Author Archive

พอกหน้าให้ผิวขาว

Sunday, April 7th, 2013
สารพัดสูตรพอกหน้า สาว ๆ ที่อยากมีผิวขาวสุขภาพดีควรพอกหน้า รวมถึงผิวกายให้ได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยสูตรผิวขาวที่สามารถทำเองได้จากวัตถุดิบในบ้านนั้นก็มีมากมาย ที่สำคัญยังเห็นผลชัดอีกด้วยหากทำอย่างต่อเนื่อง และสูตร วิธีทําให้ผิวขาว ที่หยิบยกมาฝากกัน มีดังนี้
ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

วิธีทําให้ผิวขาว
สูตรมะละกอนมสด นำมะละกอมาบดผสมกับนมสด คนให้เข้ากัน จากนั้นนำไปพอกบนใบหน้าหรือผิวกายทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออก

โยเกิร์ตผสมมะนาว มะนาวเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีความเป็นกรดสูงมาก จนอาจทำให้แสบผิวได้ ดังนั้นการนำมะนาวมาผสมโยเกิร์ตแล้วนำไปทาผิวทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จะช่วยลดการระคายเคืองผิว และมะนาวจะช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่า เผยผิวใหม่ที่ใสกว่าเดิม

น้ำมันมะพร้าวเพื่อผิวเนียนนุ่ม เป็นสูตรโบราณที่ใช้ได้ผลมาก น้ำมันมะพร้าวจะช่วยในเรื่องการทำให้ผิวเนียนนุ่มชุ่มชื้น แม้เพียงครั้งแรกที่ได้นำน้ำมันมะพร้าวมาทาผิว รับรองได้เลยว่า สาว ๆ จะรู้สึกถึงความเนียนนุ่มได้ทันทีเลยล่ะ

น้ำผึ้งและโยเกิร์ต นำส่วนผสมดังกล่าวพอกลงบนใบหน้าหรือผิวกายประมาณ 30 นาทีก่อนล้างออก ช่วยให้ผิวขาวและนุ่มขึ้นได้ สามารถทำได้วันเว้นวันค่ะ
กล้วยหอมและนมสด นำมาบดผสมกัน จากนั้นนำไปพอกผิวในบริเวณที่ต้องการ จะทำให้ผิวขาวเนียนสวยได้ สามารถทำได้วันเว้นวันเช่นกัน

http://women.kapook.com/view742.html

เคล็ดลับการดูแล“จุดซ่อนเร้น”

Sunday, April 7th, 2013

การดูแลทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น  คุณสาวๆ อย่ามองข้ามกันเลยทีเดียว เพราะถ้าล้างไม่สะอาด ดูแลไม่ถูกวิธี โรคไม่พึงประสงค์จะถามหาเอาได้นะค่ะ  จึงมีเคล็ดลับในการดูแล ทำความสะอาดมาฝากกัน

ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

ทำความสะอาดทุกวัน เช้าและเย็นด้วยน้ำและสบู่  แล้วซับให้แห้งด้วยผ้าเช็ดตัวที่สะอาด และอ่อนนุ่ม ไม่ควรเช็ดถูแรงๆ เนื่องจากผิวหนังบริเวณนี้ละเอียดอ่อนมาก

บริเวณซอกหลืบ และรอยพับของแคมนอก ถ้ามีคราบไคลหมักหมม ก็ให้ล้างด้วยน้ำอุ่นๆ หรือจะใช้สำลีพันปลายไม้ชุบน้ำอุ่นเช็ด หากจะใช้น้ำยาอนามัยควรเลือกที่มีความเป็นกรดด่างใกล้เคียงกับผิวหนัง คือประมาณ 5.5

ไม่สวนล้างช่องคลอด ด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองและสารเคมีในน้ำยาจะไปทำลายแบคทีเรีย “แลคโตแบซิลลัส”  ซึ่งช่วยปรับสภาพในช่องคลอดให้เป็นกรดอ่อนๆ ทำให้เชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรียที่เป็นอันตรายไม่สามารถเจริญเติบโตได้  และช่องคลอดจะมีการทำความสะอาดภายในตัวเองอยู่แล้ว โดยขับออกมาเป็นตกขาว ซึ่งมีน้อยมากต่างกันไป

ขนอ่อนๆ ภายนอกนั้น ธรรมชาติมีไว้เพื่อความสวยงามและป้องกันไม่ให้ความชุ่มชื้นระเหยออกมา จึงไม่ควรถอนโกน หรือย้อมสี เพียงแค่เล็มตัดแต่งก็พอแล้ว

ช่วงเวลาที่มีประจำเดือน ควรเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ และการใช้ผ้าอนามัยแบบสอดควรเลือกที่สะอาดปลอดภัยได้มาตรฐาน  และไม่ควรเก็บผ้าอนามัยในที่อับชื้น เพราะจะทำให้เป็นเชื้อราได้ง่าย และการใช้ผ้าอนามัยแผ่นเล็กๆ  ทุกวัน จะทำให้อับชื้นและติดเชื้อได้

กางเกงในควรมีเนื้อผ้าบางเบา เพื่อช่วยลดความอับชื้นของอวัยวะเพศ ไม่คับหรือหลวมจนเกินไป และซักตากให้แห้งก่อนนำมาใช้ เพราะจะช่วยฆ่าเชื้อรา และไม่ควรใช้กางเกงในร่วมกับคนอื่น

