ความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์อาหาร ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาเลือกซื้อสินค้าของ ผู้บริโภคอยู่เสมอ เพราะนอกจากจะต้องคำนึงถึงรสชาติ สีสัน และความสดสะอาดของอาหารแล้วยังจะต้องใส่ใจในเรื่องของบรรจุภัณฑ์ที่ให้ความแข็งแรง ทนทาน และไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคอีกด้วย

เรามาทำความรู้จักบรรจุภัณฑ์อาหารกันก่อน พลาสติกโดยทั่วไปที่ใช้บรรจุอาหาร แบ่งได้เป็น 7  ประเภทใหญ่ๆ  ซึ่งแต่ละประเภทจะมีคุณสมบัติแตกต่างกันไป เช่น ทนความร้อนสูง ทนความเย็นจัด   ทนกรดด่างได้ดี   เป็นต้น   สำหรับอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งที่มักจะเลือกทานกันเป็นประจำในร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน ส่วนใหญ่จะใช้วัสดุที่ทำมาจากพลาสติกชนิด Polypropylene  หรือที่เรียกกันว่า PP ซึ่งเป็นพลาสติกในกลุ่มที่มีคุณสมบัติทนความร้อนสามารถเข้าไมโครเวฟได้ ป้องกันการผ่านของความชื้นได้ดี และสามารถใช้บรรจุหรือสัมผัสอาหารได้โดยตรง   โดยไม่มีสารเคมีออกมาปนเปื้อนกับอาหารเหมาะใช้เป็นภาชนะบรรจุอาหารได้อย่างปลอดภัย แต่อย่างไรควรระมัดระวังบรรจุภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปบางประเภทที่อาจผลิตจากพลาสติกประเภทอื่นๆ   ที่มีจุดหลอมเหลวต่ำไม่สามารถทน ความร้อนได้สูงมากนัก  เพื่อความปลอดภัยทุกครั้ง  ก่อนที่เราจะนำอาหารเข้าไปอุ่นในเตาไมโครเวฟ  ควรตรวจสอบว่าภาชนะที่ใช้บรรจุนั้น สามารถทนความร้อนได้หรือไม่

โดยปกติแล้วสามารถสังเกตได้จากภาชนะที่บรรจุภัณฑ์นั้นๆ  จะมีคำว่า  “Microwave Safe” หรือ   “Microwaveable”  เป็นต้น  นอกจากนี้  ควรปฏิบัติตามคำแนะนำในการอุ่นบนฉลาก เช่น การเจาะรูบนแผ่นพลาสติกด้านบนถาดบรรจุอาหาร หรือการเปิดฝาขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้ไอน้ำระเหยได้ง่าย และเป็นการป้องกันการพองตัว  และการระเบิดของอาหาร   รวมถึงปรับระยะเวลาการอุ่นอาหารให้เหมาะสมด้วย

จากความสะดวก  รวดเร็ว  และหาทานง่ายของอาหารสำเร็จรูปเหล่านี้ อย่ามัวแต่เลือกซื้อเพลินจนลืมใส่ใจบรรจุภัณฑ์ ให้ฉลาดเลือก   ฉลาดใช้สักนิด  จะได้ทานอาหารอย่างสบายใจ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://bit.ly/1G9IcVc

วิธีการแก้ไขอาหารท้องผูก

  • ดื่มน้ำ กินผัก ผลไม้ทั้งสดและแห้ง หรืออาหารที่มีกากใยมากๆ รวมทั้งข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ถั่ว ฟักทอง ข้าวโพด เป็นต้น ซึ่งอาหารเหล่านี้จะช่วยเพิ่มเส้นใยช่วยการขับถ่ายได้
  • ไม่ควรเร่งรีบในขณะที่กินอาหาร ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด หรือกินมะละกอสุกก่อนอาหาร และดื่มน้ำตามมากๆ นักธรรมชาติบำบัดเชื่อว่า การกินอาหารจากธรรมชาติเป็นวิธีที่ดีกว่า ซึ่งอาจทำได้โดยการกินรำข้าวเสริม โดยโรยลงไปบนอาหาร
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหารและกล้ามเนื้อหลัง ซึ่งจะช่วยให้ลำไส้เคลื่อนไหวดีขึ้น
  • อย่ากลั้นอุจจาระ ควรเข้าห้องน้ำทุกครั้งที่รู้สึกปวด หรือหลังจากที่กินอาหารเช้าที่เป็นธัญพืช โดยพยายามนั่งถ่ายอย่างผ่อนคลายประมาณ 10 นาที หรือฝึกนิสัยการขับถ่ายเป็นเวลาให้ตัวเอง
  • ดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้วต่อวัน ยกเว้นว่าเป็นโรคที่จำกัดน้ำเช่น โรคไตวาย และโรคหัวใจ
  • ลด หรือ งดการดื่มชา หรือกาแฟ เพราะทำให้ร่างกายขาดน้ำมากขึ้นเนื่องจากคาร์เฟอีมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ

สมุนไพรไทยที่ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก

  • มะขาม กินมะขามฝักแก่ หรือมะขามเปียก 10-20 ฝัก จิ้มเกลือ หรือคั้นเป็นน้ำดื่ม
  • ขี้เหล็ก นำแก่น 50 กรัม ราก ลำต้น ดอก ใบ และผลของขี้เหล็ก รวมทั้งหมด 20-25 กรัม ไปต้ม เอาแต่น้ำ ดื่มก่อนอาหารหรือก่อนนอน
  • มะเฟือง ขณะท้องว่างประมาณ 1 ชั่วโมง กินมะเฟืองที่มีรสเปรี้ยว 2-3 ลูก นอกจากจะเป็นยาระบายได้แล้ว มะเฟืองยังช่วยลดกรดในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย
  • เมล็ดชุมเห็ดไทย นำเมล็ดชุมเห็ดไทยประมาณ 1 กำมือ มาคั่วให้เหลือง แล้วนำมาต้มในน้ำสะอาดปริมาณ 1-2 แก้วจนเดือด นอกจากจะช่วยระบายท้องแล้ว เมล็ดชุมเห็ดไทยยังมีสรรพคุณช่วยให้นอนหลับสบาย
  • น้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวขณะท้องว่าง หลังตื่นนอน

