ความดันโลหิตสูง หมายถึง การมีค่าความดันโลหิตตัวบน 140 มม.ปรอท หรือมากกว่า หรือมีค่าความดันตัวล่าง 90 มม.ปรอท หรือมากกว่า (โดยวัดหลังจากนั่งพัก 5 นาที  เมื่อตรวจทราบว่ามีความดันสูง  วันนี้จึงมีวิธีการลดความดันโลหิตมาฝากให้ปฏิบัติกันเมื่อรู้ว่าความดันโลหิตของคุณสูงกว่าปกติค่ะ

1 .  เริ่มต้นด้วย การเปลี่ยนแปลงอย่างเข้มงวดกับอาหารที่คุณทาน  โดยเพิ่มอาหารที่มีไขมันชนิดอิ่มตัวสูง ซึ่งประกอบไปด้วย กรดไขมันโอเมก้า 3 และ โอเมก้า 6 ในจำนวนที่น้อยมากถึงไม่มีเลย นอกจากนั้นคุณควรจะลดการปรุงแต่งอาหารด้วยเกลือ    เนื่องจากโซเดียมในเกลือจะเป็นตัวเร่งทำให้ความดันสูงขึ้น   รวมทั้งหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปและเนื้อสัตว์ที่เป็นอาหารสำเร็จรูป เพราะอาหารเหล่านี้ก็มีโซเดียมสูงเช่นกัน หากคุณรู้สึกว่าการลดจำนวนเกลือในอาหารของคุณทำให้รสชาติอาหารไม่ค่อยกลมกล่อม คุณสามารถเพิ่มรสชาติที่ขาดหายไปโดยการใช้เครื่องเทศแทน ส่วนอาหารจำพวกเนื้อแดง  และเนื้อปลา เช่น ปลาแซลมอน และปลาทูน่า คุณสามารถทานได้อย่างสบายใจไร้กังวลเลยค่ะ

2 .  ควรทานผัก ผลไม้ อาหารที่ทำจากนม และเหล่าธัญพืชที่ผ่านกระบวนการขัดสีเพียงเล็กน้อย   โดยเฉพาะอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น  แอปริคอท  และกล้วย
3.  ทานดาร์คช็อกโกแลต หรือช็อกโกแลตแบบเข้มบ้างเป็นครั้งคราวเนื่องจากสารฟลาโวนอยด์ในตัวช็อกโกแลตสามารถช่วยลดความดันได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าหากทานเยอะไป ก็อาจจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักตัวแทน ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นความดันก็จะไม่ลงไปด้วย เพราะฉะนั้นควรทานแต่พอดีนะคะ
4.  ออกกำลังกายให้เป็นกิจวัตรประจำวัน   คุณสามารถเริ่มต้นได้ด้วยการออกกำลังกายแบบเบาๆอย่างเช่น การเดิน เล่นโยคะ หรือไท่เก๊ก เป็นต้น และนอกจากนี้ในระหว่างวันคุณควรจะยืดเส้นยืดสาย หายใจเข้าลึกๆหายใจออกยาวๆบ้าง เพื่อเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดที่คุณอาจจะต้องเผชิญ ภาวะตึงเครียดเหล่านั้นอาจส่งผลร้ายต่อความดันของคุณได้ เพราะฉะนั้นคุณควรจะปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขปัญหานี้หากจำเป็น ท่าออกกำลังกายคลายเครียดเหล่านี้สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน และเมื่อความเครียดและความกังวลลดลง ความดันของคุณก็จะลดลงไปด้วยเช่นกัน
5.  การยืน   ในขณะที่คุณนั่ง เลือดจะไหลเวียนอยู่ที่ขาเป็นส่วนใหญ่ การที่นั่งอยู่กับที่นานๆ  สามารถทำให้ความดันนั้นสูงขึ้น  และหากนั่งไขว่ห้างก็จะยิ่งเป็นการขัดขวางการไหลเวียนของเลือดมากขึ้นอีก ซึ่งอาการนี้สามารถทำให้เลือดแข็งตัวเป็นลิ่ม และเกิดอาการโรคหลอดเลือดดำส่วนลึกอุดตันก็เป็นได้ นอกจากนี้ การนั่งนานๆอาจทำให้เวลาที่คุณยืนขึ้นความดันจะตกอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดอาการหน้ามืด หรือเวียนหัวได้   การยืนเพียงครึ่งวันในระหว่างวันทำงาน สามารถเป็นตัวช่วยลดความดันของคุณได้อย่างดีเลยทีเดียว อีกทั้งยังทำให้คุณรู้สึกกระฉับกระเฉง และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
6.  ดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดทั้งวัน   น้ำไม่เพียงแค่ชำระล้างสารพิษต่างๆและเกลือที่สะสมอยู่ในร่างกายให้ออกไป แต่น้ำยังเป็นตัวควบคุณความดันของคุณด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นคุณควรจะมีขวดน้ำติดตัวพกไปนู่นไปนี่ตลอดทั้งวัน และควรมีติดรถไว้ด้วยก็จะยิ่งดี
7.  ละเลิกพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อร่างกาย   โดยเฉพาะการสูบบุหรี่ คุณจะสามารถเห็นได้ว่าความดันของคุณจะเริ่มเป็นปกติเลยล่ะ รวมทั้งการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มากเกินไป ก็จะเป็นผลเสียต่อเรื่องความดันของคุณด้วยเช่นกัน แต่หากดื่มเพียงเล็กน้อย มันอาจจะกลับกลายเป็นผลดี และสามารถเป็นตัวช่วยในเรื่องความดันของคุณแทน เพราะฉะนั้นคุณควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาปริมาณแอลกอฮอล์ที่เหมาะสม ที่คุณสามารถดื่มได้โดยไม่ส่งผลกระทบเสียต่อความดันของคุณ แต่ถึงอย่างไรอย่าลืมว่า ยังไงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เหล่านี้ ก็จะทำให้ประสิทธิภาพในยาทั้งหลายที่คุณทานอยู่ลดลงไป ทำให้ฤทธิ์ของยาออกผลได้อย่างไม่เต็มที่

