Archive for the ‘ไอทีในชีวิตประจำวัน’ Category
Monday, December 12th, 2011
นอกจากข่าวน้ำท่วมปลายปี 2554 ที่เป็นมหาอุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์รุนแรงที่สุดของไทยในช่วงชีวิตของเรา แต่ไม่มีใครรับประกันได้ว่าปีถัดไป หรืออีกสิบปีข้างหน้าจะหนักกว่าเดิมหรือไม่ ยังมีข่าวความขัดแย้งของคนตามแนวถุงทรายยัก หรือที่เรียกว่าบิ๊กแบ็ค ที่ได้รับผลกระทบชัดเจน คนเหนือถุงทรายต้องอยู่กับน้ำท่วมยาวกว่าคนอยู่ใต้ถุงทราย ดังนั้นถุงทรายคือเส้นแบ่งระหว่างคนสองกลุ่มอย่างชัดเจน แต่อีกข่าวที่น่าติดตามว่าจะเกิดอะไรต่อไป คือ ข่าวอากงที่ส่ง SMS เข้าข่ายผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ที่กระทำผิดไว้ระหว่าง 9 – 22 พฤษภาคม 2553
เทคโนโลยีในปัจจุบันไม่ได้จำกัดที่อายุ เพศ วัย หรืออาชีพอีกต่อไป จากข่าวอากงวัย 61 ปี มีโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 เครื่อง และมี 2 ซิม ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ส่งข้อความไปถึงผู้คนกว่า 60 คน โดยส่งจำนวน 4 ข้อความ ซึ่งข้อกล่าวหาข้างต้น ศาลได้ตัดสินไปแล้ว และระบุโทษจำคุกถึง 20 ปี ถ้าอากงกระทำการดังข้อกล่าวหาจริงก็ต้องบอกว่าเก่ง และมีความมุ่งมั่นเชิงลบสูง เพราะตั้งแต่ผู้เขียนใช้โทรศัพท์มือถือมาร่วม 20 ปียังส่ง SMS ไม่ถึง 10 ข้อความเลย ถ้าเขียนแต่ละครั้งก็เพียงคำว่า Happy New Year เท่านั้น
สำหรับคลิ๊ปใน youtube.com ประเด็น “อาคง sms” พบหลายสิบคลิ๊ป ทั้งที่เห็นด้วยและเห็นต่าง ประเด็นที่สื่อให้ความสนใจ คือ อากงบอกว่าส่ง SMS ไม่เป็น อากงรับโทษ 20 ปีจากการส่ง 4 ข้อความ อากงจำร้านที่นำโทรศัพท์ไปซ่อมไม่ได้ ถ้าองกงทำจริงมีใครอยู่เบื้องหลัง มีการเสนอให้ทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทุกประเด็นล้วนมีทางออกที่เป็นไปได้ แต่การดำเนินการเพื่อไปให้ถึงทางออกนั้นมีปัจจัยแวดล้อมมากมาย ขึ้นอยู่กับบุคคลที่เกี่ยวข้อง และความจริงที่ถูกซ่อนบ่ม สำหรับกรณีทางออกของอากงมีการเสนอว่า ถ้าอากงสำนึกผิด และขอพระราชทานอภัยโทษ เชื่อว่า พระมหากรุณาธิคุณนั้น ไม่มีที่สิ้นสุด อากงอาจได้กลับคืนสู่ครอบครัวอันเป็นที่รักได้ในไม่ช้า
คำสำคัญ:112, law, sim, sms
กลุ่ม: ไอทีในชีวิตประจำวัน | ไม่มีความคิดเห็น »
Saturday, November 26th, 2011
26 พ.ย.54 การเชื่อมต่อของโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแบบไร้สาย มีผู้ให้บริการพัฒนากันอยู่ตลอดเวลา มีความฝันว่าเราจะเชื่อมต่อได้เร็วยิ่งขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด คำว่า 4G ยังเป็นความฝัน แต่ที่เร็วที่สุดในปัจจุบันเราสามารถไปถึงยุค 3.9G มีผู้ให้บริการรายแรกคือ TOT ซึ่งจัดงานแถลงข่าว เปิดตัว 3.9G ไปแล้ว ใช้ความถี่ 2100 MHz ด้วยเทคโนโลยี HSPA+ มีความเร็วถึง 42 Mbps เริ่มบริการพฤศจิกายน 2554 และจังหวัดลำปางเป็นหนึ่งใน 18 จังหวัดที่เริ่มเปิดให้บริการ และจะขยายให้ครอบคลุมทั่วประเทศในพฤษภาคม 2555 มีข้อมูลเผยแพร่ใน http://www.tot3g.net
