แม้ว่าคอเลสเตอรอลจะมีประโยชน์ในด้านการเสริมสร้างพลังงานแก่ร่างกายของคน แต่ถ้ามีมากจนล้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คอเลสเตอรอลตัวที่ไม่ดีนั้น อาจส่งอันตรายถึงชีวิต และนี่ก็คือสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้คนไทยตายปีละหมื่นๆ แสนๆ คน
แพทย์หญิง คุณสวรรยา เดชอุดม ประธานโครงการอาหารไทยหัวใจดี มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้ความรู้ว่า คอเลสเตอรอลในร่างกายคนเรามีอยู่สองแบบด้วยกัน คือ

1.  Low-density lipoprotein หรือ LDL คือคลอเลสเตอรอลที่ไม่ดี เพราะสามารถเข้าสู่กระแสเลือดและอุดตันเส้นเลือดแดงได้
2.  High-density lipoprotein หรือ HDL เป็นคอเลสเตอรอลที่ดีต่อร่างกาย เพราะช่วยกำจัดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีออกไปจากระบบการทำงาน

“คอเรสเตอรอลมีทั้งที่มีประโยชน์ ถ้ามีในปริมาณที่พอดี แต่ก็เป็นโทษได้ หากมากเกินไป เพราะมันอาจจะทำให้เกิดตะกรันในหลอดเลือด ทำให้เกิดอันตราย อย่างถ้าไปขังกันเลือดไปเลี้ยงหัวใจ ก็อาจจะทำให้เสียชีวิตกะทันหัน หรืออัมพฤกษ์อัมพาตได้” แพทย์หญิง คุณสวรรยา กล่าว   โดยหลักการ 80% ของคอเลสเตอรอลนั้น ถูกผลิตขึ้นมาจากตับ แต่อีก 20% นั้นก็มาจากอาหารที่คุณเลือกรับประทานเข้าไป ดังนั้น หลักง่ายๆ ในการดูแลตัวเองเพื่อไม่ให้คอเลสเตอรอลสูงเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่บริโภคไขมันอิ่มตัวมากเกินไป เพราะจะทำให้ตับผลิตคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีออกมามากมาย

แพทย์หญิง คุณสวรรยา กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่การมีคอเลสเตอรอลที่สูงจนเป็นปัญหา มีอยู่ 10 ประการด้วยกัน คือ
1.บุหรี่    2.ความดัน      3.ไขมันปกติ ทั้งดีและเลว    4.เบาหวาน    5.ไตรกีเซอไรด์    6.อ้วนลงพุง    7.ความเครียด  8.เกลือ       9.น้ำตาล     10.ไม่ออกกำลังกาย

“จำไว้ว่า คอเลสเตอรอลอย่างเดียวไม่ให้โทษ เช่น ถ้าเรามีคอเลสเตอรอลสูง แต่ความดันไม่สูงด้วย ก็ไม่เป็นไร หรือไม่มีเบาหวานและไขมันในร่างกายปกติ ก็ไม่เป็นไร และเหนืออื่นใด คอเลสเตอรอลจะสูงหรือไม่นั้นก็เกิดจากน้ำมือของเราเอง มือของเราที่หยิบอาหารใส่ปาก” คุณหมอประธานโครงการอาหารไทยหัวใจดี กล่าว

ทั้งนี้ อาหารที่กินแล้วดีมีประโยชน์ ไม่ให้โทษในด้านคอเรสเตอรอล จะต้องกินอะไรบ้าง? คุณหมอบอกไว้ ดังนี้
1.  ทานปลาทะเลสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง
2.  ทานถั่วเมล็ดแห้งสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง
3.  ทานผักในตระกูลครูซิเฟอรัสทุกวัน ได้แก่ ผักคะน้า บร็อกโคลี ดอกกะหล่ำ แขนงผัก กะหล่ำปลี ผักกวางตุ้ง เป็นต้น
4.  ทานผักที่มีสีสันต่างๆ และผลไม้ให้หลากหลายทุกวัน
5.  ผลิตภัณฑ์ข้าวและธัญพืชไม่ขัดสีทุกวัน เช่น ข้าวซ้อมมือ
6.  เลือกน้ำมันในการประกอบอาหาร
7.  รับประทานผลิตภัณฑ์นมพร่องมันเนย หรือนมขาดไขมันแทนผลิตภัณฑ์นมเต็มไขมัน
8.  ควบคุมปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อ โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ไม่เกินวันละ 200 กรัม
9.  ทานกระเทียมสดเป็นประจำ

—————————–ขอบขอบคุณข้อมูลจาก http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9560000091023

หนังสือพิมพ์ใน Social Media
social media ในหนังสือพิมพ์

ตามที่ อ.ปุ้ม มอบหมายให้ผมพูดคุยเรื่อง “Social Media ในการเผยแพร่ข่าว” ให้นักศึกษาฟัง จึงเข้าไปสำรวจเว็บไซต์ข่าวในส่วนกลางที่ทำด้านหนังสือพิมพ์ ได้ข้อมูลจาก 9accounting.com ว่ามีทั้งหมด 20 หนังสือพิมพ์ แล้วเข้าไปในแต่ละเว็บไซต์จะพบลิงค์ไปยังสื่อสังคม (Social Media) ไม่เหมือนกัน ข้อมูลที่ได้มานี้สำรวจเมื่อ 29 กุมภาพันธ์ 2559 หากตกหล่นด้วยประการใดก็ขออภัย เพราะบางลิงค์เข้าไม่ได้ และอาจมีบางบริการในสื่อสังคม แต่ไม่ทำลิงค์ในเว็บไซต์ก็เป็นได้