วันนี้มีเคล็ดลับการลดน้ำหนักแบบเร่งด่วนจาก Twitter มาแชร์ซึ่งก็เป็นสูตรที่น่าลองมากๆ นั่นก็คือ “กินโยเกิร์ตผสมโซดา “ หยิบทั้งคู่มาผสมกันแล้วดื่มแทนกินมื้อเย็น ซึ่งจากรีวิวของผู้ดื่มจริงบอกไว้ว่า ลด 4 กิโลภายใน 5 วัน!

น้ำตาลของเครื่องดื่มแล้วมีสูงมากแต่  Greek Yogurt นั้นมีประโยชน์ พร้อมทั้งยังทำให้อิ่มนาน ดังนั้นเรามาลองสูตรนี้ดีกว่า
– Greek Yogurt 1 แก้ว 
– โซดา พอประมาณ 
ผสมให้เข้ากัน ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยค่ะ   ดื่มตอนเย็น สารอาหารจาก Greek Yogurt จะช่วยให้รู้สึกอิ่ม และน้ำโซดา จะช่วยให้รู้สึกสดชื่นค่ะและประโยชน์อีกอย่างของ Greek Yogurt คือ ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย แบบนี้ สาวๆ คนไหนที่ท้องผูกอยู่ ก็สามารถใช้สูตรนี้ช่วยได้เหมือนกันนะคะ

สูตรลดน้ำหนักแต่ละสูตร ไม่ได้หมายความว่าจะเชื่อได้ทุกอย่างนะ เราควรเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ และถ้าจะให้ได้ผลก็ควรออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย รับลองผอมแน่นอน !

—————————————
ขอบคุณข้อมูลจาก…http://www.share-si.com/2016/08/5-4.html

Washing machine.
วิธีล้างเครื่องซักผ้าแบบรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่ต้องใช้สารเคมีให้เป็นอันตราย ได้ประหยัดเงินไม่ต้องจ้างบริษัทมาถอดเครื่องล้างให้เปลืองงบประมาณอีกด้วย

เครื่องซักผ้าที่ใช้ไปนานๆ จะมีคราบน้ำ คราบผลิตภัณฑ์ซักฟอก คราบที่หลุดจากผ้า หรือเชื้อรา  ทำให้ติดเป็นคราบสกปรก ล้างไม่ออก จะทำให้เครื่องซักผ้าดูขาวสะอาดเหมือนใหม่ได้ไม่ยาก ลองมาทำตามวิธี

