ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันเราถือว่าคนท้องคนตั้งครรภ์ไม่ใช่คนป่วย ดังนั้นอาหารแสลงสำหรับหญิงตั้งครรภ์จึงไม่มี มีเพียงแต่ว่าอาหารบางอย่างต้องจำกัดลงบ้าง

การรับประทานอาหารที่ถูกต้องเหมาะสมจะส่งผลถึงความสมบูรณ์ของทารกในครรภ์ อาหารที่เหมาะสมสำหรับคนตั้งครรภ์นั้น มีกฎเกณฑ์ที่ควรคำนึงคร่าวๆ คือ…..

คนตั้งครรภ์ต้องการอาหารเพิ่มอีกวันละ 300-500 กว่าแคลลอรี่ เช่น  ถ้ารับประทานมากกว่าปกติไปโดยเพิ่มข้าวขาหมูจานใหญ่อีก 1 จาน จะเท่ากับได้แคลอรี่เพิ่มเติมไปอีกประมาณ 400-500 แคลอรี่

ควรคำนึงว่า ไม่ว่าคุณแม่จะทานมากเท่าใดก็ตาม ทารกในครรภ์ก็จะหนัก โดยเฉลี่ย 3 กิโลกรัม ซึ่งในสภาวะการตั้งครรภ์ตามปกติ คุณแม่จะมีน้ำหนักขึ้นโดยประมาณ 10-12 กิโลกรัม ตลอดการตั้งครรภ์ แม้คุณแม่จะน้ำหนักเพิ่มอีก 20-30 กิโลกรัม ทารกในครรภ์ก็จะหนักโดยประมาณ 3 กิโลกรัมโดยเฉลี่ย   ดังนั้น  การทานอาหารที่พอเหมาะและมีอาหารครบทุกหมู่ โดยเน้นหนักที่อาหารจำพวกผักและโปรตีน รวมทั้งผลไม้ที่มีวิตามินซีมากๆ จะเป็นประโยชน์มากที่สุดต่อทารกในครรภ์และมารดา ส่วนเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน มีก๊าซอัดไว้และมีแอลกอฮอล์ รวมทั้งบุหรี่ ไม่เหมาะต่อการตั้งครรภ์และเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเพราะอาจมีผลต่อการตั้งครรภ์ได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://mede8.net/204.html

ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต
ประโยชน์จากการดื่มน้ำขิงผสมมะนาวตอนเช้า มีมากมายหลายข้อค่ะ ตามนี้เลย
  • ช่วยดีท็อกซ์สารพิษตกค้างในร่างกาย
    การ จิบน้ำขิงมะนาวเป็นประจำทุกเช้าจะช่วยให้ร่างกายได้ดีท็อกซ์­­­ของเสียที่ตก ค้างอยู่ในตับ และยังช่วยให้ระบบไหลเวียนน้ำเหลืองทำงานเป็นปกติอีกด้วย
  • บรรเทาอาการเจ็บคอ
    ใครที่มีอาชีพที่ต้องใช้เสียงมากในการทำงาน ทำให้มักมีอาการเจ็บคออยู่บ่อย ๆ เราขอแนะนำให้จิบน้ำขิงมะนาวดู เพราะจากข้อมูลของ Encyclopedia of Herbal Medicine แนะนำมาว่า น้ำขิงมะนาวมีคุณสมบัติบรรเทาอาการเจ็บคอ ด้วยพลังจากผลมะนาวที่มีรสขมหน่อย ๆ จะช่วยให้ร่างกายกระตุ้นน้ำลายออกมามากขึ้น นอกจากนี้แล้วยังได้รับประโยชน์จากขิงที่ช่วยลดการติดเชื้อในลำ­คอของเรา ทำให้อาการเจ็บคอดีขึ้น
  • ช่วยย่อยอาหาร
    สำหรับใครที่ชอบมีอาการอาหารไม่ย่อยเป็นประจำ ขอแนะนำให้ลองจิบน้ำขิงมะนาวในตอนเช้าดู เพราะน้ำขิงมะนาวจะช่วยกระตุ้นให้ตับผลิตน้ำย่อยออกมามากขึ้น เวลากินอาหารในมื้ออื่น ๆ เราจะได้ไม่รู้สึกอึดอัดท้อง และมีอาการท้องอืด
  • ช่วยบำรุงผิวพรรณ
    ใครที่มีผิวพรรณไม่ค่อยเปล่งปลั่งสดใส ลองจิบน้ำขิงมะนาวแทนเครื่องดื่มพวกชา กาแฟดูนะคะ เพราะในน้ำขิงมะนาวอุดมไปด้วยวิตามินซีที่จะช่วยกระตุ้นการไหลเ­­­วียนเลือด ซ่อมแซมเซลล์ที่ถูกสารอนุมูลอิสระทำร้าย และยังกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวอีกด้วย
  • เพิ่มความสดชื่นตื่นตัว
    ขิงเป็นสมุนไพรรสเผ็ดร้อนที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวได้ คล้ายกับสารคาเฟอีนในกาแฟ ดังนั้น หากเช้าวันไหนรู้สึกตื่นมาแล้วไม่สดชื่น ก็ลองชงน้ำขิงมะนาวเพิ่มพลังดูนะคะ
  • ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
    หลังการออกกำลังกายเสร็จแล้ว หากไม่อยากให้กล้ามเนื้ออ่อนล้าจากการออกแรงบริหารกาย ลองจิบน้ำขิงมะนาวอุ่น ๆ สักแก้วดู จะช่วยคืนความสดชื่นให้ร่างกายหลังเสียเหงื่อ กระตุ้นให้เลือดลมไหลเวียนดี กล้ามเนื้อของเราก็จะฟื้นตัวจากการบาดเจ็บได้เร็วขึ้น
  • ชะลอความเสื่อมของเซลล์
    ประโยชน์ ในน้ำขิงมะนาวนั้น นอกจากจะมีสารต้านอนุมูลอิสระแล้ว ยังอุดมด้วยวิตามินซีและบี ที่ช่วยป้องกันเซลล์ผิวถูกทำร้าย มีแร่ธาตุสำคัญเช่น ฟอสฟอรัส แมกนีเซียมที่ช่วยบำรุงกระดูก กระตุ้นสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว และยังบำรุงต่อมหมวกไตอีกด้วย
  • ช่วยลดน้ำหนัก
    จาก ผลการวิจัยในวารสาร Clinical Biochemistry and Nutrition จากประเทศญี่ปุ่น เผยว่า การจิบน้ำขิงมะนาวอย่างน้อยวันละครั้งจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายส­­­ร้าง เอนไซม์ Acyl-CoA oxidase ออกมามากขึ้น ดึงเอาไขมันที่ถูกสะสมไว้มาเผาผลาญเป็นพลังงาน โดยไขมันที่ถูกเบิร์นนั้นจะถูกร่างกายขับออกในรูปของปัสสาวะ
  • บรรเทาอาการหวัด
    น้ำขิงมะนาวช่วยป้องกันโรคหวัดได้ เพราะคุณค่าจากมะนาวที่มีวิตามินซีสูง ช่วยลดการสะสมของเชื้อโรคในระบบทางเดินหายใจของเรา รวมถึงความเผ็ดร้อนของขิงที่จะช่วยให้ร่างกายขับเหงื่อออกมามาก­ขึ้น เป็นการบรรเทาอุณหภูมิความร้อนในร่างกายให้ลงต่ำลง หากจิบน้ำขิงมะนาวอุ่น ๆ เป็นประจำทุกวันก็จะช่วยให้อาการหวัดดีขึ้น
  • เพิ่มการเผาผลาญไขมัน
    น้ำ ขิงมะนาวช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกายได้สูงถึงร้อยล­­­ะ 20 เพราะรสชาติเผ็ดร้อนของขิงนั้นช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมันได้ถึงร­­­้อยละ 5 น้ำขิงมะนาว จึงเหมาะกับคนที่มีเวลาออกกำลังกายน้อย แต่อยากให้พุงยุงเร็ว