ข้อมูลที่น่าสนใจ พบว่า หนังสือพิมพ์ทุกฉบับเชื่อมโยงกับ facebook.com แต่ไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็น fan page และมีถึงร้อยละ 90 ที่ใช้บริการของ twitter.com และมีร้อยละ 45 ที่ให้บริการ RSS Feed และมีเพียงร้อยละ 40 ที่เชื่อมโยงกับ youtube.com ส่วน google+ และ instagram มีเท่ากัน คือร้อยละ 25 แต่มีเพียงรายเดียว หรือร้อยละ 5 ที่ให้บริการข้อมูลใน Line

สำหรับการให้ข้อมูลข่าวสาร บางหนังสือพิมพ์ก็เคลื่อนไหวทุกวัน แต่บางหนังสือพิมพ์ก็นาน ๆ ครั้ง จะบ่อยหรือไม่บ่อยเพียงใด เข้าไปติดตามกันได้ เพราะจะมีการเคลื่อนไหวให้เห็นแตกต่างกันไป ตั้งแต่ทุกชั่วโมง ทุกวัน ทุกสัปดาห์ หรือทุกเดือนตามนโยบายของแต่ละหนังสือพิมพ์

รังไข่
รังไข่

มีผลิตภัณฑ์มากมายที่ทำให้ร่างกายเราเปลี่ยนแปลง
มีโทษมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป
ดังคำว่าใช้มากไปเป็นโทษ ใช้แต่พอดีเป็นคุณ
กรณีแป้งฝุ่นทาจุดซ่อนเร้น จนส่งผลถึงการเป็นมะเร็งรังไข่
นี่ก็คงทำให้สาว ๆ อึ้งไปเหมือนกันว่า
แป้งฝุ่นอันตรายขนาดนี้เลยเหรอ
ผู้ประกอบการเองทำอะไรออกมาจำหน่ายให้เขียนคำเตือนไปเยอะ ๆ
เหมือนบุหรี่ สุรา เขียนไปเลยว่าสูบแล้วดื่มแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น
จะได้ไม่โดนฟ้องเสียเงินสองพันล้านแบบกรณีของคุณ Jackie Fox
เพราะสารที่ชื่อว่าแร่ทัลก์ (Talc) ทำเหตุ
http://www.bloomberg.com/news/articles/2016-02-23/j-j-ordered-to-pay-72-million-over-talc-tied-to-ovarian-cancer
http://health.kapook.com/view142426.html

ภาพจาก
http://drchawtoo.com/2014/06/19/%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89-vs-%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89/

Minority report พูดถึงรายงานเล็ก ๆ แต่สำคัญ

เสริมดวงการเงินด้วยการสวดมนต์ เพื่อรับทรัพย์ร่ำรวยกันตั้งแต่ต้นปีกับ “คาถาเสริมโชคลาภประจำวันเกิด”  เกิดวันไหนเลือกกันได้เลยค่ะ

สำหรับคนที่เกิดวันอาทิตย์ สวดในวันอาทิตย์ 6 จบ

ฉิมพะลี จะมะหานามัง สัพพะลาภัง ภะวิสสะติ เถรัสสานุภา เวนะ สะทาโหนติ ปิยังมะมะฯ

สำหรับคนที่เกิดวันจันทร์ สวดในวันจันทร์ 15 จบ

ยังยัง ปุริโสวา อิตถีวา ทูเรหิวา สะมิเปหิวา เถรัสสานุภาเวนะ สะทา โหนติ ปิยังมะมะฯ

สำหรับคนที่เกิดวันอังคาร สวดในวันอังคาร 8 จบ

ฉิมพลี จะ มะหาเถโร โสระโหปัจจะยาทิมหิ ไชยยะลาโภ มะหาลาโภ สัพพะลาภา ภะวันตุ สัพพะทาฯ

สำหรับคนที่เกิดวันพุธ สวดในวันพุธ 17 จบ

ทัตติถะภะเวราชา ปิยาจะ คะระตุเม เย สะรัตติ นิรันตะรัง สัพพะสุขาวะหาฯ

สำหรับคนที่เกิดวันพฤหัส สวดในวันพฤหัสบดี 19 จบ

ฉิมพะลี จะ มหาเถโร ยักเขเทวาภิปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ สัพพะทาฯ

สำหรับคนที่เกิดวันศุกร์ สวดในวันศุกร์ 21 จบ

ฉิมพะลี จะ มหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ มะหาลาภัง กะโรเนตุ เม ลาเภนะ อุตตะโม โหติ สัพพะ ลาเภ ภะวันตุ สัพพะทาฯ

สำหรับคนที่เกิดวันเสาร์ สวดในวันเสาร์ 10 จบ

ฉิมพะลี จะ มะหานามัง อินทราพรหมา จะปูชิตัง สัพพะ ลาภัง ประสิทธิเม เถรัสสานุภาเวนะ สะทา สุขี ปิยังมะมะฯ