– เบกกิ้งโซดา

เตรียมเบกกิ้งโซดา 1 ถ้วยตวง เปิดน้ำให้เต็มถัง หรือเลือกระดับน้ำสูงสุด ใส่เบกกิ้งโซดาลงไปปั่น 2-3 นาที เพื่อให้เบกกิ้งโซดาละลาย แล้วหยุดเครื่องไว้อย่างต่ำ 3 ชั่วโมง หรือ 1 คืนยิ่งดี หลังจากนั้นเปิดให้เครื่องทำงาน ซัก – ล้าง – ปั่นแห้ง แบบไม่มีผ้า จนจบกระบวนการ และเพื่อให้คราบต่างๆ         ที่เบกกิ้งโซดาทำปฏิกิริยาไว้หลุดออกจากตัวถังเครื่องหมด จากนั้นให้เปิดเครื่องเหมือนซักผ้าโดยที่ยังไม่ใส่ผ้าลงไปอีก 1-2 ครั้ง เครื่องจะกลับมาขาวสะอาดเหมือนใหม่

 

–  น้ำส้มสายชู

กรณีมีเชื้อรา เห็นราสีดำๆ ขึ้นตามขอบยาง ให้ใช้ “น้ำส้มสายชู” 2-3 ถ้วยตวง ใส่ลงในน้ำในถังซักผ้า เปิดระดับน้ำสูงสุด ปั่น 3 นาที เพื่อให้น้ำส้มสายชูละลาย หยุดเครื่องไว้อย่างต่ำ 2-3 ชั่วโมง ครบเวลาแล้วมาเปิดเครื่องทำงานซัก – ล้าง – ปั่นแห้ง แบบไม่มีผ้า จนจบกระบวนการ จะกำจัดเชื้อราได้ หลังจากนั้นต้องเปิดเครื่องทำงานเหมือนซักผ้าโดยที่ยังไม่ใส่ผ้าลงไปอีก 1-2 ครั้ง และเชื้อราและกลิ่นน้ำส้มสายชูจะหมดไปจากตัวถัง

ใส่เบกกิ้งโซดาหรือน้ำส้มสายชู ในช่องที่ใส่ผงซักฟอก แล้วเปิดเครื่องคล้ายจะซักผ้า ปล่อยให้เครื่องเปล่าทำงาน ไปจนจบโปรแกรม โดยไม่ต้องใส่เสื้อผ้า เครื่องซักผ้าก็จะสะอาดเหมือนใหม่ๆ เช่นกัน

หลังจากใช้แล้ว ควรจะเปิดฝาทิ้งไว้ให้ถังซักผ้าแห้งก่อน แล้วค่อยปิดฝา เครื่องซักผ้าจะไม่ขึ้นราแล้ว..

ขอบคุณข้อมูลจาก yaimouth

ไม้มงคลก็เป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่ช่วยเสริมฮวงจุ้ยให้เด่นเป็นสง่า การจัดสวนที่ดีจะต้องประกอบไปด้วย ต้นไม้(ธาตุไม้)  น้ำตก  น้ำพุ อ่างบัว  บ่อปลา (ธาตุน้ำ)  แสงแดดส่องถึง(ธาตุไฟ)  มีดินที่สมบูรณ์ (ธาตุดิน)

ที่สำคัญจะต้องมีการตกแต่งสวนอย่างสวยงาม (ธาตุทอง) ไม่ใช่ปล่อยให้รกรุงรังกลายเป็นป่ามากกว่าสวน ส่วนต้นไม้ที่จะปลูกเสริมบารมีหรือปลูกแล้วรวยวันรวยคืน ค้าขายเจริญรุ่งเรือง มีต้นอะไรบ้างไปสำรวจกันดู

1. โป๊ยเซียน ไม้มงคลที่ปลูกไว้หน้าบ้านแล้วจะมีโชคลาภ เชื่อกันว่าโป๊ยเซียนเป็นต้นไม้ของเทพเจ้า 8 องค์ และหากผู้ใดปลูกโป๊ยเซียนแล้วออกดอก 8 ดอก จะทำให้ผู้นั้นมีโชคลาภเข้ามา

2. ดาวเรือง เปรียบเสมือนเงินทองเต็มบ้าน ปลูกต้นดาวเรืองไว้หน้าบ้านหรือบริเวณบ้านให้ออกดอกเยอะ ๆ ยิ่งเสริมให้มีโชภลาภ กิจการก้าวหน้า

3. เงินเต็มบ้าน ถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์ แต่นิยมนำมาปลูกไว้ที่บ้านเสริมความเป็นมงคล ความเจริญรุ่งเรืองให้กับชีวิต หน้าที่การงาน และมีเงินทองกองเต็มบ้านอีกด้วย


