ธรรมะ ศาสนาพุทธ
ศรัทธาทางพุทธ

ในศรัทธาทางพุทธแล้ว วิถีชีวิตของมนุษย์ จะมี 2 สาย คือ ทางโลก กับ ทางธรรม บางคนก็คิดว่ากำลังใช้ชีวิตอยู่ตรงกลางระหว่างทางโลกกับทางธรรมก็มี ในทางธรรม คิดว่า มนุษย์เราแบ่งแยกได้ 2 ส่วน คือ กาย กับ จิต ผู้คนจำนวนไม่น้อยเข้าวัด เพราะมีอาการเจ็บป่วย ซึ่งธรรมะก็ช่วยบรรเทาความเจ็บป่วยทางจิตได้ดี ส่วนผู้ที่เจ็บป่วยทางกาย ความเจ็บป่วยมักส่งผลถึงการเจ็บป่วยทางจิตด้วย แยกกันไม่ได้ แล้วธรรมะก็ช่วยลดความรู้สึกทางจิตที่มีต้นเหตุจากความเจ็บป่วยทางกายได้ ซึ่งบรรเทาได้มากกว่าไม่มีอะไรให้ยึดเหนี่ยวเลย


ฐิตินาถ ณ พัทลุง
ทำจิตให้เข้มแข็ง


นั่งสมาธิ ทำให้หลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน หรือเอ็นโดรฟินส์ (Endorphins)

อยากได้เอ็นดอร์ฟิน ต้องนั่งเอง
จะฝากใครนั่งแทน ก็หาได้ไม่


สมาธิ.คอม

ไปอ่านมาจากหลายแหล่ง พอสรุปได้ว่า นั่งสมาธิถึงระดับหนึ่ง จะส่งผลให้ร่างกาย หลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน หรือเอ็นโดรฟินส์ (Endorphins) ทำให้มีความสุข ดังนั้นการนั่งสมาธิแล้วมีความสุข ก็มาจากการที่ร่างกายหลั่งสารนี้ ถ้านั่งแล้ว นั่งได้นานถึง 30 นาที แสดงว่ามีการหลั่งสารนี้แล้ว บางสำนักก็ปฏิบัติด้วย การนั่งสมาธิเป็นเวลา 30 นาที

แล้วอ่านจาก wiki พบว่า เอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) เป็นสารที่หลั่งออกมา เพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บปวด ผลิตจากต่อมใต้สมอง และ ไฮโปทาลามัส ในกระดูกสันหลัง สารเอ็นดอร์ฟินมีลักษณะคล้ายคลึงกับ โอปิแอต ในกลุ่มโอปิออยด์ ที่ใช้สำหรับระงับการเจ็บปวด แล้วอ่านจาก Blog : Nanjeeraporn พบว่า ฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน เป็นฮอร์โมนที่ร่างกายผลิตขึ้น เมื่อเราเกิดความสุขใจ หรือเมื่อเกิดความปีติสุข เช่น การนั่งสมาธิ สวดมนต์ การช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน การออกกำลังกาย การฟังดนตรี การทำงาน ศิลปะ การได้รัก ได้สัมผัสถ่ายทอดความรักซึ่งกันและกัน กระทั่งการได้ร่วมรักกับคนที่เรารัก

แล้วอ่านจาก Kapook พบเรื่อง "8 ฮอร์โมนสำคัญในร่างกาย" โดย เอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) คือ ฮอร์โมนหลั่งเมื่อฉันฟิน ฮอร์โมนที่ทำให้เรามีความสุข คลายเครียด เมื่อเรามีความสุขกายสบายใจ สารเอ็นดอร์ฟินจะหลั่งออกมามากขึ้น แล้วเข้าสู่กระแสเลือด จนสามารถไปกดการสร้างฮอร์โมนแห่งความเครียด เช่น นอร์เอพิเนฟริน ทำให้เรารู้สึกหายเครียด และยังเป็นผลให้ระดับภูมิคุ้มกัน (antibody) ในเลือดเพิ่มขึ้น อีก 7 ฮอร์โมน คือ เทสโทสเตอโรน เอสโตรเจน โปรเจสเตอโรน โดฟามีน คอร์ติซอล เซโรโทนิน และอีพีเนฟรีน (อะดรีนาลิน)

หลวงพ่อแบน เมืองสุพรรณ

หลวงพ่อแบน เมืองสุพรรณ
พบข่าวเศร้าของชาวพุทธ พระสงฆ์ละสังขาร
พระเกจิอาจารย์ อายุ 86 ปี
อาพาตด้วยโรคเนื้อร้ายที่ลำคอ และไตวาย
ละสังขาร 12 มีนาคม 2560 เวลา 7.50 น.
ข่าวเศร้าของพุทธศาสนิกชน
อ่านข่าวจาก http://www.thairath.co.th/content/882556

มณีรัตน์ อัญมณีแห่งไพรสณฑ์

มีโอกาสอ่านหนังสือธรรมะ
ชื่อหนังสือ "มณีรัตน์ อัญมณีแห่งไพรสณฑ์"
หนังสือเล่มที่ผมมี จัดพิมพ์โดย ชมรมพุทธศาสน์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
พิมพ์ครั้งที่ 1 จำนวน 12,000 เล่ม ปี พ.ศ.2547 เป็นหนังสือเก่าเมื่อเห็นปีที่พิมพ์
เนื้อหา เป็นประวัติและปฏิปทาของ หลวงปู่ทองรัตน์ กนฺตสีโล พระกรรมฐานสายหลวงปู่เสาร์-หลวงปู่มั่น
ซึ่งน้อยคนจะได้พบตัวจริงของหลวงปู่ทองรัตน์ ในหนังสือมักเรียก ครูบาจารย์เฒ่าทองรัตน์
เพราะท่านละสังขารไปเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2499 อายุ 68 ปี 42 พรรษา
ท่านจากล้มหมอนนอนเสื่อ ท้องร่วง อ่อนเพลีย แล้วสิ้นลมในเวลาประมาณ 2 - 3 วัน
เรื่องนี้อยู่ในหัวข้อ 79 เรื่อง "เกิดเองตายเอง" รายละเอียดในหน้า 173
ใน e-book อยู่หน้า 184 หัวข้อ 79 เรื่อง "เตรียมการก่อนละสังขาร"
maneerat_1-13.pdf และ maneerat_14-192.pdf

หลวงพ่อชา (พระโพธิญาณเถร)

มีโอกาสอ่านหนังสือธรรมะ
ชื่อหนังสือ "หลวงพ่อชา (พระโพธิญาณเถร)"
วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
ฉบับที่ผมมีคือ เล่ม 2 พระธรรมเทศนา สำหรับคฤหัสถ์
มี 22 หัวข้อ และ "ชีวประวัติและจริยาวัตร" เป็นหัวข้อที่ 23
ISBN : 974-89198-3-8 พิมพ์ครั้งที่ 5 เมษายน 2537 ผู้จัดพิมพ์เล่าว่า พิมพ์ครั้งแรก 11 เมษายน 2534
ในหน้า 390 แจ้งว่า หลวงพ่อชา อาพาธนาน 11 ปี และถึงแก่มรณภาพ เมื่อพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม 2535
แสดงว่าตอนหนังสือเล่มนี้ออก หลวงพ่อยังไม่มรณภาพ
ใน e-book เล่ม 2 หน้า 719 พบเนื้อหาตรงกับเล่มที่ผมมีอยู่
ไม่ได้ปรับปรุงในส่วนของ ชีวประวัติและจริยาวัตร
หัวข้อ 30 หลวงพ่ออาพาธ ใน ชีวประวัติและจริยาวัตร
เล่าว่า มีอาการความจำไม่ดี อาการโงนเงน ทรงตัวไม่ดี
เมื่อย และอ่อนเพลีย มีอาการหนักตึงที่ต้นคอ
พบช่องภายในสมอง ที่น่าจะมาจากอาการสมองเสื่อม ต่อมาพบว่าเป็นเบาหวาน
หัวข้อ 31 เล่าเรื่อง ผ่าตัดเจาะกระโหลก 31 ตุลาคม 2524
หัวข้อ 32 เล่าเรื่อง ผ่าตัดเจาะคอ 29 มีนาคม 2530
เนื้อหาของหนังสือ ชีวประวัติและจริยาวัตร จบเพียงเท่านี้

