ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

อาการเจ็บคอ ไม่ได้มีมาจากแค่สาเหตุการเป็นหวัดอย่างเดียวนะค่ะ แต่อาการนี้ยังบอกอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับร่างกายของเราได้อีกมาก ลองมาดูกันดีกว่าค่ะ

เริ่มที่อาการของการเจ็บคอ

อาการของการเจ็บคอ มักจะแตกต่างกันไปในแต่ละผู้ป่วยค่ะ แต่จะมีอาการหลักๆ ที่คล้ายกัน ได้แก่

– รู้สึกเจ็บ แสบ หรือระคายเคืองในลำคอ และมักจะแสดงอาการมากขึ้นเวลากลืน หรือพูด

– กลืนลำบาก, รู้สึกคอแห้ง, เสียงเปลี่ยน ในบางรายอาจมีอาการปวดร้าวไปหู

ซึ่งอาการเจ็บคอนั้น แบ่งได้ด้วยกัน 2
ประเภทค่ะ คือ

1. อาการเจ็บคอแบบเฉียบพลัน (Acute sore throat) มักมีอาการเฉียบพลันเป็นวันๆไป พร้อมกับมีอาการของระบบอื่นๆ เช่น เป็นไข้ เป็นหวัด ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย เป็นต้น

2. อาการเจ็บคอแบบเรื้อรัง (Chronic sore throat) มีอาการเป็นระยะเวลานานๆ ในบางรายอาจเป็นสัปดาห์ หรือ ในบางรายก็อาจเดือนๆ มักมีเฉพาะอาการเจ็บคอเท่านั้น ซึ่งอาการเจ็บคอแบบเรื้อรังนี้ ถ้าหาสาเหตุพบและรักษาให้ตรงจุดของสาเหตุที่เกิด อาการเจ็บคอ ก็จะหายไปเองค่ะ

สาเหตุของอาการเจ็บคอ

เมื่อรู้ถึงอาการแล้ว เราก็มาดูถึงสาเหตุกันดีกว่าค่ะ ว่าสาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้เรามีอาการเจ็บคอ ซึ่งจะแบ่งได้ 4 สาเหตุ สำคัญค่ะ ได้แก่

1. คออักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย

ส่วนใหญ่ จะมีอาการเจ็บคอ ครั่นเนื้อ ครั่นตัว มีไข้ต่ำๆ ไอ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล บริเวณผนังลำคอด้านหลัง ลิ้นไก่ จะมีอาการอักเสบบวมแดด

2. คออักเสบจากเชื้อไวรัส

ผู้ป่วยจะมีอาการ มีไข้ต่ำ จนถึงสูง บางครั้งหนาวสั่นบ้าง ครั้นเนื้อ ครั้นตัว เจ็บแสบคอไม่มากนัก อาจ

มีน้ำมูกใสๆ และคัดจมูก มีอาการปวดกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย ภายในช่องคอแดงเล็กน้อย

3. คออักเสบจากเชื้อรา

ผู้ป่วยมักมีอาการเจ็บคอ คอแห้ง น้ำลายไหลมาก แต่จะมีอาการแตกต่างกับสองสาเหตุที่กล่าวไป คือมีแผ่นขาวคล้ายนมที่จับเป็นก้อน ติดแน่นกับเยื่อบุผนังคอด้วยค่ะ

4. เกิดจากการสิ่งที่ก่อให้เกิดระคายเคืองคอ

อาการเจ็บคอในลักษณะนี้ มักเกิดจากการกระทำของเราเองค่ะ ที่ไปกระตุ้น ให้เกิดอาการเจ็บคอขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การสูบบุหรี่ เนื่องจากควันของบุหรี่จะไปกระตุ้นให้เราเจ็บคอนั่นเอง การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้เสียงที่ผิด ไม่ว่าจะเป็นการใช้เสียงติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ หรือ การตะโกน ซึ่งอาจจะทำให้สายเสียงเกิดการอักเสบ และนำไปสู่อาการเจ็บคอได้ค่ะ และโรคกรดไหลย้อน ซึ่งกรดอาจไหลย้อนขึ้นมาที่ผนังคอ ทำให้เยื่อบุและกล้ามเนื้อของผนังคอมีการอักเสบ ทำให้มีอาการเจ็บคอเป็นๆ หายๆ ได้

ยาที่ใช้รักษาและบรรเทาอาการเจ็บคอ

และเมื่อทราบถึงอาการและสาเหตุของอาการเจ็บคอกันไปแล้ว คราวนี้ก็มาถึงตัวยา และวิธีการในการบรรเทาอาการเจ็บคอ

– สารที่ช่วยลดการระคายเคือง (Demulcents) สารในกลุ่มเหล่านี้จะไปช่วยบรรเทาการระคายเคืองของอาการเจ็บคอ ทำให้เรามีอาการเจ็บคอที่น้อยลง ซึ่งสารเหล่านี้อาจใส่มาในรูปแบบของยาอม ทำให้มีการรับประทานที่ง่ายขึ้นด้วยค่ะ

– Non-steroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs) ยากลุ่มนี้เป็นยากลุ่มที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบแบบที่ไม่ใช่ยากลุ่ม สเตอรอยด์ ซึ่งอาจใช้ในอาการเจ็บคออันเนื่องมาจากการอักเสบต่างๆ

– แอนตี้ไบโอติก (Antibiotics) มันก็คือยาปฏิชีวะนะนั่นเองค่ะ มักใช้ในอาการเจ็บคืออันเนื่องมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียต่างๆ

– แอนตี้เซพติก ยากลุ่มนี้มักไม่ใช่ยาทานค่ะ แต่จะเป็นการกลั้วคอ หรือ พ่นคอ เพื่อบรรเทาอาการเจ็บคอแทน

– ยาชาเฉพาะที่ (Local anaesthetics) ส่วนใหญ่มักจะใส่มากับยาอมค่ะ ซึ่งยาตัวนี้จะไปช่วยให้มีอาการชา จนรู้สึกว่าอาการเจ็บคอหายไป ซึ่งช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้