รู้อย่างนี้แล้ว ยังไงก็ไม่แนะนำให้ทานยาระบายหรือชาระบายบ่อยๆ เพราะจะทำให้การทำงานของลำใส้เสียได้ ควรใช้วิธีธรรมชาติ ดื่มน้ำมากๆและค่อยๆปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นต้นเหตุของอาการท้องผูกจะดีกว่าค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

http://www.lovefitt.com/tips-tricks/%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%96%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5/

คุณไม่ต้องกินยาแก้ปวดขนานใหญ่ เพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ อย่างปวดศีรษะหรอกค่ะ…แค่อ่านแล้วทำตาม อาการปวดหัวของคุณก็จะดีขึ้นค่ะ

1. เอาโทรศัพท์ไปไว้ห่างๆ ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน The Abstract of Optometry & Vision Science บ่งชี้ว่า “ใครที่เล่นโทรศัพท์ใกล้ใบหน้ามากเกินไปขณะแชท แชร์รูป หรือแม้แต่เล่นเฮเดย์…ดวงตามักทำงานหนักขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของอาการปวดหัวได้” อาการนี้รวมถึงการจดจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยเหมือนกัน

2. ดื่มน้ำ ร่างกายคนเราขาดน้ำเพียงเล็กน้อยก็ปวดหัวรุนแรงได้ ข้อนี้อ้างอิงจากการศึกษาชิ้นล่าสุดในวารสาร The Journal of Nutrition ลองดื่มน้ำอย่างน้อย 250 มิลลิลิตร หรือจิบชาสมุนไพรอุ่นๆ อย่างชาคาร์โมมายด์แล้วอาการปวดหัวจะทุเลาลงได้

3. พักสักแป๊บ คิ้วผูกโบเป็นชั่วโมงแบบนี้ อย่าแปลกใจเลยว่าทำไมถึงรู้สึกปวดหัวตุบๆ ที่ขมับ ดร.เครี่ ปีเตอร์สัน อายุรแพทย์ แนะนำให้คุณ ‘ลุกจากโต๊ะ หามุมเงียบๆ ใช้นิ้วคลึงหน้าผากในทิศทางตามเข็มนาฬิกา ขณะนวดให้สูดหายใจลึกๆ 5 ครั้ง โดยหายใจเข้าทางจมูกช้าๆ แล้วปล่อยออกทางปากดู แล้วจะดีขึ้น’ (การนวดที่หว่างคิ้ว หรือใต้หัวคิ้วทั้งสองก็ให้ผลดีเหมือนกัน)

4. กินเชอร์รี ถ้าไม่อยากพึ่งยาแก้ปวด คุณก็ควรจะกินเชอร์รีแทน เพราะสมาคมประสาทวิทยาอเมริกา ชี้ว่าเมลาโทนินในเชอร์รีช่วยยับยั้งอาการปวดศีรษะแบบไมเกรนได้…ถ้าคุณปวดหัวบ่อยๆ คงต้องหาเชอร์รี หรือน้ำเชอร์รีมาไว้ติดไว้บ้างแล้วล่ะ!

5. ประคบน้ำแข็ง ดร.โรเบิร์ต คานีคกี จากมหาวิทยาลัยพิตต์เบิร์กชี้ว่า…แค่ประคบน้ำแข็งที่ขมับ 10-15 นาที ก็ช่วยยับยั้งอาการปวดเบ้าตาและทำให้อาการปวดศีรษะดีขึ้นแล้วค่ะ

6. นวดหลังต้นคอ การใช้เทคนิคนวดคลายกล้ามเนื้อที่หลังและคอจะช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะจากความเครียดได้ (Journal of Bodywork and Movement Therapies) ถ้านวดเองไม่สะดวก ลองหาคนมาช่วยนวด หรือแวะเข้าร้านนวดสักครึ่งชั่วโมงก็ได้

7. เล่นโยคะ ดร.คานีคกี เจ้าเดิมยังแนะนำอีกว่า ‘การเล่นโยคะช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะได้ถึง 71 %’ เพราะการได้ยืดเส้นยืดสายจะทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ทำให้หายปวดหัว ถ้าอยู่นอกบ้านลองนึกถึงท่าโยคะง่ายๆ ที่คุณสามารถเล่นได้บ่อยๆ แบบไม่อายใครดู

8. มีเซ็กซ์ เซ็กซ์ช่วยบรรเทาไมเกรนได้…นับประสาอะไรกับอาการปวดหัวเล็กๆน้อยๆ ล่ะ เซ็กซ์ดีๆ ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะได้เช่นเดียวกับยาพาราเซตามอลเลยทีเดียว

——————-ขอขอบคุณข้อมูลจากhttp://womenshealththailand.com/health/8-%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%A8%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B2/1371.html

ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต
ไม่แปลกที่พออายุมากขึ้น ผู้หญิงเรา ก็มักจะดูแลตัวเองมากขึ้นเพื่อคงความอ่อนเยาว์ของตัวเองไว้ให้นานที่สุด ไม่ว่าจะออกกำลังกาย แต่งหน้า หรือทำผม ก็ตามที
วันนี้เอาใจผู้หญิงวัยแตะเลข 4 กันหน่อย ด้วยเคล็ดลับ 5 อย่าง เพื่อให้ผู้หญิงได้เปลี่ยนตัวเองสู่ความอ่อนเยาว์อย่างแท้จริง ว่าแล้วก็ไปดูกันเลยค่ะ