48PratamPuCha ภาค 1 สำหรับบรรชิต และ 48PratamPuCha ภาค 2 สำหรับ คฤหัสถ์

หลวงปู่แหวน สุจิณ.โณ

สมัยเด็ก เคยไปงานศพของ
หลวงปู่แหวน สุจิณ.โณ
ท่านสิ้นอายุขัย เมื่อ 2 ก.ค.2528
สิริอายุได้ 98 ปี 5 เดือน
พบในหน้า 48 จากหนังสือในบ้าน
คุณแม่ได้มาเมื่อปี 2540
มีเรื่องราวประวัติของหลวงปู่แหวนให้ค้นหา
ค้นนอกหนังสือจะได้ข้อคิดอีกมุม
ในหนังสือไม่ได้อธิบายช่วงของการอาพาธ หาอ่านจากเน็ตได้

วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๒๘ หลวงปู่มีอาการอาเจียน ขณะฉันอาหาร ไอและหอบ ต้องให้อ๊อกซิเจนช่วยหายใจ แพทย์ได้ผ่าตัดท้องใช้สายยางสอดเข้าไปในกระเพาะเพื่อให้อาหาร ใช้เวลาผ่าตัด ๒ ชั่วโมง
dharma-gateway.com หรือ pantip.com

พระครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งลานนาไทย

พระครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งลานนาไทย
เป็นหนังสือในบ้านอีก 1 เล่ม
ชมรมพุทธการไฟฟ้าพิมพ์แจก
เมื่อปี 2542 ประวัติของท่าน
พบในวัดใหญ่หลายวัดทางเหนือ
อาทิ วัดพระธาตุดอยสุเทพ
มีผลงานในหลายจังหวัดกว่า 100 แห่ง
ลมปราณขาดออกจากร่าง
เมื่อ 21 ก.พ.2481 อายุ 60 ปี 8 เดือน
ในหนังสือหน้า 145
ท่านป่วยเป็นโรคริดสีดวง

พระไตรปิฎก คือ คัมภีร์ที่ประมวลเอาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาจารึกไว้ ?
พระครูสังวรสุตกิจ,ผศ.ดร. แชร์ภาพมาว่า "เวลาเป็นสิ่งมีค่า บางเวลาก็แบ่งปันให้ผู้อื่น ลืมถามตัวเองว่า เราเหลือเวลาให้กับตัวเอง อีกสักเท่าไหร่กัน" แต่สิ่งสำคัญที่ท่านสอน คือ อย่าลืมหลักของเซ็น (ทางสายกลาง) ถ้าแบ่งให้ผู้อื่นน้อยไป อาจกลายเป็น "เห็นแก่ตัว"
ปล.หลักของเซ็น (Center) = ทางสายกลาง
สติ คือ ความระลึกได้ ความนึกขึ้นได้ ความไม่เผลอ ฉุกคิดขึ้นได้ การคุมจิตไว้ในกิจ และ สมาธิ คือ อาการที่ใจตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว อย่างต่อเนื่อง หรือ อาการที่ใจหยุดนิ่งแน่วแน่ ไม่ซัดส่ายไปมา
ระดับของสมาธิในพุทธศาสนา
- ขณิกสมาธิ สมาธิค่อย ๆ เล็กน้อย ที่ใช้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่นใช้อ่านหนังสือ หรือขับรถ
- อุปจารสมาธิ สมาธิที่แน่วแน่มากกว่าขณิกสมาธิ แต่แน่วแน่น้อยกว่าอัปปนาสมาธิ
- อัปปนาสมาธิ สมาธิที่ไม่หวั่นไหว หมายถึง สมาธิระดับฌานสมาบัติ ปฐมฌาณขึ้นไป
สมาธิ ในความหมายของพจนานุกรม แปลว่า ที่ตั้งมั่นแห่งจิต
+ http://www.dmc.tv
+ https://th.wikipedia.org
อุดมคติของชีวิต : พุทธทาส #
พระเงื่อม ได้เดินทางมาศึกษาธรรมะต่อ ที่กรุงเทพฯ สอบได้ นักธรรมเอก แล้วเรียนภาษาบาลีจนสอบได้เปรียญ ๓ ประโยค ระหว่างที่เรียน เปรียญธรรม ๔ อยู่นั้น ด้วยความที่ท่านเป็นคนรักการศึกษาค้นคว้าจากพระไตรปิฎก และศึกษาค้นคว้าออกไปจากตำรา ถึงเรื่องการปฏิรูปพระพุทธศาสนาในประเทศศรีลังกา อินเดีย และการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในโลกตะวันตก ทำให้ท่านรู้สึกขัดแย้งกับวิธีการสอนธรรมะที่ยึดถือ รูปแบบตามระเบียบแบบแผนมากเกินไป ความย่อหย่อนใน พระวินัยของสงฆ์ ตลอดจนความเชื่อที่ผิดๆ ของพุทธศาสนิกชน ในเวลานั้น ทำให้ท่านมีความเชื่อมั่นว่า พระพุทธศาสนาที่สอนที่ปฏิบัติกัน ในเวลานั้นคลาดเคลื่อนไปมาก จากที่พระพุทธองค์ทรงชี้แนะ
ท่านจึงตัดสินใจ หันหลังให้กับการศึกษาของสงฆ์เวลานั้น กลับไชยาเพื่อศึกษา และทดลองปฏิบัติ ตามแนวทาง ที่ท่านเชื่อมั่น โดยร่วมกับนายธรรมทาส และ คณะธรรมทาน จัดตั้งสถานปฏิบัติธรรม "สวนโมกขพลาราม" ขึ้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๕ จากนั้น ท่านได้ศึกษา และปฏิบัติธรรมะ อย่างเข้มข้น จนเชื่อมั่นว่าท่านมาไม่ผิดทางแน่ และได้ประกาศ ใช้ชื่อนาม
"พุทธทาส" เพื่อแสดงว่า ให้เห็นถึงอุดมคติสูงสุด ในชีวิตของท่าน
จากบันทึกของท่าน เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๗ เขียนไว้ว่า
"...ชีวิตของข้าพเจ้า สละทุกอย่างๆ มุ่งหมาย ต่อความสุขนี้ และประกาศ
เผยแพร่ความสุขนี้ เท่านั้น ไม่มีอะไรดีกว่านี้ ในบรรดามีอยู่ใน พุทธศาสนา...
"
http://www.buddhadasa.com/history/budprofile2.html
บทเรียนที่ได้จากการไปเวียนเทียนกลับมา .. คือ ทำให้รู้จักทางสายกลาง
เรื่องหนึ่งที่ได้จาก วันวิสาขบูชา คือ ทำให้รู้ว่า "ถนนหนทางไม่ได้มีเส้นเดียว การเลือกทางสายกลางก็ขึ้นอยู่กับว่ากลางของใคร อย่าให้กลางของเราไปทับทางของใครล่ะกัน" เพราะเหตุการณ์หนึ่งที่สำคัญในวันวิสาขบูชา คือ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ซึ่งการค้นพบทางสายกลาง จึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า [ google map ]
ในเรื่องนี้ Little Buddha บอกว่า ตึงเกินไปก็จะขาด หย่อนเกินไปก็ไม่ดี ตรงกลางน่ะดี https://www.youtube.com/watch?v=aAMnjj6oU6s
เพลงธรรมะ และบทสวด
+ Video เพลงดั่งดอกไม้บาน #
+ ปลงสังขาร

