เด็กในตะกร้า หิ้วไปไหนนะ
เด็กในตะกร้า หิ้วไปไหนนะ

ครอบครัวหนึ่ง .. มีผู้อาศัยอยู่ด้วยกัน 3 วัย คือ ปู่ พ่อ และลูกชาย ปู่ มีอายุ 83 ปี ป่วยเป็นอัมพาตมาหลายปีแล้ว ไม่มีรายได้ นอกจากเงินที่รัฐบาลจ่ายไห้เดือนละ 500 บาท เท่านั้น พ่ออายุ 40 ปี มีอาชีพรับจ้าง ภรรยาตายด้วยอุบัติเหตุ แต่ยังครองตัวเป็นโสด เพราะเป็นห่วงลูกชายวัย 10 ขวบ พ่อมีรายจ่ายสูงกว่ารายรับ จึงมีปัญหาในการใช้ชีวิตอย่างมาก
จึงวางแผนกับลูกชายว่า ปู่อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ มีแต่จะสร้างปัญหาให้ครอบครัว รายได้มีน้อยอยู่แล้ว ยังต้องเสียค่ายาค่าอาหารดูแลปู่อีก “เอาอย่างนี้ดีกว่า เราพาปู่ไปทิ้งน้ำเสีย จะได้หมดภาระเสียที”
พ่อมอบหมายให้ลูกชายไปหาเข่งมาใบหนึ่ง สำหรับใส่ปู่ลงเรือไปทิ้งปากน้ำ พอได้เวลาประมาณ 2 นาฬิกา ขณะที่ปู่กำลังหลับ สองคนพ่อลูกช่วยกันหามปู่ใส่เข่งลงเรือ แล้วพายเรือไปยังปากน้ำทันที เมื่อถึงที่หมายพ่อบอกลูกชายว่า
“มาช่วยกันยกทั้งปู่ทั้งเข่งโยนลงน้ำเลย”
“เอาแต่ปู่โยนลงน้ำ เข่งไม่ต้อง” ลูกชายแย้ง
“เอาน่า ทิ้งทั้งปู่ทั้งเข่งนั่นแหละ” พ่อยืนยัน
“เอาเข่งไว้ โยนแต่ปู่ลงน้ำ” ลูกชายว่า
“เอ็งจะเอาเข่งไว้ทำไมอีกวะ” พ่อชักฉุน
“เอาไว้ใส่พ่อตอนแก่ไง” ลูกชายตอบ
ท่านอาจจะเป็น “คุณปู่” ในนิทานเรื่องนี้ไปอีกคนก็ได้ ถ้าไม่ได้ดูแลผู้สูงวัยให้ดี หรือไม่เตรียมตัวให้ถูกวิธีเสียบัดนี้
+ https://www.gotoknow.org/posts/475641 *
+ http://www.thammasatu.net/forum/index.php?topic=13174.0
+ http://www.sri.cmu.ac.th/~elanna/lannachild/scripts/tale/folktale/nitan_folk_haitukkeatan.html
+ http://lessons-in-my-life.exteen.com/20100319/entry
+ http://www.thaiall.com/ethics

14 มิ.ย.59 พ่ออายุ 73 ปีจ้างวานฆ่าลูกชายนักเรียนนอกอายุ 48 ปี
ถูกสอบจนถึงตี 2 ก่อนให้ประกันตัวในวงเงิน 5 แสน
เพราะเห็นว่าไม่มีพฤติกรรมหลบหนี ป่วยหลายโรค
เหตุจากขัดแย้งขายที่ดิน 100 ล้าน
+ http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9590000045601
+ http://www.thairath.co.th/content/638900

แม่ค้าคนเนี้ย ใจดีกว่าพ่อ กว่าแม่เรา ซะอีก
เหมือนเคยอ่านเรื่องนี้มานะ วันนี้เห็นมาเป็นคลิ๊ปเลย
ซีพีเค้าทำให้ดู

