจะมีเอนไซม์ที่ช่วยขจัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หมดได้ จึงทำให้ผิวหน้า สดใส เปล่งปลั่ง

มาร์คพอกหน้าจากกล้วยผสมน้ำมันมะกอก กล้วยสุกยีให้ละเอียด เติมน้ำมันมะกอกลงไปเล็กน้อย เพื่อให้เนื้อครีมข้น นำมาพอกให้ทั่วใบหน้าทิ้งไว้ 15-20 นาที แล้วล้างออก จะช่วยบำรุงผิวหน้าให้ชุ่มชื้นขึ้น เหมาะกับผิวแห้ง

มาร์คพอกหน้าสูตรไข่ผสมข้าวโอ๊ต ไข่ขาว 1 ฟอง ผสมกับ ข้าวโอ๊ต 1 ช้อนชา คลุกเคล้าให้เข้ากัน นำมาพอกให้ทั่วผิวหน้า ทิ้งไว้ 15-20 นาที สูตรนี้เหมาะกับผิวมันค่ะ เพราะจะช่วยขจัดสิ่งสกปรกจากใบหน้า และช่วยปรัปผิวให้สมดุลมากขึ้น

มาร์คพอกหน้าจากแตงกวา (เหมาะสำหรับผิวมันและผิวผสม) ให้ใช้แตงกวา1 ผล ไขไก่ 1 ฟอง (ใช้เฉพาะไข่ขาว) และมะนาว 1 เสี้ยว หั่นแตงกวาเป็นแว่นบางๆ นำไปปั่นพร้อมกับไข่ขาวและบีบน้ำมะนาวลงไป ปั่นจนละเอียดเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน นำมาพอก ให้ทั่วใบหน้า เว้นรอบปากและดวงตาไว้ ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วจึงล้างหน้าตามปกติ หมั่นทำบ่อยๆ ทุกสัปดาห์ จะช่วยลดความมันส่วนเกิน และยังช่วยสมานผิวหน้ากระชับรูขุมขน ช่วยให้ผิวหน้าเรียบเนียน เต่งตึง และนวลนุ่มชุ่มชื่น เหมาะสำหรับผิวมันและผิวผสม

เครดิต :  vivian*  และ http://www.nanahealth.com

ปัจจุบันนี้เพื่อความสะดวกและรวดเร็วทุกคนมักนำอาหารที่รับประทานไม่หมดไปแช่ตู้เย็น แล้วนำมาอุ่นร้อนก่อนรับประทานอีกครั้ง โดยไม่รู้ว่าอาหารบางชนิดอาจทำให้คุณเจ็บป่วยได้

ข้อมูลจากสำนักงานมาตรฐานอาหาร เผยว่า การจะรับประทานให้ปลอดภัยจะต้องทำให้สุก สะอาด ปรุงแต่งน้อย และหลีกเลี่ยงการปนเปื้อน ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือ การปรุงอาหารให้สุกก่อนรับประทานเสมอ เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่อาจเป็นอันตราย แต่การให้ความร้อนแก่อาหารมากกว่า 1 ครั้ง หรืออุ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจทำให้อาหารเป็นพิษได้ โดยเฉพาะอาหารดังต่อไปนี้

1.คื่นช่ายหรือคื่นฉ่าย หากนำมาทำเป็นซุปเซเลอรีแล้วนำไปอุ่นซ้ำ จะทำให้สารไนเตรทที่อยู่ในคื่นช่ายกลายเป็นพิษเมื่อได้รับความร้อน

2.ไข่ต้มและไข่กวน อาหารที่มีไข่เป็นส่วนประกอบสามารถนำมาอุ่นซ้ำได้ไม่มีปัญหา แต่สำหรับไข่ต้มและไข่กวนที่ได้รับความร้อนซ้ำๆ จะทำให้โปรตีนในไข่เปลี่ยนสภาพ อาจส่งผลให้ผู้รับประทานไม่สบายได้