1.  เรื่องของผิว ผู้หญิงวัย 40 หลายคนมักจะคิดว่าการสครับผิวบ่อย ๆ จะช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวใหม่ให้ดูสดใสขึ้น จึงต้องขัดผิวกันให้มากหน่อย ซึ่งทำให้ผิวแห้งขึ้นและทำลายผิวโดยไม่รู้ตัว และที่สำคัญ หลายคนมักคิดว่าจะต้องดูแลใบหน้าด้วยครีมชะลอริ้วรอยแห่งวัยทั้งหลาย แต่จริง ๆ แล้ว ผลิตภัณฑ์ชะลอริ้วรอยแห่งวัย หรือ anti-aging cream นั้น ส่วนเหมาะสำหรับสาว ๆ อายุ 20-35 เท่านั้นค่ะ แต่สำหรับคนวัย 40 แล้ว ต้องการอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น นั่นคือการมองหาวิตามินบริสุทธิ์ที่ช่วยแก้ปัญหาผิวได้โดยตรง อย่างวิตามิน A , C  หรือ เรติน A ที่ช่วยในการสมานริ้วรอย จุดด่างดำต่าง ๆ ซึ่งมีขายตามร้านขายยา และคลินิกผิวค่ะ

2. เรื่องของความสวยบนใบหน้า ผู้หญิงวัย 40 ส่วนใหญ่เลยมักจะ “โบ๊ะ” เพื่อปกปิดริ้วรอยแห่งวัยให้มากที่สุด ซึ่งนั่นจะทำให้ขาดความเป็นธรรมชาติบนใบหน้า และหลายครั้งสังเกตกันไหมคะว่า ยิ่งคุณปกปิด มันยิ่งเน้นให้ริ้วรอยของคุณชัดขึ้น ไม่ว่าจะด้วยคอนซีลเลอร์หนาเตอะ หรือรองพื้นที่โปะทับด้วยแป้งพัฟอีกครั้งก็ตาม ลองเปลี่ยนใหม่ดูค่ะ เผยความเป็นธรรมชาติออกมาให้เห็นกันหน่อย ด้วยการลงรองพื้นชนิดน้ำบาง ๆ ลงแป้งเบา ๆ แล้วดึงดูดความสนใจไปที่ดวงตา หรือริมฝีปาก ด้วยการปัดมาสคาราเพิ่มเสน่ห์ให้ดวงตา และทาปากสีอ่อน ๆ ก็พอแล้วค่ะ

3.  เรื่องของผม
ผู้หญิงวัย 40 หลายคนมักจะปกปิดผมขาวด้วยการทำสีผมน้ำตาลแดง หรือสีอ่อน ๆ หวังกระชากวัย แต่จริง ๆ แล้ว สีผมที่ทำให้คนเราดูอ่อนวัยมากที่สุด คือสีดำธรรมชาติค่ะ ดังนั้นสำหรับผู้หญิงวัย 40 แล้ว ควรทำสีผมสีดำไปเลย หรือจะเคลือบเงาให้ดูผมมีน้ำหนักสุขภาพดีด้วยยิ่งดีไปใหญ่ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะว่า เรื่องผมสวยเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คนดูอ่อนกว่าวัยได้จริง ๆ นะ

4.  เรื่องของการแต่งตัว หลายคนอาจมีสไตล์ที่คุณชอบ และชอบมาตลอดหลายปี แต่ในบางครั้งการลุกขึ้นมาลองแฟชั่นใหม่ ๆ จะทำให้คุณค้นพบสไตล์ใหม่ ๆ ที่นอกจากจะแมทช์กับคุณแล้ว ยังทำให้คุณดูเด็กลงได้อีก ดังนั้นการลองเสื้อผ้ารูปแบบใหม่บ้าง เป็นสิ่งที่ดีค่ะ หรือหากคุณยังชอบใส่เสื้อผ้าสไตล์เดิม ๆ ล่ะก็ ลองเล่นสีสันให้สดใสกว่าเดิมดู จากเสื้อสีเอิร์ธโทน สีหม่นที่คุณเคยสวมใส่ ลองเปลี่ยนเป็นสีชมพู ฟ้าสดใส จากกางเกงสีดำ น้ำตาลเข้ม ลองเปลี่ยนเป็นกางเกงสีขาวแล้วใส่กับรองเท้าส้นสูงดู รับรองว่าคุณจะดูสาวขึ้นเยอะเลยทีเดียวค่ะ

5.  เรื่องของรูปร่าง การดูแลรูปร่างเห็นจะเป็นสิ่งจำเป็นอันดับหนึ่งของผู้หญิงวัย 40 เลยก็ว่าได้ เพราะนั่นหมายถึงสุขภาพและการรับประทานอาหารที่เพียงพอ ไร้ไขมันส่วนเกินบั่นทอนสุขภาพอีกด้วย จึงไม่แปลกที่จะเห็นผู้หญิงวัย 40 หลายคนแอโรบิค เอ็กเซอร์ไซส์อย่างเป็นกิจวัตร ซึ่งนี่เป็นวิธีที่ดีต่อสุขภาพจริง แต่คุณเชื่อไหมคะว่า การออกกำลังกายที่ทำให้คุณดูอ่อนวัยนั้น ควรจะเป็นการออกกำลังกายที่ใช้ทั้งกำลังและสมองไปพร้อม ๆ กัน อย่างเช่น การเดินถอยหลัง เล่นบาสเกตบอล บัลเล่ต์ ยืนทรงตัวขาเดียวขณะหลับตา เป็นต้น ซึ่งหากคุณทำบ่อย ๆ ควบคู่กับการออกกำลังกายปกติ จะทำให้ดีต่อทั้งสุขภาพ และสมอง และในที่สุดแล้ว มันจะทำให้คุณดูอ่อนกว่าวัยอย่างไม่น่าเชื่อ

สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้คุณอ่อนเยาว์ได้ คือ การทำอารมณ์ให้สดใสควบคู่ไปกับการดูแลตัวเอง อย่าลืมค่ะว่า ความอ่อนวัยนั้นต้องมาจากภายในด้วย เพียงแค่คุณหัวเราะหรือยิ้มอย่างมีความสุขให้ได้ซักช่วงเวลาหนึ่งในแต่ละวัน มันก็จะช่วยชะลอความแก่และคืนความสดใส อ่อนเยาว์ให้กับคุณได้อีกนานเลยล่ะค่ะ

——————————–
ขอบคุณข้อมูล กระปุกดอทคอม

อะไรก็ตามมักจะยากตรงการเริ่มต้นนั่นล่ะค่ะ  สิ่งสำคัญคือ ทำใจและปรับตัวเองให้ได้ก่อนนะค่ะ เมื่อใจพร้อมเรามาเริ่มตั้งแต่ข้อแรกถึงข้อที่ 5 กันเลยค่ะ