อย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาพตัวเองเป็นเรื่องสำคัญนะคะ ถ้ารู้สึกว่าตัวเองเริ่มเจ็บคอใหม่ๆ ก็ให้ลองดื่มน้ำอุ่นเยอะๆ และหายาอมที่บรรเทาอาการเจ็บคอมาทาน แต่ถ้า2-3 วันรู้สึกไม่หายเสียที ก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจหาให้แน่ชัดดีกว่าค่ะ เผื่อบางทีอาจมีอะไรที่มากกว่าอาการเจ็บคอก็เป็นได้ค่ะ

ขอบคุณภาพจาก : whatissorethroat.com และ

http://www.livewell.in.th/article/4-%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94/

สายตาเป็นสิ่งจำเป็นมาก ยิ่งปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวไกล ลองคิดดูเล่นๆว่ าเราใช้สายตาในการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ และหน้าจอสมาร์ทโฟนในหนึ่งวันกี่ชั่วโมง หรือแม้แต่การเพ่งอ่านหนังสือเป็นเวลานานๆ  ก็ทำให้สายตาของเราอ่อนล้าได้  ไหนจะผลกระทบต่อดวงตาที่เกิดจากแสงแดดและหลอดไฟอีก อาหารบำรุงสายตาจึงเป็นตัวช่วยที่ดีในการทำให้สายตาที่อ่อนล้ากลับมาแข็งแรงสมบูรณ์ พร้อมใช้งานอีกครั้ง

ผลวิจัยในสหรัฐอเมริกาพบว่า การให้วิตามิน C วิตามิน E เบต้าแคโรทีน ธาตุสังกะสี และธาตุทองแดง มีประโยชน์ในการชะลอการเสื่อมมากขึ้นของผู้ป่วยที่เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม ตั้งแต่ระดับกลางขึ้นไป (Moderate Age-Related Macular Degeneration) ดังนั้น   การเลือกรับประทานอาหารที่สารอาหาร ดังกล่าวจะเป็นอาหารบำรุงสายตา หรือบางคนอาจเข้าร้านซื้ออาหารเสริมมารับประทานก็ได้ เพราะจากการวิจัยของแพทย์ในสหรัฐอเมริกา  และหลายประเทศพบว่าการรับประทานอาหารเสริมที่มีสารอาหารดังกล่าวมีส่วนช่วยในการบำรุงสายตาได้ แต่จะดีกว่าไหมถ้าเรารับประทานอาหารให้เหมาะสมโดยไม่ต้องพึ่งอาหารเสริมให้สิ้นเปลือง นั่นคือการรับประทานผัก ผลไม้  ดังต่อไปนี

1.  ผักบุ้ง : เป็นอาหารบำรุงสายตา ไม่ทำให้ปวดตา สายตาสั้น แสบตา ผักบุ้งมีทั้งวิตามิน A และวิตามิน C รวมถึงเบต้าแคโรทีน เป็นวิตามินที่ช่วยป้องกันมะเร็งได้ด้วย นอกจากนี้ผักบุ้งยังมีเกลือแร่ มีธาตุเหล็กที่ช่วยบำรุงเลือด การรับประทานผักบุ้ง หากผัดควรใส่น้ำมันให้น้อย แต่ถ้าลวดจะดีกว่าเพราะไม่มีน้ำมันที่ทำให้อ้วน หากรับประทานดิบก็ยิ่งมีประโยชน์มาก

2. แครอท : แครอทมีสารเบต้าแคโรทีนมากที่สุดในบรรดาผักสีส้ม นอกจากนี้มันก็ยังมีไวตามินและแร่ธาตุอื่นอีกหลายชนิด เบต้าแครอทีนก็คือ ไวตามินเอ ซึ่งช่วยในการบำรุงรักษาดวงตา เพราะมีผลต่อปฏิกิริยาเคมีของดวงตาต่อแสง ไวตามินเอยังช่วยให้มีผิวที่ดีอีกด้วย และช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่างๆได้ดี

3.  ฝักทอง : มีประโยชน์หลายอย่าง เช่น ช่วยบำรุงสายตา ผิวพรรณ ระบบย่อยอาหาร บำรุงตับไต สร้างเซลล์ใหม่แทนเซลล์เก่าที่ตายไปแล้ว มีสารลูทีนป้องกันการเสื่อมของจุดหรือแสงสีของเรตินา มีวิตามินเอ  บำรุงสายตา มีเบตาแคโรทีนซึ่งมีสาร Antioxidant สูงจึงช่วยต้านมะเร็งอีกด้วย

4.  มะม่วงสุก : เนื่องจากผลไม้ชนิดนี้อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี ฟอสฟอรัส ใยอาหาร ซึ่งเป็นอาหารบำรุงสายตาบำรุงเหงือกและฟัน ช่วยให้ผิวพรรณสดใส ลดสิวและริ้วรอยก่อนวัยได้อย่างดี ที่สำคัญมีรถชาติหอมหวาน อร่อย เป็นที่ติดใจของใครหลายคน

5.   ตำลึง : เป็นผักที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ มีคุณค่าทางอาหารสูง ตำลึงเป็นพืชที่มีเบต้าแคโรทีนที่ดีที่สุด ซึ่งเบต้าแคโรทีนเป็นสารกลุ่มคาโรทีนอยด์ ทำหน้าที่กรองแสงให้กับดวงตา ป้องกันไฟเบอร์ของเลนส์ตาจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการถูกออกซิไดซ์ด้วยแสง ป้องกันการเกิดต้อ เป็นสารที่เปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ จัดเป็นสารกลุ่มคาโรทีนอยด์ที่มีประสิทธิภาพการทำงานดีที่สุด ดังนั้น ที่กล่าวกันว่า “ตำลึงบำรุงสายตา” ก็เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ที่สำคัญเบต้าแคโรทีนเป็นสารต้านออกซิเดชัน ลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระในร่างกาย ยับยั้งการทำลายของออกซิเจนเดี่ยวและอนุมูลอิสระ ทั้งยังสามารถลดอัตราเสี่ยงของการเกิดมะเร็งในระบบทางเดินอาหารได้