สุดประทับใจ…หญิงหิวโซน้ำตาไหล ก้มลงไหว้พ่อค้าข้าวหมูแดง

http://chaoprayanews.com/blog/happyforever/2015/05/31/

wiriyah ชวนให้คิด
wiriyah ชวนให้คิด

เห็นภาพนี้จาก Facebook ของ Wiriyah Eduzones
ผมชอบที่ท่านชวนให้คิด เหมือนอ่าน ปุจฉา-วิสัชนา เลยครับ
มีข้อความว่า
อยากให้เด็ก คิดเป็น แต่เน้น ONET ท่องจำ
อยากให้เด็กมีคุณธรรม แต่สิ่งที่ครูทำคือ ติว

ผมอ่านแล้วน่าจะแยกได้ 2 เรื่อง ที่ชวนเด็ก กับผู้ปกครองคิดกันได้

เรื่องที่ 1
คงมีใครสักคน คิดว่า การคิดเป็นของเด็ก ไม่เกี่ยวข้องกับ ONET ท่องจำ
แต่มีบางคน คิดว่า การคิดเป็นของเด็ก เกี่ยวข้องกับ ONET ท่องจำ
แล้วอะไรคือความจริงล่ะ หรือจะไม่มีความจริง

เรื่องที่ 2
คงมีใครสักคน คิดว่า การทำให้เด็กมีคุณธรรม ไปเกี่ยวข้องกับการติวสอบ
แต่มีบางคน คิดว่า การทำให้เด็กมีคุณธรรม กับการติวสอบไม่เห็นเกี่ยวข้องกัน
แล้วสองเรื่องนี้เกี่ยวข้อง หรือไม่เกี่ยวข้องกันล่ะ
https://www.facebook.com/ajWiriya/photos/a.582316755123646.1073741850.109357035752956/905772969444688/

ข่่าวหมูกินเด็ก
ข่่าวหมูกินเด็ก
ข้าวเหนียวหมูย่าง คงเป็นอาหารเช้าของหลาย ๆ คน
อ่านข่าวนี้อาจเปลี่ยนไป เหนียวไก่ กันรึเปล่านะ
เพราะที่เมืองจีน แม่หมูรับประทานเด็ก 2 ขวบ
โบราณว่า กฎแห่งกรรม
ถ้าเรากินเขา แล้วเขาก็กินเรา
ถ้าเราไม่เกินเข้า แล้วเขาก็ไม่กินเรา
ชีวิตสัตว์โลก ต่างกินกันเป็นอาหาร
อย่างคลิ๊ป สิงโต 14 ตัว ลุมกินโต๊ช้าง
มาดูกันว่าใครจะอิ่ม ใครจะเป็นอาหาร
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1415934627
สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพิการทางสมองและปัญญา (บ้านเฟื่องฟ้า)
สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพิการทางสมองและปัญญา (บ้านเฟื่องฟ้า)

แบ่งปันว่า มีเด็ก ๆ ต้องการความช่วยเหลือ
ผมก็ช่วยไปตามกำลังศรัทธาครับ
ที่ตั้งของบ้านเฟื่องฟ้า คือ 78/1 หมู่ 1
ซอยติวานนท์-ปากเกร็ด 1
ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120
โทร. 0-2583-6815, 0-2583-4000

http://www.fuengfah.com/
ชีวิตที่งดงาม อยู่ที่ความเอื้ออาทรของสังคม
Society involvement creating beautiful life
สนับสนุนการดำเนินงานและช่วยเหลือเด็ก โดยโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์
ชื่อบัญชี มูลนิธิสงเคราะห์เด็กอ่อนพิการทางสมองและปัญญา
ธนาคารกรุงไทย สาขาปากเกร็ด เลขที่บัญชี 123-1-18770-0
ตรวจสอบข้อมูลบัญชีอีกครั้ง
ที่ http://www.fuengfah.com/homepage/borijang.html