รวมเว็บไซต์ธรรมะ
+ ม.มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
+ 84000 พระธรรมขันธ์
+ สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ
+ อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ.คอม
+ พลังจิต.คอม
+ ยุวสงฆ์.คอม
+ วัดไทรงาม สุพรรณบุรี
+ วัดมงคลเกษตร ลำปาง
+ คณะสงฆ์ลำปาง
+ ธรรมะติดปีก
+ ทำดีดอทเน็ต
+ วัดเกาะลำปาง
+ วัดปงสนุก ลำปาง
+ ธรรมจักร
+ มูลนิธิบ้านอารีย์
+ โรงเรียนทอสี
+ ขวัญเพียงหทัย
+ วิมุตติ
+ ซีดีธรรมะ
+ มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ
+ ชมรมพระเครื่อง
+ พระเครื่องไทย
+ บ้านพระ.คอม



วู้ดดี้ พูดคุยกับอาจารย์เฉลิมชัย
ดาวน์โหลด : คลิ๊ปวู้ดดี้
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
.. ชอบคำว่า "มันอยู่ที่ใจมึง"
วามสุข คือ ความสบายที่ทุกคนปรารถนา แบ่งได้ 2 ลักษณะคือ ความสุขทางกาย และความสุขทางใจ แต่ทั้ง 2 แบบไม่อาจแบ่งแยกกันโดยเด็จขาดต่างก็ต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน
ความหมายของความสุขทางกาย ได้แก่ ความสุขที่สัมผัสได้จากประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส และผิวหนัง เรียกว่า กามคุณ 5 หรือความสุขที่เกิดจากเนื้อหนังมังสาอันเป็นสิ่งสกปรก
ความหมายของความสุขทางใจ ได้แก่ ความสุขที่สัมผัสได้จากจิต คือ ความสบายใจ ความสุขใจ ความอิ่มใจ ความพอใจ อันเกิดจากจิตใจที่สงบและเย็น อันเป็นความสุขที่สะอาดเป็นความสุขที่แท้จริง
ผมขอสรุปว่าความสุข คือ การอยู่ในภาวะที่จิตใจสงบ ซึ่งอาจเกิดจากองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น พอใจในสิ่งที่อยากเห็นแล้ว ได้ยินเสียงที่ทำให้ใจสงบแล้ว ได้กลิ่นที่ทำให้รู้สึกดีแล้ว ได้รับรสที่คาดหวังแล้ว ได้สัมผัสที่สิ่งที่ต้องการแล้ว หรือจิตอยู่ในภาวะสงบนิ่งแล้ว
ที่มาของความทุกข์ทั้งปวง คือ ความไม่อาจทนในภาวะนั้น หรือความอยากที่ยังไม่สมหวังในสิ่งที่อยาก จิตจึงกระวนกระวายและไม่หยุดนิ่ง เพราะยังไม่อาจคุมให้สติถอยห่างจากความอยาก
ทุกพฤติกรรมมีที่มา และที่ไป มักอธิบายได้ด้วยเหตุแห่งกิเลส คือ รัก โลภ โกรธ และหลง
กาลามสูตรกังขานิยฐาน 10 หมายถึง วิธีปฎิบัติในเรื่องที่ควรสงสัย หรือหลักความเชื่อ ที่ตรัสไว้ในกาลามสูตร
1. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา (มา อนุสฺสเวน)
2. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสีบๆกันมา (มา ปรมฺปราย)
3. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ (มา อิติกิราย)
4. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำรา หรือคัมภีร์ (มา ปิฏกสมฺปทาเนน)
5. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก (มา ตกฺกเหตุ)
6. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะอนุมาน (มา นยเหตุ)
7. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล (มา อาการปริวิตกฺเกน)
8. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว (มา ทิฏฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา)
9. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ (มา ภพฺพรูปตาย)
10. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา (มา สมโณ โน ครูติ)
ถอดความตอนหนึ่ง ในการอธิบาย เหตุแห่งทุกข์ (สมุทัย) [wikipedia.org/ศาสนาพุทธ]
ว่า การหลงในสิ่งสมมุติที่เป็นรากเหง้าของกิเลสทั้งหลายนั้นเป็นทุกข์
ทำให้รู้ว่าปล่อยวางเท่าใด กิเลสเกาะใจก็จะน้อยลงเท่านั้น แล้วทุกข์ก็จะลดตามไป
แต่มนุษย์ตีความอวิชชาแตกต่างกันไป ขึ้นกับฐานคิดแต่ละคน ก็เพราะมนุษย์เราแตกต่างกัน
ความเชื่อที่ไม่ใช่ความจริง หรือ ความจริงที่ไม่ใช่ความเชื่อ .. ต่างกัน
สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับความเชื่อ คือ
ทุกคนต่างไม่ผิด แต่ความคิดเราต่างกัน

ประเด็นชวนคุยเรื่อง ความเชื่อ ศรัทธา และความจริง
1. การศรัทธาในพระสงฆ์นั้น ท่านมีเงื่อนไข หรือไม่มีเงื่อนไข
2. การยอมรับในศาสนา กับวิทยาศาสตร์ นั้นแตกต่างกัน
3. การทำใจว่าเข้าใจ หรือมองข้ามความเป็นจริง นั้นเป็นเรื่องเดียวกัน
พระสงฆ์ คือ ผู้ที่เข้ามาศึกษาพระธรรม
พระสงฆ์บางรูป อาจนอกลู่นอกทางจากแก่นธรรมไปบ้าง แต่ก็ยังรักษาศีลมากกว่าฆราวาส
- พระสงฆ์ที่เรียนปริญญาทางโลก .. ยังไม่หยุดศึกษาทางโลก
- พระสงฆ์ที่ให้ความสำคัญกับทรัพย์สมบัติ เงินทอง ปัจจัย .. ออกนอกแนวการแสดงหาทางหลุดพ้น
- พระสงฆ์ที่มีความพึงพอใจกับลาภยศสรรเสริญ .. สร้างระบบให้ตำแหน่ง มีวัตถุแสดงบรรดาศักดิ์
.. ถึงอย่างไรผมก็นับถือพระสงฆ์ แม้จะเห็นต่างในบ้างเรื่อง
+ Buddhahood

7-8 ก.ค.52
อาจารย์และเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยโยนก จังหวัดลำปาง นุ่งขาวห่มขาว รักษาศีล สวดมนต์ นั่งเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เดินจงกลม รับประทานอาหารเจ ฟังเทศ สนทนาธรรมกับพระครูสังฆรักษ์วิชพงษ์ ร่วมกับคนในหมู่บ้านไหล่หิน ณ วัดชัยมงคลธรรมวราราม ต.ไหล่หิน อ.เกาะคา จ.ลำปาง ตามโครงการปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในสัปดาห์วันอาสาฬหบูชา ในโอกาสนี้ได้ร่วมทำบุญบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ชมนิทรรศการแสดงพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุในวิหารหลวง พบว่าขณะปฏิบัติธรรมจิตสงบขึ้น เห็นหนทางสู่การพ้นทุกข์ ตามหลักอริยสัจ ๔ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
+ http://www.thaiall.com/blog/burin/355/


ศีล 227 ข้อ ที่เป็นวินัยของสงฆ์ ทำผิดถือว่าเป็นอาบัติ สามารถแบ่งออกได้เป็นลำดับขั้น ตั้งแต่ขั้นรุนแรงจนกระทั่งเบาที่สุด ผิดข้อใดข้อหนึ่งถือว่าต้องอาบัติ การแสดงอาบัติสามารถกล่าวกับพระภิฏษุรูปอื่นเพื่อเป็นการแสดงตนต่อความผิดได้ แต่ถ้าถึงขั้นปาราชิกก็ต้องสึกอย่างเดียว ?
ศีลมี 227 ข้อ
1. ปาราชิก มี 4 ข้อ 
2. สังฆาทิเสส มี 13 ข้อ 
3. อนิยตกัณฑ์ มี 2 ข้อ 
4. นิสสัคคิยปาจิตตีย์ มี 30 ข้อ 
5. ปาจิตตีย์ มี 92 ข้อ 
6. ปาฏิเทสนียะ มี 4 ข้อ 
7. เสขิยะ สารูป มี 26 ข้อ 
8. โภชนปฏิสังยุตต์ มี 30 ข้อ 
9. ธัมมเทสนาปฏิสังยุตต์ มี 16 ข้อ 
10. ปกิณสถะ มี 3 ข้อ 
11. อธิกรณสมถะ มี 7 ข้อ 
เล่าว่า "เห็นกล้อง Canon สวย ๆ
ก็อย่าไปหยิบนะ .. ถ้าไม่ใช่ของเรา"
#