———————–ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.irondaleinn.com

ขึ้นชื่อว่า “สุขภาพ”แล้วทุกคนย่อมปรารถนาที่จะมีสุขภาพร่ายกายที่แข็งแรง ไม่เจ็บไม่ป่วย  วันนี้มีวิธีดูและสุขภาพมาฝากให้ปฏิบัติกันค่ะ  ตามนี้เลย
1. แอปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวีต้องระวัง
ผลไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้มีประโยชน์มาก แต่ถ้าคุณกำลังทานยาปฏิชีวนะอยู่ ผลไม้พวกนี้จะกลายเป็นโทษทันทีเพราะมันบูดในลำไส้ได้ง่าย อาจจะทำให้เกิดอาการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้

2. ผลไม้กับมื้ออาหาร
ก่อนทานอาหารควรจะเรียกน้ำย่อยด้วยสับปะรดและมะละกอสัก 2-3 ชิ้น ผลไม้สองชนิดนี้มีเอนไซม์ที่จะช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่กำลังจะตามลงมาได้ง่ายขึ้น และหลังจากจบมื้ออร่อยแล้วควรตบท้ายด้วยแอปเปิ้ลสัก 1 ชิ้นเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลายซึ่งจะทำให้จำนวนแบคทีเรียในช่องปากลดลง และช่วยให้เหงือกแข็งแรงด้วย

3. อย่าปล่อยให้หิว
ควรจะทานอาหารให้ตรงเวลาทุกวันแม้จะยังไม่รู้สึกหิวก็ตาม เพราะเวลาที่เราหิวร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนควมเครียดออกมา ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำก็จะทำให้คุณกลายเป็นสาวเครียด และนำไปสู่อาการความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวาน

4. เนื้อสัตว์กับผลไม้ไม่เข้ากัน
ถ้าทานน้อยๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามื้อไหนคุณทานเนื้อเป็นจำนวนมากแล้วควรจะงดผลไม้ไป เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ส่าวนผลไม้ซึ่งย่อยเร็วจะถูกกักอยู่ในกระเพาะ จึงทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้

5. นาฬิกาชีวภาพ
หลักการสุขภาพดีบอกไว้ว่าเราควรจะเข้านอนในเวลาเดียวกันทุกๆ วัน แต่ส่วนใหญ่พอถึงคืนวันศุกร์กับวันเสาร์เรามักจะนอนดึกเพราะถือว่าเป็นวันหยุด การทำอย่างนี้จะทำให้ความเคยชินหรือที่เรียกว่าชีวภาพของร่างกายรวรเร จึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่วันจันทร์เราจะง่วงนอนกว่าปกติ

6. ความเครียดทำลายผิว
ถ้าอยากผิวสวย แก่ช้า ดูอ่อนกว่าวัย สิ่งแรกที่ต้องปรับคือความคิดของตัวเราเอง พยายามคิดในทางบวก มองโลกในแง่ดี หลีกเลี่ยงความคิดที่ทำให้ตึงเครียด เพื่อไม่ให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกทำลายตัวเราเอง

7. หลีกเลี่ยงภาชนะพลาสติก
เพราะความร้อนรวมทั้งรสชาติเผ็ดเปรี้ยว เค็มจากอาหารสามารถเข้าไปกัดเซาะสารสังเคราะห์ในพลาสติกให้ละลายออกปะปนกับอาหารได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะการใช้ภาชนะพลาสติกใส่อาหารเข้าอุ่นในเตาไมโครเวฟยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะเป็นการเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเป็นอย่างมาก

8. อย่าประมาทอาการไอเรื้อรัง
หลังจากหายหวัดแล้วอาการไออาจจะยังไม่หายไป แต่สาวหลายคนมักจะไม่สนใจเพราะคิดว่าอาการไอเป็นเรื่องชิลๆ แต่ที่จริงอาการไอเรื้อรังร้ายแรงกว่าที่คุณคิด เพราะมันอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะ ที่หมอให้มารักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ วิธีหยุดอาการไอที่ได้ผลที่สุดคือการดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ และนอนหลับให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้เต็มที่

9. เท้าและข้อเท้าบวม

ถ้ามีอาการแบบนี้อย่าปล่อยไว้ เพราะฝ่าเท้าเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย ถ้าบริเวณเท้ามีปัญหาก็จะส่งผลถึงร่างกายทุกส่วน วิธีแก้ไขคือให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาทีจากนั้นก็ขยับข้อเท้าไปข้างหน้าและข้างหลังเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงขนนุ่มๆ แปรงผิวหนังเบาๆ โดยเริ่มจากฝ่าเท้าแล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวานเพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) ตบท้ายด้วยการอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น

10. งดเครื่องดื่มคาเฟอีน
เครื่องดื่มพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นชาหรือกาแฟ ปกติก็ไม่ควรดื่มอยู่แล้ว แต่ถ้าบังเอิญคุณเป็นโรคปวดหลัง เครื่องดื่มพวกนี้จะเป็นศัตรูของคุณไปทันที เพราะคาเฟอีนจะไปลดการหลั่งสารเอนโดรฟินซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ อาการปวดของคุณก็จะไม่หายหรืออาจจะเป็นมากขึ้นด้วย

11. ดื่มน้ำเร็ว…อันตราย
ใครๆ ก็บอกว่าควรจะดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว แต่ต้องค่อยๆ ดื่มไปตลอดวัน ไม่ใช่ทั้งวันไม่ดื่มเลย แล้วมารวบยอดเอาในครั้งเดียว เพราะการดื่มน้ำปริมาณมากๆ ในครั้งเดียวอาจทำให้เกิดอาการน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง และอาจทำให้เป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็งตามมา ยิ่งถ้าอาการเกร็งไปเกิดที่สมอง หัวใจ หรือปอด ก็อาจจะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้