ทุกครั้งหลังถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ ควรใช้น้ำล้างให้สะอาดแล้วใช้กระดาษชำระซับให้แห้ง โดยเช็ดจากอวัยวะเพศไปทวารหนัก เพื่อไม่ให้เชื้อโรคจากทวารหนักติดต่อมายังช่องคลอด

ควรรู้จักสังเกตความผิดปกติต่างๆ บริเวณอวัยวะเพศ เช่น คันในช่องคลอด ตกขาวมากจนผิดสังเกต อวัยวะเพศมีกลิ่นเหม็นมาก ตกขาวมีสีผิดไปจากเดิม หรือเวลาปัสสาวะแล้วรู้สึกเจ็บเหมือนปัสสาวะไม่สุด ควรไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง

เรื่องโดย : จารุทรรศน์ สิทธิสมบูรณ์
ขอขอบคุณข้อมูลจาก talkaboutsex.thaihealth.co.th

http://sex.sanook.com/sex/womenhealthclub/44271.php

วิธีลดต้นขา

Sunday, April 7th, 2013

วิธีลดต้นขาง่ายๆ ได้ในไม่กี่ขั้นตอน

ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

สาวๆ ส่วนมาก มักจะกังวลกับช่วงล่างมากๆ เลยนะค่ะ นั่นก็ คือ ขาของเรานั่นเอง ผู้หญิงทุกคนถ้าเป็นไปได้อยากจะมีรูปร่างที่สวยงาม ขาเรียวสวยกันทั้งนั้นใช่ไหมล่ะค่ะ

วันนี้มีวิธีง่ายๆ ในการลดต้นขาให้ดูเรียวสวยมาฝากทุกคนค่ะ เรามาดูกันเลยค่ะว่าจะมีวิธีการลดตั้นขาของเรายังไงบ้าง

1.  เริ่มจากให้สาวๆ นอนราบลงกับพื้นค่ะ
2. ให้ไขว้ข้อเท้าทั้งสองเข้าไว้ด้วยกัน
3. งอเขาทั้งสองเข้ามาให้ชิดกับลำตัวให้มากที่สุดเลยค่ะ โดยที่ข้อเข่าทั้งสองยังไขว้กันอยู่นะค่ะ
4. ค่อยๆ ยืดขาออก แล้วคลายเข่าและข้อเท้าทั้งสองข้างออกจากกันช้าๆ กลับสู่ท่าเริ่มต้นอีกครั้งค่ะ

เสร็จแล้วค่ะ เห็นไหมค่ะ 4 ขั้นตอนง่ายๆ เองค่ะ แต่สาวๆ ต้องฝึกฝนเป็นประจำนะค่ะอย่างน้อย 24 – 30 ครั้ง/วันค่ะ เพื่อที่จะทำให้ต้นขาของเราดูเรียวสวยงามอย่างที่ผู้หญิงอย่างเราๆ จะได้นุ่งกางเกงขาสั้น อวดเรียวขาสวยๆ ได้อย่างมั่นใจค่ะ

http://www.pink.in.th/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1/%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B8%B4%E0%B8%87/%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%99/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%86-%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99/2/

น้ำผลไม้ช่วยคลายร้อน

Sunday, April 7th, 2013

ในช่วงนี้อากาศเมืองไทยร้อนมากๆ ร้อนสุดๆ ขนาดนี้ เรามาหาอะไรคลายร้อนกันดีกว่า แล้วอะไรที่ว่านั้นก็คือ น้ำผลไม้เย็นๆ  นั่นเองค่ะ   อีกทั้งสรรพคุณของน้ำผลไม้ดังต่อไปนี้ยังดีต่อผิวพรรณ  และสุขภาพอีกด้วย

น้ำส้มคั้น

น้ำส้มคั้น

น้ำส้มคั้น

- การดื่มน้ำส้มจะช่วยทำให้คุณอารมณ์ดี สดใส อีกทั้งเมื่อรับประทานส้มทุกๆ วันจะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น ช่วยให้ผิวพรรณของคุณผุดผ่อง เพราะส้มอุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยทำให้สมองปลอดโปร่ง เพราะ ในส้มมีไบโอเฟลโวนอยด์ ซึ่งมีส่วนช่วยให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรงและทำงานดีขึ้น ส่งผลให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

น้ำแตงโม

น้ำแตงโม

น้ำแตงโม

- น้ำแตงโมมีฤทธิ์เย็น อีกทั้งร่างกายสามารถดูดซึมน้ำแตงโมได้เร็วมาก จึงช่วยให้ร่างกายของคุณรู้สึกสดชื่น ตื่นตัว อีกทั้งแตงโมยังเต็มไปด้วยวิตามินต่างๆ คือ วิตามินซี และวิตามินบีรวม ทำให้เมื่อรับประทานน้ำแตงโมบ่อยๆ จะสามารถช่วยในเรื่องการลดน้ำหนัก ช่วยให้ผิวพรรณดี อีกทั้งยังช่วยล้างพิษอีกด้วย

น้ำกระเจี๊ยบน้ำกระเจี๊ยบ

- น้ำกระเจี๊ยบเมื่อรับประทานแล้วจะช่วยให้รู้สึกกระปรี่กระเปร่า สดชื่นสดใส เพราะ รสชาติน้ำกระเจี๊ยบจะออกเปรี้ยวๆ หวานๆ นอกจากการช่วยคลายร้อนแล้ว น้ำกระเจี๊ยบยังสามารถช่วยลดไขมันในเลือด ช่วยในการขับปัสสาวะ ช่วยบรรเทาอาการไอและอาการเจ็บคอ