4. ว่านเศรษฐีกอบทรัพย์ ถือเป็นต้นไม้เสี่ยงทาย หากใบม้วน ดอกออกมาก เชื่อว่าดวงชะตาของผู้ปลูกจะดี เจริญก้าวหน้า แต่ในทางกลับกัน หากเหี่ยวเฉา หมายถึง ชะตาชีวิตของผู้ปลูกจะตกต่ำ อับเฉา

5. กวนอิมทอง เป็นต้นไม้ที่นิยมนำมาใช้ในพิธีกรรมและ ศาสนา ความเชื่อโบราณ เชื่อว่า หากปลูกกวนอิมทองแล้ว ทองจะหลั่งไหลเข้าบ้าน มีเงินใช้ไม่ขาดมือ ชีวิตจะมั่งมีศรีสุข


6. เงินไหลมา เมื่อปลูกแล้ว จะ ทำกิจการหรือธุรกิจใดๆก็จะมีกำไร ได้รับการอุปถัมภ์จากผู้ใหญ่ เป็นที่รักใคร่ของผู้พบเห็น ควรปลูกในวันอังคาร ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้


7. ว่านรวยไม่เลิก ไม้ประดับที่สามารถปลูกในที่ร่มได้ ไว้บนโต๊ะทำงาน หรือปลูกประดับในบ้านได้ เป็นต้นไม้ที่มีความหมายตามชื่อ คือเมื่อปลูกแล้วจะรวยตลอดไป


8. กระบองเพชร คนไทยนิยมปลูกกระบองเพชรไว้ในบ้าน เพราะมีความเชื่อว่า จะทำให้กิจการก้าวหน้า หน้าที่การงานเลื่อนตำแหน่งเร็ว จะมีโชคลาภมาสู่คนในครอบครัว

——————————————
ขอบขอบคุณข้อมูลจาก – http://thaiquote.org

การทำความสะอาดห้องน้ำเป็นงานที่น่าเบื่อสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามการดูแลบ้านให้สะอาดอยู่เสมอก็เป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะกับห้องน้ำถ้าห้องน้ำ สกปรกมันสามารถนำมาซึ่งเชื้อโรคต่างๆ  มากมาย

น้ำยาทำความสะอาดทีมีขายอยู่ทั่วไปตามท้องตลาด ที่บอกว่าช่วยทำความสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นอันตรายต่อ สุขภาพ  มันเต็มไปด้วยสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย  อีกทั้งยังเป็นสารก่อมะเร็งอีกด้วย 

ต่อไปนี้คุณสามารถทำความสะอาดห้องน้ำของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการใช้ส่วนผสมที่หาได้ง่ายและยังช่วยคุณประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกเช่นกัน

นี่คือสิ่งที่คุณต้องเตรียม
ส่วนผสม

โซเดียมไบคาร์บอเนต (เบคกิ้งโซดา) 160 กรัม
ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (3%) 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำส้มสายชู 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันหอมระเหยที่คุณชอบ 15 – 20 หยด
น้ำมะนาว 60 มล.

วิธีทำ

1.  นำเบคกิ้งโซดาใส่ลงในชามและเติมน้ำมะนาวลงไปผสมให้เข้ากัน

2.  จากนั้นใส่น้ำส้มสายชูและไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ลงในชามอีกใบและผสมให้เข้ากัน

3.  เทส่วนผสมของน้ำส้มสายชูและไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่ผสมจนเข้ากันแล้วลงในชามผสมเบคกิ้งโซดาและน้ำมะนาว

4.  ผสมให้เข้ากันอีกครั้งแล้วใส่น้ำมันหอมระเหยของคุณลงไป (คุณจะใช้กลิ่นลาเวนเดอร์ก็ได้)

5. จากนั้นใช้ช้อนตักส่วนผสมเป็นก้อนกลมๆ ใส่ไปในถาดอบ และนำเข้าอบให้แห้ง

6. เมื่อแห้งดีแล้ว คุณสามารถใช้มันในการทำความสะอาดห้องน้ำได้เลยและมันจะให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมกับคุณ

เคล็ดลับที่คุณสามารถลองทำได้ในวันนี้สำหรับทำความสะอาดห้องน้ำของคุณโดยใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติที่ปลอดภัยและยังช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าของคุณอีก ด้วย 

—————————————-
ขอบคุณข้อมูลลจาก : healthyfoodstar.com
แปลข้อมูลโดย : http://www.rak-sukapap.com/

 

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารทำกินง่ายสะดวก  ขอแค่มีน้ำร้อนก็นำมาทำกินได้สบายๆ  แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั้น  ไม่มีประโยชน์ใดๆ  เลย แถมยังทำลายสุขภาพของเราอีกต่างหาก   และนี้ก็คือผลที่เกิดขึ้นหลังจากกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