วิธีทำน้ำขิงมะนาว หากต้องการให้ได้รับประโยชน์แบบเต็ม ๆ ควรใช้ขิงสด แทนการชงด้วยน้ำขิงซองค่ะ

1. เตรียมน้ำอุ่น 1 แก้ว

2. ฝานเหง้าขิงให้ได้ขนาดประมาณ ½ นิ้ว จากนั้นนำไปแช่ไว้ในแก้วน้ำอุ่นที่เตรียมไว้นานประมาณ 3-5 นาที

3. คั้นน้ำมะนาวเพิ่มลงไป หรือจะใช้ฝานมะนาวเป็นชิ้นบาง ๆ แช่ลงไปก็ได้

4. หากต้องการความหวานสามารถเพิ่มน้ำผึ้งลงไปประมาณ ½ ช้อนชา เพื่อกลบรสชาติเผ็ดร้อนของขิง

5. พยายามชงจิบให้ได้ติดต่อกันนาน 28 วัน หรือประมาณ 4 สัปดาห์ แนะนำว่าให้ชงจิบตอนเช้าดีกว่าก่อนนอน เพราะขิงมีฤทธิ์คล้ายสารคาเฟอีนคือ กระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว อาจส่งผลให้นอนไม่หลับในตอนกลางคืน

น้ำขิงมะนาว เป็นเครื่องดื่มสมุนไพรที่เราสามารถทำได้เองง่าย ๆ ซึ่งจะดีต่อสุขภาพของเราอย่างแน่นอนหากเราไม่เพิ่มความหวานให้ก­­­ับน้ำขิง มะนาวด้วยการใส่น้ำตาล หรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาล แต่ถ้าใครที่ยังไม่ชินกับรสชาติของขิงนั้น ขอแนะนำว่าในช่วงแรกอาจใช้ขิงในปริมาณน้อย แต่เน้นน้ำมะนาวมากหน่อย หากชินกับรสชาติแล้วค่อยเพิ่มปริมาณขิงก็ได้ค่ะ
———–ขอบคุณข้อมูลจาก http://mede8.net/813.html

ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

เคยได้ยิน…ความเชื่อในเรื่องของการถอนผมหงอกแล้วจะยิ่งทำให้ผมหงอกขึ้นมากกว่าเดิม จนทั่วศีรษะ   ความจริงแล้วรากผม 1 เส้น จะสร้างผมได้ 1 เส้น ต่อให้ตัดหรือถอนก็ไม่สามารถทำให้เส้นผมเพิ่มขึ้นได้ เพราะเส้นผมหงอกที่ถูกถอนหนึ่งเส้นจะไม่สามารถสร้างผมหงอกขึ้นมาได้อีก ดังนั้น การที่ยิ่งถอนยิ่งหงอก จึงเป็นไม่เป็นความจริง แต่ผมหงอกที่เพิ่มขึ้น จะมาจากปัจจัยอื่นมากกว่า

การป้องกัน ก่อนที่จะหงอกก่อนวัย ควรดูแลผมให้ดกดำด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์จากวิตามินบี ,ไบโอติน และสังกะสี เช่น งาดำ, ข้าวกล้อง, ตับหมู, ปลาเนื้อขาว และแครอท เป็นต้น

รู้แบบนี้แล้ว หันมาดูแลไม่ให้มีผมหงอกก่อนวัยกันจะดีกว่า

ข้อมูลจาก…http://mede8.net/924.html

ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต
มะกรูดเป็นสมุนไพรที่นิยมใช้กันมาอย่างเนิ่นนานมาแล้วตั้งแต่สมัยรุ่นคุณย่าคุณยายในเรื่องของการนำมะกรูดมาดูแลเส้นผม ซึ่งปัจจุบันก็มีผลิตภัณฑ์หลายชนิดที่นำเอามะกรูดเขามาเป็นส่วนผสมหนึ่งในยาสระผมเพราะว่ามะกรูดนั้นมีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาในเรื่องของการแก้ผมร่วง แก้คันหนังศีรษะ แถมยังช่วยบำรุงผมให้เงางามอีกด้วย

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะเห็นเจ้ามะกรูดนี้อยู่ในส่วนผสมของแชมพูหลายยี่ห้อ ดังนั้นวันนี้ผู้เขียนจึงขอเอาใจสำหรับสาวๆที่ชอบมีปัญหาในเรื่องของผมร่วง ให้กลับมามีเส้นผมที่ดกดำและเงางามอีกครั้ง ซึ่งส่วนผสมและขั้นตอนแก้ผมร่วงก็ง่ายนิดเดียวเท่านั่นเอง
ส่วนผสมของสูตรแก้ผมร่วงด้วยน้ำมะกรูดมีดังต่อไปนี้
มะกรูดจำนวน 3 ผล
สาวๆอ่านไม่ผิดหรอกซึ่งวันนี้เรามีวัตถุดิบที่เราต้องการเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งเป้นอย่างเดียวที่มีประสิทธิภาพเกินพอเชียวละค่ะ ต่อไปเป็นขั้นตอนในการทำสูตรแก้ผมร่วงด้วยน้ำมะกรูด ซึ่งมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. นำผลมะกรูดที่เตรียมไว้มาย่างไฟให้นิ่ม แต่ก็ควรระวังอย่าให้ไฟแรงจนเกินไปเพราะว่ามะกรูดนั้นจะไหม้ได้
2. รอให้ผลมะกรูดนั้นนิ่มลงเล็กน้อย จากนั้นให้นำมะกรูดไปผ่าครึ่งแล้วคั้นเอาแต่น้ำมะกรูดเท่านั้น ใส่ถ้วยเตรียมไว้
3. หลังจากสระผมตามปกติด้วยแชมพูแล้ว แต่ควรระวังอย่าใช้เล็บเกาหนังศีรษะ เพราะถ้าเทน้ำมะกรูดลงไปแล้วมันจะแสบ
4. จากนั้นให้นำน้ำมะกรูดที่เตรียมไว้มาชโลมให้ทั่วหนังศีรษะเบาๆ เพื่อให้น้ำมะกรูดนั้นซึมซาบเข้าสู่หนังศีรษะ จากนั้นให้ใช้ปลายนิ้วนวดให้ทั่วประมาณ 2-3 นาทีแล้วทิ้งไว้ประมาณ ½ ชั่วโมง แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น
เพียงแค่สาวๆทำตามสูตรแก้ผมร่วงด้วยน้ำมะกรูดนี้สาวๆจะพบกับเส้นผมที่ไม่ค่อยบรรเทาอาการหลุดร่วงลงไปและยังมีเส้นผมที่มีสุขภาพดี ดกดำเงางามและไม่แตกปลายอีกด้วย ซึ่งสูตรแก้ผมร่วงด้วยน้ำมะกรูดนี้สามารถทำได้ประจำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อผลลัพท์ของผมที่เงางามของคุณ
————————————————————————————
ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.prd.go.th/ewt_news.php?nid=57161