น้ำสับปะรด

น้ำสับปะรด
น้ำสับปะรด

- น้ำสับปะรดนอกจากจะช่วยในการคลายร้อนแล้ว ยังมีประโยชน์ทางด้านสุขภาพ คือ ช่วยในการขับปัสสาวะ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยบำรุงเส้นผมให้เงางาม ไม่หลุดร่วง และเล็บแข็งแรง ไม่เปราะหัก หรือฉีกขาดง่าย

รู้แบบนี้แล้วลองหาน้ำผลไม้ที่คุณชอบดื่มคลายร้อนกันนะค่ะ

http://instapuper.com/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99/

ทำสีผมให้สวยติดทนนาน

Saturday, April 6th, 2013

การเปลี่ยนสีผมทำให้คุณมีภาระเพิ่มขึ้นมาหนึ่งอย่าง คือการย้อมผมซ้ำเป็นระยะ เพื่อรักษาสีผมให้สวยอยู่เสมอ ไม่ซีดจาง ไม่กระดำกระด่างเป็นหย่อม ๆ แต่อย่างไรก็ดี การทำสีผมซ้ำบ่อย ๆ ก็จะทำให้ผมของคุณแห้งเสียได้ง่าย หากเป็นไปได้จึงควรเว้นระยะห่างระหว่างการทำสีผมแต่ละครั้งออกไปให้นานที่สุดค่ะ แต่ในระหว่างนั้นสีผมเองก็ยังต้องสวยสดอยู่ทนด้วยเช่นกัน

ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

ขอนำวิธีการดูแลผมที่ทำสีเพื่อให้สีผมอยู่ติดทนได้นาน ยืดเวลาการทำสีผมครั้งต่อไปให้นานกว่าเดิม ทั้งยังเป็นการประหยัดค่าน้ำยาทำสีผมด้วยคะ

1. สวมหมวก-กางร่ม เลี่ยงไม่ให้ผมถูกแดด

ลองสังเกตเสื้อผ้าที่ตากแดดจัดนาน ๆ ดูสิคะ สีมันจะซีดจางลงได้ไว เช่นเดียวกับเส้นผมที่ต้องปะทะกับแสงแดดบ่อย ๆ อันจะทำให้สีผมซีดลงได้ไวเช่นกัน คุณจึงควรมีตัวช่วยสำคัญอย่างหมวก และร่ม ที่จะช่วยป้องกันเรือนผมจากแสงแดดและรังสียูวีได้เป็นอย่างดี

2. ไม่สระผมทันทีในวันที่เพิ่งทำสีผมมาใหม่ ๆ

เพื่อให้แน่ใจว่าสีผมที่ได้ทำนั้น ติดทนซึมเข้าไปในเส้นผมของคุณอย่างแน่นอน ให้ล้างผมด้วยน้ำสะอาดหรือหมักผมทิ้งไว้เช่นนั้น 1 คืน และมาสระผมในตอนเช้า แทนการสระผมทันทีหลังทำสีผมเสร็จ

3. สระผมด้วยน้ำเย็น

การสระผมด้วยน้ำเย็นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผมทำสี มันจะช่วยให้สีผมที่ทำมาสวยทนได้ยาวนาน ใครติดอาบน้ำอุ่นคงต้องก็ลองปรับตัวเองให้อาบน้ำและสระผมที่อุณหภูมิปกติกันดูนะคะ

http://women.kapook.com/view59600.html

ปัญหาหมอกควันทำให้ฝุ่นละอองเพิ่ม

Saturday, April 6th, 2013

วิจัย ชี้ ปัญหาหมอกควันที่ทำให้ฝุ่นละอองเพิ่มขึ้น ทำให้ 9 จังหวัดภาคเหนือพบสารก่อมะเร็ง 15 ชนิด เทียบเท่าสูบบุหรี่ 75 มวนต่อเดือน

หมอกควัน

หมอกควัน

เมื่อวานนี้ (5 เมษายน) นายศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ เปิดเผยว่า ผลวิจัยความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาด 2.5 ไมครอน ในชั้นบรรยากาศช่วงวิกฤติหมอกควันที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนใน 9 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย พะเยา น่าน ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และลำพูน มีความเข้มข้นมากขึ้น เมื่อนำช่วงปลายปี 2555 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดวิกฤติ มาเทียบกับต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเกิดวิกฤติพอดี โดยจังหวัดเชียงรายและแม่ฮ่องสอน เป็นจังหวัดที่มีประมาณฝุ่นละอองเพิ่มขึ้นมากที่สุด ร้อยละ 513 และ 509 ตามลำดับ ส่วนจังหวัดที่มีปริมาณฝุ่นเพิ่มขึ้นน้อยที่สุดได้แก่ เชียงใหม่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 87