ประมวลกฎหมายอาญา #
มาตรา 334 ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาท
ศีล 5 ข้อประกอบด้วย
1. พึงละเว้นจากการฆ่าสัตว์
2. พึงละเว้นจากการลักทรัพย์
3. พึงละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม
4. พึงละเว้นจากการพูดเท็จ
5. พึงละเว้นจากการดื่มสุรา
+ watthasai.org
1. ปาราชิก มี 4 ข้อ
1. เสพเมถุน แม้กับสัตว์เดรัจฉานตัวเมีย (ร่วมสังวาสกับคนหรือสัตว์)
2. ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของตน จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี (ขโมย)
3. พรากกายมนุษย์จากชีวิต (ฆ่าคน) หรือแสวงหาศาสตราอันจะนำไปสู่ความตายแก่ร่างกายมนุษย์
4. กล่าวอวดอุตตริมนุสสธัมม์ อันเป็นความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ น้อมเข้าในตัวว่า 
ข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้ (ไม่รู้จริง แต่โอ้อวดความสามารถของตัวเอง)

2. สังฆาทิเสส มี 13 ข้อ
1.ปล่อยน้ำอสุจิด้วยความจงใจ เว้นไว้แต่ฝัน
2.เคล้าคลึง จับมือ จับช้องผม ลูบคลำ จับต้องอวัยวะอันใดก็ตามของสตรีเพศ
3.พูดจาหยาบคาย เกาะแกะสตรีเพศ เกี้ยวพาราสี
4.การกล่าวถึงคุณในการบำเรอตนด้วยกาม หรือถอยคำพาดพิงเมถุน
5.ทำตัวเป็นสื่อรัก บอกความต้องการของอีกฝ่ายให้กับหญิงหรือชาย แม้สามีกับภรรยา หรือแม้แต่หญิงขายบริการ
6.สร้างกุฏิด้วยการขอ
7.สร้างวิหารใหญ่ โดยพระสงฆ์มิได้กำหนดที่ รุกรานคนอื่น
8.แกล้งใส่ความว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล
9.แกล้งสมมุติแล้วใส่ความว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล
10.ยุยงสงฆ์ให้แตกกัน
11.เป็นพวกของผู้ที่ทำสงฆ์ให้แตกกัน
12.เป็นผู้ว่ายากสอนยาก และต้องโดนเตือนถึง 3 ครั้ง
13. ทำตัวเป็นเหมือนคนรับใช้ ประจบคฤหัสถ์

3. อนิยตกัณฑ์ มี 2 ข้อ
1. การนั่งในที่ลับตา มีอาสนะกำบังอยู่กับสตรีเพศ และมีผู้มาเห็นเป็นผู้ที่เชื่อถือได้พูดขึ้น
ด้วยธรรม 3 ประการอันใดอันหนึ่งกล่าวแก่ภิกษุนั้นได้แก่ ปาราชิกก็ดี สังฆาทิเสสก็ดี 
หรือปาจิตตีย์ก็ดี ภิกษุนั้นถือว่ามีความผิดตามที่อุบาสกผู้นั้นกล่าว
2. ในสถานที่ที่ไม่เป็นที่ลับตาเสียทีเดียว แต่เป็นที่ที่จะพูดจาค่อนแคะสตรีเพศได้สองต่อสอง
กับภิกษุผู้เดียว และมีผู้มาเห็นเป็นผู้ที่เชื่อถือได้พูดขึ้นด้วยธรรม 2 ประการอันใดอันหนึ่งกล่าวแก่ภิกษุนั้น
ได้แก่ สังฆาทิเสสก็ดี หรือปาจิตตีย์ก็ดี ภิกษุนั้นถือว่ามีความผิดตามที่อุบาสกผู้นั้นกล่าว


4. นิสสัคคิยปาจิตตีย์ มี 30 ข้อ
คืออาบัติที่ต้องสละสิ่งของว่าด้วยเรื่องจีวร ไหม บาตร อย่างละ 10ข้อ
1.เก็บจีวรที่เกินความจำเป็นไว้เกิน 10 วัน
2.อยู่โดยปราศจากจีวรแม้แต่คืนเดียว
3.เก็บผ้าที่จะทำจีวรไว้เกินกำหนด 1 เดือน
4.ใช้ให้ภิกษุณีซักผ้า
5.รับจีวรจากมือของภิกษุณี
6.ขอจีวรจากคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติ เว้นแต่จีวรหายหรือถูกขโมย
7.รับจีวรเกินกว่าที่ใช้นุ่ง เมื่อจีวรถูกชิงหรือหายไป
8.พูดทำนองขอจีวรดีๆ กว่าที่เขากำหนดจะถวายไว้แต่เดิม
9.พูดให้เขารวมกันซื้อจีวรดีๆ มาถวาย
10.ทวงจีวรจากคนที่รับอาสาเพื่อซื้อจีวรถวายเกินกว่า 3 ครั้ง
11.หล่อเครื่องปูนั่งที่เจือด้วยไหม
12.หล่อเครื่องปูนั่งด้วยขนเจียม (ขนแพะ แกะ) ดำล้วน
13.ใช้ขนเจียมดำเกิน 2 ส่วนใน 4 ส่วน หล่อเครื่องปูนั่ง
14.หล่อเครื่องปูนั่งใหม่ เมื่อของเดิมยังใช้ไม่ถึง 6 ปี
15.เมื่อหล่อเครื่องปูนั่งใหม่ ให้เอาของเก่าเจือปนลงไปด้วย
16.นำขนเจียมไปด้วยตนเองเกิน 3 โยชน์ เว้นแต่มีผู้นำไปให้
17.ใช้ภิกษุณีที่ไม่ใช้ญาติทำความสะอาดขนเจียม
18.รับเงินทอง
19.ซื้อขายด้วยเงินทอง
20.ซื้อขายโดยใช้ของแลก
21.เก็บบาตรที่มีใช้เกินความจำเป็นไว้เกิน 10 วัน
22.ขอบาตร เมื่อบาตรเป็นแผลไม่เกิน 5 แห่ง
23.เก็บเภสัช 5 (เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย) ไว้เกิน 7 วัน
24.แสวงและทำผ้าอาบน้ำฝนไว้เกินกำหนด 1 เดือนก่อนหน้าฝน
25.ให้จีวรภิกษุอื่นแล้วชิงคืนในภายหลัง
26.ขอด้ายเอามาทอเป็นจีวร
27.กำหนดให้ช่างทอทำให้ดีขึ้น
28.เก็บผ้าจำนำพรรษา (ผ้าที่ถวายภิกษุเพื่ออยู่พรรษา) เกินกำหนด
29.อยู่ป่าแล้วเก็บจีวรไว้ในบ้านเกิน 6 คืน
30.น้อมลาภสงฆ์มาเพื่อให้เขาถวายตน