ภาพประกอบทางอินเตอร์เนต

การที่เราจะมีเงินเก็บเยอะ ๆ ก็ต้องรู้จักวิธีการที่จะประหยัด ใช้เงินอย่างรู้คุณค่า วันนี้มีวิธีการที่จะทำให้เราใช้จ่ายน้อยลงมาฝากค่ะ ลองอ่านดูนะค่ะ ทำตามสัก 2-3 ข้อ ก็น่าจะทำให้เรามีเงินเก็บเพิ่มมากขึ้น

1.เช็คดอกเบี้ยธนาคาร

หมั่นตรวจสอบอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันของทุกธนาคาร และตรวจสอบให้แน่ใจว่าธนาคารไหนที่ได้รับอัตรดอกเบี้ยที่ดีที่สุด

2. ขายสิ่งที่ไม่จำเป็น

เราเชื่อว่าทุกคนมีของที่ดีๆแต่ไม่เคยใช้หรือไม่จำเป็น อยู่ที่บ้านอย่างแน่นอน ทางที่ดีควรที่จะกำจัดของพวกนั้นโดยการเอามาขายเพื่อเก็บเงินไว้ใช้สำหรับอนาคต

3. ทานข้าวที่บ้าน

หยุดการออกไปทานอาหารนอกบ้านได้จะเป็นอะไรที่ดีมาก คุณจะประหยัดได้ในหลายๆทาง ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหารหรือค่าน้ำมัน วิธีที่ดีคือทำอาหารทานเองที่บ้านจะประหยัดที่สุด

4. ซ่อมแซมสิ่งของ

ถ้ามีของใช้ชำรุดภายในบ้าน ลองหัดซ่อมแซมสิ่งของให้กลับมาใช้ได้ดีเป็นปกติด้วยตัวคุณเอง ดีกว่าที่ต้องเสียเงินในการซื้อสิ่งของชิ้นใหม่มาแทนที่ ทั้งไม่เสียเวลาหาซื้อของชิ้นใหม่และไม่เสียเงินด้วย

5. ไม่พกเงินติดตัวเยอะ

อย่าเอาเงินติดตัวไปเยอะถ้าหากคุณไม่ได้มีจุดประสงค์จะซื้ออะไรอยู่แล้ว ให้พกไปเล็กน้อยกันเหนียว ว่าถ้าคุณต้องซื้ออะไรที่จำเป็น หรืออย่างแย่ที่สุดคือพกเงินติดตัวไป แต่ทิ้งบัตรเครดิตเอาไว้ที่บ้านซะ

6. พกอาหารกลางวันไปทานที่ออฟฟิศ

ลองคำนวนค่าอาหารกลางวันของแต่ละสัปดาห์ คุณอาจจะเสียเงินไปเยอะกับสิ่งนี้ แนะนำให้เตรียมอาหารมาเองจากบ้านเพื่อเป็นการประหยัดเงิน และยังได้ทานอาหารที่สะอาดจากฝีมือตัวเองอีกด้วย

7. ทำอาหารไว้เยอะๆแล้วแช่แข็งเอาไว้

การทำอาหารเอาไว้เป็นหม้อใหญ่ๆแล้วแช่แข็งไว้แบบนี้มีข้อดีคือคุณอยากจะทานเมื่อไหร่คุณก็แค่หยิบออกมาอุ่นแล้วทานได้เลยไม่จำเป็นต้องออกไม่ซื้อ หรือเตรียมอาหารทำใหม่ให้เสียเงิน

8. ชำระค่าบริการต่างๆออนไลน์

ทำไมคุณต้องเสียเงินค่าน้ำมันรถเพื่อขับไปจ่ายเงินด้วยหล่ะ? คุณสามารถจัดการสิ่งเหล่านี้ผ่านทางอินเตอร์เนตได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ แต่คุณต้องดูแลรหัสผ่านบัญชีออนไลน์ของคุณ ให้ปลอดภัยด้วยนะ

9. หากิจกรรมที่ไม่จำเป็นต้องเสียเงินทำ

ถ้าสิ่งที่ทำให้คุณมีความสบายใจทำได้คือธรรมชาติ คุณน่าจะลองมาเดินเล่นสวนสาธารณะแถวๆบ้าน เพราะนอกจากจะทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับธรรมชาติแล้วกิจกรรมกลางแจ้งจะทำให้สุขภาพทางร่างกายของคุณดีขึ้น

10. ล้างรถด้วยตัวเอง

เมื่อมีรถขับ คุณต้องเสียค่าน้ำมัน แล้วทำไมยังต้องไปเสียเงินค่าล้างรถด้วย มันเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้คุ้มค่าเลยทั้งๆที่คุณก็สามารถล้างรถได้ด้วยตัวเอง
ข้อดีของมันคือ คุณจะรู้ว่ารถคุณเป็นรอยตรงไหนบ้าง แถมยังได้ออกกำลังกายด้วยนะ