12. แดดอ่อนตอนเช้า
แสงแดดยามเช้าจัดว่าเป็นยาตามธรรมชาติที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ นอกจากทำให้กระดูกแข็งแรงแล้วยังทำให้อารมณ์ดี เพราะแดดอ่อนๆ มีวิตามินที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ออกมาต่อต้านอาการซึมเศร้าในตัวเรา คนที่เดินเล่นรับแดดอ่อนจึงมีหน้าตาเบิกบานกว่าคนที่มัวแต่หลบแดดอยู่ในบ้านมาก

14. อยากผอมต้องน้ำเย็น
การดื่มน้ำเย็น 50 ออนซ์ จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี ช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 2.5 กิโลกรัม เพราะเมื่อเราดื่มน้ำเย็นร่างกายต้องใช้พลังงานในการทำให้น้ำนั้นเปลี่ยนอุณหภูมิเป็นอุณหภูมิปกติก่อน แล้วจึงนำไปใช้ได้ จึงเป็นการใช้พลังงานมากกว่าเดิม

15. สุขภาพดีทันทีที่ตื่น
ถ้าอยากดูแลสุขภาพพร้อมกับการเริ่มต้นวันใหม่ ทันทีที่ตื่นนอนสาวๆ ควรผสมน้ำส้มสายชู (ที่หมักจากผลแอปเปิ้ล) กับน้ำผึ้งในสัดส่วนเท่ากัน ใส่น้ำอุ่นนิดหน่อย คนให้เข้ากันแล้วนำมาดื่ม จะช่วยให้การดูดซึมของระบบลำไส้และการเผาผลาญของร่างกายทำงานได้ดีตลอดวัน

16. ผู้ชายอย่าพลาดมะเขือเทศ
สำหรับหนุ่มซ่าที่กำลังเริ่มมีอาการเตะปี๊ปไม่ดังหรือกลัวว่าจะเป็นหมัน มะเขือเทศคือผลไม้ที่คุณจะพลาดไม่ได้ เพราะมะเขือเทศสุกมีสารโคปีนสูงมาก ช่วยให้ต่อมลูกหมากทำงานได้ดี ประสิทธิ์ภาพและสมรรถภาพต่างๆ จึงทำงานได้เป็นปกติ ถ้าผู้ชายทานมะเขือเทศอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้น ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็จะน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญควรจะทานแบบสุกๆ เช่น ทานเป็นน้ำพริกอ่อง สปาเก็ตตี้ เพราะเวลามะเขือเทศถูกความร้อนมันจะปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น

17. ป้องกันกรดในกระเพาะอาหาร
สำหรับที่ท้องอืดบ่อย ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่น มะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุต หรือน้ำมะเขือเทศสดนั่น เพราะน้ำพวกนี้มีกรดมากทำให้ท้องอืด หรือถ้าเสพติดไปแล้วอดไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะทำให้เจือจางลงด้วยการผสมน้ำมากๆ
18. หลบอัลไซเมอร์ด้วยเกม
ถ้าไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์หรือเป็นโรคขี้หลงขี้ลืม สาวๆ ควรจะฝึกสมองด้วยการเล่นเกมที่ต้องใช้สมาธิ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ เกมในคอมพิวเตอร์ หรืออาจจะทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิอย่างเรียนดนตรี เล่นหมากรุก เป็นต้น เพราะเกมเหล่านี้จะช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://women.thaiza.com/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2-18-%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5/136708/

กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนโรคไข้เลือดออก มีอาการสำคัญที่สังเกตได้ คือ ไข้สูงลอยเกิน 2 วัน เบื่ออาหาร อาเจียน กินยาแล้วไข้ไม่ลด รีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษา อันตรายที่สุด คือ ช่วงไข้ลดเริ่มตั้งแต่วันที่ 3-5 วัน หากซึมลง อ่อนเพลีย รับประทานอาหารและดื่มน้ำไม่ได้ กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ปวดท้องหรืออาเจียนเป็นเลือด แสดงว่าอาจเข้าสู่ภาวะช็อก ให้ไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

เมื่อมีไข้ดูแลง่ายๆ คือ เช็ดตัวผู้ป่วยไม่ให้ตัวร้อนจัด รับประทานยาตามแพทย์สั่ง รับประทานอาหารอ่อนและที่ทำให้สดชื่น เช่น น้ำเกลือ น้ำผลไม้ พักผ่อนมากๆ และหมั่นสังเกตอาการที่เปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยช่วงที่สำคัญและถือว่าอันตรายที่สุดคือ ช่วงที่ไข้ลด ซึ่งประมาณตั้งแต่ 3-5 วันหลังป่วย ถ้าผู้ป่วยฟื้นไข้ คือ มีอาการสดชื่น รับประทานอาหารได้ กรณีในเด็ก ถ้าวิ่งเล่นได้ก็แสดงว่าน่าจะหายป่วย แต่หากพบว่าซึมลง อ่อนเพลีย รับประทานอาหารและดื่มน้ำไม่ได้ กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น   ปวดท้องกะทันหัน   หรืออาเจียนเป็นเลือด   แสดงว่าเข้าสู่ภาวะช็อก  ให้ไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ โรค ไข้เลือดออก ป้องกันได้ ประชาชนมีส่วนสำคัญในการป้องกันและควบคุมโรค ทำได้ด้วยการ

1.  เก็บบ้านให้สะอาด โปร่ง โล่ง ไม่ให้มีมุมอับทึบ เป็นที่เกาะพักของยุง ตรวจสอบมุ้งลวด มุ้งที่ใช้กางนอน มีรอยรั่วหรือไม่ ให้ปะชุนให้เรียบร้อย