1. สารอาหารไม่ครบถ้วน
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ซองมีสารอาหารหลัก ๆ อยู่แค่ไม่กี่อย่าง ซึ่งก็แน่นอนว่าไม่ครบถ้วนพอที่ร่างกายต้องการอยู่แล้ว นอกจากนี้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ก็ไม่ควรรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปด้วย เนื่องจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะเป็นตัวบล็อกให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมสารอาหารที่มีประโยชน์จากอาหารชนิดอื่นได้อีก

 2. มีสารก่อมะเร็ง

สารสไตโรโฟม (Styrofoam) หรือสารเคมีที่พบมากในกล่องโฟม และพลาสติกทั้งหลาย เป็นสารที่ถูกพบว่ามีอยู่ในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปด้วยเหมือนกัน ซึ่งไม่บอกก็คงพอจะเดากันออกว่าสารเคมีตัวนี้มีอันตรายอยู่ไม่น้อย และที่สำคัญก็เป็นสารที่เข้าไปกระตุ้นเซลล์มะเร็งในร่างกายของเราให้เจริญเติบโตเร็วขึ้นด้วย ยิ่งถ้าเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบถ้วยที่สะดวกและง่าย แต่รู้ไหมว่า บะหมี่ถ้วยนั้นทวีสารก่อมะเร็งอีกหลายเท่าเลยนะจ๊ะ

3. อันตรายต่อลูกในท้อง

หญิงตั้งครรภ์ทั้งหลายไม่ควรกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่างยิ่ง เพราะนอกจากสารอาหารที่ได้ไม่ครบถ้วนแล้ว สารสังเคราะห์จากอาหารสำเร็จรูปยังมีส่วนทำให้เด็กในครรภ์ได้รับอันตราย บางรายอาจจะถึงขั้นแท้งบุตรเลยก็ได้ ฉะนั้นเลือกรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่มีประโยชน์ เช่น โฟเลต วิตามินบี แคลเซียม และเหล็กดีกว่านะ

4. เป็นอาหารขยะ

แม้ในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะมีคาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่ และไฟเบอร์ แต่ก็มีผงชูรสในปริมาณที่เยอะมาก จนเทียบเท่าอาหารขยะทั่วไปเลยทีเดียว ฉะนั้นหากปล่อยให้ร่างกายคุ้นชินกับสารอาหารเหล่านี้เรื่อย ๆ ร่างกายเราก็จะขาดสารอาหารที่สำคัญ ๆ ไปหลายอย่างเลยล่ะ

5. โซเดียมสูง

เมื่อมีผงชูรสในปริมาณสูง ก็หมายความว่าโซเดียมที่มีอยู่ในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็จะสูงตามไปด้วย และหากใครมีปริมาณโซเดียมในร่างกายมากเกินไป ก็จะเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ไตวาย และโรคอัมพาตได้เลยนะ

6. ผงชูรสเต็มเปี่ยม

โมโนโซเดียม กลูตาเมต (Mono sodium Glutamate) หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ ผงชูรส เป็นส่วนประกอบสำคัญอย่างหนึ่งในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เพราะจะช่วยชูรสให้มีรสชาติอร่อยกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น ซึ่งใครที่มีอาการแพ้เจ้าผงชูรสนี้ ก็อาจได้รับผลกระทบแบบเฉียบพลันทันที โดยอาจจะมีอาการวิงเวียนศีรษะ อาเจียน หน้าแดงก่ำ คัน หรืออาการแพ้อื่น ๆ ตามมาได้ง่าย ๆ

7. โรคอ้วนถามหา

อาหารประเภทก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารที่ก่อให้เกิดโรคอ้วนได้ไม่ยาก เนื่องด้วยความที่มีโซเดียม และแป้งสูง จึงทำให้ร่างกายเกิดอาการบวมน้ำและมีน้ำหนักเกินได้ โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย และไม่ควบคุมอาหารเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ฉะนั้นหากไม่อยากเสี่ยงเป็นโรคอ้วน ก็ควรงดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกันตั้งแต่วันนี้เลยนะจ๊ะ