นายศิวัช กล่าวอีกว่า ในการตรวจความเข้มข้นของสารก่อมะเร็งในฝุ่นละออง พบว่า มีสารก่อมะเร็งสำคัญถึง 15 ชนิด อาทิ เบนโซไพรีน ที่มีความรุนแรงเทียบเท่าการสูบบุหรี่ 75 มวนต่อเดือน เป็นต้น ขณะที่ค่าเฉลี่ยของสารก่อมะเร็งทั่วไปอยู่ที่ 613 พิโคกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนจังหวัดที่มีสารก่อมะเร็งมากที่สุดคือ แม่ฮ่องสอน อยู่ที่ 3,864 พิโคกรัมต่อลูกบาศก์เมตร รองลงมาคือ ลำพูน 866 พิโคกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วน แพร่ มีสารก่อมะเร็งต่ำสุดที่ 54 พิโคกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ ระบุอีกว่า ดังนั้นทางภาครัฐจึงต้องรณรงค์หยุดการเผาป่า หรือเพิ่มโทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนมากขึ้น มิเช่นนั้นประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งได้

http://health.kapook.com/view60063.html

ข้อดีของคุณพ่อเลี้ยงลูก

Friday, April 5th, 2013

เมื่อพูดถึงการเลี้ยงลูกใครๆ ก็นึกถึงคนเป็นแม่ แต่วันนี้เรามีข้อดีของคุณพ่อในการช่วยดูแลเจ้าตัวน้อยมาฝากกัน แล้วคุณจะต้องประหลาดใจว่าในมุมการเลี้ยงลูกของคุณพ่อก็มีข้อดีมากมายแฝงอยู่

ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

1.คุณพ่อกล้าปล่อยให้ลูกได้เสี่ยงมากกว่า

ความเป็นแม่ ด้วยความใกล้ชิดที่ดูแลกันมาตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ มักทำให้ปกป้องลูกน้อยมากจนเกินไป แต่บางครั้งเด็กๆ ก็ต้องการการเรียนรู้จากความผิดพลาดบ้าง อย่างการหกล้ม หรือทำบางสิ่งไม่สำเร็จ เพื่อให้รู้จักระมัดระวังตัวต่อไป และบ่อยครั้งความกล้านี้จำเป็นต้องอาศัยคุณพ่อที่จะกล้าปล่อยให้เจ้าตัวน้อย ลองผจญภัยดูบ้าง คุณแม่จึงควรปล่อยวาง ไม่ดุคุณพ่อที่ปล่อยให้ลูกน้อยได้ลองด้วยตัวเอง ตราบใดที่คุณพ่อคอยจับตาดูอย่างเหมาะสม

2.คุณพ่อมักมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากกว่าเชื่อผู้เชี่ยวชาญ

ความพยายามที่จะเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด มักทำให้คุณแม่เกาะติดตำรา และคำแนะนำต่างๆ แต่อย่าลืมว่าเด็กทุกคนก็ไม่ได้เหมือนกันแม้แต่ในเรื่องพัฒนาการ คนที่จะรู้เกี่ยวกับลูกของคุณดีที่สุดก็คือคนที่ใกล้ชิดเขาที่สุดอย่างคุณพ่อคุณแม่นั่นเอง และความมั่นใจในตัวเอง หรือเชื่อในสัญชาตญาณของคุณพ่อก็จำเป็นในกรณีที่จะช่วยทัดทานคุณแม่ได้ในเรื่องนี้

3.คุณพ่อมักไม่สนใจเรื่องหยุมหยิม

ความเป็นคุณนายเจ้าระเบียบอาจทำให้คุณแม่ดูแลความเรียบร้อยไปเสียทุกเรื่อง แต่หลายๆ เรื่องก็ไม่ได้จำเป็นต้องระเบียบจัดเกินไปนัก อย่างการแต่งตัวของลูกน้อย หากเขาอยากแต่งตัวแปลกๆ หรือสีเสื้อไม่เข้ากับกางเกง กระโปรงบ้าง ก็ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด แถมยังเป็นการเพิ่มความมั่นใจในตัวเองให้ลูกน้อยมีความคิดสร้างสรรค์เป็นของตัวเองอีกด้วย ซึ่งความกล้าที่จะปล่อยให้ลูกน้อยเป็นตัวของตัวเองนี้ คุณพ่อมักเป็นฝ่ายที่ยืดหยุ่นมากกว่า

4.คุณพ่อมีความเป็นเด็กสูงนะ

ลูกน้อยไม่ได้ต้องการคุณพ่อคุณแม่เท่านั้น แต่เขายังต้องการเพื่อนเล่นด้วย แต่การเล่นแบบเด็ก ๆ ต้องการการเลอะเทอะบ้างเป็นครั้งคราว ฝ่ายคุณแม่ซึ่งขี้อายกว่า เจ้าระเบียบกว่า อาจทำได้ยากกว่าฝ่ายคุณพ่อ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นในจินตนาการ หรือเล่นซน การที่พ่อลงมาคลุกคลีตีโมง เล่นหัวกับเขา นอกจากจะช่วยเพิ่มความสนิทสนมแล้ว ยังช่วยให้ลูกมีความกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองต่อไปด้วย

5.คุณพ่อปล่อยให้ลูกแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

เมื่อได้ยินเสียงลูกร้องไห้ คุณแม่มักเป็นคนแรกที่จะพุ่งเข้าไปหาเสมอ แม้อาบน้ำอยู่ก็ถึงกับออกจากห้องน้ำทีเดียว แต่ฝ่ายคุณพ่อมักจะใจเย็นกว่า และปล่อยให้ลูกร้องไห้ได้ จนอาจทำให้คุณแม่หงุดหงิดได้ ซึ่งอันที่จริงบางครั้งการปล่อยให้เด็กๆ ได้แก้ปัญหาด้วยตัวเองบ้างก็เป็นทักษะที่สำคัญสำหรับการเติบโตต่อไป