1.  คำนวน ชั่งน้ำหนัก วัดสัดส่วน และ จดบันทึก
2. ตัดอาหารที่ไม่จำเป็นกับเราเสียก่อน
3. หลีกเลี่ยง ของทอด ของหวาน ของมัน ของเค็ม
4. ออกแรง ออกกำลังกาย ขยับตัวให้มาก
5. เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ (ต้องเลือกทานนะค่ะ…เน้น)

เมื่อทำตามที่กล่าวไปแล้วน้ำหนักจะลดลงอย่างช้าๆ เพราะนั้นคือการปรับสมดุลให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดี อย่าคาดหวังตัวเลขบนตราชั่งมากนัก ระหว่างทางอาจมีบ้างที่น้ำหนักจะนิ่ง แต่อย่ากังวล ให้เราใช้การวัดสัดส่วน สำรวจรูปร่างตัวเอง จากเสื้อผ้าจากคนรอบข้าง เพราะสิ่งที่เรากำลังทำต้องใช้เวลา เรากำลังเปลี่ยนแปลงพฤิกรรม ต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าเปรียบเทียบกะใคร เราแข่งกับตัวเอง เพื่อให้ใด้สุขภาพที่ดี ขอให้ทำอย่างต่อเนื่อง หรือกลับมาทบทวนว่าเราขาดหรือหลุดในจุดไหนไปก็ปรับแก้ไป และผลสำเร็จที่ได้มานั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขบนตราชั่งเท่านั้น แต่มันจะเห็นผลชัดเจนที่เรามีสุขภาพที่ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น ฟิตขึ้น และมีรูปร่างที่ดีเป็นของแถม

———————-ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.lovefitt.com

ผู้หญิงกับรองเท้า ส้นสูง เป็นของที่คู่กันค่ะ วันนี้มีเคล็ดลับใส่ส้นสูงอย่างไรไม่ให้ปวดขามาฝากค่ะ


เคล็ดลับใส่ ส้นสูง ไม่ ปวด ขา

  • เลือก ส้นสูง ให้มีขนาดพอดีกับเท้า ถ้าจะให้ดีควรเลือกซื้อรองเท้าในตอนเย็น เพราะเป็นช่วงเวลาที่เท้าขยายขนาดมากที่สุด เลือกรองเท้าที่มีหน้าเท้ากว้างพอดีกับความกว้างของเท้า
  • เลือกใส่รองเท้าที่ส้นไม่สูงมากเกินไปค่ะ ส้นสูง ประมาณนิ้วครึ่งถึงสองนิ้วกำลังดี แต่ถ้าใครคิดว่าอย่างชั้นส้นต้องสูงปรี๊ดเท่านั้น เราแนะนำให้คุณเลือกรองเท้าที่มีส่วนของหน้าเท้าสูงตามไปด้วยค่ะ อย่างหน้าเท้าสูงสองนิ้ว ส้นจะสูงสามถึงสี่นิ้วก็ยังไหว
  • เลือกรองเท้าที่มีสายรัด หรือหุ้มทั้งเท้า เพราะจะช่วยให้รองเท้ากระชับเข้ากับเท้า ไม่ต้องเกร็งมากเวลาเดิน
  • เลือกส้นรองเท้าที่ทำจากยาง เพราะจะทำให้รองรับแรงกระแทกได้ดีกว่าส้นรองเท้าที่แข็งๆ อย่างไม้ค่ะ
  • ถ้าเลี่ยงได้ ต้องไม่ใส่รองเท้า ส้นสูง เดินตลอดทั้งวัน อาจจะต้องมีช่วงเวลาพักเท่าบ้าง เปลี่ยนเป็นรองเท้าส้นเตี้ย หรือคัทชู ก็ทำให้คุณดูน่ารักไปอีกแบบนะคะ

นอกจากการเลือกซื้อรองเท้าคู่โปรดที่สวมใส่สบายแล้ว วิธีการเดินก็สำคัญนะคะ เดินให้ตัวตรง หลังตรง หน้าเชิดมองไปข้างหน้า เดินให้ขาอยู่ในแนวเดียวกัน และลงน้ำหนักที่อุ้งเท้า นอกจากจะเป็นท่าเดินที่ช่วยให้คุณดูสง่ามากขึ้นแล้ว ผลพลอยได้ที่ตามมายังทำให้คุณอยูบน ส้นสูง แบบไม่ปวดเมื่อยด้วยนะคะ

ขอบคุณภาพจาก http://news.byu.edu/

โรคกระเพาะ คืออะไรกัน มาดูกันเลย

ทำความเข้าใจกันก่อนว่า ” โรคกระเพาะ ” นั้น จริงๆแล้วชื่อเต็มๆของเค้าคือ “โรคเเผลในกระเพาะอาหาร” มีอาการปวดท้องเรื้อรัง ปวดตอนนอนหลับ บางคนปวดเมื่อกินยาแก้ปวดต่างๆ โดยโรคกระเพาะนั้น จะมีสาเหตุหลักๆ มี 3 ประการ คือ

1. เกิดจากการกินยาแก้ปวดบางกลุ่มต่อเนื่อง

2. เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

3. เกิดจากพฤติกรรมกินอาหารไม่ตรงเวลา ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่

แล้ว โรคกรดไหลย้อน ล่ะต่างจาก โรคกระเพาะ ยังไง?