game ช่วยส่งเสริมจินตนาการของเด็ก
game ช่วยส่งเสริมจินตนาการของเด็ก

ติดตามข่าวเกี่ยวกับเทคโนโลยีและการศึกษาควบคู่กันไป พบว่าผลการพัฒนาทั้งสองด้านไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ยิ่งสนับสนุนให้เด็กใช้แท็บเล็ต ใช้เทคโนโลยี ใช้อุปกรณ์มาก แต่กลับพบว่าการพัฒนาด้านการศึกษามีผลไม่เป็นตามที่คาดหวัง ในด้านเทคโนโลยีเราพบปัญหาในการแจกแท็บเล็ตนักเรียนหลายประเด็นทั้งกระบวนการจัดการเรียนการสอน เนื้อหา ทักษะ การดูแล และผลสัมฤทธิ์ การแจกอุปกรณ์ในระดับอุดมศึกษาก็มักมีเป้าหมายเพื่อการประชาสัมพันธ์ มิใช่การพัฒนากระบวนการในการจัดการเรียนการสอนให้ได้คุณภาพ

เมื่อตรวจสอบสถิติการเข้าถึงเว็บไซต์ด้านการศึกษาที่หวังว่าเยาวชนจะใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงเว็บไซต์ด้านการศึกษาที่มีมากกว่า 900 เว็บไซต์ก็พบว่า สถิติการเข้าถึงเว็บไซต์กลุ่มนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้นชัดเจน และไม่มีเว็บไซต์ด้านการศึกษาใดอยู่ใน 30 อันดับแรกที่คนไทยเข้าใช้บริการ แต่สถิติในภาพรวมของการเข้าถึงเทคโนโลยีกลับเพิ่มขึ้น ทั้งการเข้าถึงเฟสบุ๊ก และไลน์ ส่วนยอดจำหน่ายสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตก็เพิ่มขึ้น โดยกลุ่มที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากที่สุดคือ นักเรียน นักศึกษา ที่มีอายุระหว่าง 13 ถึง 22 ปีนี้เอง ส่วนสถิติการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชากรโลกมี 2700 ล้านคนจากทั้งหมด 4300 ล้านคน

แม้สถิติการใช้เทคโนโลยีจะเพิ่มขึ้น แต่ข่าวด้านการศึกษากลับแย่ลง อาทิ ข่าวทุจริตครูผู้ช่วยสะท้อนถึงคุณภาพของครูที่จะไปสอนเด็ก ผลสอบของเด็กไทยในเวทีโลก การยุบโรงเรียนเล็กเพราะมีครูสองสามคนสอนเด็กทั้งโรงเรียน  และการจัดอันดับการศึกษาในกลุ่มอาเซียนเป็นที่ 8 อยู่รั้งท้ายของกลุ่ม แล้วยังมีข่าวการพัฒนาการศึกษาที่ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งเห็นถึงปัญหา อาทิ ปัญหาการสอบตรง ปัญหาการเลื่อนชั้นแบบปล่อยผ่าน ปัญหาภาษาอังกฤษ ทำให้มีข้อสังเกตว่าเยาวชนไทยไม่ได้ใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการศึกษาของตนหรือไม่ แต่ใช้เวลาไปกับการสื่อสาร การเข้าสังคม การดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม จนทำให้เวลาที่ต้องให้กับการศึกษาลดลง สำหรับเยาวชนบางคนอาจติดเทคโนโลยี จนกระทั่งเบียดเบียนเวลาเรียน เช่น โดดเรียนไปเล่นเกม ไม่ทำการบ้านเพราะติดเกม หรือเล่นเกมระหว่างเรียนในห้องเรียน จนมีบางโรงเรียนออกกฎ และมาตรการไม่ให้บริการเกมในโรงเรียนก็มีอยู่ไม่น้อย ซึ่งสะท้อนได้ว่าเทคโนโลยีอาจเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาสำหรับเยาวชนบางคนก็เป็นได้ ถ้าไม่รู้จักใช้เทคโนโลยีให้เป็น ก็อาจถูกเทคโนโลยีปั่นหัวเอาได้

http://stuffpinho.com/facebook-wants-to-take-internet-to-the-rest-of-the-world/

http://www.news.com.au/technology/breaking-the-cycle-of-of-kids-tablet-troubles/story-e6frfro0-1226629555369