จุดเด่นของ 3.9G คือโทรศัพท์เห็นหน้ากันแบบไม่สะดุด ตอบรับกระแสเครือข่ายสังคม (Social Network) ที่ใช้งานผ่านอุปกรณ์รุ่นใหม่ อาทิ สมาร์ทโฟน หรือแทบเล็ต ส่วนค่าบริการขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้งาน ตัวอย่างแพกเกจกลุ่ม Super Load 3G เริ่มต้น Load Silver คือ จ่าย 250 บาทต่อเดือนโทรเห็นหน้าได้ 30 นาที และดาวน์โหลดได้ 700 MB หากใช้แพกเกจที่จ่ายแพงขึ้นก็จะได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น ถ้าเน้นการโทรศัพท์มากกว่าดาวน์โหลดก็จะมี City Silver คือ จ่าย 250 บาทต่อเดือน โทรได้ 200 นาที แต่ดาวน์โหลดได้ 100 MB เท่านั้น
สำหรับผู้ที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ราคาเครื่องละไม่เกิน 1,000 บาท คงไม่เหมาะที่จะใช้บริการ 3G เพราะโทรศัพท์ที่ TOT แนะนำล้วนมีราคาสูงกว่านับสิบเท่า อาทิ Nokia N9, Samsung Galaxy Note, BlackBerry PlayBook, Sony Ericsson Xperia Arc S, iPhone 4s, LG Optimus Pad แต่ถ้าจะหาอุปกรณ์ที่รองรับ 3.9G ในระดับความเร็ว 42 Mbps อาจต้องอดใจรออีกสักพัก เพราะการผลิตอุปกรณ์ และการนำเข้ายังไม่แพร่หลายในประเทศไทย ต่อไปเวลาโทรศัพท์คุยกับแฟนก็จะได้รู้แล้วหละว่าอยู่ที่ทำงานจริง หรือไปลั่นล้าที่ไหน เพราะผู้รับโทรศัพท์สามารถเห็นบรรยากาศโดยรอบเป็นหลักฐานมัดตัวคุณผู้ชายที่ ชอบแว็บไปไหนต่อไหน แล้วบอกว่าติดประชุม ซึ่งเป็นข้อเสียอีกข้อหนึ่งที่คุณผู้ชายอาจไม่เลือกใช้บริการนี้
คำสำคัญ:3.9g, device
กลุ่ม: ไอทีในชีวิตประจำวัน | ไม่มีความคิดเห็น »
Saturday, November 19th, 2011
19 พ.ย.54 ปัจจุบันโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตของคนทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บางคนต้องพก 2 เครื่อง เพื่อใช้ในการทำงาน และใช้ส่วนตัว ส่วนนักเรียน นักศึกษาเป็นกลุ่มผู้ซื้อที่ถูกยอมรับว่ามีกำลังซื้อสูงสุด เพราะเปลี่ยนมือถือตามแฟชั่น ผู้ผลิตออกรุ่นใหม่มาเป็นต้องเกาะกะแสไม่เคยพลาด ไม่เหมือนผู้ใหญ่ที่จะเปลี่ยนแต่ละทีคิดแล้วคิดอีก กำเนิดของโทรศัพท์เกิดในปีพ.ศ.2419 โดยนักประดิษฐ์ชื่ออเล็ก ซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ (Alexander Graham Bell) แล้วในปี พ.ศ. 2420 โทมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Alwa Edison) ก็นำมาพัฒนาต่อจนสามารถใช้งานได้จริง สำหรับประเทศไทยเริ่มใช้โทรศัพท์ในปีพ.ศ.2450 โดยกรมไปรษณีย์โทรเลขได้นำเครื่องโทรศัพท์ระบบไฟกลาง (CENTRAL BATTERY: CB) ติดตั้งเครื่องชุมสายระบบไฟกลางวัดเลียบ ซึ่งเป็นเครื่องชุมสายแห่งแรกในประเทศไทย
แต่ละยุคมีเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน ยุคแรก หรือ 1G ใช้ Cellular ที่ยังเป็น Analog มาเป็นยุค 2 G ใช้ GSM ที่เริ่มเป็น Digital แล้ว ยุค 2.5 ใช้ GPRS ยุค 2.75G ใช้ EDGE ยุค 3G ใช้ WCDMA ยุค 3.5G ใช้ HSDPA ยุค 3.9G ใช้ HSDPA+ โดยสรุปแล้ว 3.9G เร็วกว่า 3G กว่า 20 เท่า แล้ว 3G ก็เป็นเทคโนโลยีที่ล้าสมัยไปแล้ว ส่วน 4G ยังเป็นเทคโนโลยีที่ยังไม่เกิดขึ้นในโลก ดังนั้นเราไปได้ไกลสุดก็เพียง 3.9G