6.คุณพ่อใจเย็นแม้ในสถานการณ์ชวนหงุดหงิด

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อเจ้าตัวน้อยไม่อยากอาบน้ำ และร้องไห้โวยวาย คุณแม่อาจรู้สึกหงุดหงิด แต่บ่อยครั้งคุณพ่อมักเป็นฝ่ายที่ใจเย็นพอและยืดหยุ่นได้มากกว่า ฉะนั้นเมื่อจะต้องรับมือกับเจ้าตัวน้อย ปล่อยให้คุณพ่อเป็นฝ่ายจัดการบ้างก็ได้ค่ะ

เห็นข้อดีของการให้คุณพ่อได้เลี้ยงลูกอย่างนี้ หวังว่าจะช่วยให้เหล่าคุณพ่อมั่นใจที่จะช่วยคุณแม่ดูแลเจ้าตัวน้อยมากขึ้นนะคะ

อ้างอิงบางส่วนจาก parenting.com

http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9560000031222

ห่างไกลโรคมะเร็ง ด้วย 11 วิธี

Friday, April 5th, 2013

โดย: ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าโรคมะเร็งเป็นโรคที่ส่วนหนึ่งเกิดจากพันธุกรรม นอกจากนี้ปัจจัยของการเกิดโรคมะเร็งอาจเกิดจากสิ่งแวดล้อม พฤติกรรมการรับประทานอาหารและการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมาะสม

ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

โรคมะเร็งเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยไปแล้วถึงปีละ 6 หมื่นกว่าคน ดังนั้นวันนี้ผู้เขียนจึงมานำเสนอวิธีการดำเนินชีวิตง่ายๆ ที่สามารถป้องกันความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง ดังนี้
1. ดื่มน้ำที่สะอาด การลดสารที่ก่อตัวทำให้เกิดโรคมะเร็งวิธีหนึ่ง คือการดื่มน้ำที่สะอาด จากการศึกษาที่เพิ่มค้นพบใหม่จากสถิติของสถาบันมะเร็งพบว่าการดื่มน้ำสะอาดจากเครื่องกรองจะดีกว่าการดื่มน้ำจากขวดพลาสติกที่มีคุณภาพน้ำต่ำกว่ามาตรฐาน และจากการศึกษาของสมาคมสิ่งแวดล้อมพบว่าการเก็บรักษาน้ำในเหยือกแก้ว หรือภาชนะสเตนเลส จะดีกว่าการเก็บรักษาในภาชนะพลาสติก

2. พยายามหลีกเลี่ยงการสูดดมหรือสัมผัสก๊าซขณะเติมน้ำมันรถ เพราะสารพิษที่อยู่ในอากาศสามารถเข้าสู่ปอดและหากกระเด็นสู่ผิวหนังจะทำให้เกิดมะเร็งได้

3. การหมักเนื้อสัตว์ก่อนการปรุงอาหาร การทำอาหารประเภทปิ้งย่างนั้นหากไหม้หรือมีเศษสีดำของการเผาของถ่านติดอยู่จะทำให้เกิดมะเร็งได้ ดังนั้นหากจะทำการปิ้งย่างอาหาร งานวิจัยของมหาวิทยาลัย Kansas พบว่าการหมักเนื้อสัตว์เหล่านั้นก่อนการปิ้งย่างอย่างน้อยประมาณ 1 ชั่วโมงสามารถลดสารก่อมะเร็งจากการปิ้งย่างเผาได้ถึง 87%

4. ดื่มน้ำให้เพียงพอ การดื่มน้ำอย่างพอเพียงสามารถลดความเข้มข้นของการขับถ่ายปัสสาวะได้และลดมะเร็งที่อาจเกิดขึ้นกับกระเพาะปัสสาวะได้ด้วย ควรดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวันหรือให้ปริมาณปัสสาวะมีสีเจือจางเมื่อขับถ่ายทุกครั้ง

5. รับประทานผักผลไม้สีเขียว เพราะสารแมกนีเซียมจากพืช ผักสีเขียวช่วยลดมะเร็งลำไส้ได้โดยเฉพาะสุภาพสตรี อีกทั้งการได้รับสารแมกนีเซียมที่เพียงพอ จะช่วยให้เซลล์ในร่างกายทำงานอย่างปกติ การรับประทานผักขมครึ่งถ้วยต่อวันให้ปริมาณแมกนิเซียม 75 มิลลิกรัม ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย

6. ออกกำลังกายลดการเกิดมะเร็งเต้านม การออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยเผาผลาญไขมัน ดังนั้นการออกกำลังกายโดยการเดินเร็วอย่างน้อย 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ช่วยลดการเกิดมะเร็งเต้านมได้ถึง 18%

7. ลดการส่งเสื้อผ้าไปซักแห้ง จากการวิจัยของ National Academies of Science เมื่อต้นปี 2010 ระบุว่าการซักแห้งหรือซักน้ำมันโดยสาร perc (perchloroethylene) จะมีผลให้เกิดการก่อสารมะเร็งต่อปอด ไตและตับได้เมื่อสูดดมเป็นเวลานาน ดังนั้นการใช้สารซักแห้ง ซักน้ำมันที่ทำให้ผ้าเรียบอาจไม่ปลอดภัยอีกแล้ว