ขอบคุณข้อมูลจาก http://money.sanook.com/59623/

ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

หลักการของการทานคลีนโดยทั่วไป

มักเน้นที่การทานอาหารให้หลากหลาย ทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน(ดี) ดูแลเรื่องส่วนผสมและวิธีการปรุง หลีกเลี่ยงการทอด ขนมอบ เบอเกอรี่ ของมันๆ หวานๆ อาหารที่มีปริมาณน้ำตาลและเกลือสูง หรือบางกลุ่มหลีกเลี่ยงการทานผลไม้เพื่อลดน้ำตาลแฝงที่มากับผลไม้ นอกจากนี้ยังต้องควบคุมพลังงานและสารอาหารให้เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ ไม่มาก และไม่น้อยจนเกินไป และจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤิกรรมการเลือกซื้อหาอาหารต่างๆ ร่วมด้วยเช่น การอ่านฉลาก ดูปริมาณให้เหมาะสม ซึ่งถือเป็นข้อปฏิบัติขั้นพื้นฐาน หลีกเลี่ยงการทานอาหารสำเร็จรูปทุกชนิด ปรุงและเตรียมอาหารด้วยตนเอง เป็นต้น

ทานผักผลไม้มากขึ้น

เนื่องจากผักและผลไม้ให้พลังงานต่ำจึงสามารถทานได้ในปริมาณมาก มีเส้นใยสูงช่วยให้อยู่ท้องและช่วยในการขับถ่าย นอกจากนี้ผักและผลไม้ยังมีวิตามินและแร่ธาติสารอาหารมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

โดยวิธีการนั้นควรเลือกผักและผลไม้สด ซึ่งถ้าหากเป็นผลไม้ควรเลือกทานที่ไม่หวานจัด และควรหลีกเลี่ยงของหมักดอง ผลไม้แห้ง ผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ สำหรับกลุ่มที่ต้องการผลชัดเจน จะงดการทานผลไม้เพื่อหลีกเลี่ยง และตัดพลังงานจากน้ำตาลแฝงที่มากับผลไม้ ส่วนผัก จะเน้นที่ผักใบเขียวและม่วง คำนวนให้เพียงพอต่อปริมาณคาร์โบไฮเดรตและสารอาหารต่างๆที่ร่างกายต้องการใช้ต่อวัน ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป โดยปริมาณที่แนะนำต่อวันของผู้ใหญ่อยู่ที่ 2 1/2 – 3 ถ้วยตวงต่อวัน

ลองปรับของว่างที่ทำให้อ้วน มาเป็นแครอทหั่นแช่เย็นกรอบๆ หรือเริ่มต้นมื้ออาหารด้วยสลัด หรือจะฝานมะนาวและใบสะระเน่ลงในน้ำเปล่าเย็นๆ ดื่มแทนน้ำอัดลมก็ได้

ตัดไขมันอิ่มตัวออกจากมื้ออาหาร

ต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่าไขมันไม่ได้เลวร้ายไปซะทุกชนิด ไม่จำเป็นต้องงดไขมัน เพียงแต่ต้องเลือกและงดไขมันชนิดอิ่มตัว และเพิ่มไขมันชนิดดีเข้าไป โดยหลักแล้วไขมันที่แนะนำให้งดคือไขมันที่มาจาก นม เนย ชีส และเนื้อสัตว์บางชนิด โดยไขมันดีที่ยังแนะนำให้รับประทานอยู่คือไขมันที่มาจาก น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนล่า เนื้อปลา และถั่วต่างๆ เนื่องจากไขมันเหล่านี้ดีสำหรับหัวใจ และช่วยเพิ่มระดับคอเรสเตอรอลตัวดีอย่าง HDL ในขณะที่ไขมันอิ่มตัวนั้นเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดจึงแนะนำให้จำกัดปริมาณ

แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าอาหารไหนมีไขมันอิ่มตัวอยู่สูง? สังเกตุง่ายๆคือ อาหารที่ไขมันอิ่มตัวสูงนั้นเมื่อวางไว้ในอุณหภูมิต่ำจะเกิดไขนั้นเอง วิธีง่ายๆในการเพิ่มไขมันดีให้กับร่างกายอาจเพิ่มถั่วที่อบแบบไม่ใส่เกลือลงในสลัดจานโปรด ใช้เนยถั่วแบบไม่เติมน้ำตาลแทนแยม หรือครีมชีส หรือใช้ผลอะโวคาโดแทนเนยเป็นต้น

ลด งด ละ เลิก เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด

การลดน้ำหนักด้วยการทานคลีนนั้นจำเป็นจะต้องคลีนถึงเครื่องดื่มต่างๆที่เราดื่มด้วย การดื่มแอลกอฮอลในปริมาณที่พอเหมาะอาจดีต่อสุขภาพ (ประมาณ 1 แก้วต่อวัน(ผู้หญิง)หรือประมาณ 2 แก้วต่อวัน (ผู้ชาย)) มากกว่านั้นอาจทำให้เกิดอาการขาดน้ำและจะทำให้เกิดความอยากอาหารมากกว่าปรกติ

ควบคุมความหวาน

คนทั่วไปชอบรสหวาน เพราะเชื่อว่าความหวานช่วยให้ความสดชื่น ทั้งที่ปริมาณน้ำตาลที่ทานได้ต่อวันนั้นสำหรับผู้หญิงไม่เกิน 4 ช้อนชา และผู้ชายไม่เกิน 6 ช้อนชา ซึ่งในหลักการของการทานคลีนนั้น จำเป็นจะต้องจำกัดการทานของหวานๆ และน้ำตาลลง โดย ลด หรืองด เครื่องดื่มที่มีรสหวาน ลูกกวาด และขนมอบต่างๆ โดยเฉพาะต้องอ่านฉลากให้ถี่ถ้วนถึงแม้ว่าอาหารนั้นจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ เช่นโยเกิร์ต ซอสมะเขือเทศ ซีเรียล ล้วนแล้วแต่มีการปรุงรสด้วยน้ำตาลทั้งสิ้น เพื่อให้การทานคลีนของเราเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เราควรใส่ใจและระมัดระวังการใช้น้ำตาลในการปรุงอาหารโดยลดให้ได้มากที่สุด หรืออาจใช้ สารให้ความหวานแทนน้ำตาลได้เป็นบางครั้งคราว

ปริมาณเกลือก็ต้องใส่ใจ

การรับประทานเกลือมากเกินไปทำให้ความดันโลหิตสูงได้ โดยปริมาณเกลือที่สามารถทานได้ต่อวันคือ ต้องไม่เกิน 2300 มิลลิกรัม หรือประมาณแค่ 1 ช้อนชาต่อวันเท่านั้น ซึ่งตัวการหลักของปริมาณเกลือแฝงที่มากเกินไปมาจากอาหารแปรรูป อาหารแปรรูปส่วนใหญ่จะมีปริมาณเกลือมากกว่าอาหารที่ทำเองในครัวเรือน ดังนั้นการงดหรือลดการทานอาหารแปรรูปอย่าง ลูกชิ้น ใส้กรอก น้ำผลไม้กล่อง ผลไม่แห้ง ผลไม้แช่อิ่ม อาหารหมักดอง อาหารแช่แข็ง บะหมีกึ่งสำเร็จรูป ก็จะช่วยลดปริมาณเกลือแฝงที่มาจากอาหารลงได้ เนื่องจากอาหารเหล่านี้มักอุดมไปด้วยไขมัน เกลือ น้ำตาล และ สารกันบูด จึงควรหลีกเลี่ยง หากเหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรอ่านฉลากอย่างถี่ถ้วนเสียก่อน นอกจากนี้หากทำอาหารทาเองควรใช้เกลือและซอสปรุงรสแต่น้อย ปรุงด้วยสมุนไพรและให้รสชาติอ่อนไว้ก่อนจะถือว่าคลีน