สำหรับโรคกรดไหลย้อนนั้น ส่วนใหญ่อาการจะคล้ายๆ กับ โรคกระเพาะ ค่ะ นั่นก็คืออาการ จุก เสียด เพียงแต่จะแตกต่างตรงตำแหน่งของอาการของโรค โรคกรดไหลย้อน จะมีอาการ “Heatburn” ซึ่งจะมีอาการแสบร้อนบริเวณกลางอกไปจนถึงลิ้นปี่ รวมไปถึงอาการ เรอเปรี้ยวได้ เพราะกรดมีการไหลย้อนขึ้นมาบริเวณทางหลอดอาหารซึ่งอยู่ที่บริเวณอกของเรานั่นเองค่ะ ส่วนสาเหตุหลักๆนั้นก็มาจากพฤติกรรมของเรา เช่นกัน คือ

พฤติกรรมการบริโภค และ พฤติกรรมการใช้ชีวิต ทำให้เกิด กรดไหลย้อน

1. ทานอาหารแต่ละมื้อในปริมาณมากเกินไป ควรปรับเป็นทานบ่อยครั้งๆ ละน้อย

2. ชอบทานอาหารประเภททอด อาหารไขมันสูง อาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด/เผ็ดจัดเป็นประจำ

3. ชอบดื่มน้ำชา กาแฟ น้ำอัดลม ดื่มเหล้า และสูบบุหรี่จัด

4. ชอบนอนทันทีหลังจากรับประทานอาหาร

5. ไม่ยอมรักษาน้ำหนักตัวให้พอเหมาะ ปล่อยตัวให้อ้วนเกินไป

6. ไม่ชอบออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

7. พักผ่อนไม่เพียงพอ และทำงานเครียด

8. สวมใส่เสื้อผ้าหลวมสบายตัว ไม่รัดเข็มขัดแน่น

จะเห็นได้ว่าโรคทั้งสองโรคนี้มีความแตกต่างกันตรงตำแหน่งที่เกิดอาการเป็นหลัก ถ้าปวดท้องเด่นก็อาจเป็น โรคกระเพาะ ถ้าแสบอกมากกว่าก็มีความเสี่ยงของ กรดไหลย้อน มากกว่าแต่งานวิจัยหลายๆชิ้นบ่งบอกว่า 20% ของคนที่มีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งมักมีอาการอีกอย่างร่วมด้วยเสมอ ดังนั้นใครที่สังเกตอาการปวดท้องของตนเองแล้วพบว่ามีอาการตามที่บอกควรจะต้องรีบปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้โรครุนแรงขึ้นจนเรื้อรัง

สำหรับใครที่มีอาการทั้งสองโรคหรือไม่แน่ใจขอแนะนำให้ลองทานยาน้ำ ที่สร้างชั้นเจลและช่วยปรับสภาพกรดในกระเพาะอาหารให้เป็นกลางเพื่อลดอาการปวด และไม่สบายท้องที่มีสาเหตุจากกรดจะช่วยรักษา โรคกรดไหลย้อน ได้ โดยจะช่วยรักษาอาการของทั้งสองโรคทั้ง โรคกระเพาะ และ กรดไหลย้อน ในตัวเดียว ลองหาตามร้านขายยาทั่วไปดูค่ะ

ไม่ว่าจะเป็น โรคกระเพาะ หรือ โรคกรดไหลย้อน ต่างก็อันตรายด้วยกันทั้งคู่ ดังนั้นหากมีอาการปวดท้องเรื้อรัง ทานยาไม่หาย ควรปรึกษาแพทย์ไว้เนิ่นๆนะคะ

ขอบคุณภาพจาก http://www.theunintelligencer.com

ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

อาการเจ็บคอ ไม่ได้มีมาจากแค่สาเหตุการเป็นหวัดอย่างเดียวนะค่ะ แต่อาการนี้ยังบอกอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับร่างกายของเราได้อีกมาก ลองมาดูกันดีกว่าค่ะ

เริ่มที่อาการของการเจ็บคอ

อาการของการเจ็บคอ มักจะแตกต่างกันไปในแต่ละผู้ป่วยค่ะ แต่จะมีอาการหลักๆ ที่คล้ายกัน ได้แก่

– รู้สึกเจ็บ แสบ หรือระคายเคืองในลำคอ และมักจะแสดงอาการมากขึ้นเวลากลืน หรือพูด

– กลืนลำบาก, รู้สึกคอแห้ง, เสียงเปลี่ยน ในบางรายอาจมีอาการปวดร้าวไปหู

ซึ่งอาการเจ็บคอนั้น แบ่งได้ด้วยกัน 2
ประเภทค่ะ คือ

1. อาการเจ็บคอแบบเฉียบพลัน (Acute sore throat) มักมีอาการเฉียบพลันเป็นวันๆไป พร้อมกับมีอาการของระบบอื่นๆ เช่น เป็นไข้ เป็นหวัด ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย เป็นต้น

2. อาการเจ็บคอแบบเรื้อรัง (Chronic sore throat) มีอาการเป็นระยะเวลานานๆ ในบางรายอาจเป็นสัปดาห์ หรือ ในบางรายก็อาจเดือนๆ มักมีเฉพาะอาการเจ็บคอเท่านั้น ซึ่งอาการเจ็บคอแบบเรื้อรังนี้ ถ้าหาสาเหตุพบและรักษาให้ตรงจุดของสาเหตุที่เกิด อาการเจ็บคอ ก็จะหายไปเองค่ะ

สาเหตุของอาการเจ็บคอ

เมื่อรู้ถึงอาการแล้ว เราก็มาดูถึงสาเหตุกันดีกว่าค่ะ ว่าสาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้เรามีอาการเจ็บคอ ซึ่งจะแบ่งได้ 4 สาเหตุ สำคัญค่ะ ได้แก่

1. คออักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย

ส่วนใหญ่ จะมีอาการเจ็บคอ ครั่นเนื้อ ครั่นตัว มีไข้ต่ำๆ ไอ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล บริเวณผนังลำคอด้านหลัง ลิ้นไก่ จะมีอาการอักเสบบวมแดด

2. คออักเสบจากเชื้อไวรัส

ผู้ป่วยจะมีอาการ มีไข้ต่ำ จนถึงสูง บางครั้งหนาวสั่นบ้าง ครั้นเนื้อ ครั้นตัว เจ็บแสบคอไม่มากนัก อาจ

มีน้ำมูกใสๆ และคัดจมูก มีอาการปวดกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย ภายในช่องคอแดงเล็กน้อย