8. ก่อกวนระบบย่อยอาหาร

เนื่องจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีแต่แป้งและคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนใหญ่ จึงจัดว่าเป็นอาหารที่ย่อยยาก และยังมีผลต่อระบบลำไส้และระบบย่อยอาหารของเราไม่น้อยเลย เพราะสารอาหารพวกนี้เคลื่อนที่ในลำไส้ได้ค่อนข้างลำบาก ด้วยเหตุนี้เลยกลายเป็นอาหารที่ไม่ควรรับประทานเท่าไร โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาเรื่องระบบย่อยอาหารเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

9. ลดประสิทธิภาพระบบภูมิคุ้มกัน   

โพรไพลีน ไกลคอน (Propylene Glycol) หรือ พีจี ที่มีอยู่ในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จะเข้าไปก่อกวนระบบภูมิคุ้มกันของเรา ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จนอาจจะเป็นเหตุให้มีโรคแทรกซ้อนขึ้นมาได้ อีกทั้งสารโพรไพลีน ไกลคอนยังซึมซามลงสู่ตับ ไต หัวใจ และอวัยวะภายในเราได้ง่าย ๆ อีกด้วย รู้แบบนี้กลัวขึ้นมาหรือยังจ๊ะ

10. อัตราการเผาผลาญพลังงานในร่างกายลดลง

ทั้งสารสังเคราะห์จากธรรมชาติ สารแต่งกลิ่น แต่งสี และสารกันบูดในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ล้วนแล้วแต่มีส่วนทำให้อัตราการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย (Metabolism rate) ลดลงเรื่อย ๆ ยิ่งถ้าหิ้วท้องไว้กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบ่อย ๆ ระบบเมตาบอลิซึมก็จะถดถอยลงเรื่อย ๆ จนเสี่ยงมีน้ำหนักเกินได้ในที่สุด

ข้อมูลจาก http://health.kapook.com/view72769.html

ดูแลรอบดวงตาแบบง่ายๆ  เพื่อให้ดวงตาของคุณกลับมาสื่ออารมณ์ พร้อมความสดใสได้อีกครั้ง

  1.  เติมความชุ่มชื่นให้ร่างกาย
    ปรับสมดุลขั้นสุดนอกจากการดื่มน้ำตามปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยให้ร่างกายชุ่มชื้นแล้ว น้ำยังช่วยทำให้ผิวมีน้ำ หล่อเลี้ยงด้วย คราวนี้ผิวรอบดวงตาก็จะชุ่มชื่นดูไม่เหี่ยว แถมยังกระจ่างใสขึ้นอีกด้วย

2 . ลดเกลือได้ ถุงใต้ตาหายแน่นอน
อาหารที่แช่แข็ง  และรสเค็มถือเป็นหนึ่งสิ่งอันตรายต่อผิวรอบดวงตาของสาวๆ นั่นก็เพราะโซเดียมที่มากับเกลือที่สาวๆ รับประทานกับเกือบทุกวันจะเข้าไปดึงน้ำออกจากร่างกายของเรา ทำให้น้ำเข้าไปคั่งอยู่ในชั้นใต้ผิวหนังก่อให้เกิดอาการถุงใต้ตาบวมนั่นเอง

3.  พักผ่อนให้มากๆ บอกลาความดำคล้ำใต้ตา
เชื่อว่าสาวๆ ทุกคนคงไม่อยากที่จะมีถุงใต้ตาที่คล้ำ จนคนอื่นทักว่าไปอดหลับอดนอนมาจากที่ไหน หรือกลายร่างจากคนเป็นหมีแพนด้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ทางที่ดีคือ สาวๆ ควรนอนหลับพักผ่อนให้ได้วันละ 5 – 8 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย เพื่อให้ผิวพรรณได้ซ่อมแซมและฟื้นฟูตามธรรมชาติ

4.  อายครีมที่ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง
ห้ามไม่ได้จริงๆ กับยุคสมัยนี้ ที่อะไรๆ ก็ดูเร่งรีบไปซะหมดจนทำให้ใครหลายคนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง รวมทั้งผิว  รอบดวงตา ถ้าชีวิตจะต้องเป็นแบบนี้ต่อไป เห็นทีต้องใช้ตัวช่วยเสริม อย่างอายครีมดีๆ ที่ให้ความชุ่มชื้นกับผิวรอบดวงตาอันแสนบอบบาง แล้วยิ่งถ้าช่วยลดพวก ริ้วรอย ความบวม แถมช่วยให้ตาดูกระจ่างใสด้วย ก็ถือว่าเป็นอายครีมที่เลิศสุดๆ ไปเลย อย่าลืมนะคะ ว่าลงทุนกับเมคอัพตาเยอะแค่ไหน ก็ควรจะลงทุนกับการบำรุงผิวรอบดวงตามากเท่านั้นเช่นกัน แล้วคุณจะเซอร์ไพรส์ว่าถ้าดวงตาคุณดูดี เทรนด์หน้าสดจะกลายเป็นเทรนด์สุดโปรดของคุณแน่นอน