สวดมนต์กราบพระทุกวันก่อนออกจากบ้านเพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่ตน ตื่นแต่เช้าสวดมนต์ประจำวัน อานิสงส์คือสมาธิแน่วแน่ สติมั่นคงจิตใจบริสุทธิ์ผุดผ่อง สวดเป็นประจำ จะประสบโชคลาภ…

—————————–ขอบคุณข้อมูลจาก myhora.com

1. เล็บแตก

เล็บแตกปลาย เล็บอ่อนแอจนหัก นอกจากจะบอกว่าคุณควรพักการทำเล็บได้แล้ว ยังเป็นสัญญาณเตือนเรื่องปัญหาผิวด้วย ตามที่ดร.จูเลียบอก มันคือโรค Darier’s Disease ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมเกิดจากยีนผิดปกติ อาการคือเป็นตุ่มแดงขึ้นทั่วตัว

2. เล็บมีรอยบุ๋ม

หรือที่เรียกว่า “spoon nails” คือบุ๋มลงไปเป็นหลุมตื้นๆ หรือเล็บแบนติดกับเนื้อนิ้วเลย มันบอกเราว่าร่างกายกำลังขาดธาตุเหล็ก

3.  เล็บกระบอง

อาการคือเล็บและปลายนิ้วจะบวมเป็นตุ้มกลมๆ และเล็บแบบนี้กำลังเตือนเธอว่า ร่างกายเธอไม่ปกติแล้วแหละ ส่วนใหญ่จะลิงค์กับปัญหาหัวใจ ปอด และตับ

4. เล็บเหลือง

ถ้าเหลืองแบบจางๆ คุณควรจะพักเล็บจากการทาสีทาเล็บเคลือบเอาไว้ เพราะเล็บขาดออกซิเจน แต่ถ้าเหลืองแบบออกสีชัดเจนเลย คือเล็บเป็นเชื้อรา และอาจจะบอกถึงปัญหาที่ปอด รีบหาหมอด่วนๆ

5.  เล็บขาวซีด

“ถ้าทั้งเล็บกลายเป็นสีขาวซีด นั่นคือเชื้อรา แต่ถ้ากดลงไปแล้วเล็บยังเปลี่ยนเป็นสีชมพูเพราะแรงกด ต้องระวังเรื่องตับให้ดี” ดร.จูเลียบอก

6.  เล็บเขียว

เราว่ามาถึงขั้นนี้ได้ เธอก็น่าจะต้องสังเกตเห็นแล้วเพราะถึงขั้นผิดปกติมากๆ !! สีเขียวคืออาการติดเชื้อ ซึ่งเกิดจากแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เปลี่ยนให้เล็บกลายเป็นสีเขียว เจอปุ๊บ รีบวิ่งไปโรงพยาบาลด่วน

7.  เล็บเป็นคลื่น เป็นริ้ว

โดยธรรมชาติอยู่แล้วที่ทุกคนจะมีริ้วๆ อยู่บนหน้าเล็บ แต่เมื่อไรที่ริ้วเริ่มชัด จับแล้วรู้สึกได้ มันคือสัญญาณบอกถึงปัญหาผิว อาจจะเป็นผื่นคันได้

————–ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.sanook.com

vocab 3000 eslwise
vocab 3000 eslwise

หัวหน้าส่งอีเมลมาให้ทราบว่าน่าสนใจ มีหัวข้อในเว็บเพจ คือ
เอาไปดูให้ตาแฉะ รวมคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้บ่อยที่สุดในสหรัฐอเมริกา 3000 คำ
1. ได้เห็นก็ scan ก่อนเลยครับ
ไปติดคำที่ 197 หรือ 204 พอเห็นก็คิดต่อเลยว่า
set นี้ไม่ใช่รวมคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้บ่อยที่สุดแน่
เพราะเลข 1 ไม่ใช่คำศัพท์
https://blog.eduzones.com/advisor/155998

2. เห็นว่าที่มาคือ eslwise.com
2970Ellen 2966Hill
แล้วตามหาที่มาผ่าน google ก็พบ
http://eslwise.com/3000_frequency_order.doc
ต้นฉบับเป็น word พบสิ่งผิดปกติเหมือนใน eduzones เลย
เช่น t, P, 70 ไม่ใช่คำศัพท์แน่ในตัวที่ 2938 – 2940

3. คาดว่าคำเหล่านี้มาจากการนำบทความมา split (Text to Column)
แล้วนำมาจัดเรียงตามปกติ แล้วเรียงตามความถี่
แต่เห็น 1the กับ 684The ก็เริ่มไม่แน่ใจว่าเรียงตามความถี่

4. อยากชวนนักศึกษานำข้อมูล
มาชัดการด้วย excel ฝึกการประมวลผลกันหน่อย
ด้วยการ split, count, len, mid, crosstab เป็นต้น

5. เก็บเว็บเพจใน eduzones เป็น .mht
จะได้เปิดด้วย ie ในภายหลังได้ง่าย ๆ
https://www.facebook.com/groups/thaiebook/586864671464355/