เลือกข้าวกล้อง และธัญพืช

เหตุผลหลักในการแนะนำให้เปลี่ยน ไม่ใช่มาจากพลังงานที่ต่ำกว่าข้าวขาวหรือแป้งขาวแต่อย่างใด เพราะพลังงานในข้าวกล้องหรือธัญพืชบางชนิดอาจเท่ากันหรืออาจสูงกว่าข้าวแป้งขาวๆด้วยซ้ำ โดยช้าวกล้องนั้นเป็นข้าวที่ยังไม่ผ่านการขัดสีส่วนของจมูกข้าวออกจึงทำให้ข้าวและธัญพืชเหล่านี้มีคุณประโยชน์จากสารอาหารมากมาย และนอกจากนี้การทานข้าวกล้องและธัญพืชจะทำให้ร่างกายมีกระบวนการดึงไปใช้งานที่เป็นไปอย่างช้าๆ สามารถทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี แถมยังมีกากใยสูงช่วยให้อิ่มนานอีกด้วย และปริมาณที่ทานข้าวแป้งนี้จะต้องคำนวนให้เพียงพอตามความต้องการของแต่ละบุคคลอีกด้วย ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป เพราะแป้งก็ยังเป็นแหล่งพลังงานที่ประโยชน์ที่ร่างกายต้องใช้ในการดำรงค์ชีวิต

อย่าลืมโปรตีน

การทานอาหารแบบคลีนนั้นการเลือกแหล่งโปรตีนเป็นเรื่องสำคัญ ถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ต้องทาน เป็นอันดับหนึ่ง โดยรองลงมาคือ คาร์โบไฮเดรต และ ไขมัน ตามลำดับ ซึ่งวิธีการเลือกแหล่งโปรตีน ควรเลือกโปรตีนที่มีไขมันดี โดยแนะนำให้เป็นอาหารทะเล เช่นเนื้อปลา สำหรับกุ้ง ปลาหมึก และหอย ควรควบคุมปริมาณ หรือ แหล่งโปรตีนไขมันต่ำที่มีราคาพอซื้อหาได้ เช่น อกไก่ ไข่ เนื้อวัวไม่ติดมัน เป็นต้น สำหรับไข่ อาจจะไม่จำเป็นต้องทานเป็นไข่ขาวเพียงอย่างเดียว แต่สามารถทานไข่แดงร่วมด้วยได้ เพียงแต่ยังต้องควบคุมปริมาณไข่แดง และควรคำนวนปริมาณโปรตีนให้เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการโดยคำนวนได้ง่ายๆคือ ปริมาณโปรตีน 2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

หน้าที่หลักของโปรตีนคือ ใช้สังเคราะห์เซลล์ใหม่ รักษาเซลล์กล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานไป ซึ่งนับว่าเป็นสารอหารที่สำคัญในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อเลยทีเดียว โปรตีนไม่สามารถสะสมในรูปของตัวโปรตีนได้ ซึ่งเมื่อโปรตีนได้ถูกย่อยและนำไปใช้แล้ว ส่วนที่เกินก็จะถูกแปรสภาพเก็บสะสมในรูปของไขมันไม่สามารถนำกลับมาใช้เป็นโปรตีนเพื่อซ่อมแซม เสริมสร้างกล้ามเนื้อได้ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องทานโปรตีนในทุกๆมื้อ ในขณะที่บางมื้อไม่ต้องทานคาร์บ หรือ ไขมันเลยก็ได้ โปรตีน 1 กรัมให้พลังงาน 4 แคลอรี่เท่านั้น

ดูแลเรื่องสัดส่วนของจานอาหาร

จริงอยู่การทานคลีนทำให้เราสามารถลดพลังงานจากอาหารได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อทานคลีนแล้วจะสามารถทานเท่าไหร่ก็ได้ไม่จำกัด ซึ่งการกระทำแบบนี้จะทำให้เราอาจได้รับพลังงานมากเกินกว่าเราต้องการใช้ ถึงแม้ว่าเราจะทานอาหารเพื่อสุขภาพอยู่ก็ตาม ทางที่ดีควรจำกัดปริมาณ โดยการชั่งตวง และ แบ่งสัดส่วนจานอาหารให้สมดุลจะดีกว่า ดังนั้นเครื่องมือพื้นฐานของการเปลี่ยน lifestyle มาทานคลีนคือ เครื่องชั่งน้ำหนักอาหาร ช้อนตวง ถ้วยตวง เนื่องจากข้อมูลสารของอาหารที่มีอยู่ทั้งสิ่งพิมพ์และบนอินเตอร์เน็ตจะอ้างอิงจากน้ำหนักวัตถุดิบแทบทั้งสิ้นดังนั้นจึงควรมีเครื่องชั่งตวงวัดเหล่านี้เก็บไว้เพื่อให้การจัดสัดส่วนปริมาณอาหารเป็นไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก credit: livestrong.com, eatingwell.com

images

ดอกอัญชัน เป็นไม้เลื้อย ลำตันสีเขียวมีขน ใบสีเขียวเป็นไม้ไม่ผลัดใบ ดอกสีน้ำเงินแก่ตรงกลางมีสีเหลือง บางชนิดมีสีขาว หรือสีม่วงอ่อน ผลแบบฝักถั่ว ขึ้นได้ดีในดินทั่วไป ชอบความชื้นปานกลาง ขึ้นงอกงามในดินที่มีอินทรียวัตถุสูง ชอบแสงทั้งวันอัตราการเจริญเติบโตมาก นิยมปลูกตามรั้ว เป็นซุ้ม เป็นพันธุ์ไม้ในเขตร้อน ขึ้นได้ทั่วไป

สารแอนโธไชยานิน มีอยู่มากในดอกอัญชัน มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น ช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็น เนื่องจากสารตัวนี้ จะไปเพิ่มการไหลเวียนในหลอดเลือดเล็ก ๆ เช่นหลอดเลือดส่วนปลาย ซ่อมแซมตาเสื่อม จากโรคเบาหวาน โรคต้อหิน โรคต้อกระจก เป็นต้น