5. ปาจิตตีย์ มี 92 ข้อ
1.ห้ามพูดปด
2.ห้ามด่า
3.ห้ามพูดส่อเสียด
4.ห้ามกล่าวธรรมพร้อมกับผู้ไม่ได้บวชในขณะสอน
5.ห้ามนอนร่วมกับอนุปสัมบัน (ผู้ไม่ใช้ภิกษุ) เกิน 3 คืน
6.ห้ามนอนร่วมกับผู้หญิง
7.ห้ามแสดงธรรมสองต่อสองกับผู้หญิง
8.ห้ามบอกคุณวิเศษที่มีจริงแก่ผู้มิได้บวช
9.ห้ามบอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุแก่ผู้มิได้บวช
10.ห้ามขุดดินหรือใช้ให้ขุด
11.ห้ามทำลายต้นไม้
12.ห้ามพูดเฉไฉเมื่อถูกสอบสวน
13.ห้ามติเตียนภิกษุผู้ทำการสงฆ์โดยชอบ
14.ห้ามทิ้งเตียงตั่งของสงฆ์ไว้กลางแจ้ง
15.ห้ามปล่อยที่นอนไว้ ไม่เก็บงำ
16.ห้ามนอนแทรกภิกษุผู้เข้าไปอยู่ก่อน
17.ห้ามฉุดคร่าภิกษุออกจากวิหารของสงฆ์
18.ห้ามนั่งนอนทับเตียงหรือตั่งที่อยู่ชั้นบน
19.ห้ามพอกหลังคาวิหารเกิน 3 ชั้น
20.ห้ามเอาน้ำมีสัตว์รดหญ้าหรือดิน
21.ห้ามสอนนางภิกษุณีเมื่อมิได้รับมอบหมาย
22.ห้ามสอนนางภิกษุณีตั้งแต่อาทิตย์ตกแล้ว
23.ห้ามไปสอนนางภิกษุณีถึงที่อยู่
24.ห้ามติเตียนภิกษุอื่นว่าสอนนางภิกษุณีเพราะเห็นแก่ลาภ
25.ห้ามให้จีวรแก่นางภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ
26.ห้ามเย็บจีวรให้นางภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ
27.ห้ามเดินทางไกลร่วมกับนางภิกษุณี
28.ห้ามชวนนางภิกษุณีเดินทางเรือร่วมกัน
29.ห้ามฉันอาหารที่นางภิกษุณีไปแนะให้เขาถวาย
30.ห้ามนั่งในที่ลับสองต่อสองกับภิกษุณี
31.ห้ามฉันอาหารในโรงพักเดินทางเกิน 3 มื้อ
32.ห้ามฉันอาหารรวมกลุ่ม
33.ห้ามรับนิมนต์แล้วไปฉันอาหารที่อื่น
34.ห้ามรับบิณฑบาตเกิน 4 บาตร
35.ห้ามฉันอีกเมื่อฉันในที่นิมนต์เสร็จแล้ว
36.ห้ามพูดให้ภิกษุที่ฉันแล้วฉันอีกเพื่อจับผิด
37.ห้ามฉันอาหารในเวลาวิกาล
38.ห้ามฉันอาหารที่เก็บไว้ค้างคืน
39.ห้ามขออาหารประณีตมาเพื่อฉันเอง
40.ห้ามฉันอาหารที่มิได้รับประเคน
41.ห้ามยื่นอาหารด้วยมือให้ชีเปลือยและนักบวชอื่นๆ
42.ห้ามชวนภิกษุไปบิณฑบาตด้วยแล้วไล่กลับ
43.ห้ามเข้าไปแทรกแซงในสกุลที่มีคน 2 คน
44.ห้ามนั่งในที่ลับมีที่กำบังกับมาตุคาม (ผู้หญิง)
45.ห้ามนั่งในที่ลับ (หู) สองต่อสองกับมาตุคาม
46.ห้ามรับนิมนต์แล้วไปที่อื่นไม่บอกลา
47.ห้ามขอของเกินกำหนดเวลาที่เขาอนุญาตไว้
48.ห้ามไปดูกองทัพที่ยกไป
49.ห้ามพักอยู่ในกองทัพเกิน 3 คืน
50.ห้ามดูเขารบกันเป็นต้น เมื่อไปในกองทัพ
51.ห้ามดื่มสุราเมรัย
52.ห้ามจี้ภิกษุ
53.ห้ามว่ายน้ำเล่น
54.ห้ามหลอกภิกษุให้กลัว
55.ห้ามแสดงความไม่เอื้อเฟื้อในวินัย
56.ห้ามติดไฟเพื่อผิง
57.ห้ามอาบน้ำบ่อยๆเว้นแต่มีเหตุ
58.ให้ทำเครื่องหมายเครื่องนุ่งห่ม
59.วิกัปจีวรไว้แล้ว (ทำให้เป็นสองเจ้าของ-ให้ยืมใช้) จะใช้ต้องถอนก่อน
60.ห้ามเล่นซ่อนบริขารของภิกษุอื่น
61.ห้ามฆ่าสัตว์
62.ห้ามใช้น้ำมีตัวสัตว์
63.ห้ามรื้อฟื้นอธิกรณ์ (คดีความ-ข้อโต้เถียง) ที่ชำระเป็นธรรมแล้ว
64.ห้ามปกปิดอาบัติชั่วหยาบของภิกษุอื่น
65.ห้ามบวชบุคคลอายุไม่ถึง 20 ปี
66.ห้ามชวนพ่อค้าผู้หนีภาษีเดินทางร่วมกัน
67.ห้ามชวนผู้หญิงเดินทางร่วมกัน
68.ห้ามกล่าวตู่พระธรรมวินัย (ภิกษุอื่นห้ามและสวดประกาศเกิน 3 ครั้ง)
69.ห้ามคบภิกษุผู้กล่าวตู่พระธรรมวินัย
70.ห้ามคบสามเณรผู้กล่าวตู่พระธรรมวินัย
71.ห้ามพูดไถลเมื่อทำผิดแล้ว
72.ห้ามกล่าวติเตียนสิกขาบท
73.ห้ามพูดแก้ตัวว่า เพิ่งรู้ว่ามีในปาฏิโมกข์
74.ห้ามทำร้ายร่างกายภิกษุ
75.ห้ามเงื้อมือจะทำร้ายภิกษุ
76.ห้ามโจทภิกษุด้วยอาบัติสังฆาทิเสสที่ไม่มีมูล
77.ห้ามก่อความรำคาญแก่ภิกษุอื่น
78.ห้ามแอบฟังความของภิกษุผู้ทะเลาะกัน
79.ให้ฉันทะแล้วห้ามพูดติเตียน
80.ขณะกำลังประชุมสงฆ์ ห้ามลุกไปโดยไม่ให้ฉันทะ
81.ร่วมกับสงฆ์ให้จีวรแก่ภิกษุแล้ว ห้ามติเตียนภายหลัง
82.ห้ามน้อมลาภสงฆ์มาเพื่อบุคคล
83.ห้ามเข้าไปในตำหนักของพระราชา
84.ห้ามเก็บของมีค่าที่ตกอยู่
85.เมื่อจะเข้าบ้านในเวลาวิกาล ต้องบอกลาภิกษุก่อน
86.ห้ามทำกล่องเข็มด้วยกระดูก งา หรือเขาสัตว์
87.ห้ามทำเตียง ตั่งมีเท้าสูงกว่าประมาณ
88.ห้ามทำเตียง ตั่งที่หุ้มด้วยนุ่น
89.ห้ามทำผ้าปูนั่งมีขนาดเกินประมาณ
90.ห้ามทำผ้าปิดฝีมีขนาดเกินประมาณ
91.ห้ามทำผ้าอาบน้ำฝนมีขนาดเกินประมาณ
92.ห้ามทำจีวรมีขนาดเกินประมาณ

6. ปาฏิเทสนียะ มี 4 ข้อ
1. ห้ามรับของคบเคี้ยว ของฉันจากมือภิกษุณีมาฉัน
2. ให้ไล่นางภิกษุณีที่มายุ่งให้เขาถวายอาหาร
3. ห้ามรับอาหารในสกุลที่สงฆ์สมมุติว่าเป็นเสขะ (อริยบุคคล แต่ยังไม่ได้บรรลุเป็นอรหันต์)
4. ห้ามรับอาหารที่เขาไม่ได้จัดเตรียมไว้ก่อนมาฉันเมื่ออยู่ป่า