3.ผักโขม เช่นเดียวกับคื่นช่าย หากได้รับความร้อนซ้ำจะทำให้สารไนเตรทกลายเป็นพิษ ทั้งยังมีคุณสมบัติเป็นสารก่อมะเร็งได้อีกด้วย

4.เห็ด เห็ดไม่มีพิษทุกชนิดสามารถนำมาประกอบอาหารได้ แต่ไม่ควรนำมาอุ่นซ้ำๆ เพราะจะทำให้สารอาหารประเภทโปรตีนในเห็ดเสื่อมสภาพ ก่อให้เกิดอันตรายต่อกระเพาะอาหาร

5.มันฝรั่ง หลังจากทำให้สุก แล้วตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องหรือเก็บในตู้เย็น สภาวะเช่นนี้เป็นผลบวกต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโบทูลินัม หากได้รับความร้อนซ้ำก็จะทำให้เกิดเป็นพิษได้

6.เนื้อไก่ การนำเนื้อไก่สุกแช่เย็นไปให้ความร้อนซ้ำ จะทำให้โปรตีนที่ซับซ้อนในเนื้อไก่แปรสภาพ อาจทำให้บางคนที่รับประทานเข้าไปเกิดปัญหาในระบบทางเดินอาหาร

7.บีทรูท ผักสีม่วงสวยนี้ประกอบไปด้วยสารประเภทไนเตรท หากได้รับความร้อนจะทำให้เกิดเป็นพิษกับผู้ที่รับประทาน จึงควรที่จะทำให้สุกแล้วรับประทานแบบเย็นๆ เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงต่ออาการปวดท้อง

8.ข้าว สำหรับข้าวนั้น อันที่จริงแล้วการอุ่นข้าวไม่ได้ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษโดยตรง แต่มันขึ้นอยู่กับการเก็บข้าวสารว่าสะอาดปลอดภัยหรือไม่ หากข้าวสารมีสปอร์ของเชื้อแบคทีเรีย เมื่อหุงสุกแล้วเชื้อก็ยังไม่ตาย และจะสามารถเจริญเติบโตได้ถ้าถูกทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง เมื่อนำไปอุ่นซ้ำก็จะก่อเกิดสารพิษที่ทำให้อาเจียนหรือท้องเสียได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามจึงไม่ควรวางข้าวสุกที่ทานไม่หมดทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง

———-ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.khaoza.net/2015/09/8.html

images
images

1. เงินออมต้องมาก่อน

เงินเดือนคลอดเมื่อไหร่ ไม่ใช่เอาไปถลุงเสียหมด ต้องรู้จักเก็บบ้างอะไรบ้าง จัดการปันส่วนรายรับกับรายจ่ายให้ดี โดยต้องมีเก็บทุกเดือนอย่างน้อย 10% ของรายได้รวม

2. อย่าดูถูกเศษเงิน

เงินเหรียญ หรือแบงค์ย่อย 20  30 บาท อาจดูเป็นเงินจำนวนไม่มาก แต่หากทบกันหลายๆ เดือนก็อาจกลายเป็นเงินจำนวนไม่น้อยได้โดยไม่รู้ตัว ซึ่งส่วนนี้นอกจากจะทำให้มีเงินออมมากขึ้นแล้ว ยังเอามาใช้เป็นเงินสำรองยามฉุกเฉินได้อีกต่างหาก

3. รู้จักต่อรองกับเจ้าหนี้

แน่นอนว่าการจ่ายครบ จ่ายเต็ม จ่ายตรงเวลา ย่อมสร้างเครดิตสวยหรูให้กับตัวเอง แต่จะดีกว่าไหมถ้าจะสามารถจ่ายหนี้ และ ออมเงิน ไปด้วยได้ในเวลาเดียวกัน เพราะฉะนั้นลองต่อรองกับบรรดาเจ้าหนี้ดู ถ้าคุณเป็นลูกหนี้ชั้นดี พวกเขาน่าจะยอมอะลุ่มอล่วยให้บ้างล่ะน่า