ช่างง่ายและใช้เวลาน้อยเหลือเกิน แบบนี้สาวๆ คงจะไม่มีข้ออ้างให้กับตาที่ดูโทรมและอ่อนล้าอีกต่อไปนะคะ

—————————ขอบคุณข้อมูลจาก http://women.sanook.com/56841/

วันที่ 24   มกราคม 2560    รายการวันใหม่  Thai PBS  รายงานว่าทางเทศบาลนครเชียงใหม่รณรงค์ตลาดสะอาด อาหารปลอดภัย รับวันตรุษจีน เพื่อให้ผู้ค้าตระหนักถึงความปลอดภัยของอาหาร    โดยลงพื้นที่ตลาดวโรรส  อ.เมือง จ.เชียงใหม่  สุ่มตรวจหาสารปนเปื้อนในอาหารจำนวน 174 ตัวอย่าง  ผ่านเกณฑ์ตรวจ 170  ตัวอย่าง  และไม่ผ่านเกณฑ์ 4 ตัวอย่าง  โดยกลุ่มอาหารที่พบสารเคมีปนเปื้อนเป็นกลุ่มอาหารทะเล พบฟอร์มาลีนปนเปื้อนในปลาหมึกกรอบ  จึงให้เก็บสินค้าออกจากแผง และจะมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง  หากร้านใดฝ่าฝืน และพบว่าอาหารที่วางขายไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคก็จะมีการดำเนินการตามกฎหมาย

ขณะเดียวกันได้มีการเจาะเลือดพ่อค้าแม่ค้า  เพื่อตรวจหาสารเคมีตกค้างในร่างกาย   พบว่า พ่อค้าแม่ค้ากว่า  80%   มีสารเคมีปนเปื้อนในเลือด   แต่อยู่ในระดับปลอดภัย,   10% พบสารเคมีปนเปื้อนในระดับอันตราย   และอีก 10% ไม่พบสารเคมีปนเปื้อนในเลือด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://hilight.kapook.com/view/148231

stock-photo-doctor-hand-auscultating-child-baby-patient-heart-with-stethoscope-physical-therapy-closeup-343749272
stock-photo-doctor-hand-auscultating-child-baby-patient-heart-with-stethoscope-physical-therapy-closeup-343749272

 

ผมคงไม่เตือนให้เด็กเล็กระวังไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus)

เพราะ .. น้อง ๆ คงระวังตัวเองไม่ได้ ยังเล็กนักที่จะระวังตนเอง
แต่จะเตือนว่า คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ดูแลเด็กเล็ก และผู้ที่รู้ตัวว่าเป็นพาหะ
ต้องระวังไวรัส RSV จะไปติดน้องหนูที่ท่านเข้าใกล้
ระบาดช่วงปลายฝนต้นหนาว

ตามที่ นพ.จิรรุจน์ ชมเชย กุมารแพทย์ กุมารแพทย์โรคระบบหายใจ
ออกมาโพสต์เตือนผ่านเฟสบุ๊ค เมื่อปลายปีที่แล้ว
ว่ามีการระบาดโดยเฉพาะใน จ.นครรราชสีมา
หายใจล้มเหลวจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ในห้อง ICU
แต่ไม่ว่าจังหวัดใดก็ต้องระวัง ไม่ว่าจะเป็นเมื่อใด โดยเฉพาะหน้าหนาว
เพราะเชื่อว่า “การรู้ไว้ก่อน ย่อมดีกว่าไม่รู้อะไรเลย”

[คำแนะนำ]
หากสงสัยให้ไปพบแพทย์โดยเร็ว

[รู้จัก RSV]
เป็นไวรัสที่เข้าทำลายระบบทางเดินหายใจ
ทำให้ปอดบวม เด็กจะมีอาการหอบเหนื่อย
ถ้าสังเกตเห็นอาการก็มักจะรุนแรงมากแล้ว
ชื่อเรียกคือ “โรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัส  RSV

[ผู้ใหญ่กับเด็กเล็ก]
ผู้ใหญ่ก็รับเชื้อนี้ได้ และมีอาการไอ มีไข้ เจ็บคอ น้ำมูกไหล
แต่สำหรับเด็กแล้วจะมีอาการรุนแรง ถึงหนักมาก
อาจต้องเข้าห้องไอซียู เพราะระบบหายใจล้มเหลว