7. เสขิยะ สารูป มี 26 ข้อ
1.นุ่งให้เป็นปริมณฑล (ล่างปิดเข่า บนปิดสะดือไม่ห้อยหน้าห้อยหลัง)
2.ห่มให้เป็นนปริมณฑล (ให้ชายผ้าเสมอกัน)
3.ปกปิดกายด้วยดีไปในบ้าน
4.ปกปิดกายด้วยดีนั่งในบ้าน
5.สำรวมด้วยดีไปในบ้าน
6.สำรวมด้วยดีนั่งในบ้าน
7.มีสายตาทอดลงไปในบ้าน (ตาไม่มองโน่นมองนี่)
8.มีสายตาทอดลงนั่งในบ้าน
9.ไม่เวิกผ้าไปในบ้าน
10.ไม่เวิกผ้านั่งในบ้าน
11.ไม่หัวเราะดังไปในบ้าน
12.ไม่หัวเราะดังนั่งในบ้าน
13.ไม่พูดเสียงดังไปในบ้าน
14.ไม่พูดเสียงดังนั่งในบ้าน
15.ไม่โคลงกายไปในบ้าน
16.ไม่โคลงกายนั่งในบ้าน
17.ไม่ไกวแขนไปในบ้าน
18.ไม่ไกวแขนนั่งในบ้าน
19.ไม่สั่นศีรษะไปในบ้าน
20.ไม่สั่นศีรษะนั่งในบ้าน
21.ไม่เอามือค้ำกายไปในบ้าน
22.ไม่เอามือค้ำกายนั่งในบ้าน
23.ไม่เอาผ้าคลุมศีรษะไปในบ้าน
24.ไม่เอาผ้าคลุมศีรษะนั่งในบ้าน
25.ไม่เดินกระโหย่งเท้า ไปในบ้าน
26.ไม่นั่งรัดเข่าในบ้าน

8. โภชนปฏิสังยุตต์ มี 30 ข้อ
คือหลักในการฉันอาหารได้แก่
1.รับบิณฑบาตด้วยความเคารพ
2.ในขณะบิณฑบาต จะแลดูแต่ในบาตร
3.รับบิณฑบาตพอสมส่วนกับแกง (ไม่รับแกงมากเกินไป)
4.รับบิณฑบาตแค่พอเสมอขอบปากบาตร
5.ฉันบิณฑบาตโดยความเคารพ
6.ในขณะฉันบิณฑบาต และดูแต่ในบาตร
7.ฉันบิณฑบาตไปตามลำดับ (ไม่ขุดให้แหว่ง)
8.ฉันบิณฑบาตพอสมส่วนกับแกง ไม่ฉันแกงมากเกินไป
9.ฉันบิณฑบาตไม่ขยุ้มแต่ยอดลงไป
10.ไม่เอาข้าวสุกปิดแกงและกับด้วยหวังจะได้มาก
11.ไม่ขอเอาแกงหรือข้าวสุกเพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉัน หากไม่เจ็บไข้
12.ไม่มองดูบาตรของผู้อื่นด้วยคิดจะยกโทษ
13.ไม่ทำคำข้าวให้ใหญ่เกินไป
14.ทำคำข้าวให้กลมกล่อม
15.ไม่อ้าปากเมื่อคำข้าวยังมาไม่ถึง
16.ไม่เอามือทั้งมือใส่ปากในขณะฉัน
17.ไม่พูดในขณะที่มีคำข้าวอยู่ในปาก
18.ไม่ฉันโดยการโยนคำข้าวเข้าปาก
19.ไม่ฉันกัดคำข้าว
20.ไม่ฉันทำกระพุ้งแก้มให้ตุ่ย
21.ไม่ฉันพลางสะบัดมือพลาง
22.ไม่ฉันโปรยเมล็ดข้าว
23.ไม่ฉันแลบลิ้น
24.ไม่ฉันดังจับๆ
25.ไม่ฉันดังซูด ๆ
26.ไม่ฉันเลียมือ
27.ไม่ฉันเลียบาตร
28.ไม่ฉันเลียริมฝีปาก
29.ไม่เอามือเปื้อนจับภาชนะน้ำ
30.ไม่เอาน้ำล้างบาตรมีเมล็ดข้าวเทลงในบ้าน

9. ธัมมเทสนาปฏิสังยุตต์ มี 16 ข้อ
1.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีร่มในมือ
2.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีไม้พลองในมือ
3.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีของมีคมในมือ
4.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีอาวุธในมือ
5.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่สวมเขียงเท่า (รองเท้าไม้)
6.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่สวมรองเท้า
7.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่ไปในยาน
8.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่อยู่บนที่นอน
9.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่นั่งรัดเข่า
10.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่โพกศีรษะ
11.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่คลุมศีรษะ
12.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่อยู่บนอาสนะ (หรือเครื่องปูนั่ง) โดยภิกษุอยู่บนแผ่นดิน
13.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่นั่งบนอาสนะสูงกว่าภิกษุ
14.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่นั่งอยู่ แต่ภิกษุยืน
15.ภิกษุเดินไปข้างหลังไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่เดินไปข้างหน้า
16.ภิกษุเดินไปนอกทางไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่ไปในทาง

10. ปกิณสถะ มี 3 ข้อ
1. ภิกษุไม่เป็นไข้ไม่ยืนถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ
2. ภิกษุไม่เป็นไข้ไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือบ้วนน้ำลายลงในของเขียว (พันธุ์ไม้ใบหญ้าต่างๆ)
3. ภิกษุไม่เป็นไข้ไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือบ้วนน้ำลายลงในน้ำ

11. อธิกรณสมถะ มี 7 ข้อ
1. ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ในที่พร้อมหน้า (บุคคล วัตถุ ธรรม)
2. ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ด้วยการยกให้ว่าพระอรหันต์เป็นผู้มีสติ
3. ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ด้วยยกประโยชน์ให้ในขณะเป็นบ้า
4. ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ด้วยถือตามคำรับของจำเลย
5. ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ด้วยถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ
6. ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ด้วยการลงโทษแก่ผู้ผิด
7. ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ด้วยให้ประนีประนอมหรือเลิกแล้วกันไป