4. หารายได้เสริมทำยามว่าง

เพราะเวลาเป็นเงินเป็นทอง การนอนกลิ้งไปกลิ้งมาคงไม่ทำให้เงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นได้ งานพิเศษอาจฟังดูหนักหนาเกินไปสำหรับบางคน แต่หากรู้จักหยิบจับสิ่งใกล้ตัวมาสร้างรายได้ อย่าง รับจ้างตัดกิ่งไม้ข้างบ้าน รับเลี้ยงเด็กให้ข้างบ้าน นิดๆ หน่อยๆ บ่อยๆ เข้าก็สร้างรายรับงามๆ ได้ไม่หยอก แต่อย่ามัวแต่มุ่ง ออมเงิน จนเห็นอะไรก็มาคิดเป็นเงินเป็นทองเสียหมดล่ะ เดี๋ยวใครๆ เขาไม่กล้าเข้าใกล้ แล้วจะหาว่าเราไม่เตือน

5. รู้จักลงทุน

อาจข้องใจว่า เงินน้อยแล้วจะไปลงทุนอะไรได้ แต่หากทำการศึกษาดีๆ แล้วจะพบว่าทุกวันนี้มีบ่อน้ำน้อยใหญ่ให้เราตักตวงมากมาย หลากหลายรูปแบบ หากคุณมีเงินเย็นๆ สักก้อน อยากจะลองมาหย่อนไว้ก็น่าจะโอ แต่ทั้งนี้ต้องศึกษาถึงความเสี่ยงและผลตอบแทนที่จะได้ด้วย ว่าคุณรับได้มากน้อยแค่ไหนกัน ลองทำตามสัก 3 ข้อ เราก็จะมีเงินออมแล้วล่ะค่ะ  เก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อยๆ ทำนาน ๆ รับรองมีเงินออมแน่นอนค่ะ —————————

images
images

1. อย่าจน

ไม่จำเป็นต้องเข้าขั้นเศรษฐี เพียงแต่คุณต้องมีการงานเป็นหลักแหล่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่าขี้เกียจที่จะทำงานและเก็บเงิน เพราะเงินเก็บก็นับเป็นสิ่งสำคัญ เผื่อคู่รักเกิดประสบปัญหา ทางออกสำรองก็ยังพอมี จะได้ไม่เดือดร้อนจนกระทบกระทบเทือนถึงญาติมิตร ถ้ากล่าวกันแบบโหดร้าย ใครๆ ก็อยากจะหลุดพ้นจากสภาพความจนด้วยกันทั้งนั้น เพราะรักทางไกลยังไงๆ ก็ต้องใช้เงิน ไม่ผิดที่สิ่งนี้ มักมีผลต่อการตัดสินใจของบรรดาคู่รักทั้งหลาย

2. อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงคนอื่น

คุณไม่ได้อยู่เพียงลำพัง ดังนั้น การปรับตัวจึงเป็นเรื่องใหญ่ ชีวิตคู่ คือ การเรียนรู้เพื่อที่จะทำความเข้าใจโลกใบอื่นมากกว่าโลกของตัวเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณจะไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้เลย ถ้าอีกฝ่ายทำอะไรให้คุณไม่สบายใจ ชนิดรับไม่ได้จริงๆ ก็ลองบอกสิ่งนั้นให้เขาฟังตรงๆ โดยพยายามอย่าใช้น้ำเสียงโมโห เพราะถ้าหากปรับตัวไม่ได้ อย่างนั้นการอยู่คนเดียวไม่สบายใจกว่าหรอกหรือ?