ด้วยความห่วงใย เนื่องจากกฎหมายลิขสิทธิ์
ด้วยความห่วงใย เนื่องจากกฎหมายลิขสิทธิ์
เรื่องราวของดอกไม้ จาก 2 ข้อความ ของผู้เยาว์ 2 คน
ที่น่าจะสัมพันธ์กัน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
1. หัวข้อ “มีวิธีบอกญาติหรือผู้ใหญ่ในไลน์ยังไงดีคะ ว่าไม่ต้องส่งรูปสวัสดี หรือดอกไม้ให้ทุกวันก็ได้”
ตามหัวข้อเลยค่ะ ไม่รู้จะบอกยังไง บอกไม่ต้องส่งก็ได้
ก็กลัวว่าเดี๋ยวจะน้อยใจอีก
มีวิธีบอกยังไงดีคะ ญาติๆผู้ใหญ่ส่งเข้าทั้งไลน์กลุ่มทั้งแชทส่วนตัวเลย
แม้กระทั่งลูกค้าผู้ใหญ่ที่ติดต่องานกันอยู่
มันอาจจะมีความหมายลึกซึ้งเกินไปจนเราไม่เข้าใจ ไม่อาจเข้าถึงได้ 5555555
เราเองก็ไม่ได้อะไรนะคะ แต่ก็เกรงใจ พอส่งมาให้เรา
เราก็ตอบไม่ถูก และไม่รู้จะตอบไปว่าไงดีจะส่งเป็นรูปกลับก็ยังไงอยู่
มีคนเป็นแบบเราปะ ?
หรือขอแนะนำวิธีตอบกลับข้อความแบบนี้ ก็ได้ค่ะ
ยังไงดีคะ ยังไงดี
ด้วยความห่วงใย เนื่องจากกฎหมายลิขสิทธิ์
ด้วยความห่วงใย เนื่องจากกฎหมายลิขสิทธิ์
2. หัวข้อ “ข้อความเตือนเรื่องดอกไม้ผ่านไลน์ตามกฎหมายลิขสิทธิ์”
เรียน สมาชิกไลน์ทุกท่าน
ด้วยความห่วงใย เนื่องจากกฎหมายลิขสิทธิ์ จะมีผลเริ่ม 4 สิงหาคมนี้
จึงจำเป็นต้องยุติการส่งไลน์ ภาพดอกไม้ เพราะภาพเหล่านั้นเป็นภาพที่มีลิขสิทธิ์กว่า 95%
แม้ว่าจะก๊อปมาจากกูเกิ้ลทั้งหมด สองสามวันมานี้ขยายภาพเพื่อก๊อปไม่ได้จอดำมืด
มีข้อความเตือนว่า image may be subject to copy right
จึงยุติการก๊อปปี้ และจะยุติการเผยแพร่ภาพดอกไม้
เป็นการถาวรด้วย ท่านใดที่เก็บสะสมภาพเก่า ๆ ไว้
โปรดสะสมเป็นส่วนตัว อย่าได้ส่งต่อให้ผู้ใดเป็นอันขาด
เพราะจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์เจ้าของภาพ แทบทุกภาพมีลิขสิทธิ์ทั้งสิ้น
ถ่ายโดยช่างภาพมีชื่อเสียง และเป็นดอกไม้ประเภทแปลกที่สุดในโลก,
สวยที่สุดในโลก, แพงที่สุดในโลก, หายากที่สุดในโลก ฯลฯ
ด้วยความเป็นห่วงค่ะ และก็จะขยายผลดำเนินคดีตามกฎหมาย
เพราะภาพทุกภาพมีลิขสิทธิ์ และเบอร์โทรของท่านได้ลงทะเบียนไว้แล้ว
ว่าท่านอยู่ที่ไหน ด้วยความห่วงใย ตื่นเช้ามาก็ให้พิมพ์สวัสดีกันไปก่อน
บอกต่อพี่ ๆ น้อง ๆ ไปด้วย
หากโดนหมายศาลมาถึงจะงงกันไปใหญ่

การทำบุญทำทานนั้นสามารถทำได้ทุกที่ ทุกเวลาที่คุณมีโอกาส วันนี้ มีวิธีการทำบุญให้ได้บุญโดยไม่ต้องไปวัดมาบอกกันค่ะ  วิธีเหล่านี้ขอเพียงมีจิตใจที่บริสุทธิ์เเละมีความตั้งใจก็จะได้บุญมหาศาลเเล้วล่ะค่ะ

1. ดูเเลพ่อเเม่ ปู่ย่าตายาย ที่อยู่ในบ้านให้ท่านมีความสุข อย่าทำให้ท่านเดือดร้อนใจหรือเป็นทุกข์ ถ้ามีโอกาสอาจซื้อของมาฝากเเละเรียกพวกท่านให้รับประทานอาหารที่เราซื้อมา

2. ตักบาตรตอนเช้าก่อนที่จะไปทำงาน

3. สวดมนต์ วันละ 1 บท

4. ถวายน้ำเปล่า 1 เเก้ว หรือ อาหารคาวหวาน หรือจะเป็นดอกไม้ พวงมาลัย ให้พระพุทธรูปที่บ้าน

5. นั่งสมาธิอย่างน้อย 5 นาที

6.ไม่กินเนื้อสัตว์

7.พูดคุยหรือสั่งสอนเรื่องธรรมะ

8. ทำบุญกับพระสงฆ์ที่พบระหว่างการเดินทาง เช่น หากพบเจอพระสงฆ์ ยืนรอรถอยู่ที่ป้ายรถเมล์ ก็อาจจะไปบอกท่านว่า เราต้องทำบุญ เนื่องจากไม่มีเวลาจะไปที่วัดเเละขอเสนอตัวไปขับรถไปส่งท่าน ณ จุดหมายหรืออาจถวายเงิน ผ้าไตร ผ้าจีวร หากพบว่าท่านกำลังซื้ออยู่หรือมีร้านอยู่ใกล้ๆ พอดี