ถ้าเราใช้ 3.9G ก็จะเป็นประเทศแรก ๆ ในอาเซียน และให้บริการระยะเดียวกับญี่ปุ่น ระบบนี้ใช้คลื่นความถี่ 2100 MHz เป็นคลื่นความถี่สากล โดยเราเป็นประเทศที่ 24 ของโลก และเป็นประเทศที่ 4 ของเอเชียที่ใช้คลื่นนี้ ถ้ามีโทรศัพท์ที่รองรับ 3.9G คือ รองรับ HSDPA+ ก็จะโทรศัพท์แบบเห็นกันได้ เล่นอินเตอร์เน็ตด้วยความเร็วถึง 42 Mbps แต่โทรศัพท์ที่รองรับเทคโนโลยีนี้ยังหาได้ยากในท้องตลาด และมีราคาสูง ซึ่งเชื่อได้ว่าอีกไม่นานเราก็จะได้ใช้ 3.9G กันทุกคน เพราะถ้าผู้ส่งต้องการเห็นภาพของเรา แต่โทรศัพท์ของเรายังเป็นจอสีเดียว คงสื่อสารกันไม่สนุก แล้วเวลานั้นก็คือเวลาที่ต้องเปลี่ยนโทรศัพท์อีกครั้ง
http://www.thailand39g.com
http://www.39gthailand.com
คำสำคัญ:3.9g, cat, mobile, phone, smart, tot
กลุ่ม: เทคโนโลยี, ไอทีในชีวิตประจำวัน | ไม่มีความคิดเห็น »
Monday, October 24th, 2011

iconia tab w501
24 ต.ค.54 แท็บเล็ตพีซี (Tablet PC) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลแบบพกพา สามารถรับคำสั่งจากผู้ใช้ผ่านการสัมผัสจอภาพ (Touch Screen) ปัจจุบันมีหลายยี่ห้อที่ได้รับความนิยม อาทิ iPad, Samsung Galaxy Tab หรือ Acer Iconia Tab ครั้งหนึ่งมีเพื่อนนำ Iconia Tab a500 มาให้ผู้เขียนทดสอบใช้ แล้วถามว่าทำไมต่ออินเทอร์เน็ตได้เฉพาะผ่าน WiFi ถ้าไปอยู่บนรถยนต์ รถเมย์ รถไฟก็ใช้งานไม่ได้ แล้วไปพบคำตอบในงานมหกรรมสินค้าไอที COM TECH ที่ลำปาง จากบูทแสดงสินค้าของ Acer ว่าการเปิดตัวของแต่ละผลิตภัณฑ์ออกมาไม่พร้อมกัน และของดีมักมาทีหลัง
ปัจจุบันแท็บเล็ตพีซีแต่ละยี่ห้อมีกลยุทธ์ในการผลิตสินค้าไม่ต่างกับเครื่องโน๊ตบุ๊คหรือพีซี คือ ออกมาหลายระดับ หลายราคา เพื่อสนองความต้องการของผู้ใช้แต่ละกลุ่ม ถ้ามีงบน้อยก็ซื้อรุ่นเล็ก มีงบมากก็ซื้อรุ่นที่ใหญ่ จากเอกสาร Acer Buyer’s Guide No.8 พบว่า IConia Tab มีออกมา 5 รุ่น แบ่งเป็นรุ่นที่รองรับระบบปฏิบัติการ Android จำนวน 3 รุ่น รองรับระบบปฏิบัติการ Windows 7 จำนวน 2 รุ่น สำหรับรุ่นต่ำสุดรองรับระบบปฏิบัติการ Android มีหน่วยความจำเก็บข้อมูลได้ 16 GB ส่วนอีก 4 รุ่นที่เหลือมี 32 GB ถ้าเป็นรุ่น Windows จะแถม Acer Fine Tip Keyboard ทำให้ใช้รับข้อมูลจากแป้นพิมพ์เพื่อพิมพ์งานเอกสารได้สะดวก หรือรับคำสั่งผ่านจอภาพก็ทำได้พร้อมกัน
การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของ Iconia Tab รองรับ 3G GSM / GPRS / EDGE 850 / 900 / 1800 /1900 MHz มีเพียงรุ่นท็อป 2 รุ่นคือ A501 และ W501 ตัวอักษร A แทนด้วย Android และตัวอักษร W แทนด้วย Windows ส่วนรุ่นที่รองรับ Fast Ethernet on the dock มีเพียงรุ่นเดียวคือ W501 ดังนั้นการเลือกซื้อ Tablet PC แต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่นก็ต้องเข้าใจพฤติกรรมการใช้ว่า จะใช้บนรถเมย์ผ่าน 3G หรือผ่านเครือข่ายไร้สายในองค์กรเท่านั้น ส่วนผู้ที่เคยชินกับระบบปฏิบัติการ Windows ก็คงต้องเลือกรุ่นที่มีตัวอักษร W นำชื่อรุ่น ซึ่งการเลือกซื้อ Tablet PC จำเป็นต้องหาข้อมูลจากคนรอบข้างว่ามีจุดเด่น จุดด้อยอย่างไร จะสื่อสารเชื่อมโยงระหว่างสมาชิกในองค์กรได้หรือไม่ การเลือกซื้ออุปกรณ์ประเภทนี้ให้ได้ประโยชน์สูงสุดจำเป็นต้องศึกษาข้อมูล และติดตามข่าวสารการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หากเลือกซื้อผิดก็อาจกลายเป็นเพียงขยะเทคโนโลยีชิ้นใหม่ในบ้านเพิ่มขึ้นอีก 1 ชิ้น
http://www.acer4u.in.th/