8. ลดการใช้ปริมาณสารเคมีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสารฟอกขาว สารเคมีในการขัดห้องน้ำ สารขจัดคราบสกปรกต่างๆ เพราะหากใช้สารเหล่านั้นเป็นเวลานาน การสูดดมหรือสัมผัสจะก่อให้เกิดมะเร็งได้ การทำความสะอาดห้องน้ำโดยใช้น้ำส้มสายชูก็เป็นทางเลือกใหม่ที่ดีไม่น้อย

9. หลีกเลี่ยงการผ่านสารรังสี ไม่ว่าจะเป็นการฉายแสงตรวจดูมะเร็งเต้านมประจำปี การทำแมมโมแกรม เพราะสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก่อให้เกิดมะเร็งถึง 4-5 เท่าเลยทีเดียว การตรวจมะเร็งโดยใช้วิธีคลำหา และไม่ผ่านรังสีอาจช่วยลดความเสี่ยงภาวะการเกิดมะเร็งได้ดีกว่า

10. ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือโดยการแนบหูเป็นเวลานาน เนื่องจากสัญญาณโทรศัพท์มีคลื่นที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้นการใช้โทรศัพท์โดยมีอุปกรณ์เสริมจะลดผลกระทบต่อระบบประสาทและสมองได้

11. ทาโลชั่นกันแดด เนื่องจากแสงยูวี จากแสงอาทิตย์มีปริมาณมากในปัจจุบันทำให้เกิดอันตรายต่อผิวหนังได้ ดังนั้นการทาโลชั่นกันแดดจะช่วยลดปริมาณแสงอาทิตย์ที่จะส่งผลต่อมะเร็งผิวหนัง โดยเฉพาะคนที่ศีรษะล้าน มีผมน้อยควรทาโลชั่นกันแดดเพื่อลดปริมาณสารยูวี

นอกจากนี้การดูแลร่างกายให้ปลอดภัยจากมะเร็งยังมีอีกหลายวิธี เช่นการรับประทานอาหารที่สะอาด รับประทานข้าวขัดสีน้อยแทนข้าวขาว เสริมแคลเซียมให้เพียงพอ รวมทั้งการมีสุขภาพจิตที่แจ่มใสก็เป็นตัวช่วยที่ดี ให้เรามีชีวิตที่ปลอดจากมะเร็ง ลองศึกษาและเปลี่ยนการดำเนินชีวิตใหม่ดูนะคะ เพื่อการมีสุขภาพที่ดีจะได้อยู่เป็นที่พึ่งของลูกหลานต่อไป ผู้เขียนเป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

http://health.yahoo.net/articles/cancer/photos/20-ways-prevent-cancer#21

http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9560000040109

ตรวจเอชไอวี..เถอะ ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งรักษาได้

Friday, April 5th, 2013

เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ข่าวเรื่องรักษาเอชไอวีให้หายขาดได้เป็นที่ครึกโครมมาก ผู้ติดเชื้อหลายคนมีความหวัง บางรายโทรศัพท์เข้ามาหาผมเพื่อสอบถามรายละเอียด แต่ผมก็ต้องทำให้คนที่โทรมาหาผิดหวังครับ เพราะการรักษาไวรัสเอชไอวีให้ “หายขาด” นั้นอยู่บนเงื่อนไขว่า ต้องตรวจพบการติดเชื้อเอชไอวีในระยะเริ่มแรกที่นักวิจัย บอกว่าภายใน 30 วัน แต่ยิ่งรู้ว่าติดเชื้อเร็วที่สุด ก็จะให้ผลในการรักษาดีกว่า รู้ช้า โดยหลังจากตรวจพบเชื้อแล้วแพทย์จะให้กินยาสูตรเบื้องต้นทันที เหตุที่ต้องเป็นการพบเชื้อไม่เกิน 30 วัน ก็เพราะเอชไอวียังไม่เข้าไปอยู่ในเซลล์ ยังไม่ทันได้ปรับเปลี่ยนสายพันธุกรรมครับทำให้ยาต้านไวรัสสามารถควบคุมเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บอกตรงๆ ครับว่า ผมรู้สึกเห็นใจปลายสายมาก เพราะเขาดูมีความหวัง แต่พอฟังรายละเอียดที่ผมบอกแล้ว เขาก็เงียบไปพักใหญ่ ก่อนพูดกับผมด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบาว่า “แบบผมก็คงไม่ได้เนอะพี่ ตรวจพบเชื้อมาปีกว่าแล้ว ไม่เป็นไรพี่ ขอบคุณที่เล่ารายละเอียดให้ผมฟังครับ”

จริงๆ แล้ว ถ้าเป็นผม อ่านข่าวแวบแรกก็คงรู้สึกเหมือนเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เหมือนผู้ติดเชื้อที่โทร.มา เพราะการพาดหัวข่าวชวนให้เข้าใจผิดจริงๆ เช่น “แพทย์ไทยสุดเจ๋งรักษา “เอดส์” หายขาด” ใครอ่านก็เข้าใจผิดครับ (และเป็นพาดหัวที่ผิดข้อเท็จจริง เนื่องจาก “เอดส์” คือภาวะการเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อฉวยโอกาสอันเนื่องมาจากภูมิคุ้มกันบกพร่องซึ่งรักษาให้หายขาดได้ การแพทย์บ้านเรารักษาเอดส์ให้หายขาดได้มานานแล้วด้วย)