9. ถ้าทราบว่าใครเดือดร้อนเรื่องใดๆ ก็ให้เหลือด้วยความเต็มใจเเละเราก็จะต้องไม่เดือดร้อน ทำตามกำลังความสามารถของเรา อาทิ ช่วยคนเเก่ให้ข้ามถนน เเอบได้ยินคนคุยกันว่าไม่มีเงินกินข้าวหรือเดินทาง

กลับบ้านที่ต่างจังหวัดก็ให้เงินเขาไปทั้งๆ ที่เขาไม่ได้เดินมาขอ เป็นต้น

10. ให้คำเเนะนำที่ดีๆ กับผู้ที่มีความทุกข์เเละมาขอคำเเนะนำจากเราให้มีความสบายใจโดยที่คำเเนะนำจากเรานั้นจะต้องไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน

11. ช่วยคนที่เขาเอาของมาขายกับเรา (ยกเว้น ลอตเตอรี่นะคะ เพราะเราหวังผล การกระทำนี้จะต้องไม่หวังผลใดๆ ทั้งสิ้น)

12. ดูเเลสัตว์เลี้ยงที่บ้านเป็นอย่างดี

13. จาน ชาม กินเสร็จเเล้วควรล้างทันทีหรือถ้าไม่มีเวลาอย่างน้อยที่สุดก็ควรล้างเอาเศษอาหารออกให้หมด เพราะมดจะได้ไม่ขึ้นมาบนเศษอาหาร ทำให้เวลาล้าง ต้องราดน้ำไปที่มดทั้งหมด

14. ถือศีล 5

15. ให้อภัยในสิ่งที่คนอื่นมาว่าเราไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม

16. สิ่งของที่เราไม่ใช้ก็ให้คนอื่นไปใช้ประโยชน์ นำไปบริจาค

—————ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.deedaily.com/entertainment/1483

วันนี้เราจะพามารู้จักพืชผักสมุนไพรไทย ชนิดหนึ่งกัน นั่นก็คือผักโขม หรือผักขมนั่นเองครับ ผักโขมนั้นมีหลายชนิด พอที่จะแยกได้ดังนี้

  • ผักโขมบ้าน เป็นผักโขมชนิดที่ใบกลมเล็ก มีลำต้นขนาดเล็ก ก้านของใบเป็นสีแดง ใบมีสีเขียวเหลือบแดง
  • ผักโขมหนาม มีลำต้นสูง ใบใหญ่ จะมีหนามที่ช่อของดอก จึงเป้นที่มาของชื่อ ผักโขมหนาม ใช้เฉพาะส่วนยอดอ่อนมาประกอบอาหาร
  • ผักโขมสวน ใบมีสีเขียว บริเวณเส้นกลางใบมีสีแดง เมื่อปรุงสุกแล้ว จะมีสีแดงอมม่วง
  • ผักโขมจีน เป็นผักโขมที่มีต้นใหญ่ ใบเป็นสีเขียวเข้มขอบใบหยัก ใบสดมีรสเผ็ด และมีกลิ่นฉุน

แต่ถ้าจะบอกว่าชนิดไหนเป็นที่นิยม ก็คงจะเป็น ผักโขมสวน เพราะมีใบที่โต และอ่อนนุ่ม รสชาติดี และมีคุณค่าทางอาหารทีสูงเอาเรื่อง เพราะในผักโขม อุดมไปด้วยวิตามินหลายชนิด กรดโฟเลต วิตามินซี โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม สังกะสี และโปรตีน นี่แค่ย่อยๆ ที่เด็ดกว่านั้นล่ะ เรามาดูกัน

คุณค่าทางอาหารของผักโขม

ผักโขมยังมีเบต้าแคโรทีนสูง ซึ่งเป้นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันมะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งปอด และมะเร็งเต้านม ในคุณสุภาพสตรี

  1. ผักโขมมีสาร ซาโปนิน(Saponin)ที่ช่วยลดคอเรสเตอรอล ในเลือดได้เป็นอย่างดี และยังช่วยขจัดสารพิษในร่างกาย ชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์
  2. วิตามินเอในผักโขม ช่วยในการมองเห็น และช่วยบำรุงสายตา
  3. วิตามินซี นอกจากในเรื่องป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันแล้ว ยังช่วยเสริมสร้าคอลลาเจน เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว
  4. ในผักโขมนั้นอุดมไปด้วยเส้นใย จึงช่วยในระบบขับถ่าย ลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร

นอกจากผักโขมจะมีคุณค่าในด้านสารอาหารต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น ผักโขมยังมีคุณค่าในด้านสมุนไพรไทยหลายอย่างด้วยกัน ซึ่งตำราประมวลสรรพคุณยาไทย ของ สมาคมแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพน ได้กล่าวถึงประโยชน์ด้านสมุนไพรไทยของผักโขมเอาไว้ดังนี้