—————————————

ข้อมูลจาก http://www.m-culture.in.th/moc_new

ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

บทความใน ม.มหิดล โดย ดร.ภก.จตุรงค์ ประเทืองเดชกุล และ ภก.สุเมธ จงรุจิโรจน์ ภาควิชาจุลชีววิทยา ระบุว่า มีความเชื่อผิด ๆ ว่า ไม่พบพยาธิในปลาน้ำทะเลอย่างแน่นอน จะพบพยาธิเฉพาะปลาน้ำจืดเท่านั้น จึงรับประทานปลาดิบจากทะเลได้อย่างสบายใจ

ในความเป็นจริงปลาทะเลก็มีพยาธิได้ ดังข่าวเมื่อสิงหาคม 2554 ว่าพบพยาธิตัวกลมชนิดหนึ่งในปลาดิบที่ขายอยู่ตามร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไป เจ้าพยาธิที่ว่านี้ มีชื่อ อะนิซาคิส (Anisakis simplex) ทำให้เกิดโรคเอนิซาคิเอซิส (Anisakiasis) ตรวจพบได้ในปลาหลายชนิด เช่น ปลาดาบเงิน ปลาตาหวาน ปลาสีกุน ปลาทูแขก ปลากุเลากล้วย ปลาลัง ปลาคอด ปลาแซลมอน ปลาเฮอริ่ง เมื่อรับประทานเข้าไปแล้ว พยาธิอาจจะชอนไชไปตามทางเดินอาหาร อยู่ในลำไส้ หรือในช่องท้อง

+ ระหว่างปี พ.ศ.2508 – 2530 มีรายงานว่าพบผู้ป่วยในประเทศญี่ปุ่น ประมาณ 4000 ราย ซึ่งพบการเกิดก้อนทูมในกระเพาะอาหารมากที่สุด ถ้าตัดก้อนทูมจะพบพยาธิอยู่ภายในก้อนทูม การรักษาทำได้โดยการผ่าตัด แล้วปี พ.ศ.2538 มีรายงานพบผู้ป่วยในญี่ปุ่นประมาณ 2000 ราย ในสหรัฐอเมริกามีรายงานการพบผู้ป่วยประมาณ 500 รายต่อปี ในยุโรปมีประมาณ 500 ราย สำหรับประเทศไทยก็มีรายงานการพบผู้ป่วยครั้งแรกจากพยาธิชนิดนี้ในชาวประมงทางภาคใต้ และยังมีรายงานว่าพบผู้ที่เกิดอาการแพ้ต่อพยาธิตัวนี้ทำให้เกิดผื่นลมพิษ ดังนั้นการรับประทานปลาดิบ อาหารอันเลื่องชื่อของแดนอาทิตย์อุทัย จึงต้องสังเกตเนื้อปลาว่ามีตัวอ่อนของพยาธิปะปนอยู่หรือไม่ เพื่อความปลอดภัย
http://health.kapook.com/view99882.html
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9570000114815
http://women.thaiza.com/

images
images

——————————————————————–thaiall.com รวบรวม

ผมเคยทานอาหารฝรั่งหลายรายการ วันก่อนก็พาบุพการีไปรับประทานมา วันนี้พบว่ามีสารพิษที่อาจทำให้ต้องจากไปก่อนวัยอันควร  โดย คุณวิสิฐศักดิ์ วุฒิอดิเรก ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ เชียงราย เขียนเรื่อง สารก่อมะเร็งจากอาหารปิ้ง ย่าง ทอด อธิบายว่า จากการวิจัยค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ได้ข้อสรุปของการเกิดมะเร็งว่า เกิดจากขบวนการหลายขั้นตอน โดยมีขบวนการเริ่มต้น (Initiation) หมายถึง การเริ่มต้นความผิดปกติของ DNA สารที่ก่อให้เกิดขบวนการเริ่มต้นเรียกว่า สารตั้งต้น (Initiator) สารก่อการกลายพันธุ์ จัดเป็นสารตั้งต้นได้ หลังจากนั้น DNA ที่ผิดปกติจะได้รับการส่งเสริมให้เกิดการถ่ายทอดต่อไปโดยขบวนการส่งเสริม (Promotion) โดยสารส่งเสริมมะเร็ง (Tumor promoter) ทำให้เกิดการเป็นมะเร็งในที่สุด สารก่อการกลายพันธุ์และสารก่อมะเร็งจึงมีความเกี่ยวข้องกัน ก่อให้เกิดความผิดปกติต่อ DNA จนนำไปสู่การเป็นมะเร็ง
http://webdb.dmsc.moph.go.th/ifc_toxic/a_tx_1_001c.asp?info_id=77

การเกิดโรคต่าง ๆ เนื่องจากการรับประทานอาหารไม่ถูกต้อง สาเหตุหนึ่ง คือ โรคที่เกิดจากการได้รับสารก่อกลายพันธุ์ และสารก่อมะเร็งในอาหารรมควัน และ อาหารปิ้ง ย่าง และ ทอด ซึ่งพบว่ามีสารพิษปนอยู่หลายชนิด อาหารที่ถูกทำให้สุกโดยให้ความร้อนโดยตรงบนอาหาร ได้แก่ เนื้อย่าง บาร์บีคิว สเต็ก ปลาเผา ปลาย่าง ไส้กรอกปิ้ง เป็นต้น อาหารดังกล่าวเป็นที่นิยมของคนไทยเป็นอย่างมาก เพราะทำให้อาหารมีกลิ่นหอม และ รสที่เอร็ดอร่อย
จากการศึกษาพบว่าอาหารพวก ปิ้ง ย่าง ทอด มีสารพิษหลายชนิดที่ควรกล่าวถึง คือ

1.สารไนโตรซามีน (Nitrosamines) ก่อให้เกิดมะเร็งในสัตว์ได้ เช่น เกิดมะเร็งในตับ ไต หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งในตับ มะเร็งหลอดอาหาร และมะเร็งกระเพาะอาหารในคน
2.สารกลุ่มพัยโรลัยเซต (Pyrolysates) เป็นสารอินทรีย์ที่มีโมเลกุลเป็นวงแหวน พบมากในส่วนที่ไหม้เกรียมของอาหารปิ้ง ย่าง สารกลุ่มนี้มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์สูงมาก จากการศึกษาฤทธิ์ต่อการกลายพันธุ์ของพัยโรลัยเซต พบว่าสารกลุ่มนี้บางชนิดมีฤทธิ์ร้ายแรงทางพันธุกรรมมากกว่าสารอะฟลาทอกซินตั้งแต่ 6-100 เท่า สารพัยโรลัยเซตสามารถรวมตัวทางชีวเคมีกับดีเอ็นเอ แล้วเป็นสารก่อการกลายพันธุ์ได้