เด็กดูทีวี
เด็กดูทีวี

http://www.personal.psu.edu/users/d/j/djw5068/assignment%205.html

ระบบทีวีในประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนไปจากระบบอนาล็อกที่มีเพียงไม่กี่ช่อง เป็นระบบดิจิทอลที่มีนับร้อยช่อง โดย กสทช. ได้เปิดให้มีการซื้อซองประมูล ทีวีดิจิตอล ระหว่าง 10-12 ก.ย.56 แล้วเปิดให้ยื่นซอง 28-29 ต.ค.56 แล้วประกาศรายชื่อผู้เข้าประมูลไม่เกิน 45 วันหลังรับซอง พบว่ามีเอกชนเข้าซื้อซองกว่า 33 ราย จำหน่ายไป 49 ซอง ในราคาซองละ 1,070,000 บาท ซึ่งคนทั่วไปไม่สามารถซื้อซองที่มีราคาสูงระดับนี้ได้อย่างแน่นอน แล้วการประมูลก็หมายถึงการแข่งขันด้านราคา ใครให้ผลตอบแทนสูงสุดก็จะชนะการประมูล เมื่อมีการแข่งขันก็ต้องมีผู้ผิดหวัง เพราะมีช่องทีวีที่จะเปิดให้เอกชนเข้ามาดำเนินการได้มีเพียง 24 ช่อง หรือครึ่งหนึ่งต้องผิดหวังไป

ช่องรายการที่เปิดประมูลประกอบด้วย หมวดเด็ก เยาวชน และครอบครัว 3 ช่อง ซื้อซอง 8 ราย  ส่วนหมวดข่าว 7 ช่อง ซื้อซอง 12 ราย ส่วนหมวดทั่วไปคมชัดปกติ (SD) 7 ช่อง ซื้อซอง 17 ราย และหมวดทั่วไปความชัดสูง(HD) 7 ช่อง ซื้อซอง 12 ราย จะพบว่าการแข่งขันสูงสุดอยู่ในหมวดเด็ก เยาวชน และครอบครัว เป็น 2.67 เท่าของจำนวนช่องที่เปิดประมูล รองลงมาคือหมวดทั่วไปคมชัดปกติ เพื่อมีผู้ซื้อซองกว่า 2.4 เท่า และอีกสองหมวดเท่ากันมีผู้ซื้อซองมากกว่าช่องที่เปิดประมูลเป็น 1.7 เท่า

เป็นที่น่าสนใจของสื่อทุกแขนงที่จะหยิบเรื่องนี้มาเล่าต่อ วิเคราะห์วิพากษ์ เพราะบริษัทที่เข้าประมูลทั้งหมดเป็นบริษัทขนาดใหญ่ เป็นที่น่าสนใจแล้วกระทบต่อการสื่อสารกับประชาชนโดยตรง เมื่อเอ่ยชื่อบริษัทเหล่านั้นก็จะเป็นที่คุ้นเคยในแวดวงสื่อ เป็นการเริ่มต้นประวัติศาสตร์ใหม่ของระบบทีวีดิจิทอลในประเทศไทยว่าใครจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ แต่เวทีนี้มีจำกัด เมื่อมีผู้อาสาเข้ามามากกว่าพื้นที่ที่มีก็ต้องมีคนได้ไปต่อ และมีคนที่ไม่ได้ไป สำหรับเงื่อนไขการพิจารณาคือวงเงินงบประมาณที่จะจ่ายให้กับภาครัฐ ใครจ่ายมากก็จะได้ไปต่อ เป็นการแข่งขันครั้งสำคัญที่กระทบสื่อทุกแขนง บริษัทที่มีประสบการณ์ต่างหันหัวเรือเข้าหาทีวีดิจิทอลมากเป็นประวัติกาล แล้วเราชาวไทยคงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในปีต่อไป