ผักโขมหัด(น่าจะเป็นผัโขมบ้าน) ใช้รากปรุงเป็นยาถอนพิษร้อนใน แก้ไข้ต่างๆ ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ เมื่อต้มเอาน้ำมาอาบ มีสรรพคุณในการแก้คันได้เป็นอย่างดี

ผักโขมหนาม ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ตกเลือด แก้หนองใน แก้แน่นท้อง แก้กลากเกลื้อน ขับน้ำนม ระงับความร้อน แก้ไข้ แก้อาการลิ้นเป็นฝ้าในเด็ก

การนำผักโขมไปใช้ ประกอบอาหาร

ถ้าจะให้พูดคงหลายเมนู ยกตัวอย่างที่เด็ดๆ แล้วกันนะครับ เช่น ผักโขมผัดน้ำมันหอย แกงจืดผักโขมหมูบะช่อ สลักผักโขม ซุปผักโขม ยำผักโขม นำมาต้มจิ้มน้ำพริกต่างๆก็อร่อย นี่แค่อาหารไทย ถ้าใครไปทานในร้านพิซซ่า ก็จะเจอเมนูผักโขมอบชีส อร่อยไม่เบา อ้อลืมบอกในสมัยก่อน(จนถึงปัจจุบัน) นิยมทำแกงเลียงผักโขมให้แม่ที่พึงคลอดรับประทาน เพราะเชื่อกันว่าช่วยบำรุงเลือดและ เรียกน้ำนม ซึ่งความเชื่อนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นจริงเพราะในผักโขมอุดมด้วยธาตุเหล็ก จึงสามารถช่วยตรงนี้ได้

–ขอขอบคุณข้อมูลจาก

http://xn--o3cepkej9b3gpeg.net/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%82%E0%B8%A1/

สารพัดประโยชน์ครอบจักรวาลอย่าง “น้ำมันมะพร้าว” ผู้หญิงเราต้องรู้ เพราะสามารถนำมาใช้ได้หัวจรดเท้า มาดูกันว่า น้ำมันมะพร้าว นอกจากจะเนรมิตผิวสวยแล้วยังสามารถทำอะไรได้อีก แล้วคุณจะรู้ว่าของเค้าดีจริง

กลั้วปากขจัดเชื้อโรคในลำคอ

ใช้น้ำมันมะพร้าวใช้ทำน้ำยาบ้วนปากหรือ Oil Pulling (การกำจัดแบคทีเรียในช่องปาก) กลั้วไปทั่วปากให้น้ำมันซอกซอนไปตาม ร่องฟัน ดื่มน้ำเสร็จแล้วให้อมน้ำมันมะพร้าวไว้ในปาก 2 ช้อนโต๊ะโดยประมาณ ให้น้ำมันกลั้วอยู่ในปากผ่านร่องฟันไปมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15นาที

ในระหว่างที่อมน้ำมันในปากนี้ อาจทำกิจกรรมอย่างอื่นไปด้วยเพื่อไม่ให้เสียเวลา เมือเกิน 15นาทีแล้วให้บ้วนน้ำมันซึ่งมีสีขุ่นขาวทิ้ง

บ้วนปากด้วยน้ำ 2-3 ครั้ง การอมกลั้วน้ำมันนี้เพื่อขจัดเชื้อโรคในปากและคอ น้ำมันบางส่วนจะเข้าไปในร่างกาย เพื่อล้างสิ่งสกปรกและออกทางระบบขับถ่าย ลดกลิ่นปาก ลมหายใจสดชื่น

แปรงฟันลดคราบหินปูน

ต่อด้วยการแปรงฟันด้วยน้ำมันมะพร้าว โดยการเอาแปรงสีฟันจุ่มในน้ำมันมะพร้าว หรืออมน้ำมันมะพร้าวใหม่ครึ่งช้อนชา

จากนั้นใช้น้ำมันนี้เป็นยาสีฟันแทนยาสีฟันเคมีพิษที่ใส่อยู่ในหลอด ทั้งหลาย แปรงฟันด้วยน้ำมันมะพร้าวตามปกติ คราบหินปูนจะไม่เพิ่มและค่อยๆลดลง ปัญหาเรื่องเหงือกทุเลาลง รากฟันจะแน่นขึ้นและไม่โยก กลิ่นปากลดลง ปัญหาในช่องปากลดลง

เช็ดเครื่องสำอาง คราบเกลี้ยง

ใช้น้ำมันมะพร้าวหยดบนสำลีพอประมาณแล้วเช็ดให้ทั่วใบหน้า สามารถใช้เช็ดรอบดวงตา พวก eye shadow อาย ไลน์เนอร์ มาสคาร่า หมดเกลี้ยง และริมฝีปาก สำหรับผู้ที่แต่งหน้าสามารถใช้น้ำมันมะพร้าวเช็ดทำความสะอาดได้ 2 รอบเพื่อความสะอาดอย่างหมดจด เมื่อเช็ดด้วยน้ำมันมะพร้าวทั่วทั้งใบหน้าแล้วให้ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีจึงล้างออกด้วยสบู่ หลังจากนั้นซับหน้าให้แห้ง

น้ำมันมะพร้าวซึ่งมีโมเลกุลขนาดเล็ก สามารถแทรกซึมทำความสะอาดผิวได้อย่างล้ำลึก  ช่วยลดการเกิดสิว ฝ้า และการสะสมของสารเคมีจากเครื่องสำอาง  ช่วยทำความสะอาดรูขุมขน ทำให้รูขุมขนกระชับ เต่งตึง ผิวหน้าเนียนใส และช่วยขจัดสิ่งอุดตันที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิว อย่างได้ผล