3. อย่าพูดโกหก

ยิ่งโกหกบ่อยๆ ความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กันก็จะค่อยๆ ลดน้อยถอยลง และไม่มีวันจะเรียกคืนกลับมาได้อีก ถ้าทำผิด อย่าลังเลที่จะขอโทษขออภัย ในเมื่อคุณเคยพูดคำว่ารัก คำว่าคิดถึงได้ ทำไมจะพูดคำว่า “ขอโทษ” บ้างไม่ได้ เมื่อไหร่ที่คุณเป็นฝ่ายทำความผิด

4. อย่าวางอำนาจ

คนทุกคนอยากให้คนอื่นเห็นคุณค่า แต่ปรากฏว่า มักถูกอีกฝ่ายวางอำนาจ พยายามแสดงความคิดเห็นให้ตนอยู่เหนือกว่า หรือวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ถนอมน้ำใจอีกฝ่ายอยู่บ่อยครั้ง ส่งผลให้ชีวิตรักมักอายุสั้นกว่าเวลาอันควร

5. อย่านอกใจ

เมื่อคุณเป็นผู้ที่อีกฝ่ายได้เลือกแล้ว ฉะนั้น อย่าทำเหมือนว่าเขาคือ ของตาย  หรือยิ่งกว่านั้นก็คือ การทำร้ายเขาด้วยการนอกใจ แอบไปมีกิ๊กเพื่อสร้างความคึกคัก ความรู้สึกที่อีกฝ่ายจับไม่ได้ก็ยิ่งได้ใจไปกันใหญ่ รู้สึกว่าตนนั้นเข้าขั้นไม่ธรรมดา บริหารเสน่ห์ในทางที่ผิด จงระวังไว้ หากอีกฝ่ายทำบ้าง อย่าเผลอไปโกรธเขาเข้าให้ล่ะ

6. อย่าใช้ความรุนแรงต่อกัน

ไม่ว่าจะเป็นการกระทำ หรือคำพูดที่ไม่ดี ไม่ให้เกียรติ ไม่ไว้หน้า พูดจาซ้ำเติม ซึ่งความรุนแรงเหล่านี้ จะทำร้ายจิตใจสะสม พาลส่งผลไปถึงร่างกาย และยากที่จะให้ความเคารพนับถือซึ่งกันและกัน

7. อย่าเอาเขาไปเทียบกับใคร

การถูกนำไปเปรียบเทียบไม่ใช่เรื่องดีนัก เพราะมักสร้างความรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่าให้กับอีกฝ่าย ซึ่งนับว่าเป็นอันตรายต่อความสัมพันธ์ บางครั้งคุณอาจคิดว่า เป็นเรื่องเล็กๆ ที่จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกตัว แต่สำหรับคนรัก มันคือการถูกทำร้ายจากคนที่เขาไว้ใจ ยิ่งการถูกทำร้ายความรู้สึกกันซึ่งๆ หน้า หรือต่อหน้าคนอื่น ที่นำไปสู่การเสียหน้า จนรู้สึกว่าอีกฝ่ายขาดความเป็นสุภาพบุรุษ(สุภาพสตรี)

8. อย่าเห็นแก่ตัวเรื่องบนเตียง

ปัญหาชีวิตคู่นอกจากความไม่ลงรอยทางความคิดแล้ว “เซ็กซ์” คือ สิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาทางด้านความสัมพันธ์ตามมาได้เช่นกัน ซึ่งการมีอะไรกันนั้น ผู้หญิงมักบอกรักด้วยภาษากายผ่านอวัยวะ นั่นก็คือ ผู้หญิงต้องการให้ผู้ชายเป็นฝ่ายเล้าโลมเธอก่อน แต่ผู้ชายส่วนใหญ่มักใจร้อน กระทั่งเธออาจไม่เคยได้รับความสุข หรือ “ไปถึงจุดสุดยอด” ได้เลย ทางที่ดี ฝ่ายชายอย่าเห็นแก่ตัวเรื่องบนเรื่อง หรือใช้เซ็กซ์เป็นแค่เรื่องระบายความเครียดแล้วจบๆ กันไป แต่ควรมีการแสดงออกถึงความรักต่อคนรักด้วย…จะดีที่สุด

————-ข้อมูลจาก http://www.bigza.com/news-138389

Video Transcript: 1.47 Minutes
https://www.commoncraft.com/video/social-networking

Networks get things done. Whether it’s sending a letter or lighting your home. Networks make it happen.