3.สารกลุ่มโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAH = Polycyclic aromatic hydrocarbon) เป็นสารพิษที่ค่อนข้างร้ายแรงมาก ส่วนใหญ่เป็นสารเริ่มต้นของสารกลายพันธุ์ (Premutagen) และสารเริ่มต้นของสารก่อมะเร็ง (Precarcinogen) พบในเขม่าควันไฟ ไอเสียของเครื่องยนต์ น้ำมันดิบ นอกจากนี้ยังเกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ของสารอินทรีย์ เช่น ไขมันที่อยู่ในเนื้อสัตว์ น้ำมัน และไฮโดรคาร์บอนชนิดอื่นๆ ดังนั้นจึงพบสารชนิดนี้ในส่วนที่ไหม้เกรียมของอาหาร ปิ้ง ย่าง อาหารทอดกรอบ อาหารรมควัน นอกจากนี้ยังพบสาร PAH คล้ายคลึงกับการเผาไหม้ในเครื่องยนต์ บุหรี่ และเตาเผาเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม

————————————————-
ที่มาหนังสือความรู้สิ่งเป็นพิษ ตอนที่ 14 พ.ศ.2543 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข หน้าที่1-3.

environmental-engineer

‘วิศวกรรมศาสตร์’ สาขาอาชีพยอดฮิต ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้ที่สำเร็จการศึกษาในสาขานี้ค่อนข้างสูงอีกอาชีพหนึ่ง หากมีการจัดอันดับสาขาอาชีพรายได้ดีที่สุดในโลกก็มักจะพบว่าอาชีพในสายวิศวกรรมยังคงครองตำแหน่งอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลกเสมอ หลังจากที่ Life on campus ได้เสนอ 10 อันดับสายการแพทย์ที่รายได้ดีที่สุดในโลกประจำปี 2014 ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็คงจะพลาดไม่ได้กับสาขายอดฮิตอย่างวิศวกรรมศาสตร์ โดยผลการสำรวจจากเว็บไซด์ชื่อดัง National Association of Colleges and Employers หรือ NAC ได้ทำการสำรวจและวิจัยรายได้ของวิศวฯ ในสาขาต่างๆ โดยเรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยของเงินเดือนเริ่มต้น จนได้เป็น 10 อันดับสาขาวิศวกรรมที่มีรายได้สูงสุดประจำปี 2014 ดังนี้

อันดับ 10 : วิศวกรรมชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering)

ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

ค่าเฉลี่ยเงินเดือนเริ่มต้น : $43,200 ต่อปี หรือประมาณ 1,417,825 บาท

มาเริ่มกันที่อันดับ 10 “วิศวกรรมชีวการแพทย์” หรือเรียกอีกอย่างว่า “วิศวกรรมชีวเวช หรือ วิศวกรรมการแพทย์” เป็นสาขาวิชาที่นำเอาความรู้ทางด้าน “วิศวกรรมศาสตร์” และ “วิทยาศาสตร์การแพทย์” มาประยุกต์ใช้ร่วมกัน เพื่อออกแบบ สร้างหรือพัฒนาซอฟต์แวร์ อุปกรณ์ หรือเครื่องมือทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน สามารถใช้งานได้จริง รวมถึงการศึกษาค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีความซับซ้อน และต้องการขั้นตอนการผลิตที่มีมาตรฐาน และมีประสิทธิภาพสูง ตัวอย่างที่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายของงานด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ ได้แก่ การสร้างอวัยวะเทียม การประมวลภาพจากเครื่อง TC Scan และอุปกรณ์การแพทย์ เป็นต้น

สาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์เป็นสาขาวิชาที่บูรณาการศาสตร์ต่างๆ ทั้ง วิศวกรรมศาสตร์ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ เครื่องกล อิเล็กทรอนิกส์ นาโน วัสดุ หรือแม้แต่ความรู้ทางวิศวกรรมโยธาก็มีประโยชน์ในสาขานี้ รวมถึงความรู้ในสาขาแพทยศาสตร์ ชีววิทยา เคมี ชีวเคมี เภสัชศาสตร์ รังสีวิทยา เทคนิคการแพทย์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และอื่นๆ เพื่อนำความรู้เหล่านี้มาใช้เพื่อพัฒนาสร้างเครื่องมือ ซอฟต์แวร์ หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์โดยเฉพาะ ถือเป็นอาชีพที่มีความสำคัญมาอาชีพหนึ่ง ที่สำคัญรายได้ดีจนติดอันดับท็อปเทนในปีนี้เลยทีเดียว

อันดับ 9 : วิศวกรรมอุตสาหการ (Industrial Engineering)

ภาพประกอบทางอินเตอร์เนต

ค่าเฉลี่ยเงินเดือนเริ่มต้น : $61,400 ต่อปี หรือประมาณ 2,015,150 บาท

วิศวกรรมอุตสาหการ หรือที่นิยมเรียกว่า IE (Industrial Engineering) ศึกษาด้านการจัดการ การออกแบบอุตสาหกรรม กระบวนการผลิต การบริหารให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และการควบคุมเครื่องจักรกลในกระบวนการผลิตสมัยใหม่ ช่วยเพิ่มผลผลิต เพิ่มกำไร และประสิทธิการในการทำงาน โดยใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมด้านต่างๆ มาบริหารโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ หลักการ วิธีการทางด้านการวิเคราะห์ และสังเคราะห์ทางวิศวกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม ผู้ที่จบการศึกษาในสาขานี้จะเรียกว่า “วิศวกรอุตสาหการ” เป็นผู้ที่ต้องคอยวิเคราะห์อย่างละเอียดถึงการใช้งาน และค่าใช้จ่ายเกี่ยวข้องกับคน วัตถุดิบ เครื่องจักรและอุปกรณ์ในองค์กร รายได้เฉลี่ยเริ่มต้นของวิศวฯ สาขานี้จะอยู่ที่ $61,400 ต่อปี หรือประมาณ 2,015,150 บาท

อันดับ 8 : วิศวกรรมโยธา (Civil Engineering)

ภาพประกอบทางอินเตอร์เนต

ค่าเฉลี่ยเงินเดือนเริ่มต้น : $62,100 ต่อปี หรือประมาณ 2,038,124 บาท
“วิศวกรโยธา” คือบุคลที่วางแผน จัดระบบงานและควบคุมงานสร้างถนน สะพาน อุโมงค์ และสิ่งอำนวยความสะดวกในการขนส่งต่างๆ ทำงานเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคาร ตลอดจน การติดตั้งการใช้ และการบำรุงรักษาระบบไฮดรอลิก และระบบสุขาภิบาล ทำการตรวจตรา และทดสอบทำงานวิจัยและให้คำแนะนำทางเทคนิคต่างๆ งานในทางด้านวิศวกรรมโยธานี้ จะเน้นทางด้านการใช้วัสดุและทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การศึกษาทางด้านวิศวกรรมโยธานั้นนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน รวมไปถึงรายได้ที่ยังคงดีต่อเนื่องสม่ำเสมอของวิศวกรรมสาขานี้ เงินเดือนเริ่มต้นเฉลี่ยต่อปีสูงถึง $62,100 ต่อปี หรือประมาณ 2,038,124 บาท แยกย่อยได้เป็นหลายสาขาอาชีพเช่น วิศวกรสำรวจ วิศวกรด้านโครงสร้าง  วิศวกรด้านควบคุมและออกแบบระบบจราจร และวิศวกรภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น