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าการค้นพบดังกล่าวเป็นข่าวดี ถือเป็นความหวังที่จะรักษาเอชไอวีให้หายขาดได้ แต่มี 2 โจทยใหญ่ๆ ที่ต้องช่วยกันแก้ครับ โจทย์แรกคือจะต้องรณรงค์ให้คนเข้าใจเรื่องเอดส์ ประเมินความเสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวีของตัวเองให้ได้ และคิด ก้าวออกไปตรวจหาการติดเชื้อ ให้เร็วเพื่อที่จะควบคุมเอชไอวีก่อนที่เพิ่มจำนวน จนทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งทำให้ต้องใช้เวลาในการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเป็นเวลานาน กว่าจะลดจำนวนไวรัสและกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันฟื้นฟูมาอยู่ในระดับปกติ ดังนั้นการรู้เร็วก็เพื่อจะใช้ยาต้านไวรัสกำจัดเอชไอวีให้ มีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการรักษาอย่างยิ่ง ซึ่งโครงการวิจัยที่สภากาชาดไทยทำอยู่ นั้นเริ่มจากโจทย์ที่เชื่อว่า ถ้าเรารู้การติดเชื้อให้เร็ว เริ่มรักษาเร็ว น่าจะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพ สูงสุดคือ กำจัดให้เชื้อเอชไอวีหมดไปได้ โดยทดลองให้ยาต้านไวรัสกับผู้ที่เพิ่งติดเชื้อ ตั้งแต่ 7-30 วัน และผลก็ออกมาอย่างที่เป็นข่าวนั่นแหละครับ

อีกโจทย์สำคัญคือ ขณะนี้มีเพียงคลินิกนิรนาม และศูนย์รับบริจาคโลหิตของสภากาชาด ที่มีเครื่องมือที่ไวต่อการตรวจหาเชื้อตั้งแต่ประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจากมีพฤติกรรมเสี่ยงก็สามารถตรวจพบเชื้อได้ แต่ใช้ในระบบการรับบริจาคโลหิตของสภากาชาดเท่านั้น สำหรับโรงพยาบาลส่วนใหญ่ยังใช้วิธีตรวจแบบหาสารภูมิคุ้มกัน (Antibody) ซึ่งต้องรอประมาณ 1 เดือนหลังจากไปมีความเสี่ยงมาจึงจะตรวจได้ซึ่งช้าเกินไปที่รักษาด้วยยาต้านไวรัสเพื่อกำจัดเชื้อเอชไอวีออกจากร่างกายให้หมด เรื่องนี้ ผมคิดว่า รัฐต้องคิดต้องมีนโยบาย ในเรื่องนี้แล้วครับ ช้าไม่ได้ ซึ่งผมขอเสนอว่า รัฐจะต้องเข้ามาสนับสนุน ลงทุนพัฒนาวิธีการตรวจหาเชื้อไวรัสโดยตรง ให้มีเครื่องตรวจกระจายในแต่ละเขตสุขภาพ และสร้างเครือข่ายในการส่งเลือดโดยให้แต่ละโรงพยาบาลส่งเลือดของผู้ที่มาตรวจด้วยวิธีเดิม (Antibody) ที่มีผลเป็นลบมาตรวจซ้ำตามวิธีการตรวจที่สภากาชาดทำอยู่ เพื่อเราจะได้ค้นพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ได้เร็วขึ้น จะช่วยให้คน คนนั้นได้รับการรักษาได้เร็วขึ้นและเขาคนนั้น จะได้ป้องกันคู่คนต่อไปของเขา ไม่ต้องรับเชื้อจากเขาได้ แต่จะทำได้มากน้อยอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องคิดริเริ่มทำ ถ้ามั่วแต่คิดว่าไม่คุ้ม ทำไม่ได้ …เราก็ต้องเผชิญกับ อัตราการติดเชื้อที่ยังสูงอยู่ต่อไป

หากแก้ 2 โจทย์ใหญ่ข้างต้นได้ก็จะช่วยให้ปัญหาเอดส์บ้านเราลดลงได้มากครับ ที่แน่ๆ คือลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ รัฐก็จะประหยัดค่าใช้จ่ายเรื่องการรักษาโรคติดเชื้อฉวยโอกาสและเรื่องยาต้านไวรัส และผมคิดว่า 2 โจทย์นี้เพื่อนๆ สื่อมวลชนมีส่วนสำคัญยิ่งที่จะช่วยรณรงค์สร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้กับประชาชนและช่วยส่งเสียงกระทุ้งรัฐบาลให้จัดการเรื่องระบบและเครื่องไม้เครื่องมือ

ช่วยกันครับ….ช่วยกันรณรงค์ให้คนประเมินความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีให้ได้และเดินเข้ามาตรวจเลือด เพราะยิ่งรู้เร็ว ก็จะยิ่งรักษาได้ ตรวจเถอะครับ จะได้จัดการชีวิตได้ ยิ่งรู้ผลเร็วก็ยิ่งรักษาได้ผลเร็ว ครับ

หากคุณเคยมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้ป้องกัน ตรวจเอชไอวีเถอะครับ…ตรวจเพื่อ (ให้ชีวิต) ก้าวต่อ

บทความโดย: นิมิตร์ เทียนอุดม

http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9560000039255

วิธีคลายร้อน

Thursday, April 4th, 2013
ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

ร้อน… ร้อน… ร้อน… ร้อนจนอยากร้องตะโกนบอกฟ้า ให้พื้นพสุธานั้นสั่นไหว ว่า… ร้อนกว่านี้มีอีกไหม…!!!