To get from Chicago to Santa Fe, we need to see the network of roads that will get us there. We see that Chicago is connected to St Louis, which is connected to Dallas, which is connected to Santa Fe.

Of course, people networks can help us with finding jobs, meeting new friends, and finding partners. You know how it works. Bob is your friend, he knows Sally, and Sally’s friend Joe has a job for you. This is a network of people – a social network. Yaaay!

The problem with social networks in the real world is that most of the connections between people are hidden. Your network may have huge potential, but it’s only as valuable as the people and connections that you can see. Boooo!

This problem is being solved by a type of web site called a social networking site. These websites help you see connections that are hidden in the real world.

Here’s how it works. You sign up for a free account and fill out your profile. Then, you look for people you know.

When you find someone, you click a button that says, “Add as Friend”. Once you do this, you and that person have a connection on the website that others can see. They are a member of your network, and you are a member of theirs.

What’s really cool, is that you can see who your friends know, and who your friends’ friends know. You’re no longer a stranger, so you can contact them more easily.

This solves a real world problem because your network has hidden opportunities. Social networking sites make these connections between people visible.

Like a map for a highway, they can show you the people network that can help you get to your next destination, whether it’s a job, a new partner, or a great place to live. Your network is suddenly more useful.

What it teaches:
This video introduces the basic ideas behind Social Networking. It focuses on the role of social networking in solving real-world problems. It teaches:
+ The role of people networks in business and personal life
+ The hidden nature of real-world people networks
+ How social networking sites reveal hidden connections
+ The basic features of social networking websites

การทำงาน/กิจกรรม/โครงการ/แผนงานให้สำเร็จนั้น
ต้องมีระบบ (System) และกลไก (Mechanism) ที่ชัดเจน
มีการปฏิบัติที่สอดรับกับนโยบายหรือวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
มีกลไกและการขับเคลื่อนงานทุกส่วนไปพร้อมกันในทิศทางเดียวกัน
เช่น ระบบการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาด้านไอที
มีขั้นตอนดังนี้

1. มีนโยบายจากผู้บริหารในการพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
2. แต่ละหลักสูตรกำหนดใน มคอ.2 ว่าทุกคนต้องผ่านการสอบ
3. งานวิชาการจัดทำประกาศรายละเอียดเกณฑ์การสอบ
4. อาจารย์ด้านไอทีร่วมกันจัดทำข้อสอบ และคู่มือเตรียมสอบ
5. หลักสูตรร่วมขับเคลื่อนนำนักศึกษาเข้ารับการพัฒนา
6. งานเทคโนโลยีสารสนเทศจัดติวให้นักศึกษามีความรู้ที่พร้อมเข้าสอบ
7. สำนักทะเบียนและประมวลผลจัดสอบ
8. สำนักกิจการนักศึกษาจัดกิจกรรมมอบใบประกาศแก่ผู้สอบผ่าน
9. ผู้สอบไม่ผ่านลงทะเบียนและเข้ารับการพัฒนา เพื่อเข้าสอบซ่อมจนกว่าจะผ่าน
10. ประเมิน และทบทวนขั้นตอน แล้วกลับไปปรับปรุงให้แต่ละขั้นตอนให้สมบูรณ์

it examination
it examination

ภาพตัวอย่างนี้เป็นกิจกรรมที่ 6 คือ จัดติวให้นักศึกษามีความรู้ที่พร้อมเข้าสอบ
แต่นักศึกษาก็จะต้องกลับไปทบทวน และฝึกปฏิบัติตามคู่มือ ให้ชำนาญยิ่งขึ้น

กิจกรรมปี 2558 – 1 พฤษภาคม 2558
https://www.facebook.com/media/set/?set=pcb.934003003332237
กิจกรรมปี 2557 – 21 กุมภาพันธ์ 2557
https://www.facebook.com/ajburin/media_set?set=a.10152198257413895.1073741841.814248894