คลิ๊ป : ฉบับโบราณ
# #
5 ก.พ.60 ช่วงนี้กำลังมีทุกข์ แล้วมีเพื่อนแนะนำเรื่องฟังธรรม หลวงพ่อปราโมทย์ พูดเรื่องการปล่อยวางจิต ฟังแล้วดีจริง ๆ จิตที่กำลังฟุ้ง "คุ้มดี คุ้มร้าย" วิ่งตามทุกข์ ก็ไปต้อย ๆ เลย ต้อง recall มาอยู่เป็นที่เป็นทางอีกครั้ง สงบขึ้นหน่อย ปล. ขนาดนั่งทำงานให้วุ่น ๆ จิตยังฟุ้งไปหาความทุกข์เฉยเลย
บทปลงสังขาร
มนุษย์เราเอ๋ย    เกิดมาทำไม
นิพพานมีสุข    อยู่ใยมิไป
ตัณหาหน่วงหนัก   หน่วงซักหน่วงไว้
ฉันไปมิได้    ตัณหาผูกพัน
ห่วงนั้นพันผูก   ห่วงลูกห่วงหลาน
ห่วงทรัพย์ศฤงคาร    จงสระเสียเถิด
จะได้ไปนิพพาน   ข้ามพ้นภพสาม
ยามหนุ่มสาวน้อย   หน้าตาแช่มช้อย
งามแล้วทุกประการ  แก่เฒ่าหนังยาน
แต่ล้วนเครื่องเหม็น  เอ็นใหญ่เก้าร้อย
เอ็นน้อยเก้าพัน   มันมาทำเข็ญใจ
ให้ร้อนให้เย็น   เมื่อยขบทั้งตัว
ขนคิ้วก็ขาว    นัยต์ตาก็มัว
เส้นผมบนหัว   ดำแล้วกลับหงอก
หน้าตาเว้าวอก   ดูน่าบัดสี
จะลุกก็โอย    จะนั่งก็โอย
เหมือนดอกไม้โรย    ไม่มีเกสร
จะเข้าที่นอน    พึงสอนภาวนะ
พระอนิจจัง    พระอนัตตา
เราท่านเกิดมา   รังแต่จะตาย
ผู้ดีเข็ญใจ      ก็ตายเหมือนกัน
เงินทองทั้งนั้น   มิติดตัวไป
ตายไปเป็นผี    ลูกเมียผัวรัก
เขาชักหน้าหนี   เขาเหม็นซากผี
เปื่อยเนาพุพอง   หมู่ญาติพี่น้อง
เขาหามเอาไป   เขาวางลงไว้
เขานั่งร้องไห้    แล้วกลับคืนมา
อยู่แต่ผู้เดียว    ป่าไม้ชายเขียว
เหลียวไม่เห็นใคร   เห็นแต่ฝูงแร้ง
เห็นแต่ฝูงกา    เห็นแต่ฝูงหมา
ยื้อแย่งกันกิน    ดูน่าสมเพช
กระดูกกูเอ๋ย    เรี่ยรายแผ่นดิน
แร้งกาหมากิน   เอาเป็นอาหาร
เที่ยงคืนสงัด    ตื่นขึ้นมินาน
ไม่เห็นลูกหลาน   พี่น้องเผ่าพันธุ์
เห็นแต่นกเค้า   ร้องแรกแหกขวัญ
เห็นแต่ฝูงผี    ร้องไห้หากัน
มนุษย์เราเอ๋ย    อย่าหลงกันเลย
ไม่มีแก่นสาร    อุตส่าห์ทำบุญ
ค้ำจุนเอาไว้    จะได้ไปสวรรค์
จะได้ทันพระพุทธเจ้า  จะได้เข้านิพพาน
อะหัง วันทามิ   สัพพะโส
อะหัง วันทามิ   นิพพานะปัจจะโย โหตุ

เรื่องราวที่ผ่านมา และผ่านไป .. ต้องแยกให้ออกว่าอะไรเป็นอะไร .. เชื่ออะไร ไม่เชื่ออะไร .. เรื่องใดจริง เรื่องใดลวง
14 ต.ค. 2552 : วงการสงฆ์ฉาวอีก สื่อแพร่ภาพพระลูกวัด "หนองละคอน" จ.ลำปาง วัย 75 ปี กระทำอนาจาร ด.ญ. วัย 5 ขวบ เจ้าตัวสารภาพทำผิดจริงยอมสึก
+ http://www.innnews.co.th/local.php?nid=194151
นายณรงค์ ทองอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลำปาง เปิดเผยว่า จากกรณี มีภาพถ่ายของ พระ อายุ 75 ปี พระลูกวัดหนองละคอน อ.เมือง จ.ลำปาง ที่ตกเป็นข่าวหลังจากมีคลิปภาพ เผยแพร่สื่อโทรทัศน์โดยเป็นภาพ พระทองมา นั่งกอดและลูบคลำเด็กหญิงวัย 5 ขวบ บริเวณ ถนนไปรษณีย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ลำปาง
ทาง สนง.วัฒนธรรมจังหวัดลำปางได้ตามตัวพระทองมา มาสอบสวน หลังหลบหนีไปอยู่ที่บ้านญาติที่ อำเภอแจ้ห่ม จากการสอบสวนพระทองมาได้ยอมรับ ว่าได้ทำผิดจริงหลังได้เห็นภาพถ่าย โดยพระทองมานั้นยอมจำนนต่อหลักฐาน จากนั้นพระครู จินดา รัตนาภรณ์ รองเจ้าคณะจังหวัดลำปาง ทำพิธีสึกพระทองมาทันที
2 ธ.ค. 2552 : จับพระวัดดังโชว์อนาจารนศ.สาวข้างอาชีวะ
+ http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=419975
พนักงานวิทยุ สภ.เมืองลำปาง รับแจ้งจากนักศึกษาหญิงวิทยาลัยอาชีวศึกษาลำปาง ว่า มีพระภิกษุสงฆ์ ก่อเหตุอนาจาร โดยการควักเจ้าโลก ออกมาโชว์ให้นักศึกษาหญิง ที่เดินผ่านบริเวณใกล้กับประตูทางเข้าวิทยาลัย หลังรับแจ้งจึงแจ้งให้ ร.ต.อ. นิเวศน์ อินทำ รองสวป.ฯ พร้อมเจ้าหน้าที่สายตรวจ เดินทางไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบพระภิกษุ กำลังยินถือย่าม อยู่บนฟุตปาธ ใกล้กับวิทยาลัยอาชีวศึกษา จึงเข้าตรวจสอบ และสอบถาม โดยมีนักศึกษาหญิง ของวิทยาลัยอาชีวศึกษา 8 คน ยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุ เบื้องต้นนักศึกษาให้การว่า ขณะที่เดินออกมาวิทยาลัยเพื่อกลับหอพัก ปรากฏว่าพบพระภิกษุรูปดังกล่าว ยืนอยู่บนฟุตปาธ ก่อนจะใช้มือควักอวัยวะเพศออกมาโชว์ให้นักศึกษาดู จากนั้นกลุ่มนักศึกษาได้รีบพากันหนี ก่อนจะตัดสินใจโทรศัพท์แจ้งทาง 191 ทราบดังกล่าว
ส่วนพระภิกษุรูปดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่ ตำรวจจึงนิมนต์ ไปที่โรงพัก และทราบภายหลังชื่อพระสมพงษ์ วังสธัมโม อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 121 ม. 2 ต. พรหมมนี อ.เมือง จ.นครนายก และเป็นพระลูกวัดท่ามะโอ ต.เวียงเหนือ อ.เมือง จ.ลำปาง ซึ่งจากการตรวจสอบภายในย่าม เจ้าหน้าที่ พบหนังสือลามกอนาจารจำนวนหลายเล่ม จึงทำการตรวจยึด และนำตัวส่งร.ต.ท. วรเทพ คำดี พนักงานสอบสวนเวรฯ ดำเนินคดีในข้อหา ”กระทำอนาจารในที่สาธารณะ“ เบื้องต้นพระสมพงษ์ ให้การปฏิเสธ ทุกข้อกล่าวหา และให้การว่าเพียงแค่ยืนรอรถกลับบ้านที่จังหวัดนครนายกเท่านั้น จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ได้นำตัวไปให้เจ้าคณะอำเภอดำเนินการตามกฏของสงฆ์ต่อไป
9 พ.ค. 2553 : รวบเจ้าอาวาสวัดดังเชียงใหม่ยิงกิ๊กแฟนสาว (blog)
+ http://news.sanook.com/รวบเจ้าอาวาสวัดดังเชียงใหม่ยิงกิ๊กแฟนสาว-929615.html
9 พ.ค.53 มีคนบอกว่า sanook.com ลงข่าวที่ได้มาจาก innnews.co.th ว่า พ.ต.ต.สุธีระ ปุณณะบุตร ผบก.สส.ภาค 5 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ภาณุเดช บุญเรือง รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ นำตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (นปพ.) นำหมายจับจากศาลจังหวัดเชียงใหม่ เข้าจับกุม ครูบาน้อย เจ้าอาวาสวัดดัง ใน ต.ตลาดขวัญ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ พร้อมด้วย พระโต้ง เป็น พระลูกวัดคนสนิท ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จากการสอบสวนทราบว่า ครูบาน้อย เป็นคนสั่งให้พระโต้งใช้อาวุธปืนลูกซองยิงผู้ตาย เนื่องจากโกรธแค้นที่ น.ส.กวาง เลิกคบหากับตน แล้วไปคบกับผู้ตายที่ถือว่าเป็นกิ๊ก ทางตำรวจจึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับและเข้าจับกุมได้คาวัดดังกล่าว
ในใจผมคิดว่าบทเรียนในปัจจุบันจะเป็นแนวทางในอนาคต จะได้ไม่เดินพลาดด้วยความตั้งใจของตนเอง เพราะถ้าพลาดจากเหตุสุดวิสัย เช่น ป่วยเป็นมะเร็งที่ผ่านการควบคุมอาหารและการใช้ชีวิตแล้ว การจากไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บก็คงเป็นเหตุสุดวิสัย .. ศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ถึงอย่างไรก็ยังเป็นสิ่งเดียวที่มีให้ยึดเหนี่ยว คงเปลี่ยนที่หมายของความหวังที่จะได้ขึ้นสวรรค์ ไปพบนางฟ้า ไปนั่งกินนอนกินบนยอดเมฆอย่างมีความสุขนิรันด์กาล .. เพราะถ้าชีวิตสิ้นหวัง สิ้นความเชื่อ ก็จะเป็นทุกอย่างแสนสาหัส ขอเตือนว่าทุกคนอย่าสิ้นหวังในศาสนา ในชีวิตหลังความตายนะครับ .. ไม่งั้นจะเป็นทุกข์ไปชั่วชีวิต

