ห้องเรียนในอนาคต (Future Classroom)
อ่านหนังสือ "ห้องเรียนแห่งอนาคต เปลี่ยนครูให้เป็นโค้ช"

ไป se-ed ที่โลตัสลำปาง ได้ยินรายการวิทยุของ se-ed บอกว่าหนังสือ ห้องเรียนแห่งอนาคต เปลี่ยนครูให้เป็นโค้ช แล้วสนใจต้องซื้อหามาอ่านในบัดนาว พลิกดูเนื้อหาพบว่าแต่งโดย ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ และ ครูกมลรัตน์ ฉิมพาลี ISBN:9786160826612 ราคา 175 บาท วันนั้นต้องอยู่โลตัสหลายชั่วโมง ก็นั่งอ่าน อ่านไปก็สรุปไปด้วย แล้วแชร์ที่สรุปไว้ไปที่ แฟนเพจของผม

นั่งสแกนหนังสือพักหนึ่ง อ่านไปหลายบท แต่ที่สนใจอย่างมาก คือ บทที่ 6 "การสอนแบบใหม่หลากหลายรูปแบบ" แนะนำการสอนไว้ 3 แบบ คือ การสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning : PBL) การสอนแบบ STEM และ การสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน พบว่า การสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) มีหลักว่า "เรียนที่บ้าน ทำการบ้านที่โรงเรียน" นำมาซึ่งคำตอบมากมายของคำถามด้านการศึกษาในปัจจุบัน แล้วนึกถึงคลิ๊ปจ้าวปัญหาของ Prince EA เรื่อง I JUST SUED THE SCHOOL SYSTEM ! ที่มีคนชมไปกว่า 7 ล้านใน 24 ชั่วโมง



เสนอสมการพื้นฐานว่า X + Y = Z ที่ใช้แก้ปัญหาการศึกษา

Hero คือ อะไร

หลังอ่านหนังสือหน้า p.52-55 เรื่องห้องเรียนกลับด้าน ผมก็ปักใจเชื่อเลย (นี่เป็นการเสนอวิธีการหนึ่ง อยากชวนคิด ไม่ได้ชวนเชื่อ) ว่า กรณีศึกษาของโรงเรียน Clintondale High School คือคำตอบ หรือ Hero ด้วยคำสำคัญ คือ "เรียนที่บ้าน ทำการบ้านที่โรงเรียน" แล้วใช้ MOOC เป็นเครื่องมือสำคัญ พอครูไม่ต้องกังวลเรื่องเนื้อหามากมาย ก็มีเวลามาพัฒนาทักษะ (Skill) ทั้ง 4 คือ ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skill) ทักษะการคิด (Thinking Skill) ทักษะการทำงาน (Working Skill) และทักษะชีวิต (Life Skill) p.44

ถ้าใช้วิธีข้างต้น นักเรียนของห้องเรียนในอนาคตก็จะได้รับการพัฒนาทักษะ การทำการบ้าน การทำโครงงาน และการเรียนรู้อย่างเต็มที่ ดังนั้นประโยคหนึ่งที่ ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ อธิบายเรื่องห้องเรียนแห่งอนาคต ที่ว่า "ผู้เรียนมีความสุขในการเรียน ผู้สอนตื่นเต้นสนุกสนานกับการสอน .." และใช้รูปแบบการสอนเพื่อสร้างความคิดสร้างสรรค์ (Creativity-Based Learning : CBL) จึงเป็นจริงได้

Flipped School Model of Instruction # Our students receive their teacher’s lectures at home and do their homework in class. Our students work side-by-side with our expert staff. One-on-one time with students is up four times over years past, test scores are up and our students are more engaged. We are “flipped out” over our fabulous results and are extremely committed to ensure that all of our students and their families get the very best we have to offer.