http://www.userguidemanual.com/acer-iconia-tab-w500-user-manual-quick-start-guide-tablet/
คำสำคัญ:iconia, tabletpc, w500, w501
กลุ่ม: ไอทีในชีวิตประจำวัน | ไม่มีความคิดเห็น »
Saturday, October 15th, 2011
น้ำท่วมปีพ.ศ.2554 จะเป็นครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ต้องจารึกไว้ เพราะน้ำเริ่มท่วมสูง กินบริเวณกว้าง และยาวนาน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึงพฤศจิกายน จากพายุหลายลูกทั้ง พายุไหหม่า พายุนกเตน พายุไห่ถาง พายุเนสาด และพายุนาลแก โดยเฉพาะผลกระทบที่ก่อความเสียหายทั้งภาคธุรกิจ การเกษตร และที่พักอาศัย ในเดือนตุลาคมมีรายงานว่ามีพื้นที่ที่ยังประสบภัยมี 26 จังหวัด นิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งถูกน้ำท่วมเสียหายนับแสนล้านบาท ส่วนเขื่อนใหญ่ในประเทศ 33 เขื่อน พบว่ามีปริมาณ น้ำเกินกว่าร้อยละ 80 ถึง 26 เขื่อนแล้ว
เรามีความรู้เรื่องอุทกภัยกันเป็นอย่างดี แต่ปัญหาอยู่ที่ประสบการณ์ในการรับมือ และความไม่แน่นอนของธรรมชาติ เพราะพายุฝนที่เกิดขึ้นในปีนี้ทำให้เกิดน้ำก้อนใหญ่ และทางน้ำที่มีอยู่ไม่สามารถรองรับการไหลของน้ำได้ทัน เมื่อน้ำทุกสายไปรวมกันที่ภาคกลางก็จะเอ่อท่วมพื้นที่ราบริมแม่น้ำ หรือที่ต่ำกว่า แล้วขยายออกไปเท่ากับปริมาณน้ำที่จะขยายไปได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่คาดไม่ได้กับทุกพื้นที่ ปัจจุบันเราสามารถพยากรณ์การมาของพายุ และเฝ้าระวังได้ แต่เราคาดไม่ถึงในความรุนแรงของสายน้ำทำให้การป้องกันที่มีไม่เพียงพอกับปริมาณและความรุนแรง จนทำให้กำแพงพัง ฝายกันน้ำแตก หรือปริมาณน้ำสูงกว่าคันกั้นน้ำ ในระบบอินเทอร์เน็ตมีข้อมูลให้ตรวจผลการเตือนภัยน้ำท่วมในกรุงเทพฯ มีการสร้างแนวป้องกันน้ำสูงกว่า 2 เมตรครึ่ง แต่ความเสียหายที่เราพบในข่าวทุกวันนี้คือนอกเขตกรุงเทพฯ ซึ่งรุนแรงอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อนในช่วงอายุของเรา
ข้อมูลเกี่ยวกับภัยพิบัติในแต่ละพื้นที่ การทำงานของรัฐบาลในการป้องกัน การบรรเทาทุกข์ของสื่อมวลชน ล้วนสืบค้นและพบได้ในเว็บไซต์ด้านสื่อแบบนาทีต่อนาที แม้เราจะมีความรู้เรื่องอุทกภัยทั้งจากประสบการณ์ในอดีต การนำเสนอบทเรียนน้ำท่วมจากผ่านภาพยนตร์หลายเรื่อง แต่ความรู้ กับการรับรู้ก็ยังไม่สัมพันธ์กัน มีคำถามเกิดขึ้นตามสื่อว่าปีต่อไปจะเกิดเหตุแบบนี้หรือไม่ ต้องทำอย่างไร โดยใครที่ไหนจะเป็นพื้นที่รับน้ำ ใช้งบเท่าใดเพื่อป้องกัน แก้ไข และเยียวยา เพราะที่ผ่านมาเราสามารถควบคุมทิศทางของน้ำผ่านประตูน้ำให้น้ำเข้าท่วมพื้นที่เป้าหมายได้ แล้วนั้นก็เป็นที่มาของข้อพิพาทระหว่างชุมชนที่ได้รับความเดือดร้อน
คำสำคัญ:2554, dam, flood
กลุ่ม: ไอทีในชีวิตประจำวัน | ไม่มีความคิดเห็น »
Sunday, September 25th, 2011

เจ้าคุณพิพิธ
ปลายเดือนกันยายน 2554 ผู้เขียนมีโอกาสฟัง พระราชวิจิตรปฏิภาณ (เจ้าคุณพิพิธ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพมหานคร บรรยายเรื่อง อย่า 15 อย่า นำมาซึ่งความสามัคคีธรรม ฟังแล้วก็รู้สึกโดนใจ ทันยุค ทันสมัย เข้าถึงใจคนทำงานในยุคคุณปูเป็นนายก แต่ประเด็นมีถึง 15 หัวข้อ แม้จดทันแต่อาจเก็บประเด็นได้ไม่ครบ แล้วท่านก็บอกว่าให้ใช้ MP3 Recorder บันทึกไว้ไ แต่ตอนนั้นไม่มีอุปกรณ์ หลังจากนั้นก็กลับมาปรึกษาอาจารย์กู๋ หรือ google.com แล้วก็พบเว็บไซต์ของพระท่าน คือ katitham.com อ่านเป็นไทยว่า คติธรรมดอทคอม