3. คออักเสบจากเชื้อรา

ผู้ป่วยมักมีอาการเจ็บคอ คอแห้ง น้ำลายไหลมาก แต่จะมีอาการแตกต่างกับสองสาเหตุที่กล่าวไป คือมีแผ่นขาวคล้ายนมที่จับเป็นก้อน ติดแน่นกับเยื่อบุผนังคอด้วยค่ะ

4. เกิดจากการสิ่งที่ก่อให้เกิดระคายเคืองคอ

อาการเจ็บคอในลักษณะนี้ มักเกิดจากการกระทำของเราเองค่ะ ที่ไปกระตุ้น ให้เกิดอาการเจ็บคอขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การสูบบุหรี่ เนื่องจากควันของบุหรี่จะไปกระตุ้นให้เราเจ็บคอนั่นเอง การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้เสียงที่ผิด ไม่ว่าจะเป็นการใช้เสียงติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ หรือ การตะโกน ซึ่งอาจจะทำให้สายเสียงเกิดการอักเสบ และนำไปสู่อาการเจ็บคอได้ค่ะ และโรคกรดไหลย้อน ซึ่งกรดอาจไหลย้อนขึ้นมาที่ผนังคอ ทำให้เยื่อบุและกล้ามเนื้อของผนังคอมีการอักเสบ ทำให้มีอาการเจ็บคอเป็นๆ หายๆ ได้

ยาที่ใช้รักษาและบรรเทาอาการเจ็บคอ

และเมื่อทราบถึงอาการและสาเหตุของอาการเจ็บคอกันไปแล้ว คราวนี้ก็มาถึงตัวยา และวิธีการในการบรรเทาอาการเจ็บคอ

– สารที่ช่วยลดการระคายเคือง (Demulcents) สารในกลุ่มเหล่านี้จะไปช่วยบรรเทาการระคายเคืองของอาการเจ็บคอ ทำให้เรามีอาการเจ็บคอที่น้อยลง ซึ่งสารเหล่านี้อาจใส่มาในรูปแบบของยาอม ทำให้มีการรับประทานที่ง่ายขึ้นด้วยค่ะ

– Non-steroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs) ยากลุ่มนี้เป็นยากลุ่มที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบแบบที่ไม่ใช่ยากลุ่ม สเตอรอยด์ ซึ่งอาจใช้ในอาการเจ็บคออันเนื่องมาจากการอักเสบต่างๆ

– แอนตี้ไบโอติก (Antibiotics) มันก็คือยาปฏิชีวะนะนั่นเองค่ะ มักใช้ในอาการเจ็บคืออันเนื่องมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียต่างๆ

– แอนตี้เซพติก ยากลุ่มนี้มักไม่ใช่ยาทานค่ะ แต่จะเป็นการกลั้วคอ หรือ พ่นคอ เพื่อบรรเทาอาการเจ็บคอแทน

– ยาชาเฉพาะที่ (Local anaesthetics) ส่วนใหญ่มักจะใส่มากับยาอมค่ะ ซึ่งยาตัวนี้จะไปช่วยให้มีอาการชา จนรู้สึกว่าอาการเจ็บคอหายไป ซึ่งช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้

อย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาพตัวเองเป็นเรื่องสำคัญนะคะ ถ้ารู้สึกว่าตัวเองเริ่มเจ็บคอใหม่ๆ ก็ให้ลองดื่มน้ำอุ่นเยอะๆ และหายาอมที่บรรเทาอาการเจ็บคอมาทาน แต่ถ้า2-3 วันรู้สึกไม่หายเสียที ก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจหาให้แน่ชัดดีกว่าค่ะ เผื่อบางทีอาจมีอะไรที่มากกว่าอาการเจ็บคอก็เป็นได้ค่ะ

ขอบคุณภาพจาก : whatissorethroat.com และ

http://www.livewell.in.th/article/4-%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94/

สายตาเป็นสิ่งจำเป็นมาก ยิ่งปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวไกล ลองคิดดูเล่นๆว่ าเราใช้สายตาในการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ และหน้าจอสมาร์ทโฟนในหนึ่งวันกี่ชั่วโมง หรือแม้แต่การเพ่งอ่านหนังสือเป็นเวลานานๆ  ก็ทำให้สายตาของเราอ่อนล้าได้  ไหนจะผลกระทบต่อดวงตาที่เกิดจากแสงแดดและหลอดไฟอีก อาหารบำรุงสายตาจึงเป็นตัวช่วยที่ดีในการทำให้สายตาที่อ่อนล้ากลับมาแข็งแรงสมบูรณ์ พร้อมใช้งานอีกครั้ง

ผลวิจัยในสหรัฐอเมริกาพบว่า การให้วิตามิน C วิตามิน E เบต้าแคโรทีน ธาตุสังกะสี และธาตุทองแดง มีประโยชน์ในการชะลอการเสื่อมมากขึ้นของผู้ป่วยที่เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม ตั้งแต่ระดับกลางขึ้นไป (Moderate Age-Related Macular Degeneration) ดังนั้น   การเลือกรับประทานอาหารที่สารอาหาร ดังกล่าวจะเป็นอาหารบำรุงสายตา หรือบางคนอาจเข้าร้านซื้ออาหารเสริมมารับประทานก็ได้ เพราะจากการวิจัยของแพทย์ในสหรัฐอเมริกา  และหลายประเทศพบว่าการรับประทานอาหารเสริมที่มีสารอาหารดังกล่าวมีส่วนช่วยในการบำรุงสายตาได้ แต่จะดีกว่าไหมถ้าเรารับประทานอาหารให้เหมาะสมโดยไม่ต้องพึ่งอาหารเสริมให้สิ้นเปลือง นั่นคือการรับประทานผัก ผลไม้  ดังต่อไปนี

1.  ผักบุ้ง : เป็นอาหารบำรุงสายตา ไม่ทำให้ปวดตา สายตาสั้น แสบตา ผักบุ้งมีทั้งวิตามิน A และวิตามิน C รวมถึงเบต้าแคโรทีน เป็นวิตามินที่ช่วยป้องกันมะเร็งได้ด้วย นอกจากนี้ผักบุ้งยังมีเกลือแร่ มีธาตุเหล็กที่ช่วยบำรุงเลือด การรับประทานผักบุ้ง หากผัดควรใส่น้ำมันให้น้อย แต่ถ้าลวดจะดีกว่าเพราะไม่มีน้ำมันที่ทำให้อ้วน หากรับประทานดิบก็ยิ่งมีประโยชน์มาก