แนะนำสื่อที่นำไปสู่การเป็นห้องเรียนแห่งอนาคต
+ ห้องเรียนแห่งอนาคต : futureclassroom.net
+ flippedhighschool ของ Clintondale High School
+ DLIT : Distance Learning Information Technology
+ สไลด์สวย ๆ อธิบายเรื่อง ห้องเรียนกลับด้าน
* อันดับ 1 ใน google เมื่อค้น Future Classroom
* 8 เทคโนโลยีสำหรับ Future Classroom
* Course : Future Classroom
ที่มาของห้องเรียนในอนาคต (itinlife573)

ได้อ่านหนังสือห้องเรียนแห่งอนาคต เปลี่ยนครูให้เป็นโค้ช เขียนโดย ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ และครูกมลรัตน์ ฉิมพาลี หากต้องจินตนาการห้องเรียนที่เหมาะสมและจะถูกใช้ในอนาคตก็มักมองหาแนวโน้มที่ใช้ข้อมูลจากอดีตและปัจจุบัน ซึ่งการศึกษาในกระแสโลกมีหลายรูปแบบ และเรามักดูแนวปฏิบัติที่ดีระดับประเทศหรือโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จ (Good Practice) เป็นที่ยอมรับกันว่าอินเทอร์เน็ตเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์ และการใช้อินเทอร์เน็ตในห้องเรียนแห่งอนาคตก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก่อนหน้านี้ภาครัฐแจกอุปกรณ์ให้นักเรียน ป.1 ต่อมาก็ขยายการติดตั้งจุดบริการอินเทอร์เน็ตฟรีเพิ่มขึ้น (Free Wi-Fi) แล้วเปลี่ยนจาก ศูนย์การเรียนรู้ไอซีทีชุมชนเป็นศูนย์ดิจิทัลชุมชน

มีระบบการศึกษาที่ถูกลองใช้ พัฒนา วิจัย และนำเสนอว่าได้ผลในหลายรูปแบบ หากแบบใดได้รับการยอมรับก็จะกลายเป็นรูปแบบที่จะถูกนำไปใช้ในห้องเรียนแห่งอนาคต ซึ่งระบบการศึกษาจะเป็นอย่างไรต้องผ่านการกำกับติดตามโดยภาครัฐ แล้วในปี 2559 ได้มติ ครม. เห็นชอบแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่เน้นการใช้เทคโนโลยี พบว่าสนใจเรื่องการใช้มุกในระบบการศึกษา (MOOC : Massive Open Online Course) ปัจจุบันภาครัฐสนับสนุนการทำคลิ๊ปวีดีโอสอนหนังสือผ่านเว็บไซต์ dlit.ac.th คือ คลังเครื่องมือที่มีเนื้อหาและเทคโนโลยีสำหรับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างครบวงจร มีบริการหลายรูปแบบ อาทิ คลังสื่อการสอน (DLIT Resources) ที่ถ่ายทอดการสอนเป็นคลิ๊ปสอนหนังสือโดยครูต้นแบบจากโรงเรียนชั้นนำไปยังห้องเรียนปลายทาง สนับสนุนห้องเรียนที่มีครูปลายทางไม่ตรงกลุ่มสาระการเรียนรู้ หรือเป็นหัวข้อที่ยากในการสอน

การสอนรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจแบบหนึ่ง คือ การสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ถูกใช้แล้วที่โรงเรียน Clintondale High School ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งโรงเรียนนี้ไม่ใช่โรงเรียนชั้นนำ เมื่อใช้รูปแบบใหม่ที่มีหลักสำคัญว่าเรียนที่บ้าน ทำการบ้านที่โรงเรียน ทำให้การสอนในห้องเรียนต้องเน้นการสอนแบบสร้างสรรค์ที่เน้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียน พบว่าผลการเรียนดีขึ้น และกลายเป็นโรงเรียนต้นแบบด้านนี้ มีสถาบันการศึกษาเข้าดูงานมากมาย ในระดับอุดมศึกษามีการพัฒนาหลักสูตรที่ใช้ MOOC บางหลักสูตรพัฒนาเป็นหลักสูตรสำหรับบุคคล (Personalized Curriculum) ที่ผู้เรียนเลือกเรียนในวิชาที่ตนสนใจด้วยตนเองได้