2.  เก็บขยะ เศษภาชนะรอบบ้าน เช่น ใบไม้ กล่องโฟม จานรองกระถางต้นไม้ ยางรถยนต์เก่า ต้องเก็บกวาด ฝัง เผา หรือทำลายทำต่อเนื่องสัปดาห์ละครั้ง ไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง

3.  ภาชนะเก็บน้ำ ต้องปิดฝาให้มิดชิด ป้องกันยุงลายไปวางไข่ ภาชนะรองน้ำ ต้องสังเกตดูว่า มีรอยไข่ยุงลาย ดำ ๆ ติดอยู่หรือไม่ เพราะไข่ยุงลายติดอยู่ได้นานเป็นปี หากพบใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดออก

4.  ป้องกันตนเองจากการถูกยุงกัด เช่น ทายากันยุง กำจัดยุงโดยใช้ไม้ช็อตไฟฟ้า จุดสมุนไพรหรือยาจุดไล่ยุง หรือ ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น

———————– ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://health.mthai.com/howto/health-care/12159.html

อาการปวดตา เป็นปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัยในปัจจุบัน เนื่องจากสังคมยุคใหม่มีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะทำอะไร เวลาในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่จึงมักจะหมดไปกับการจ้องจอคอมพิวเตอร์ จอสมาร์ทโฟน จอแท็ปเลต ด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพดวงตาเป็นอย่างมาก รวมถึงส่งผลให้เกิดอาการปวดและอ่อนล้าดวงตานั่นเอง วันนี้เราขอนำเสนอวิธีแก้ปวดตาแบบง่ายๆให้ทราบกัน

สาเหตุของอาการปวดตา
อย่างที่บอกว่าอาการปวดตาในปัจจุบันส่วนใหญ่นั้นเป็นผลมาจากการจ้องจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์เป็นเวลานาน รวมถึงการอยู่ภายใต้ภาวะแสงที่จ้ามากเกินไป ซึ่งเต็มไปด้วยรังสีต่างๆมากมายที่คอยทำร้ายดวงตา อีกทั้งแสงสว่างที่มากเกินไปทำให้สายตาเมื่อยล้าขึ้นได้

วิธีแก้ปวดตา
ดังนั้นวิธีแก้อาการปวดตาที่ดีนั้นควรหมั่นดูแลบำรุงรักษาดวงตาให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

1. บริหารดวงตา
ด้วยการกรอกตาไปมา และนวดบริเวณดวงตาเบาๆ อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยดวงตารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

2. พักสายตา
การพักสายตาจำเป็นอย่างมาก เพราะถ้าเราใช้สายตาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่ได้พักเลยนั้น เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการปวดตาได้อย่างดีเลยทีเดียว ดังนั้นควรพักสายตาทุกๆ ชั่วโมง เพื่อให้ดวงตาได้มีโอกาสปรับสภาพ

3. น้ำตาเทียม
น้ำตามเทียมช่วยให้อาการปวดตาดีขึ้นได้ เมื่อรู้สึกว่ามีอาการปวดตา สิ่งที่ต้องทำคือ หยอดน้ำตาเทียมนั่นเอง จะช่วยป้องกันไม่ให้ตาแห้ง และช่วยกำจัดสิ่งสกปรกในตาได้เป็นอย่างดี

4. รับประทานอาหารเสริมบำรุงสายตา
โดยเฉพาะวิตามิน A และเบต้าแคโรทีน ที่มีส่วนช่วยในการมองเห็น และดูแลสุขภาพดวงตาให้แข็งแรงได้

เพียงเท่านี้คุณก็ไม่ต้องทนทรมานกับอาการปวดตาอีกต่อไป แต่ถ้าลองทำตามวิธีแก้ปวดตาเหล่านี้แล้ว อาการปวดตายังไม่บรรเทาลง ควรรีบพบแพทย์ในทันที เพราะอาการปวดตาที่เกิดขึ้นอาจมีสาเหตุมาจากโรคอย่างอื่นก็เป็นได้ จะได้ทำการหาสาเหตุและรักษาได้ทันเวลา

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.xn--12cg1cxchd0a2gzc1c5d5a.net/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B2/

มีงานวิจัยหลายงานที่ระบุว่าเมล็ดกาแฟมีสารคาเฟอีนที่มีฤทธิ์กระตุ้นหัวใจและกระตุ้นประสาทส่วนกลาง ช่วยลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ ผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำจะมีโอกาสรอดพ้นจากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ถึง 50% เมื่อได้รู้อย่างนี้ อย่าเพิ่งรีบสรุปเลยค่ะว่า คาเฟอีนในกาแฟนั้น ปลอดภัยไม่มีปัญหา เพราะอันที่จริงยังมีอีกหลายคนเหมือนกัน ที่มีปัญหาจากสารคาเฟอีน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะแต่ละคน มีประสาทสัมผัสไวต่อสารแต่ละตัวไม่เหมือนกัน

ประโยชน์ของกาแฟ
1. กาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นตัวช่วยต้านสารพิษที่เกิดจากภายในและภายนอกร่างกาย
2. ในกาแฟที่เข้มข้นจะทำให้ออกไซด์แตกตัวและลดการเกิดมะเร็งได้
3. สามารถช่วยกระตุ้นให้สมองเกิดการตื่นตัว ช่วยเร่งความเร็วในกระประมวลผลข้อมูลในสมอง
4. ช่วยลดอาการเมื่อยล้าจากการออกกำลังกาย
5. สารประกอบที่มีชื่อว่า Trigonelline ในกาแฟช่วยป้องกันฟันผุได้
6. กลิ่นของกาแฟสามารถช่วยลดอาการอยากอาหารและช่วยฟื้นฟูประสาทรับกลิ่นได้
7. หากนำเอาเมล็ดกาแฟมาอมไว้สักครู่ สามารถช่วยทำให้ลมหายใจหอมสดชื่นได้
8. เมล็ดกาแฟช่วยกำจัดกลิ่นอาหาร กลิ่นปลา กลิ่นกระเทียม หรือกลิ่นอาหารแรงๆได้