คราบเครื่องสำอางจะหลุดออกหมด โดยเฉพาะรอบดวงตา จะทำให้ผิวชุ่มชื้น นุ่มและละเอียดขึ้น ขนตายาวขึ้น

บำรุงผิวหน้าเด้งดึ๋ง

อนุมูลอิสระ เป็นตัวการอันหนึ่งของการเกิดฝ้า และ กระ  วิตามินอีในน้ำมันมะพร้าวจะทำหน้าที่ต่อต้านอนุมูลอิสระ  ลดการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น ป้องกันรอยหมองคล้ำ ตามปกติผิวหนังจะสูญเสียความชุ่มชื้น เพราะถูกแดดและลม

น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติเป็นสารรักษาความชุ่มชื้น รักษาอาการผิวแห้ง แตก ลอก เป็นขุย ลดอาการผื่นแพ้ แสบคันตามผิวหนัง จึงช่วยให้ผิวนวลเนียน อีกทั้งช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด สามารถใช้น้ำมันมะพร้าวทาแก้ผิวไหม้แดด อาการแสบร้อนจะบรรเทาลง

น้ำมันมะพร้าวก็คือสารให้ความชุ่มชื่นตามธรรมชาติ นำสำลีชุบน้ำอุ่นแล้วบีบน้ำออก หยดน้ำมันมะพร้าว 2-3 หยดลงบนสำลีทาให้ทั่วใบหน้า สามารถทิ้งไว้ได้เลยโดยไม่ต้องล้างออก จะช่วยให้ผิวหน้าเนียนนุ่มไม่แห้งกร้าน รุ้สึกว่าผิวหน้าละเอียดขึ้น หน้าเนียนขึ้น รอยด่างดำจากสิวจางลงมากอย่างไม่น่าเชื่อ

ใช้ทาหน้าบางๆก่อนนอนแทนครีมบำรุงผิว แนะนำว่าต้องเป็นน้ำมันมะพร้าวแบบสกัดเย็น เพราะน้ำมันมะพร้าวที่ผ่านความร้อนจะทำให้วิตามินอี สลายไป ไม่เหมือนการสกัดเย็นที่ยังได้คุณค่าของน้ำมันมะพร้าวครบ

นอกจากจะใช้ทาบำรุงผิวหน้าแล้ว ผิวกายก็ต้องใช้ร่วมด้วย เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดเมื่อย ปวดข้อต่างๆ ใช้ เป็นประจำทุกวัน อุดมด้วยวิตามิน E ช่วยปกป้องรังสี UV

ดูแลเส้นผมเงางามเส้นต่อเส้น

หนังศีรษะ เส้นผม และปลายผม แต่อย่าใช้มากจนเปียกเกินไป หลังจากนั้น ทิ้งไว้อย่างน้อย 15 นาที  เพื่อให้น้ำมันแทรกซึมสู่หนังศีรษะจึงค่อยสระออก ผลที่ได้รับจะมีเส้นผมเงางามและไม่ฟูด้วย

คุณอาจใช้น้ำมันมะพร้าวใส่ผมตั้งแต่ตื่นนอน และทิ้งไว้จนกระทั่งอาบน้ำตอนเช้าจึงสระออก หรือคุณอาจใช้น้ำมันมะพร้าวใส่ผมในตอนกลางคืนก่อนนอนโดยใช้หมวกอาบน้ำคลุมผม ไว้ แล้วค่อยสระออกเมื่ออาบน้ำตอนเช้าก็ได้ คุณจะประหลาดใจที่ผมของคุณดูสวยเป็นเงางามและมีรังแคลดน้อยลง

หรืออีกวิธี คือ ก่อนสระผม ใช้ หมักผม โดยใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นโพกศีรษะเอาไว้ 30-40 นาที แล้วสระออก หรืออยากให้ได้ผลดีขึ้น ให้ใช้หมวกคลุมผมอาบน้ำคลุมเอาไว้แล้วเข้านอน วันรุ่งขึ้นค่อยสระออก  ช่วยล้างพิษให้เส้นผม  ลดการหลุดร่วงของเส้นผม ทำให้รากผมแข็งแรงไม่หงอกก่อนวัย กระตุ้นการเกิดใหม่ของเส้นผม ปกป้องหนังศีรษะจากรังแค ลดการหลุดร่วงของเส้นผม ปรับสภาพผมที่แห้งเสีย  ให้กลับมามีชีวิตชีวา

แทนครีมโกนขนลดแสบระคายเคือง

เชฟวิ่งครีม (Shaving Cream) หรือครีมที่ใช้ก่อนโกนหนวด โกนขน เราต้องชโลมเจ้าครีมตัวนี้ก่อนที่จะโกนขนขาขนแขน เพราะคิดว่าจะทำให้โกนง่าย ลื่นขึ้น เชฟวิ่งครีมมีวัตถุประสงค์หลักแค่ให้สไลด์ใบมีดโกนได้ง่ายขึ้นแค่นั้นเอง แต่..เราสามารถใช้น้ำมันมะพร้าวได้ แถมราคาถูกและผิวดีเว่อร์