ความสามัคคีจะเกิดขึ้นได้ คนในองค์กรต้องไม่ประพฤติตัว 15 อย่าง ต่อไปนี้ 1) อย่าอวดรู้ 2) อย่าดูแคลน 3) อย่าแสนงอน 4) อย่าซ่อนเงื่อน 5) อย่าเชือนแช 6) อย่าแส่เรื่องของเผือก 7) อย่าเสือกงานของเค้า
อย่าเอาแต่งานของตัว 9) อย่ากลัวเขาหาว่า 10) อย่าด่าเจ้านาย 11) อย่าขายความลับ 12) อย่าจ้องจับผิด 13) อย่าคิดไม่ซื่อ 14) อย่าดื้อจนด้าน 15) อย่าค้านจนแค้น ซึ่ง 15 ข้อนี้ถือเป็นข้อพึงระวังและส่งเสริมให้คนในองค์กรมีความสามัคคี แต่ประเด็นเหล่านี้ก็ต้องใช้วิจารณญาณในการพิจารณาอย่างสมเหตุสมผล เพราะถ้าไม่เข้าใจแล้วนำไปใช้เป็นข้ออ้างในการไม่ปฏิบัติงานก็อาจเกิดผลเสียตามมา อาทิ การจัดการความรู้ในองค์กร ก็ต้องสนับสนุนในการเปิดเผยความลับหรือเทคนิคแก่เพื่อนร่วมงาน การนำความรู้ที่ตนมีออกมานำเสนอ การให้ข้อเสนอแนะในประเด็นที่คิดต่างเพื่อการพัฒนา การเข้าไปหนุ่นเสริมช่วยเหลืองานของเพื่อนเพื่อให้องค์กรบรรลุพันธกิจ
ปัจจุบันมีเว็บไซต์เผยแพร่สาระด้านธรรมะในพุทธศาสนาอยู่มากมาย ซึ่ง คติธรรมดอทคอม เป็นเว็บไซต์เก่าแก่ที่จดโดเมนมาตั้งแต่ปี 2549 มีคติธรรมและสื่อการเรียนรู้มากมาย มีทั้งผลงาน บทความ สื่อธรรมะในรูปมัลติมีเดีย อาทิ VCD DVD และ MP3 แล้วท่านก็มีผลงานออกทางทีวีบ่อยครั้งที่คอยเตือนสติทั้งต่อเยาวชน บุคคลทั่วไป นักการเมือง และนักบริหาร อาจเรียกได้ว่า คติธรรมของท่าน เด็กฟังได้ ผู้ใหญ่ฟังดี ผู้บริหารบ้านเมืองก็ยิ่งน่าฟัง
คำสำคัญ:buddhist, dhamma, katitham.com, monk
กลุ่ม: ไอทีในชีวิตประจำวัน | ไม่มีความคิดเห็น »
Thursday, September 8th, 2011

ultra hi-speed internet
9 ก.ย.54 ราวปีพ.ศ.2540 มีบริการอินเทอร์เน็ตที่ใช้โมเด็มความเร็ว 14.4 Kbps และใช้โปรแกรมบราวเซอร์ของ Netscape ซึ่งเว็บไซต์ยอดนิยมคือ yahoo.com ส่วนนักพัฒนาเว็บไซต์ก็จะใช้บริการฟรีของ geocities.com ประกอบกับเทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็ว จึงมีโมเด็มความเร็ว 28.8 และ 56 Kbps ตามด้วย ISDN ที่เร็วกว่าโมเด็มกว่าเท่าตัว แต่ ISDN ไม่เป็นที่นิยมมากนัก ในยุคนั้นร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่เลือกใช้ด้วยโมเด็มเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการหลายราย แก้ปัญหาอินเทอร์เน็ตของรายหนึ่งหลุดก็ยังให้บริการลูกค้าต่อไปได้ และใช้ซอฟท์แวร์ช่วยทำการแบ่งปันการใช้งานของผู้ใช้ให้ออกไปยังผู้ให้บริการได้อย่างลงตัว
เทคโนโลยี DSL หรือบอร์ดแบนด์อินเทอร์เน็ต เริ่มให้บริการปลายปี 2547 และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว เริ่มต้นที่ความเร็ว 256 Kbps มีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไปในแต่ละราย และการปรับปรุงอุปกรณ์ขยายโอกาสให้ผู้ใช้นอกเขตเมืองหลวงได้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง การใช้โมเด็มกำลังจะหายไปจากเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งเครื่องตั้งโต๊ะ เครื่องโน๊ตบุ๊ค เครื่องเน็ตบุ๊ค สมาร์ทโฟน สำหรับเครื่องแท็บเล็ตพีซีหลายรุ่นไม่รองรับอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วต่ำอีกต่อไป การเชื่อมต่อแบบไร้สายในอาคารได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น พร้อมการมาของระบบไร้สายยุค 3G ไปถึง 4G