โทษของกาแฟ
1. คาเฟอีนมีคุณสมบัติคล้ายยาเสพติกอย่างอ่อน ผู้ที่ดื่มกาแฟจึงมักมีอาการ “ติดกาแฟ”
2. ผู้ที่มีความดันสูง เมื่อดื่มกาแฟในปริมาณสูง คาเฟอีนจะทำให้มีความดันสูงขึ้นไปอีก
3. หากร่างกายได้รับคาเฟอีนสูงกว่า 150 มิลลิกรัมต่อวัน คาเฟอีนจะทำให้นอนหลับยาก
4. ผู้ทีดื่มกาแฟเป็นประจำ หากหยุดดื่มกระทันหันจะทำให้มีอาการปวดศีรษะ กระสับกระส่าย ร่างกายอ่อนเพลีย และง่วงนอนได้
5. คาเฟอีนในกาแฟมีฤทธิ์กระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง จึงส่งผลให้ทำให้หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติหรือเต้นไม่เป็นจังหวะได้
6. การดื่มกาแฟหลายถ้วยต่อวัน จะลดความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายลงได้ โดยเฉพาะในสตรี
7. คาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งของกรด pepsin และ gastrin ซึ่งอาจทำให้โรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้รุนแรงขึ้นได้
8. ถ้าหากร่างกายสูญเสียแคลเซียมออกจากร่างกายบ่อยๆ ในปริมาณมาก อาจเป็นการเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนในหญิงวัยหมดประจำเดือนได้
9. การดื่มกาแฟมากกว่าวันละ 1 แก้ว จะมีโอกาสเกิดการเป็นหมันมากขึ้น ผู้เชียวชาญแนะนำว่าการดื่มกาแฟวันละ 1-2 ถ้วยต่อวัน จะช่วยให้สมองปลอดโปร่งได้ และการที่ดื่มกาแฟมากขึ้นก็ไม่ช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้นแต่อย่างใด

กาแฟ 1-2 แก้ว หมายถึง แก้วกาแฟปกติ ขนาด 140 มิลลิลิตร ที่ให้คาเฟอีน ขนาด 50-80 มิลลิกรัมเท่านั้น ไม่ใช่แก้วกาแฟใบใหญ่ๆ อย่างที่หลายคนชอบใช้นะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.masterplan101.com/trip/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A9%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87…%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%9F%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%96%E0%B8%AD%E0%B8%B0/27.html

งานวิจัยในวารสารคลินิกคัลออนโคโลจี (Journal of Clinical Oncology) เผยว่า การดื่มกาแฟวันละ 4 ถ้วยขึ้นไป ลดความเสี่ยงในการกลับมาเป็นมะเร็งซ้ำ

นักวิจัยจากศูนย์มะเร็งดานา-ฟาร์เบอร์ เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา วิเคราะห์ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ระยะที่ 3 จำนวน 1,000 ราย ที่เคยผ่านการผ่าตัดและทำเคมีบำบัด พบว่า กลุ่มที่ดื่มกาแฟร้อยละ 42 มีแนวโน้มที่โรคจะกลับมาน้อยลง

และร้อยละ 33 มีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตจากโรคน้อยลง โดยนายแพทย์ชาร์ลส์ ฟุชส์ ผู้เขียนงานวิจัย และผู้อำนวยการด้านมะเร็งทางเดินอาหาร จากศูนย์ดานา-ฟาร์เบอร์ ระบุว่า ผู้ป่วยประมาณร้อยละ 35 มีความเสี่ยงที่จะกลับมาเป็นซ้ำภายในระยะเวลา 5 ปี หลังจากการรักษา แต่คาเฟอีนในกาแฟสามารถลดความเสี่ยงนี้ลงได้

อย่างไรก็ตามนักวิจัยยังคงต้องศึกษาเพิ่มเติม เพื่อหาการเชื่อมโยงที่ชัดเจนของกาแฟและความสามารถในการป้องกันการกลับมาของโรค

ที่มา: Healthcare Asia Daily และ http://www.cheewajit.com/category/diet/

การมีสุขภาพดีล้วนเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องการ การเลือกรับประทานอาหารที่มีหลากหลายในปัจจุบัน ภายใต้สีสันอันสวยงามเหล่านั้นกลับเต็มไปด้วยอันตราย ซึ่งหากใครกินบ่อยๆ ก็ย่อมส่งผลเสียและเป็นต้นตอของการเกิดโรคตามมา  หากใครอยากมีสุขภาพที่ดี  ไม่อยากอายุสั้นก่อนวัย ลองมาดู 3 อาหารต้องห้ามที่ควรหลีกเลี่ยงต่อไปนี้  จะช่วยให้สุขภาพของเพื่อนๆ สมบูรณ์แข็งแรงได้ค่ะ

น้ำอัดลม
เครื่องดื่มยอดฮิตที่มีขายอยู่ทั่วไปตามท้องตลาด ห้างสรรพสินค้าหรือแม้กระทั่งร้านค้าทั่วไปใกล้บ้าน เครื่องดื่มชนิดนี้แม้จะช่วยทำให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และเชื่อว่ามันช่วยดับกระหายได้ ในความเป็นจริงหากลองพลิกดูข้อมูลโภชนาการข้างขวด จะพบว่าสิ่งที่เติมลงไปล้วนเต็มไปด้วยสารเคมีและน้ำตาลในปริมาณสูง หากดื่มเป็นประจำนอกจากจะเสี่ยงทำให้เกิดโรคเบาหวาน ยังเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ ทำลายสารเคลือบฟัน และเป็นต้นเหตุทำให้อวัยวะภายในเสื่อมก่อนวัยอันควรอีกด้วย