สาวใดต้องการโกนขนขา รักแร้ หน้าแข้ง แนวบิกินี่ ด้วย ก็สามารถใช้น้ำมันมะพร้าวแทนครีมโกนขนได้ค่ะ ถูกและดี แถมไม่ทำให้ผิวแห้ง ระคายเคือง แดง เพียงแค่ทาน้ำมันบริเวณที่จะโกน จะช่วยทำให้โกนง่ายขึ้นแล้วยังทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นอีกด้วย

จิบลดอ้วน

น้ำมันมะพร้าวได้รับการขนานนามว่าเป็น “ไขมันแคลอรีต่ำ” แถมบำบัดความหิวได้ดีกว่าไขมันหรืออาหารอื่น ผู้ที่กินน้ำมันมะพร้าวจะไม่หิวเป็นเวลานาน และตลอดทั้งวัน จึงกินอาหารน้อยกว่าผู้ที่กินน้ำมันอื่น ๆ ทำให้มีแคลอรีน้อยกว่า จนไม่มีเหลือสะสมเป็นไขมัน

มีคุณสมบัติที่เป็นกรดไขมันขนาดกลาง ที่ถูกย่อยได้ง่าย และเคลื่อนที่ได้เร็ว เป็นกรดไขมันอิ่มตัว ไม่ถูกเติมออกซิเจนและไฮโดรเจนที่เป็นสาเหตุของโรคแห่งความเสื่อม รวมทั้งโรคอ้วนทำให้อาหารมีรสชาติ และอิ่มนานขึ้น เพิ่มพลังงาน

การกินน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์เพื่อลดความอ้วนเป็นแนวคิดของ Atkins Diet โดยมีหลักการว่า ต้องลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่กระตุ้นให้ร่างกายหลั่งอินซูลิน ซึ่งส่งผลต่อการสะสมไขมันของร่างกาย หากงดกินแป้งและกินแต่ไขมัน ไขมันจะกดความอยากอาหาร เมื่อกินไปสักระยะเราจึงกินน้อยลง

น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์มีคุณสมบัติช่วยลดความอยากอาหาร ได้ดีกว่าไขมันชนิดอื่น ช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย กระตุ้นการทำงานของต่อมไทรอยด์ และสร้างความร้อนได้เร็วจึงไม่สะสมในร่างกาย แนะนำให้กินน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ ควบคู่กับอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ โดยอาจนำมาผสมกับสมูตตี้ น้ำสลัด หรือซอส วันละ 2-3 ช้อนโต๊ะ

น้ำมันมะพร้าวสามารถเข้ากันได้กับอาหารและเครื่องดื่มหลายชนิด เช่นซุบ โจ๊ก แกงจืด น้ำส้ม น้ำผลไม้ ชา กาแฟ โอวัลติน โดยไม่ได้ทำให้อาหารและเครื่องดื่ม เปลี่ยนรสชาติ หรือสูญเสียคุณค่าทางอาหาร และความอร่อยไป

สุดท้าย ปรุงไปในอาหารเราสามารถใช้น้ำมันมะพร้าว ปรุงอาหารได้ โดยการผัด หรือทอด ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนเป็น Trans Fats ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เหมือนน้ำมันไม่อิ่มตัวทั้งหลายที่ถูกกับความร้อนสูง หรือแม้แต่เป็นตัวทำให้อาหารไม่ติดกระทะหรือภาชนะ

บำรุงมือ เท้า เล็บแข็งแรง ไม่ฉีกขาด

สารพัดประโยชน์ ครอบจักรวาลมากสำหรับน้ำมันมะพร้าว เพราะได้ทั้งหัวจรดเท้า รวมทั้งบำรุงผิวมือ เล็บ เท้า จมูกเล็บให้ชุ่มชื้นอีกด้วย

หลังจากอาบน้ำหรือล้างมือเสร็จใหม่ๆให้ใช้น้ำมันมะพร้าว ผสมกับน้ำตาลทรายพอให้ส่วนผสมข้นเหนียว ขัดถูไปมาที่มือ/จมูกเล็บ ประมาณ2-3นาทีแล้วล้างออกให้สะอาดเช็ดให้แห้ง คุณจะรู้สึกได้ถึงความนุ่มนวลเกลี้ยงเกลาและชุ่มชื่นของผิวมือ และเท้า

หรือนำน้ำมันมะพร้าวมาชโลมทาให้ทั่วมือ เล็บ และเท้า ได้เลยเพื่อคงความชุ่มชื้นตลอดวัน จะช่วยให้เล็บแข็งแรงขึ้น ลดความแข็งกระด้างของจมูกเล็บ ทำให้ไม่ฉีกขาด เลือดซิบ!

วิธีการเก็บรักษาน้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าวจะเป็นไขที่อุณหภูมิต่ำ กว่า 25 องศาเซลเซียส และจะกลับมาใสเหมือนเดิมที่อุณหภูมิห้อง  โดยที่คุณสมบัติทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม

ก่อนใช้นำขวดน้ำมันมะพร้าวไปวอร์มในน้ำอุ่น 2-3 นาที

*หมายเหตุ น้ำมันมะพร้าวไม่ใช่ยา  แต่เป็นอาหารที่มีฤทธิ์เป็นยา  และไม่ควรบริโภคมากเกินความจำเป็น

-ขอบคุณข้อมูลจาก Lady Manager