การพัฒนาความเร็วในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก้าวกระโดดไปอีกขั้น โดยบริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต จำกัด ได้นำเสนอ Ultra Hi-speed Internet ที่มีความเร็วหลายระดับให้เลือก เริ่มจาก 7 Mbps มีค่าใช้จ่าย 599 บาท/เดือน ไปจนถึง 100 Mbps มีค่าใช้จ่าย 4,999 บาท/เดือน ถ้าผู้ใช้ดูคลิ๊ปจาก youtube.com เรื่องหนึ่งใช้ความเร็วประมาณ 400 Kbps หากในบ้านมีสมาชิกดูคลิ๊ปพร้อมกัน 20 คน จะใช้ความเร็วประมาณ 8 Mbps บางทีการพัฒนาบริการที่ต้องดาวน์โหลดแบบใช้ bandwidth ปริมาณสูง อาจยังไม่ทันกับการพัฒนาความเร็วของสื่อรับส่งข้อมูล เพราะความเร็วระดับ 100 Mbps คงไม่เหมาะกับผู้ใช้ตามบ้าน เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์เปิดดูคลิ๊ปพร้อมกัน 2 เรื่องก็ยังใช้ความเร็วไม่ถึง 1 Mbps แล้วจะมีบริการอะไรที่จำเป็นต้องใช้ความเร็วระดับสูงสุด เป็นเรื่องที่น่าคิด และชวนให้ติดตามกันต่อไป
คำสำคัญ:hispeed, internet, true, ultra
กลุ่ม: ไอทีในชีวิตประจำวัน | ไม่มีความคิดเห็น »
Thursday, September 1st, 2011

finger scan
ทุกองค์กรต้องมีการบันทึกประวัติการเข้าทำงาน ขาด ลา และสายของบุคลากร โดยมีรายละเอียดว่าแต่ละวันเข้า-ออกงานเวลาเท่าใด ซึ่งงานทรัพยากรบุคคลต้องทำรายงานสรุปทุกสิ้นเดือนเสนอผู้บริหารที่เป็นผู้กำหนดนโยบายว่าจะดำเนินการอย่างไรกับผู้ที่ไม่รับผิดชอบต่อภาระงานที่ได้รับ มีหลายองค์กรวัดประสิทธิผลของการทำงานจากผลงาน มากกว่าเวลาเข้าทำงานที่แตกต่างกันไปตามประเภทภารกิจ โดยทั่วไปผู้บริหารระดับหน่วยมีหน้าที่กำกับติดตามการทำงานของผู้ปฏิบัติงานโดยตรงให้มีผลงานตามที่สัญญาไว้ แต่ถ้าผลงานโดยรวมของหน่วยไม่เป็นไปตามเป้าหมายก็จะต้องมีการวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากการขาดความรับผิดชอบ ระยะเวลาทำงานไม่เป็นไปตามที่ตกลง หรือมีสาเหตุอื่นใด เพราะถ้าบุคลากรส่วนหนึ่งสามวันดี สี่วันไข้ ใช้เวลางานทำธุรกิจส่วนตัว เข้างานสาย ทานข้าวนาน หรือออกงานก่อนเวลาก็คงทำให้ผลงานของหน่วยไม่เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น
การลงเวลาเข้าทำงานในอดีตใช้การลงชื่อในเอกสาร เมื่อคนแรกลงเวลาเข้าทำงานแล้ว คนต่อไปก็จะลงเวลาในบรรทัดถัดไป เมื่อถึงเวลาก็จะเก็บเอกสารส่งงานทรัพยากรบุคคล ซึ่งเป็นระบบที่ไม่ใช้เทคโนโลยี โดยมีกลไกการควบคุมด้วยจิตสำนึก และคุณธรรมที่อยู่ในตัวของผู้ปฏิบัติงาน บางหน่วยงานมีวัฒนธรรมที่ไม่ซื่อสัตย์ คือ ลงชื่อไม่เป็นตามเวลาจริง เช่น มาทำงานสายทั้งหน่วยงาน แต่ผลการลงชื่อปรากฎว่าไม่มีใครมาสายแม้แต่คนเดียวตลอดทั้งปี ซึ่งมีเหตุผลสำคัญมาจากการไม่ใส่ใจกำกับดูแลของผู้บังคับบัญชาอย่างจริงจัง ปัญหานี้แก้ไขโดยการใช้บัตรตอกเวลาทำงาน (Time Card) แต่เวลาต่อมาก็มีบางคนให้เพื่อนที่มาก่อนช่วยตอกบัตรแทน ปัญหาเหล่านี้มีเหตุจากการขาดความซื่อสัตย์ที่เป็นคุณสมบัติเบื้องต้นของการทำงานร่วมกันในองค์กร