เนื้อสัตว์แปรรูป
เมื่อโลกของอาหารกลายเป็นโลกของอุตสาหกรรมที่เราแทบจะเรียกสิ่งที่กินเข้าไปว่าอาหารไม่ได้อีกรต่อไป โดยเฉพาะเนื้อสัตว์แปรรูปที่ผ่านขั้นตอนและกระบวนการมากมายก่อนจะเข้าสู่ปากเรา อาหารชนิดนี้อุดมไปด้วยไขมัน โซเดียม สารกันบูดและสารปนเปื้อนที่เราไม่รู้ ถูกบรรจุอยู่ในหีบห่อที่สวยงามและดูมีคุณภาพ ทว่าในความเป็นจริงเราอาจจะกำลังรับประทานเศษเนื้อสัตว์ที่ไร้ประโยชน์อยู่ก็เป็นได้

ขนมกรุบกรอบ
ขนมกรุบกรอบ อาหารแปรรูปที่แทบจะไม่หลงเหลือคุณค่าทางโภชนาการเอาไว้อีกเลย สิ่งที่เราจะได้รับมีเพียงแค่โซเดียม น้ำตาล และไขมันในปริมาณสูงเกินความต้องการของร่างกาย สิ่งที่อันตรายไปกว่านั้นคือส่วนประกอบสำคัญมันเป็นไขมันทรานซ์ตัวร้าย ซึ่งหากสะสมในร่างกายจำนวนมากเข้า จะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ โรคหลอดเลือดและโรคหัวใจตามมาได้หลายเท่าตัว

หากใครไม่อยากให้ตัวเองต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยในอนาคต การดูแลสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ ย่อมเป็นสิ่งที่ดี เพราะเมื่อใดก็ตามที่สายเกินแก้ ร่างกายของเราจะไม่สามารถกลับไปเป็นเช่นเดิมได้อีก และวิถีชีวิตที่เคยมีความสุขก็อาจจะกลายเป็นเพียงแค่อดีตที่ไม่มีวันหวนกลับมาก็เป็นได้ค่ะ

—————–ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.meemodel.com/health/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%20%E0%B8%96%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99

ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

ใครที่ไม่อยากผมร่วง-หงอก วันนี้เกร็ดความรู้มีอาหารที่กินแล้วช่วยหยุดปัญหาผมร่วง-หงอก มาบอก

หยุดผมร่วง – ควรกินกล้วย ผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินบี มีสรรพคุณป้องกันผมร่วงได้ดี มีสารอาหารบำรุงเส้นผมที่ดีมาก การกินกล้วยเข้าไปในปริมาณที่เพียงพอ จะช่วยรักษาเส้นผม ให้อยู่คู่กับหนังศีรษะได้นานวัน

ชะลอผมหงอกหรือผมสีดอกเลา – กินถั่วลิสงอบเนย ร่วมกับเกร็ดขนมปังที่อบมาร้อน ๆ ก่อนมื้ออาหาร สามารถหยุดยั้งการเปลี่ยนสีผม เนื่องจากอาหารดังกล่าวอุดมไปด้วยวิตามินบี ที่หยุดการเปลี่ยนเป็นสีดอกเลาได้ และทำให้ผิวหนังดูดีขึ้นอีกด้วย ถ้าไม่ชอบถั่วลิสง ลองมันฝรั่งอบร้อน และชุบเนยแทน

จำไว้ว่าการกินอาหารเฉพาะอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย ไม่ใช่ช่วยให้สวย หล่อภายใน 2-3 วันต้องกินอย่างต่อเนื่องทุกวันอย่างน้อย 3-6 เดือนขึ้นไป

วิตามินและแร่ธาตุด้านผมหงอกก่อนวัย

1.ทองแดง พบมากในถั่วฝักยาว ถั่วแขก ถั่วลันเตา เมล็ดทานตะวัน ลูกเกด ลูกพลับ กล้วยตาก แครอท หัวไชเท้า เผือก มัน ผลไม้สดทุกชนิด

2.ไอโอดีน พบมากในอาหารทะเลทุกชนิด และอาหารที่ปรุงด้วยเกลือไอโอดีน

3.เหล็ก มีมากในปลา ลูกเกด ผักใบเขียว เช่น คะน้า ตำลึง กวางตุ้ง ผักบุ้ง ผักพื้นบ้าน เช่น มะเขือพวง ใบชะพลู ผักโขมหนาม และผักกูด

4.กรดโฟลิก พบมากในถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วดำ ผักใบเขียวเข้ม เช่น คะน้า ตำลึง ผักบุ้ง กวางตุ้ง แครอท ฟักทอง ไข่แดง และตับ

5.กรดแพนโทเทนิก หรือวิตามินบี 5 พบมากในข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด แอ๊ปเปิ้ล

6.พาบา อยู่ในกลุ่มวิตามินบีรวม ซึ่งเป็นวิตามินเทียมที่ละลายในน้ำ พบมากในจมูกข้าวสาลี ข้าวกล้อง โยเกิร์ต และผักใบเขียว

7.ไบโอติน เป็นหนึ่งในกลุ่มวิตามินบีคอมเพล็กซ์ พบมากในอาหารจำพวกถั่วเหลือง และซีเรียล (การกินยาปฏิชีวนะติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้การสังเคราะห์ไบโอตินในลำไส้ลดลง)
อาหารยับยั้งผมหงอกก่อนวัยกลุ่มอาหารที่มีความจำเป็นต่อการยับยั้งผมหงอกก่อนวัยมีดังนี้

1.สาหร่ายทะเล นำมาปรุงเป็นอาหารจำพวกข้าวปั้น ต้มจืด หรืออบกรอบกินเป็นของขบเคี้ยวยามว่าง นอกจากจะช่วยยับยั้งผมหงอกก่อนวัยแล้ว ยังช่วยทำให้ผมดกดำด้วย เพราะอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก และไอโอดีน