อันดับ 7 : วิศวกรรมไฟฟ้า (Electrical Engineering)

ภาพประกอบทางอินเตอร์เนต

ค่าเฉลี่ยเงินเดือนเริ่มต้น : $62,300 ต่อปี หรือประมาณ 2,044,688 บาท

เป็นอีกหนึ่งสาขาวิศวกรรมที่มีสาขาย่อยที่กว้างมาก ศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎีและการประยุกต์ใช้ “ไฟฟ้า และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า” ถึงแม้ว่าวิศวกรรมไฟฟ้าจะประกอบไปด้วยสาขาย่อยมากมาย แต่ทุกสาขาจะมีความเกี่ยวพันร่วมกันคือในเรื่องของ “คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า” บางสาขาจะมีการใช้งานสมการของแมกซ์เวลล์โดยตรง ในการทำงานเกี่ยวกับคลื่นวิทยุ บางสาขาก็ทำงานเกี่ยวกับการผลิตและส่งถ่ายพลังงานไฟฟ้า บางสาขาเกี่ยวกับการวิเคราะห์และจัดการกับสัญญาณไฟฟ้า ทั้งนี้จะรวมถึงแง่มุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎี การประยุกต์ใช้งาน และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

ตามข้อมูลจากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐอเมริกาพบว่ามีวิศวกรไฟฟ้าและอิเลคโทรนิกส์ทำงานอยู่ในสหรัฐอเมริกา เป็นจำนวนมากทำงานในบริษัทผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ การสื่อสาร หรืออิเลคโทรนิกส์ ซึ่งอุตสาหกรรมทางด้านนี้กำลังเติบโต ทำให้เกิดความต้องการวิศวกรที่มีคุณสมบัติด้านนี้เป็นจำนวนมาก จนทำให้เงินเดือนเริ่มต้นเฉลี่ยของวิศวกรรมไฟฟ้ามีอัตราที่ค่อนข้างสูงจนติดอยู่ในอันดับที่ 7 คือ $62,300 ต่อปี หรือประมาณ 2,044,688 บาท

อันดับ 6 : วิศวกรรมเทคโนโลยี (Engineering Technology)

ภาพประกอบทางอินเตอร์เนต

ค่าเฉลี่ยเงินเดือนเริ่มต้น : $63,000 ต่อปี หรือประมาณ 2,067,662 บาท

อันดับสองที่ใครก็พอจะเดาได้ว่าเป็นสาขาวิศวฯ ที่มีรายได้ค่อนข้างสูงอีกหนึ่งสาขา นั่นก็คือ “วิศวกรการบินและอวกาศ” เป็นสาขาวิศวกรรมเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการวิจัย ออกแบบ และวิเคราะห์โครงสร้างรูปร่างทางพลศาสตร์เครื่องยนต์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการบิน รวมทั้งการวางแผนและควบคุมการสร้าง การทดสอบหรือการซ่อมบำรุง ทั้งการออกแบบเครื่องบิน, ขีปนาวุธ, ยานอวกาศ และดาวเทียม เป็นต้น

วิศวกรการบินและอวกาศ จะต้องมีความรู้และความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งเหล่านี้ อาจชำนาญงานวิศวกรรมการบินด้านใดด้านหนึ่ง เช่น งานระบบขับเคลื่อน วัสดุและกรรมวิธี งานวางแผนและควบคุม งานระบบนักบินกลนำร่องอัตโนมัติ ซึ่งอาจมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามสาขางานที่ปฏิบัติ โดยเฉพาะในต่างประเทศงานสร้างเครื่องบินไม่ว่าจะในสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปต้องถือว่าแข่งขันกันสูงมาก ทำให้แต่ละประเทศต้องการคนที่มีศักยภาพในการทำงานมากด้วยเช่นกัน ดังนั้น ผู้ที่เรียนจบมาในสายวิศวกรรมการบินและอวกาศ จึงมีเงินเดือนเฉลี่ยเริ่มต้นที่ค่อนข้างสูงมาก คือ $67,000 ต่อปี หรือประมาณ 2,198,942 บาท ครองอันดับ 2 ในปี 2014 นี้

อันดับ 1 : วิศวกรรมปิโตรเลียม (Petroleum Engineering)

ภาพประกอบทางอินเตอร์เนต

ค่าเฉลี่ยเงินเดือนเริ่มต้น : $95,300 ต่อปี หรือประมาณ 3,125,265 บาท
อันดับหนึ่งในสายวิศวกรรมศาสตร์ที่ทำรายได้สูงสุด เป็นสาขาอาชีพที่น่าสนใจและกำลังมาแรงในขณะนี้ก็คือ “วิศวกรปิโตรเลียม” หรือจะเรียกว่า “วิศวกรน้ำมัน” ก็ได้ ผู้ที่ต้องทำงานเกี่ยวกับ การเจาะและการผลิต น้ำมันหรือก๊าชธรรมชาติขึ้นมาจากแหล่งกักเก็บใต้ผิวดิน เป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงหากต้องเป็นการทำงานนอกชายฝั่ง หรือทำงานบนแท่นขุดเจาะ เมื่อความเสี่ยงสูงและกำลังเป็นที่ต้องการมากในโลก จึงทำให้ผลการสำรวจรายได้ในสาขาวิศวกรรมปิโตรเลียมประจำปี 2014 มีรายได้เฉลี่ยจากเงินเดือนเริ่มต้นสูงถึง $95,300 ต่อปี หรือประมาณ 3,125,265 บาท

อุตสาหกรรมปิโตรเลียมนับเป็นวงการหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนในระดับสูงแก่ผู้ทำงาน ไม่ว่าจะทำงานในภูมิภาคใดในโลก เนื่องจากปิโตรเลียมจะยังคงมีบทบาทในการเป็นทรัพยากรที่โลกต้องการอย่างมากและไม่มีที่สิ้นสุด “วิศวกรรมปิโตรเลียม” จึงเป็นสาขาอาชีพที่น่าสนใจแก่ผู้ที่มีความสามารถ ทั้งในเรื่องผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูง และความมั่นคงในอาชีพการทำงานต่อไปในอนาคตอีกด้วย

ที่มา : www.naceweb.org/s06182014/top-paid-engineering-majors.aspx