http://prachatai.com/journal/2013/09/48721

http://www.manager.co.th/Cyberbiz/viewNews.aspx?NewsID=9560000115326

http://www.3bb.co.th/news/techno_detail.php?cnt_id=3199

ความเชื่อเดิม ๆ ว่าการถ่ายคลิ๊ปนั้นยาก

แต่น้อง ม.1 อ.กระทุ่มแบน สมุทรสาคร
มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร ก็เลยทำคลิ๊ป
เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการสื่อสาร เมื่อเมษายน 2555
แสดงว่าการถ่ายคลิ๊ปสมัยนี้ .. ไม่ยากอย่างที่คิด
ก็เห็นว่า น้อง ม.1 ก็ทำได้

teacher
teacher

3 มี.ค.55 นิทานเรื่อง แม่ปู กับลูกปู (The Mother Crab and Her son) .. ผมว่าเป็นนิทานอมตะนะครับ เพราะรู้สึกว่า เล่าเมื่อไหร่ ก็ไม่เบื่อ เพราะเราเห็นแม่ปูเดินเพ่นพ่านเต็มบ้านเต็มเมือง ลองนึกถึงคำว่า เศรษฐกิจพอเพียง ศีลในศาสนา ภาษาอังกฤษของเยาวชน การใช้เทคโนโลยีในโรงเรียน หรือ Tablet PC

จากคลิ๊ป .. มนุษย์ต่างกับแม่ปูนิดหน่อย
คือ มนุษย์จะสอนนักเรียนเสมอ แม้รู้ว่าตัวเองทำไม่ได้ ก็ยังพร่ำสอน
เช่น เป็นคนดีนะ ขยัน เชื่อฟังผู้ใหญ่ อยู่ในกฎเกณฑ์ ตั้งใจเรียน เพื่ออนาคตของตน
แต่ในนิทาน แม่ปูจะหยุดสอน เพราะรู้ว่าตนเองทำไม่ได้ แล้วก็คงสอนเฉพาะสิ่งที่ทำได้

แก้วน้ำแห่งความสุข
แก้วน้ำแห่งความสุข

ลูกสาว ม.1 นำบทความในกระดาษมาให้อ่าน
เพราะครูให้สรุปมาสั้น ๆ ว่า เขาพูดถึงอะไร
ผมก็ให้ลูกอ่านให้ฟัง แล้วก็ชอบครับ
.. เห็นความคิดของมนุษย์อีกแบบหนึ่ง

จึงนำเนื้อหามาแบ่งปันต่อครับ
ถ้ามีโอกาสก็จะไปหาหนังสือ ความหวัง ไม่เห็น ไม่ใช่ ไม่มี มาอ่านสักหน่อย

จิตร์ ตัณฑเสถียร มือเก๋าของแวดวงโฆษณาพูดเรื่อง “การยึดมั่นถือมั่น

เขายกตัวอย่างเรื่อง “แก้ว”
แก้วที่ว่างเปล่านั้น  เมื่อใส่น้ำ มันก็เป็น “แก้วน้ำ”
แต่ถ้าเราเอาดอกไม้ปักลงไป มันก็จะเป็น “แจกัน”
และถ้าแก้วใบนั้นใหญ่หน่อย เราเติมน้ำและใส่ “ปลา” ลงไป
“แก้วน้ำ” ก็จะกลายเป็น “ตู้ปลา”
และหากเราคว่ำ “แก้วน้ำ” เอาดินสอขีดรอบแก้ว
“แก้วน้ำ” จะกลายเป็น “วงเวียน”

