การศึกษาภาคบังคับ สำหรับนักเรียน และผู้ปกครอง
กฎหมาย บังคับผู้ปกครองให้ส่งเด็กเรียนหนังสือ
พบกฎหมาย ที่บังคับผู้ปกครองให้ส่งเด็กเข้าโรงเรียน ไม่ส่งโดนปรับหนึ่งหมื่นบาท
พบกฎหมายเกี่ยวข้อง ๓ ฉบับ
ฉบับแรก บอกว่า รัฐต้องจัดให้เรียนถึง ม.๓ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ฉบับที่ ๒ บอกว่า พ่อแม่หรือผู้ปกครอง ต้องส่งเด็กไปเรียนหนังสือ
ฉบับที่ ๓ บอกว่า ให้ส่งเด็กไปเรียนหนังสือ ถ้าไม่ส่งมีโทษปรับ ๑๐๐๐ หรือ ๑๐๐๐๐

ฉบับแรก
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๖๐ ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๔ ตอนที่ ๔๐ก ตราไว้ ณ วันที่ ๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๐ หมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ มาตรา ๕๔ "รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย"
สรุปว่า
เด็กทุกคน ต้องได้รับการศึกษาระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๓ เป็นเวลา ๑๒ ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย เป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ชัดเจน
ฉบับที่ ๒
พระราชบัญญัติ คุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๒๓ "ผู้ปกครองต้องให้การอุปการะเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน และพัฒนาเด็ก ที่อยู่ในความปกครองดูแลของตนตามสมควรแก่ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมแห่งท้องถิ่น แต่ทั้งนี้ต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐานขั้นต่ำตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และต้องคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กที่อยู่ในความปกครองดูแลของตน มิให้ตกอยู่ในภาวะอันน่าจะเกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ"
สรุปว่า
พ่อแม่หรือผู้ปกครอง ต้องส่งเด็กไปเรียนหนังสือ "ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานขั้นต่ำตามที่กำหนดในกฎกระทรวง"
ฉบับที่ ๓
พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ.๒๕๔๕ ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๖ "ให้ผู้ปกครองส่งเด็กเข้าเรียนในสถานศึกษา เมื่อผู้ปกครองร้องขอให้สถานศึกษามีอำนาจผ่อนผันให้เด็ก เข้าเรียนก่อนหรือหลังอายุตามเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับได้ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด" และ มาตรา ๑๓ "ผู้ปกครองที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๖ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท" และ มาตรา ๑๕ "ผู้ใดโดยปราศจากเหตุอันสมควร กระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นเหตุให้เด็กมิได้เรียนในสถานศึกษา ตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท"
สรุปว่า
ถ้าผู้ปกครองไม่ส่งเด็กไปเรียน อาจถูกปรับ ๑๐๐๐ บาท ถ้าปราศจากเหตุอันสมควร โดนปรับ ๑๐๐๐๐ บาท

สรุปจากการอ่านกฎหมาย ๓ ฉบับ
ถ้าเด็กไม่ยอมไปเรียน ผู้ปกครองก็ตีเด็กไม่ได้ เพราะมีกฎหมายคุ้มครองเด็ก ดังนั้น ถ้าเด็กไม่อยากเรียน ก็ไม่ได้เรียน แม้รัฐจะดำเนินการให้เด็กทุกคน ได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายแล้วก็ตาม ถ้าให้การศึกษา แล้วเด็กไม่รับการศึกษา "สิ่งที่จะให้ย่อมไม่ถึงมือผู้รับ"
การจัดการเรียนสอนที่ตรงกับความต้องการของผู้เรียน


ถ้าในห้องเรียน มีเด็กหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มก็จะมี 1) ความถนัด 2) ความชอบ และ 3) เป้าหมาย ที่แตกต่างกัน มาดูเป้าหมายกัน บางคนอาจถนัดวาดรูป และเล่นบอลเก่ง แต่อยากเป็นวิศวกร หรืออีกคนถนัดเลข ชอบร้องเพลง แต่อยากทำนาอยู่บ้าน มาดูเป้าหมายของน้อง ๆ กัน เพื่อประกอบการวางแผนจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน
- อยากเป็นหมอ - เก่งไปหมด
- อยากเป็นวิศวกร - ชอบคำนวณ
- อยากเป็นนักวิทย์แบบพี่เฌอ - ชอบคิดวิเคราะห์
- อยากเป็นนักเขียนแอพ - มีตรรกะ
- อยากเป็นทหาร ตำรวจ - มีวินัย
- อยากเป็นนักกีฬาทีมชาติ - มีพรสวรรค์
- อยากเป็นนักแสดง - ดราม่าเก่ง
- อยากเป็นนักดนตรี - มีใจรัก
- อยากเป็น net idol - มีหน้าตาดี
- อยากเป็นพนักงานโรงแรม - มีใจบริการ
- อยากเป็นเจ้าของร้านอาหาร - มีทำเล
- อยากช่วยที่บ้านทำนา - มีที่ทำกิน
- ไม่อยากอะไรเลย ยังไม่ได้คิด - ต้องเรียนอีกเยอะ
ครูนรินทร์ ถนัดค้า ชี้ประเด็นได้น่าสนใจ
เคยอ่านโพสต์ของ ครูนรินทร์ ถนัดค้า ที่ โรม เกตุรัตน์ โพสต์แล้วแชร์ไปมากกว่า 63000 ครั้ง มีประเด็นหลายอย่างน่าสนใจ พอสรุปได้ดังนี้
1. เด็กทุกวันนี้ไม่ตื่นเต้นกับการเรียน
2. เรียนยังไงก็จบ สอบตก รอแก้ 3 - 4 วันก็จบ
3. ครูให้ติด 0 ร มส. เยอะก็ถูกเพ่งเล็ง
4. ลงโทษเด็ก ก็ถูก NGO โวยวาย ละเมิดสิทธิเด็ก
5. ตจว. พ่อแม่เอาลูกไปฝากยาย สั่งสอนเขาก็ไม่ฟัง
6. ครูถูกโทษว่าเอาเวลาไปทำผลงาน จนเด็กมีปัญหา
7. คนใหม่มา ก็เปลี่ยน ของเก่ายังไม่เสร็จ
8. ระบบเก่าดีอยู่แล้ว สอบตกก็ซ้ำชั้น เรียนใหม่
9. ดื้อก็ต้องลงโทษ

http://goo.gl/72BPC