หลังจากนายต่อศักดิ์ วานิชขจร รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า อุณหภูมิของประเทศไทยเฉลี่ยสูงสุดในปีนี้ จะสูงถึง 41 องศาเซลเซียส เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน และภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น แถมยังจะมีพายุฤดูร้อนยาวนานถึงสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้อีกนั้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ทำเอาคนไทยที่น่ารักอย่างเราๆ ถึงกลับกรี๊ด!! เพราะต้องเตรียมตัวตั้งหน้าตั้งตารับมือกับอากาศที่ร้อนจัด หรือจัดว่าร้อนตับแลบกันเลยทีเดียว

บางคน… เลือกที่จะติดแอร์ทุกห้องในบ้าน บางคน… ใส่เสื้อกล้ามทั้งวัน (หวังคลายอุณหภูมิในร่างกาย) บางคน… พกพัดลมติดตามตัว บางคน… เลือกที่จะอาบน้ำวันละหลายๆ ครั้ง มีวิธีคลายร้อนอีกหลายๆ วิธีมาให้ท่านผู้อ่านได้ทำเพื่อคลายร้อนกันค่ะ

-เดิน นั่งเล่น ทานอาหาร ห้างสรรพสินค้า ได้แอร์โดยไม่ต้องเปิดแอร์เองที่บ้าน หาเก้าอี้สาธารณะแล้วนำอาหารไปทานเองจากบ้านก็ได้ ไม่เปลืองสตังค์ มาถึงยุคนี้แล้ว ไม่ต้องอายค่ะ ทำไปก่อนค่ะ เดี๋ยวมีคนทำตามเพียบ!

-เข้าโรงหนัง ระหว่างนั่งรอหนังเข้า ก็เอามือถือมาเปิด oknation wap เล่นบล็อกซะ

-เข้าไปนั่งอ่านหนังสือ ทำงานที่ห้องสมุดที่เปิดแอร์อยู่แล้ว

-ไปนั่งพักผ่อนใต้ต้นไม้ ตามสวนสาธารณะ สถานที่คุ้นเคย มีคนรู้จักแถบนอกเมือง

-หยุดวันสองวันก็ปิดบ้านหนีร้อนไปเที่ยวน้ำตก หรือทะเลบ้าง

-อาบน้ำบ่อยๆ นอนแช่น้ำให้คลายร้อน (โดยไม่ต้องใช้เครื่องทำน้ำอุ่น)

-ทาแป้งเย็น หรือประดินสอพอง ให้ตัวลายพร้อย เปิดหน้าต่างรับลม

-เอาผ้าขนหนูผืนเล็กๆ ชุบน้ำแช่ในช่องแข็ง หรือแช่เย็นไว้หลายๆผืน ควรหาอะไรใส่หุ้มไว้ทุกผืน ป้องกันไม่ให้ติดกัน หรือเปรอะเปื้อน เอาออกมาเช็ดหน้า เช็ดตัว พาดไว้ที่คอ คลายร้อนได้ดี

-ซื้อถาดทำน้ำแข็งไว้เยอะๆ ทำน้ำแข็งใส่ที่เก็บน้ำแข็งไว้ให้มีใช้ตลอดเวลา

-ทำน้ำเย็นใส่กระติกไว้ทาน (เหยาะน้ำยาอุทัย สักนิดให้ชื่นใจก็ได้) ใส่กระติกใบเล็กสำหรับพกออกไปนอกบ้าน ไม่ต้องไปซื้อน้ำเย็น น้ำแข็งใสที่ไหน

-ทำไอศครีมหรือหวานเย็นทานเอง จะใช้น้ำผลไม้คั้นสดๆ (คั้นด้วยมือ) ผสมน้ำผึ้ง น้ำเชื่อม เกลือนิดหน่อย หรือ ใช้น้ำแข็งทุบละเอียดใส่น้ำหวาน

-พื้นบ้านหลังจาก ถูด้วยผ้าเปียกใหม่ๆ จะรู้สึกเย็นสบาย วันนี้คุณถูบ้านหรือยัง?

-เอาผ้าชุบน้ำ หรือถุงผ้าชุบน้ำใส่น้ำแข็ง แขวนไว้หน้าพัดลม ก็เย็นเหมือนเปิดแอร์ (ถ้าขี้เกียจเดินเอาผ้าไปชุบน้ำบ่อยๆ ให้ใช้ผ้ายาวหน่อย จับปลายด้านล่างแช่น้ำ หรือน้ำแช่น้ำแข็งในถังวางไว้หน้าพัดลมเลยค่ะ)

-ทำราวแขวนผ้าในบ้าน ย้ายผ้าสะอาดๆที่หมาดแล้วมาตากในบ้าน ให้พัดลมพัดเฉี่ยวๆเอาลมเย็นมาปะทะตัวเรา

-ใส่เสื้อผ้าที่ทำจากใยธรรมชาติ งดผ้าที่ทำจากใยสังเคราะห์

ประพรมน้ำอบน้ำหอม เครื่องหอมไทย กลิ่นหอมของสมุนไพรไทย มีส่วนช่วยกระตุ้นระบบประสาท เมื่อได้กลิ่นจะทำให้มีความรู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์ดี ทำให้มีความสดชื่น … ลองทำกันดูนะค่ะ น่าจะช่วยให้คลายร้อนได้บ้าง

http://variety.mwake.net/story/191/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99.html