ปัจจุบันภาคเอกชนนิยมหันไปใช้เครื่องสแกนลายนิ้วมือ (Finger Scan) เพราะบันทึกข้อมูลได้ตามเวลาจริง และไม่มีใครถอดนิ้วมือให้กันได้ ในองค์กรขนาดใหญ่ที่มีบุคลากรหลายพันคนก็จะมีเครื่องสแกนลายนิ้วมือที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายไปยังศูนย์ข้อมูล แต่ละเครื่องสามารถถ่ายโอนข้อมูลไปรวมกันแล้วประมวลผลจนได้สารสนเทศที่เสนอต่อผู้บริหารในแต่ละระดับใช้ประกอบการพิจารณาดำเนินการกับผู้ที่ไม่ตรงต่อเวลา หรือขาดงาน การใช้เทคโนโลยีทำให้สามารถสรุปรายงานได้รวดเร็ว ลดความผิดพลาด และลดภาระงานของบุคลากรได้มาก ส่วนการลางาน หรือการปฏิบัติงานนอกสถานที่ก็จะมีบัญชีข้อมูลที่จะนำมาประมวลผลร่วมกับข้อมูลจากเครื่องสแกนลายนิ้วมือ ซึ่งข้อมูลอาจสรุปเป็นรายเดือน หรือรายปีแล้วส่งให้กับบุคลากรได้รับทราบ และบุคลากรสามารถร้องขอทราบข้อมูลเพื่อใช้วางแผนในการหยุดงาน ลากิจ ลาป่วย หรือลาพักผ่อนต่อไป
คำสำคัญ:card, finger, scan, time, worker
กลุ่ม: ไอทีในชีวิตประจำวัน | ไม่มีความคิดเห็น »
Monday, August 22nd, 2011
22 ส.ค.54 การให้บริการหลังการขายเป็นสิ่งที่ผู้จำหน่ายสินค้าให้ความสำคัญ และเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมได้เข้าร่วมสัมมนาเรื่อง Admin 2011 ณ โรงแรมเวียงลคอร จังหวัดลำปาง เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2554 จัดโดยสำนักงานบริการลูกค้า กสท ลำปาง มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้และข้อมูลด้านความพร้อมให้บริการอินเทอร์เน็ต และเทคนิคการบริหารเครือข่ายภายในแก่ผู้ดูแลระบบ (Admin) ตลอดจนความรู้เกี่ยวกับบริการใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้งานอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้งานระดับองค์กร
ในการสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นการให้ความรู้กับลูกค้า เป็นบริการหลังการขายเพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าได้เข้าใจเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง สามารถใช้ประโยชน์ผลิตภัณฑ์ได้สูงสุด เป็นการตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั้งในปัจจุบัน และอนาคต ส่งผลให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ ได้ทราบถึงแผนพัฒนาระบบเครือข่ายที่มีอยู่ และอนาคตจะเป็นอย่างไร แนวการออกแบบระบบเครือข่ายแบบวงแหวน และจำนวนเส้นทางการเชื่อมต่อออกนอกประเทศที่ลดความเสี่ยงต่อการขาดหายด้วยเหตุสุดวิสัย ซึ่งจะมีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายสำรองขึ้นทันทีหากเกิดเหตุไม่คาดคิด เช่น ภัยธรรมชาติ หรือเหตุจลาจล ทำให้ผู้ใช้บริการทั้งประเทศเชื่อมั่นได้ว่าธุรกิจ และการสื่อสารจะไม่หยุดชะงักอย่างเช่นที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