มองแต่แง่ดีเถิด
      เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา
จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู
ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย
      จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย
ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง

พระท่าน หิ้วดอกไม้จันทน์ กับรองเท้า ถวายกรรมการ มส.
ข่าว 21 กุมภาพันธ์ 2558
หลวงปู่พุทธอิสระ ท่านถามความรับผิดชอบของมหาเถรสมาคม (มส.)
โดยโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กของตน
ที่ยืนยันว่า พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย)
เจ้าอาวาสวัดธรรมกาย และประธานมูลนิธิธรรมกาย พ้นผิดปาราชิก
โดยนำ รองเท้า ดอกไม้จันทน์ และผักผลไม้ ฝากถวายสังฆทานให้กรรมการ มส.
.. ยุคนี้สมัยนี้ อะไรก็เปลี่ยนแปลงเร็วนะครับ ต่างกับความเชื่อในอดีตเยอะเลย

พระท่าน หิ้วดอกไม้จันทน์ กับรองเท้า ถวายกรรมการ มส.
การหยุดรถ ช่วยสัตว์บนถนนหลวง ไม่ควรกระทำนะครับ อันตราย
กรณีที่ 1. คลิ๊ปที่มนุษย์แสดงความความเมตตาที่มีต่อเป็ด .. ดูแล้วก็ชวนให้รู้สึกว่าน่ารักน่าเอ็นดู มีคนมีเมตตาต่อสัตว์โลกเยอะทีเดียว น่านับถือ
+ https://www.facebook.com/video.php?v=10152907620351030&set=vb.184349331029
กรณีที่ 2. หญิงสาวหลั่งน้ำตา จ่อโทษคุยตลอดชีวิต ช่วยเป็ดไม่ให้ถูกรถทับกลางถนน ทำคนตาย 2 ศพ เป็นการตัดสิน และพิจารณาไปที่ผล ว่าการลงไปช่วยเป็ดแล้วทำให้คนต้องตาย เป็นความผิดที่อภัยกันไม่ได้
+ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1403494422

บูชายัญหัวหมู 300 หัวที่ จ.นครปฐม
แม่ค้าผลไม้ที่ราชบุรี นับถือศาสนาพุทธ มีความเชื่อเรื่องแก้บน โดยนำหัวหมู 300 หัวไปแก้บนที่วัดกลางบางพระ จ.นครปฐม หลังลูกค้านำเงินมาใช้หนี้ล้านกว่าบาท แก้บนเสร็จก็ถวายหัวหมูให้วัด และเพื่อนแม่ค้า ก็เป็นข่าวว่าทำแล้วจะได้บุญหรือได้บาป ที่ต้องสังเวยชีวิตสัตว์ถึง 300 ชีวิต บางคนก็ comment แรง ว่านี่เป็นการบูชายัญกันทีเดียว .. เป็นประเด็นที่น่าคิดนะครับ
+ https://www.youtube.com/watch?v=BL17Gcz1p9w

ตรุษญวน ขุนหมู 2 ตัวไว้เชือดต่อหน้าผู้ร่วมงาน
พิธีเชือดหมู ที่จังหวัดบั๊กนิญ ทางเหนือของเวียดนาม หมูจะถูกขุน โดย 2 ครอบครัว วันงานจะแห่หมูไปรอบหมู่บ้าน หลังเชือดเนื้อหมูจะถูกแบ่งปันในหมู่บ้าน ส่วนเลือดหมู จะมีผู้เข้าร่วมงานนำธนบัตรไปจุ่มเลือดหมู เพราะเชื่อว่ามันจะนำโชคดีมาให้ตลอดปีใหม่ และรู้สึกภาคภูมิใจในประเพณีพื้นบ้านแบบนี้
+ http://www.nationtv.tv/main/content/foreign/378446123/

ฆ่าเต่าบูชาเจ้าแม่กาลี
ที่ประเทศอินเดีย มีการฆ่าเต่าเพื่อให้ผู้ศรัทธานำไปบูชาเจ้าแม่กาลีที่จัดทุกปีที่เมืองเบงกอล ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู ในเตาหลายสายพันธุ์ มีเต่ากระดองนิ่มที่เป็นสัตว์สงวน ประเพณีนี้ฆ่าเต่าตามความเชื่อ และเพื่อการรับประทาน ก็เหมือนกับในหลายศาสนาที่มีสัตว์มาเป็นส่วนหนึ่งในพิธีกรรม เพียงแต่ที่จุดนี้ใช้เต่า
+ http://news.mthai.com/hot-news/world-news/137731.html

วันมาฆบูชาหนอ

วันมาฆบูชา (Makha Bucha Day) ถือเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 ปีพ.ศ.2560 ตรงกับวันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560 คำว่า มาฆะ เป็นชื่อของเดือน 3 มาฆบุรณมี หมายถึง การบูชาพระในวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะ (เดือน 3) ตามปฏิทินของอินเดีย วันมาฆบูชาตามปฏิทินจันทรคติของไทยจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือ มีเดือน 8 สองครั้ง วันมาฆบูชาจะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 วันมาฆบูชา คือ วันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดง "โอวาทปาฏิโมกข์" แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรก หลังจากตรัสรู้ได้ 9 เดือน เนื้อหาคำสอนหลัก คือ "ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์" เหตุการณ์สำคัญในวันมาฆบูชามี 4 ประการ 1. ตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 2. พระสงฆ์ 1250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย เพื่อสักการะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ 3. พระสงฆ์ทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา 6 4. พระสงฆ์ทั้งหมดได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า หรือ เอหิภิกขุอุปสัมปทา

เห็นประเด็นทั้ง 4 แล้ว ก็ชวนชาวพุทธกำหนดรู้ให้กับวันมาฆบูชาว่า วันมาฆบูชาหนอ มีความสำคัญ 4 เรื่อง คือ เวลาที่ระลึกถึงนั้นเกิดขึ้นในอดีต พระสงฆ์จำนวนมากไปรวมตัวกันในอดีต มีพระอรหันต์จำนวนมากในอดีต พระอรหันต์ทั้งหมดได้รับการอุปสมบทโดยพระพุทธเจ้าที่ละสังขารไปแล้วมากกว่า 2500 ปี พอรู้แล้วก็ปล่อยวาง อย่าถือไว้ให้หนัก เช่นเดียวกับทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามา และจะต้องผ่านไป

ทุบโต๊ะข่าว อึ้ง พระวัดดังร่วมงานชุมนุมเทพ ร่างทรงท้าจับ ถ้าไม่จริง 19/09/58
https://www.youtube.com/watch?v=M8-fQ95EQiA

http://goo.gl/72BPC