[อาการ]
อาการในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี
ทางเดินหายใจอักเสบ หลอดลมอักเสบ
มีอาการคล้ายเป็นหวัด มีไข้ ไอ น้ำมูกไหล คออักเสบ
รายที่รุนแรงจะไข้สูง หอบเหนื่อย และปอดบวม

[วิธีป้องกันจาก CDC]
– ล้างมือ
– ไม่สัมผัสใบหน้า
– ไม่สัมผัสผู้ป่วย
– ปิดปากและจมูกเวลาไอจาม
– ทำความสะอาดสิ่งของที่ผู้ป่วยต้องสัมผัส
– ป่วยต้องอยู่บ้าน

[ประวัติเชื่อ RSV]
ไวรัส RSV พบครั้งแรกเมื่อปี 1955 (พ.ศ. 2498)
มีการตรวจพบในลิงชิมแปนซีที่เกิดอาการป่วยจากหวัด
ต่อมาไม่นานก็พบว่าสามารถติดต่อได้ในมนุษย์
และเป็นสาเหตุของอาการหรือโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ
โดยเฉพาะในเด็กเล็ก

[การติดต่อสู่เด็ก]
โรคนี้เป็นโรคติดต่อ อาจติดมาจาก
– เด็กที่ป่วยใกล้บ้าน
– มีคนป่วยไข้ไอใกล้บ้าน
– ใกล้ชิดกับผู้มีเชื้อที่ใกล้ชิด

http://kidshealth.org/en/parents/rsv.html
https://www.facebook.com/jiraruj/posts/1423786187649100

http://www.rakluke.com/article/5/19/1977/

http://www.rakluke.com/article/6/26/529/

รถเข็น (wheelchair) เป็นพาหนะสำหรับผู้สูงอายุที่เดินไม่ได้
หรือ ผู้สูงอายุที่ไม่แข็งแรง หรือผู้พิการ หรือ ผู้ป่วยที่ยังเดินไม่ได้เอง
ถ้าไปซื้อที่ร้าน รุ่นธรรมดามีราคาประมาณ 3000 – 4000 บาท

ในครอบครัวส่วนใหญ่จะอยู่กันเป็นครอบครัว มีพ่อ แม่ ลูก
ปัจจุบันสถิติผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวมีมากขึ้น
ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยโดยไม่มีผู้พบเห็น
ดังนั้น ถ้ามีผู้เจ็บป่วยขึ้นมา จนเดินไม่ได้ ก็ต้องใช้รถเข็นในการเดินทาง
โรงพยาบาลขนาดใหญ่ก็จะมีบริการรถเข็นให้ยืมใช้ระยะหนึ่ง
เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ในยามวิกฤตที่ปัญหาสุขภาพถาโถมเข้าใส่
เช่น โรงพยาบาลเกาะคา ก็มีกลุ่มงานที่ดูแลผู้ป่วยตามบ้าน
ออกมาเยี่ยมบ้าน มีคุณหมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำ
และประสานให้ยืมรถเข็นสำหรับผู้ที่เดินเองไม่ได้ .. ขอบคุณครับ

ครอบครัวหลาย generation
ครอบครัวหลาย generation

ถ้าเจ็บป่วยจนถูกประเมินได้ว่าเป็นผู้พิการ ก็จะได้รับเบี้ยผู้พิการตามกฎหมาย
เมื่อผู้สูงอายุ หรือมีใครล้มหมอนนอนเสื่อ จนเป็นผู้ป่วยติดเตียง
ก็ต้องมีคนดูแล อาจมีลูกหลานลาออกงานมาดูแล
หรือจ้างคน หรือฝากไว้กับศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ
การดูแลผู้สูงอายุ หรือพ่อแม่ หรือลูกหลานด้วยความรัก
ทำให้นึกถึง “program ชีวิต

if (รักลูก = true) { do(ดูแลลูก) }
if (รักแฟน = true) { do(ดูแลแฟน) }
if (พ่อแม่รักเรา = true) { do(พ่อแม่ดูแลเรา) }
if (รักพ่อแม่ = true) { do(ดูแลพ่อแม่) }
if (รัก x = true) { do(ดูแล x ) }

ในชีวิตจริงเราทำทุกเรื่องพร้อมกันไม่ได้
บางเวลาเราเลือกทำได้เพียงอย่างเดียว