+ https://www.facebook.com/notes/1267387953292291
Learners.in.th

L3nr (อ่านว่า Learner) คือ "เกมส์กลับหัว เพื่อห้องเรียนกลับทาง (Flipped Classroom)" ซึ่งการจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับทางนั้น ผู้สอนจะจัดกิจกรรมหลากรูปแบบโดยใช้เครื่องมือหลายอย่างทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตลอดเวลา ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน แบบกลุ่มและแบบรายบุคคล

+ L3NR : เกมส์กลับหัว เพื่อห้องเรียนกลับทาง เด็กสอน ผู้ใหญ่เรียน เรียนกันทั้งประเทศ
+ ตัวอย่าง : บัญชีของผมเอง ผู้เป็นคุณครู และ บัญชีของ ปรีชา พชระกุล ผู้เป็นนักศึกษา

Partnership for 21st Century Skills P21: Learning and Innovation skills - 4Cs (pdf)
1. การคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ (Critical thinking)
2. การสื่อสาร (Communication)
3. การทำงานร่วมกัน (Collaboration)
4. การสร้างสรรค์ (Creativity)

เครือข่ายองค์กรความร่วมมือเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 [1]p.40
1. ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills) ซึ่ง Steve Jobs บอกว่า "จงอยู่อย่างหิวโหย และรู้สึกโง่อยู่เสมอ Stay Hungry. Stay Foolish."
2. ทักษะการคิด (Thinking Skills) มี 2 แบบที่จำเป็นมาก คือ คิดอย่างมีวิจารณญาณ และคิดอย่างสร้างสรรค์เพื่อสร้างนวัตกรรม
3. ทักษะการทำงาน (Working Skills) ประกอบด้วย ทักษะการสื่อสาร ทักษะการทำงานเป็นทีม ทักษะการใช้เทคโนโลยี
4. ทักษะชีวิต (Life Skills) - มีแรงบันดาลใจ ซื่อสัตย์ รับผิดชอบ เข้าใจผู้อื่น และอยู่ร่วมกับสังคม
3Rs และ 4Cs
พ.ศ. 2338 หรือ ค.ศ. 1795
Sir William Curtis ได้เสนอทักษะที่จำเป็นไว้ในหลักสูตรการศึกษา 
3 ด้าน คือ 3Rs ได้แก่ 
1) Reading ที่หลายคนแปลว่า “อ่านออก”
2) Writing ที่หลายคนแปลว่า “เขียนได้”
3) Arithmetic ที่บางคนให้คำจำกัดความว่า “คิดเลขเป็น”
แต่นั่น คือ เมื่อ 200 ปีที่แล้ว!

ปัจจุบัน ทักษะ 3Rs ของ Sir William Curtis ได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นทักษะ 3ร.
1) รู้อ่านรู้เขียน (Literacy) 
คือ ไม่ใช่แค่อ่านออกเขียนได้ (reading & writing) 
แต่ต้อง “อ่านเข้าใจเขียนรู้เรื่อง” คือ เข้าใจความหมายของคำต่าง ๆ 
และสามารถสื่อสารคำต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม หรือ “รู้ศัพท์ รู้ภาษา”
2) รู้คณิต (Numeracy) 
คือ ไม่ใช่แค่คิดเลขเป็น (Arithmetic) 
แต่ต้องตีความ และเข้าใจความคิดที่สื่อสารออกมาในรูปของคณิตศาสตร์ (mathematics) 
เช่น เลขคณิต, พีชคณิต, เรขาคณิต, ตรีโกณมิติ และสามารถใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตได้
3) รู้ ICT (Information and communications technology literacy) 
คือ เข้าใจและสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อันเป็นทักษะที่จำเป็นในโลกปัจจุบัน