2.งา โรยงาลงในอาหารในแต่ละมื้อ จะช่วยยับยั้งปัญหาผมหงอกก่อนวัยได้ เพราะในงามีไขมันจากธรรมชาติ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินอี และเกลือแร่

3.เครื่องดื่มสมุนไพร ปั่นแครอทหั่นหยาบ 1/2 ถ้วย หัวไชเท้าหั่นหยาบ 1/2 ถ้วย และน้ำเย็นจัด 1 ถ้วยเข้าด้วยกัน กรองเอาแต่น้ำใส่ในแก้ว ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ และเกลือป่น 1/4 ช้อนชา ดื่มทันที
ครีมหมักผมสมุนไพรต้านผมหงอกเพียงนำสมุนไพรที่เราแนะนำต่อไปนี้ มาทำเป็นครีมหมักผม จะช่วยต้านปัญหาผมหงอกก่อนวัยของคุณได้

1.นำใบบัวบกสดปั่นกับน้ำสะอาด ปริมาณพอเหมาะให้ละเอียด กรองเอาแต่น้ำ แล้วนำมาเคี่ยวกับน้ำมะพร้าว จากนั้นนำมาชโลมผม หรือนวดหนังศีรษะ ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

2.นำใบบัวบกสดมาตำแล้วคั้นเอาแต่น้ำ แล้วชโลมผมทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จากนั้นสระผมตามปกติด้วยแชมพูสมุนไพร

3.นำน้ำมันมะกอกนวดหนังศีรษะ ใช้ผ้าโพกหัวทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วนำผลมะกรูด 2-3 ผล เผาไฟพอสุก จากนั้นนำมาขยำกับน้ำ และนำน้ำที่คั้นได้ไปสระผม

4.ใช้น้ำเมือกว่านหางจระเข้ชโลมผมจนทั่ว
อย่าให้เปียกมากเกินไป ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที ผมจะแห้งพอดี ทำเป็นประจำทุกเช้า-เย็น และหลังสระผม
เมื่อแก้ปัญหาอย่างถูกวิธี นอกจากจะไร้ปัญหาเรื่องผมหงอกก่อนวัยแล้ว อาจส่งผลให้คุณมีผมดกดำสลวยอย่างคนสุขภาพดีได้อีกด้วย ส่วนคนที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี แล้วมีปัญหาผมหงอกก่อนวัย ควรรีบไปพบแพทย์โรคผิวหนัง เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัด และหาทางรักษาที่ถูกวิธีต่อไป

อันนี้ก็ลองมาหาวิธีแก้ที่เราพอจะทำด้วยตัวเองได้กัน

สูตรที่ 1
เอาบอระเพ็ดสดหั่นแล้วชั่งให้ได้ 3 กก. เอามาตำคั้นเอาน้ำ จากนั้นนำน้ำคั้นบอระเพ็ดมาคั้นกับมะพร้าวขูด 1 กก. คั้นเอาน้ำ นำมาตั้งไฟเคี่ยวในกะทะทองเหลืองหรือหม้อสแตนเลส แล้วเอาขิงสดซอยบางๆ ประมาณ 1 กำมือ ใส่ลงไปเคี่ยวพร้อมกันจนน้ำระเหยไปหมดเหลือแต่น้ำมัน เสร็จแล้วนำมากรองด้วยผ้าขาวบาง เหลือเป็นน้ำมันเก็บไว้ชโลมผมและนวดหนังศีรษะอย่างน้อย 15 นาทีจึงล้างออก
หมายเหตุ สัดส่วนในการทำอาจลดหรือเพิ่มได้ตามส่วน

สูตรที่ 2
ใบบัวบกสดทั้งต้น 1 กิโลกรัม เติมน้ำ 1 ลิตร ปั่นให้ละเอียด กรองเอาแต่น้ำมาเคี่ยวกับน้ำมันามะพร้าวประมาร 1 แก้ว เคี่ยวจนน้ำระเหยไปหมด เอาน้ำมันมาชโลมผมหรือนวดหนังศีรษะทิ้งไว้อย่างน้อย 15 นาที แล้วจึงล้างออก

สูตรที่ 3
ใช้กะเม็งตัวเมียทั้งต้น ทำน้ำมันโดยใช้สัดส่วนและวิธีการเช่นเดียวกับสูตรที่ 2

สูตรที่ 4
เอาเนื้อลูกมะขามป้อมมาทำน้ำมันโดยใช้สัดส่วนและวิธีการเช่นเดียวกับสูตรที่ 2

ลองใช้สูตรดังกล่าวแล้วผมคุณจะกลับดกดำไม่ต้องอายใครต่อใครอีกแล้ว…

———————-ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.oknation.net/blog/AreyouThai/2010/09/28/entry-1

ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

ครอท หรือ Carrot เป็นพืชสุขภาพ เป็นผักหัว มีฤทธิ์เย็น มีหลายสี ทั้งสีส้ม สีเหลือง สีม่วง แต่ที่นิยมสุดคือ สีส้ม แครอทสามารถนำมาทำอาหารได้หลายอย่าง รวมทั้งทำเป็นน้ำดื่มสุขภาพ ที่มึคุณค่าทางอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอยู่มากมาย

แครอทเป็นพืชที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เบต้าแคโรทีน (ฺBeta-Carotene) วิตามินเอ บี1 บี2 วิตามินซี แคลเซียม หรือธาตุเหล็ก เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสารตัวสำคัญที่ชื่อว่า ฟอลคารินอล ซึ่งเป็นสารที่ช่วยในการต่อต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

การดื่มน้ำแครอท ควรนำแครอทสดประมาณ 1-2 หัวมาล้างให้สะอาด แล้วใช้เครื่องคั้นน้ำผลไม้แบบแยกกาก เพื่อคั้นน้ำแครอทออกมา ควรดื่มวันละ 1 แก้วต่อวัน เพื่อช่วยสร้างภูมิต้านทาน บำรุงสายตา และลดคอเลสเตอรอล ต้านมะเร็ง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://lifezio.com