“จิตร์” บอกว่าคนเราอย่ายึดมั่นถือมั่น
อย่าคิดว่า “แก้วน้ำ” ต้องเป็น “แก้วน้ำ” ตลอดไป
ครับ ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ไม่ได้หยุดนิ่ง
มันแปรเปลี่ยนตาม “ตัวแปร” ต่างๆ
เรานำไปใช้งานอย่างไร มันก็เป็นเช่นนั้น

“ชีวิต” ก็เช่นกัน
เหมือนนักเรียนที่เชื่อว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยคือทั้งหมดของชีวิต
ถ้าสอบไม่ติดก็เสียใจ และรู้สึกว่าชีวิตสิ้นหวัง
หรือถ้าสอบเข้าคณะที่คนคิดว่า “ดี” ก็จะคิดว่าชีวิตนับต่อจากนี้ต้องรุ่งเรืองอย่างแน่นอน

สมัยก่อน “ด่าน” วัดความสำเร็จของชีวิตจะอยู่ที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัย
แต่ปัจจุบันนี้ผู้ปกครองเพิ่ม “ด่าน” มากขึ้น
เริ่มต้นจากระดับ “โรงเรียน”
ถ้าเข้าโรงเรียนนี้ได้ต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน
จากนั้นก็ขยับเป็นทอดๆ จนถึง “มหาวิทยาลัย”
ใช้ “โรงเรียน” หรือ “มหาวิทยาลัย” เป็นดัชนีวัดความสำเร็จ
คิดแบบ “หยุดนิ่ง” ว่าเมื่อเข้าคณะดีๆ มหาวิทยาลัยดังๆไปแล้ว
ชีวิตก็ต้อง “ดี” แบบนี้ตลอดไป
เป็น “แก้วน้ำ” ก็เป็น “แก้วน้ำ” ตลอดไป

นั่นคือเหตุผลที่เด็กวันนี้ต้องใช้เวลากับการ “เรียนพิเศษ” มากกว่าในห้องเรียนปกติ
ไม่มีเวลาเล่นกับชีวิตเลย
ผมไม่เคย “เรียนพิเศษ”
ดังนั้น ทุกครั้งที่เห็นเด็กเรียนพิเศษแบบหามรุ่งหามค่ำ ผมจะรู้สึกสงสารและเสียดาย
“สงสาร” เด็กที่ต้องเรียนหนัก
“เสียดาย” โอกาสสำหรับความสุขนอกห้องเรียนในวัยเด็ก

ขออนุญาตเล่าชีวิตวัยเด็กของผมให้เด็กรุ่นใหม่อิจฉาสักหน่อย
ตอนเรียนอยู่ที่เมืองจันท์ ผมใช้ชีวิตอยู่กับโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ๑๐-๑๒ ชั่วโมงต่อวัน
ค่าเทอมที่พ่อแม่จ่ายไปคุ้มค่าจริงๆ
ไปเรียนตอนเช้า เรียนเสร็จเดินกลับบ้าน
เปลี่ยนชุดเสร็จก็วิ่งกลับไปโรงเรียนอีก
ไม่ได้ไป “เรียน” แต่ไป “เล่น” ครับ

ตอนเช้าใช้ห้องเรียนของโรงเรียน แต่ตอนเย็นใช้สนามกีฬา
ถ้าไม่เล่นวอลเลย์บอล ก็เล่นฟุตบอล
ใช้แสงอาทิตย์เป็น “นาฬิกาปลุก”
หมดแสงเมื่อไรก็หมดแรงเมื่อนั้น

ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ ถ้าไม่ไปสวนกับ “ป๋า” หรือ “แม่” ก็จะแวะไปบ้านเพื่อน
ฮาเฮกันตลอด
ปิดเทอมก็เล่นฟุตบอล วอลเลย์บอล เข้าสวน ไปห้องสมุดประชาชน หรือหานิยายอ่าน หรือไม่ก็ไปบ้านเพื่อน
ไม่เคยเรียนพิเศษเลย
จนช่วงหนึ่งที่บ้านมีปัญหาทางการเงิน แม่ต้องเปิดแผง ขายสาคูไส้หมูและขนมใส่ไส้หารายได้เพิ่ม
ช่วงนั้นจึงเริ่มทำตัวมีประโยชน์
ช่วยทำขนมและเปลี่ยนผลัดกับแม่ไปนั่งขายที่หน้าแผงตอนค่ำ
แต่ก็ยังเล่นกีฬาตลอด
จนอีก ๑ ปีก่อนเอ็นทรานซ์ ชีวิตผมจึงเปลี่ยนไป
ลุยอ่านหนังสือเต็มที่ก่อนสอบ

ครับ ในขณะที่เด็กวันนี้ใช้เวลาเรียนพิเศษตั้งแต่ระดับประถมจนถึงชั้น ม.๖
ไม่ต่ำกว่า ๑๐ ปี
แต่ผมใช้เวลาลุยอ่านหนังสือเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยแค่ปีเดียว
ที่เหลือ “เล่น”
น่าอิจฉาไหมครับ
ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่มัก “ยึดมั่นถือมั่น” ว่า “โรงเรียน” หรือ“มหาวิทยาลัย” เป็น “ด่าน” วัดความสำเร็จ
ลืมไปว่าชีวิตไม่ใช่ “เกมโชว์”
ผ่านด่านนี้ไปก็ชนะในเกมเลย
ชอบคิดแบบ “หยุดนิ่ง”
เช่นเดียวกับ “เกรด” ในใบปริญญา
นิสิตนักศึกษาจำนวนมากไม่รู้ว่าตัวเลขของ “เกรด” มีค่าเพียงแค่ใช้ในการสมัครงาน
พ้นจากวันนั้น “เกรด” ก็เป็นแค่ “ตัวเลข” ในใบปริญญา
ไม่มีใครสนใจ
เพราะเมื่อเริ่มทำงานจริง คุณค่าของเราจะอยู่ที่การทำงาน
ใครทำงานเก่งกว่ากัน
ใครทำงานกับคนได้ดีกว่ากัน ฯลฯ
หัวหน้างานไม่สนใจแล้วว่าใครเรียนจบมาด้วยเกรดเท่าไร

ที่สำคัญ  ชีวิตของเราไม่ใช่ “เส้นตรง”
แต่เป็น “ทางแยก” ที่ต้องเลือกเสมอ
ดุลพินิจในการใช้ชีวิตจึงเป็นเรื่องสำคัญ
เพราะ “ชีวิต” ก็เหมือน “แก้วน้ำ” ครับ
มันแปรเปลี่ยนไปเสมอ ไม่เคยหยุดนิ่ง

“แก้วน้ำ” จะเป็นอะไร
ขึ้นอยู่กับ “การใช้งาน”
“ชีวิต” ก็เช่นกัน
จะเป็นอะไร
ก็ขึ้นอยู่กับ “การใช้ชีวิต”
ที่สำคัญ ต้องอย่าลืมว่าทุกช่วงเวลาของชีวิตมีค่าเท่าเทียมกัน

ถ้าคนเรามีอายุ ๗๐ ปี
๑๐ ปี ก็คือ ๑ ใน ๗ ของชีวิต
๑๐ ปีในวัยเด็กก็มีค่าเท่ากับ ๑๐ ปีในวัยหนุ่มสาว
หรือ ๑๐ ปีในช่วงท้ายของชีวิต
ไม่มีช่วงเวลาใดมีค่ามากกว่ากัน
ดังนั้น ใครสะสมห้วงเวลาแห่งความสุขได้มากกว่ากัน
คนนั้นถือว่า “โชคดี”
เวลาของ “ความสุข” ที่แท้จริงจึงไม่ใช่ “วันพรุ่งนี้”
แต่เป็น “วันนี้”

http://www.se-ed.com/eShop/Products/Detail.aspx?CategoryId=0&No=9789740208495
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1321953970