สำหรับหัวข้อในการอบรมมี 5 หัวข้อหลัก คือ 1) ความพร้อมด้านโครงข่าย Network เพื่อรองรับการให้บริการ Cat Corporate Internet 2) เทคนิคการออกแบบระบบเครือข่ายภายในหน่วยงานให้แข็งแรง 3) ความพร้อมการให้บริการ Internet Data Center 4) แนะนำบริการ Web Hard และ Cat Conference 5) Update ข้อมูล IPV6 ซึ่งอาจสรุปได้ว่าการสัมมนาครั้งนี้มิใช่ครั้งแรก หรือครั้งสุดท้าย การพัฒนาด้านเทคโนโลยียังต้องดำเนินต่อไปควบคู่กับการให้บริการหลังการขาย ที่ตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้า ซึ่งเป็นบทเรียนหนึ่งที่ทำให้ผู้ซื้อได้เรียนรู้ที่จะเลือก และผู้ขายนำข้อคิดเห็นไปประกอบการพัฒนาสินค้าและบริการให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นต่อไป
คำสำคัญ:cat, lampang, training
กลุ่ม: ไอทีในชีวิตประจำวัน | ไม่มีความคิดเห็น »
Sunday, August 14th, 2011

rainbow โชว์พุง
กระแสคลั่งไคล้วัฒนธรรมเกาหลีเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ละครแดจังกึม หนังแผ่นซีรี่เกาหลี หรือละครทีวีตามช่องฟรีทีวี ทำให้มีการแต่งตัวเรียนแบบชาวเกาหลี ทำศัลยกรรม ไปเที่ยวเกาหลี แต่งหน้าทำผม หรือแม้แต่การรับประทานอาหารเกาหลีก็ได้รับความนิยมมากขึ้น ในอนาคตเราอาจแยกไม่ออกว่าอะไรคืนเกาหลี อะไรคือไทย อะไรคืออเมริกา เพราะเกิดการผสมผสานวัฒนธรรม ปัจจุบันพบรายการอาหารชื่อข้าวไก่กรอบเขียวหวานในร้านขายไก่ทอดเคเอฟซี พบข้าวไก่ย่างน้ำตกและข้าวอบไก่ย่างเบนโตะในร้านเชสเตอร์ กริลล์ ในอนาคตอาจพบข้างคลุกกะปิคู่ไก่ทอด หรือข้าวน้ำพริกหนุ่มคู่ไก่ย่างในร้านข้างต้น
ได้เข้าไปดูงานจำหน่ายสินค้าด้านเทคโนโลยีทั้งคอมพิวเตอร์ ทีวี ทีวีสามดี แท็บเล็ตพีซี สมาร์ทโฟน กล้องดิจิทอล แล้วก็พบการนำเสนอศักยภาพด้านเสียงและภาพของทีวีหรือคอมพิวเตอร์ด้วยการเปิดมิวสิกวีดีโอของนักร้องกลุ่มวัยรุ่นหญิงชาวเกาหลี หรือที่เรียกว่าเกิร์ลกรุ๊ป มีผู้สนใจมุงดูกันเต็มไปหมด ปัญหาด้านวัฒนธรรมที่มีนักร้องออกมาเต้นของเกิร์ลกรุ๊ปที่ประเทศเกาหลีก็เป็นปัญหาที่ชาวเกาหลียังแก้ไม่ตกเช่นกัน อาทิ เกิร์ลกรุ๊ป Rainbow สังกัด DSP Entertainment ที่ทั้ง 7 สาวออกมาเต้นโชว์พุง ได้ถูกตักเตือนและสั่งห้ามจากบริษัทผู้รับผิดชอบการออกอากาศ ด้วยเหตุผลว่า มันแสดงออกถึงเรื่องเพศมากเกินควร
ในใจของผู้เขียนรู้สึกดีใจที่ในประเทศไทยยังไม่มีเกิร์ลกรุ๊ปที่เน้นการเต้นที่แสดงออกถึงเรื่องเพศเป็นหลัก เพราะมีวัยรุ่นมากมายให้ความสนใจและชื่นชอบ สังเกตได้จากพฤติกรรมโฟสต์คลิ๊ปในเฟซบุ๊ก หรือจำนวนผู้เข้าชมคลิ๊ปในยูทูป สำหรับชาวไทยที่ชื่นชอบเกิร์ลกรุ๊ปเกาหลีก็คงมีไม่กี่ท่านที่ฟังภาษาเกาหลีออกทุกคำ แต่เชื่อว่าส่วนใหญ่ชอบในท่าเต้นประกอบมิวสิกวีดีโอที่มุ่งสื่อในเรื่องเพศเป็นสำคัญ สำหรับประเทศไทยของเรามีผู้ใหญ่เสียงดังในสังคมหลายท่านที่เราชื่นชม และอนุรักษ์วัฒนธรรมอันดีงามของชาวไทย เพราะมีอะไรที่ส่อไปในทางที่เสื่อมศีลธรรมก็จะออกมาปกป้อง หรือประนามพฤติกรรมเหล่านั้นในทันที เราจึงไม่พบเกิร์ลกรุ๊ปที่ใจกล้าแบบที่พบเห็นได้ทั่วไปในประเทศเกาหลี แต่ไม่ทราบว่าประเทศไทยจะทนการโหมกระหน่ำของวัฒนธรรมตะวันตก และตะวันออก จนวัฒนธรรมไทยถูกกลืนหายไปได้อีกนานเท่าใด ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคนไทยทุกคนเป็นผู้ตัดสินใจ
http://atcloud.com/stories/87732
คำสำคัญ:ban, dancer, girl, group, korea, rainbow, south
กลุ่ม: ไอทีในชีวิตประจำวัน | ไม่มีความคิดเห็น »