โลกในศตวรรษที่ 21 เยาวชนจำเป็นต้องมี ทักษะเข้าใจใช้เป็น 3ร. และจะต้องมี ทักษะ 4ก. หรือ 4Cs ด้วย ได้แก่ :-
1) การคิดแบบมีวิจารณญาณ (Critical thinking) 
คือ มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดอย่างมีเหตุผล และต้องสามารถตัดสินคุณค่าของเรื่องต่างๆ ที่คิดนั้นด้วย
2) การสื่อสาร (Communication) 
คือ ต้องมีความสามารถใช้ศัพท์ใช้ภาษา, ใช้ ICT และใช้จิตวิทยาเพื่อสื่อสารกับผู้อื่นให้ประสบความสำเร็จได้
3) การทำงานร่วมกัน (Collaboration) 
คือ มีความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้, การร่วมมือกับคนหลายคนที่อาจมีพื้นฐานต่างกัน 
ทั้งแนวคิด, ความเชื่อ, หรือความรู้ เพื่อทำงานหรือทำกิจกรรมใดๆ ให้ประสบความสำเร็จได้
4) การสร้างสรรค์ (Creativity) 
คือ มีความสามารถในการจินตนาการเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อันจะนำไปสู่สิ่งใหม่หรือความคิดใหม่ๆ, 
วิธีการใหม่ๆ ที่เรียกว่า นวัตกรรม (Innovation)

มีระบบการศึกษาที่สอนให้เด็ก ๆ เหมือนกัน

#ไม่มีหลักฐาน ว่าเป็น Quote ของ Albert Einstein
คุยกับลูกศิษย์ (View) ได้ชวนกันคิดตามคลิ๊ป แล้วตั้งคำถามว่าคิดอย่างไร
คำถามที่ 1 สำหรับคำว่า ระบบการศึกษาของไทย สอนให้เด็กไทยเหมือนกัน
ก. ปัจจุบันมีหลักสูตรที่สอนให้เด็กในห้องเรียนเหมือนกัน
ข. ปัจจุบันมีหลักสูตรที่สอนให้เด็กในห้องเรียนต่างกัน
---
คำถามที่ 2 ท่านคิดว่า ระดับประถม ม.ต้น ม.ปลาย หรือมหาวิทยาลัย 
ที่มีการสอนให้ผู้เรียนในระดับชั้นนั้นเหมือนกันหมด
ก. ประถม
ข. ม.ต้น
ค. ม.ปลาย
ง. มหาวิทยาลัย
---
คำถามที่ 3 หากสอนนักเรียนประถมปีที่ 3 ถ้าท่านเป็นครูคณิตจะสอนอย่างไร
ก. แยกเด็กออกเป็นกลุ่ม กลุ่มที่อยากเรียนคณิต กับกลุ่มที่ไม่อยากเรียนคณิต
ข. แยกเด็กตามความสามารถ บวกเก่งก็ไปลบเลย บวกไม่เก่งก็ไม่ต้องไปลบ
ค. แยกเด็กตามความสนใจ อยากเรียนบวกก็เรียน อยากเรียนคูณก่อนก็เรียน
ง. ไม่แยกเด็ก ทุกคนต้องเรียนตามแผน ให้มีความรู้ด้านการบวก ลบ คูณ หาร
---
ชวนนักศึกษาคิดน่ะครับ 
.. เพราะคิดตาม Prince Ea ก็จะคล้อยตามไปอย่างหนึ่ง
.. การคล้อยตามความคิดของใคร ๆ ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้
เช่น ชาวญี่ปุ่น ทำงานจนตาย ปีละกว่า 200 ราย
คำถามชวนนักศึกษาคิด .. คิด ๆ
เอกสารอ้างอิง
[1] วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ และกมลรัตน์ ฉิมพาลี, "ห้องเรียนแห่งอนาคต เปลี่ยนครูให้เป็นโค้ช", บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน), 2559.

http://goo.gl/72BPC