2. แครอท : แครอทมีสารเบต้าแคโรทีนมากที่สุดในบรรดาผักสีส้ม นอกจากนี้มันก็ยังมีไวตามินและแร่ธาตุอื่นอีกหลายชนิด เบต้าแครอทีนก็คือ ไวตามินเอ ซึ่งช่วยในการบำรุงรักษาดวงตา เพราะมีผลต่อปฏิกิริยาเคมีของดวงตาต่อแสง ไวตามินเอยังช่วยให้มีผิวที่ดีอีกด้วย และช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่างๆได้ดี

3.  ฝักทอง : มีประโยชน์หลายอย่าง เช่น ช่วยบำรุงสายตา ผิวพรรณ ระบบย่อยอาหาร บำรุงตับไต สร้างเซลล์ใหม่แทนเซลล์เก่าที่ตายไปแล้ว มีสารลูทีนป้องกันการเสื่อมของจุดหรือแสงสีของเรตินา มีวิตามินเอ  บำรุงสายตา มีเบตาแคโรทีนซึ่งมีสาร Antioxidant สูงจึงช่วยต้านมะเร็งอีกด้วย

4.  มะม่วงสุก : เนื่องจากผลไม้ชนิดนี้อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี ฟอสฟอรัส ใยอาหาร ซึ่งเป็นอาหารบำรุงสายตาบำรุงเหงือกและฟัน ช่วยให้ผิวพรรณสดใส ลดสิวและริ้วรอยก่อนวัยได้อย่างดี ที่สำคัญมีรถชาติหอมหวาน อร่อย เป็นที่ติดใจของใครหลายคน

5.   ตำลึง : เป็นผักที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ มีคุณค่าทางอาหารสูง ตำลึงเป็นพืชที่มีเบต้าแคโรทีนที่ดีที่สุด ซึ่งเบต้าแคโรทีนเป็นสารกลุ่มคาโรทีนอยด์ ทำหน้าที่กรองแสงให้กับดวงตา ป้องกันไฟเบอร์ของเลนส์ตาจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการถูกออกซิไดซ์ด้วยแสง ป้องกันการเกิดต้อ เป็นสารที่เปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ จัดเป็นสารกลุ่มคาโรทีนอยด์ที่มีประสิทธิภาพการทำงานดีที่สุด ดังนั้น ที่กล่าวกันว่า “ตำลึงบำรุงสายตา” ก็เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ที่สำคัญเบต้าแคโรทีนเป็นสารต้านออกซิเดชัน ลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระในร่างกาย ยับยั้งการทำลายของออกซิเจนเดี่ยวและอนุมูลอิสระ ทั้งยังสามารถลดอัตราเสี่ยงของการเกิดมะเร็งในระบบทางเดินอาหารได้

———————–ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.irondaleinn.com

ขึ้นชื่อว่า “สุขภาพ”แล้วทุกคนย่อมปรารถนาที่จะมีสุขภาพร่ายกายที่แข็งแรง ไม่เจ็บไม่ป่วย  วันนี้มีวิธีดูและสุขภาพมาฝากให้ปฏิบัติกันค่ะ  ตามนี้เลย
1. แอปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวีต้องระวัง
ผลไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้มีประโยชน์มาก แต่ถ้าคุณกำลังทานยาปฏิชีวนะอยู่ ผลไม้พวกนี้จะกลายเป็นโทษทันทีเพราะมันบูดในลำไส้ได้ง่าย อาจจะทำให้เกิดอาการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้

2. ผลไม้กับมื้ออาหาร
ก่อนทานอาหารควรจะเรียกน้ำย่อยด้วยสับปะรดและมะละกอสัก 2-3 ชิ้น ผลไม้สองชนิดนี้มีเอนไซม์ที่จะช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่กำลังจะตามลงมาได้ง่ายขึ้น และหลังจากจบมื้ออร่อยแล้วควรตบท้ายด้วยแอปเปิ้ลสัก 1 ชิ้นเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลายซึ่งจะทำให้จำนวนแบคทีเรียในช่องปากลดลง และช่วยให้เหงือกแข็งแรงด้วย

3. อย่าปล่อยให้หิว
ควรจะทานอาหารให้ตรงเวลาทุกวันแม้จะยังไม่รู้สึกหิวก็ตาม เพราะเวลาที่เราหิวร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนควมเครียดออกมา ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำก็จะทำให้คุณกลายเป็นสาวเครียด และนำไปสู่อาการความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวาน

4. เนื้อสัตว์กับผลไม้ไม่เข้ากัน
ถ้าทานน้อยๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามื้อไหนคุณทานเนื้อเป็นจำนวนมากแล้วควรจะงดผลไม้ไป เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ส่าวนผลไม้ซึ่งย่อยเร็วจะถูกกักอยู่ในกระเพาะ จึงทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้

5. นาฬิกาชีวภาพ
หลักการสุขภาพดีบอกไว้ว่าเราควรจะเข้านอนในเวลาเดียวกันทุกๆ วัน แต่ส่วนใหญ่พอถึงคืนวันศุกร์กับวันเสาร์เรามักจะนอนดึกเพราะถือว่าเป็นวันหยุด การทำอย่างนี้จะทำให้ความเคยชินหรือที่เรียกว่าชีวภาพของร่างกายรวรเร จึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่วันจันทร์เราจะง่วงนอนกว่าปกติ

6. ความเครียดทำลายผิว
ถ้าอยากผิวสวย แก่ช้า ดูอ่อนกว่าวัย สิ่งแรกที่ต้องปรับคือความคิดของตัวเราเอง พยายามคิดในทางบวก มองโลกในแง่ดี หลีกเลี่ยงความคิดที่ทำให้ตึงเครียด เพื่อไม่ให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกทำลายตัวเราเอง

7. หลีกเลี่ยงภาชนะพลาสติก
เพราะความร้อนรวมทั้งรสชาติเผ็ดเปรี้ยว เค็มจากอาหารสามารถเข้าไปกัดเซาะสารสังเคราะห์ในพลาสติกให้ละลายออกปะปนกับอาหารได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะการใช้ภาชนะพลาสติกใส่อาหารเข้าอุ่นในเตาไมโครเวฟยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะเป็นการเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเป็นอย่างมาก

8. อย่าประมาทอาการไอเรื้อรัง
หลังจากหายหวัดแล้วอาการไออาจจะยังไม่หายไป แต่สาวหลายคนมักจะไม่สนใจเพราะคิดว่าอาการไอเป็นเรื่องชิลๆ แต่ที่จริงอาการไอเรื้อรังร้ายแรงกว่าที่คุณคิด เพราะมันอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะ ที่หมอให้มารักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ วิธีหยุดอาการไอที่ได้ผลที่สุดคือการดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ และนอนหลับให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้เต็มที่

9. เท้าและข้อเท้าบวม

ถ้ามีอาการแบบนี้อย่าปล่อยไว้ เพราะฝ่าเท้าเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย ถ้าบริเวณเท้ามีปัญหาก็จะส่งผลถึงร่างกายทุกส่วน วิธีแก้ไขคือให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาทีจากนั้นก็ขยับข้อเท้าไปข้างหน้าและข้างหลังเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงขนนุ่มๆ แปรงผิวหนังเบาๆ โดยเริ่มจากฝ่าเท้าแล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวานเพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) ตบท้ายด้วยการอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น

10. งดเครื่องดื่มคาเฟอีน
เครื่องดื่มพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นชาหรือกาแฟ ปกติก็ไม่ควรดื่มอยู่แล้ว แต่ถ้าบังเอิญคุณเป็นโรคปวดหลัง เครื่องดื่มพวกนี้จะเป็นศัตรูของคุณไปทันที เพราะคาเฟอีนจะไปลดการหลั่งสารเอนโดรฟินซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ อาการปวดของคุณก็จะไม่หายหรืออาจจะเป็นมากขึ้นด้วย

11. ดื่มน้ำเร็ว…อันตราย
ใครๆ ก็บอกว่าควรจะดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว แต่ต้องค่อยๆ ดื่มไปตลอดวัน ไม่ใช่ทั้งวันไม่ดื่มเลย แล้วมารวบยอดเอาในครั้งเดียว เพราะการดื่มน้ำปริมาณมากๆ ในครั้งเดียวอาจทำให้เกิดอาการน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง และอาจทำให้เป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็งตามมา ยิ่งถ้าอาการเกร็งไปเกิดที่สมอง หัวใจ หรือปอด ก็อาจจะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้

12. แดดอ่อนตอนเช้า
แสงแดดยามเช้าจัดว่าเป็นยาตามธรรมชาติที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ นอกจากทำให้กระดูกแข็งแรงแล้วยังทำให้อารมณ์ดี เพราะแดดอ่อนๆ มีวิตามินที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ออกมาต่อต้านอาการซึมเศร้าในตัวเรา คนที่เดินเล่นรับแดดอ่อนจึงมีหน้าตาเบิกบานกว่าคนที่มัวแต่หลบแดดอยู่ในบ้านมาก

14. อยากผอมต้องน้ำเย็น
การดื่มน้ำเย็น 50 ออนซ์ จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี ช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 2.5 กิโลกรัม เพราะเมื่อเราดื่มน้ำเย็นร่างกายต้องใช้พลังงานในการทำให้น้ำนั้นเปลี่ยนอุณหภูมิเป็นอุณหภูมิปกติก่อน แล้วจึงนำไปใช้ได้ จึงเป็นการใช้พลังงานมากกว่าเดิม

15. สุขภาพดีทันทีที่ตื่น
ถ้าอยากดูแลสุขภาพพร้อมกับการเริ่มต้นวันใหม่ ทันทีที่ตื่นนอนสาวๆ ควรผสมน้ำส้มสายชู (ที่หมักจากผลแอปเปิ้ล) กับน้ำผึ้งในสัดส่วนเท่ากัน ใส่น้ำอุ่นนิดหน่อย คนให้เข้ากันแล้วนำมาดื่ม จะช่วยให้การดูดซึมของระบบลำไส้และการเผาผลาญของร่างกายทำงานได้ดีตลอดวัน

16. ผู้ชายอย่าพลาดมะเขือเทศ
สำหรับหนุ่มซ่าที่กำลังเริ่มมีอาการเตะปี๊ปไม่ดังหรือกลัวว่าจะเป็นหมัน มะเขือเทศคือผลไม้ที่คุณจะพลาดไม่ได้ เพราะมะเขือเทศสุกมีสารโคปีนสูงมาก ช่วยให้ต่อมลูกหมากทำงานได้ดี ประสิทธิ์ภาพและสมรรถภาพต่างๆ จึงทำงานได้เป็นปกติ ถ้าผู้ชายทานมะเขือเทศอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้น ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็จะน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญควรจะทานแบบสุกๆ เช่น ทานเป็นน้ำพริกอ่อง สปาเก็ตตี้ เพราะเวลามะเขือเทศถูกความร้อนมันจะปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น

17. ป้องกันกรดในกระเพาะอาหาร
สำหรับที่ท้องอืดบ่อย ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่น มะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุต หรือน้ำมะเขือเทศสดนั่น เพราะน้ำพวกนี้มีกรดมากทำให้ท้องอืด หรือถ้าเสพติดไปแล้วอดไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะทำให้เจือจางลงด้วยการผสมน้ำมากๆ
18. หลบอัลไซเมอร์ด้วยเกม
ถ้าไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์หรือเป็นโรคขี้หลงขี้ลืม สาวๆ ควรจะฝึกสมองด้วยการเล่นเกมที่ต้องใช้สมาธิ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ เกมในคอมพิวเตอร์ หรืออาจจะทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิอย่างเรียนดนตรี เล่นหมากรุก เป็นต้น เพราะเกมเหล่านี้จะช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://women.thaiza.com/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2-18-%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5/136708/