อาหารปนเปื้อนที่ต้องพึงระวัง
ความต้องการอาหารต่อวัน
  1. สสส. ชี้ชายควรกินอาหาร แคลอรี่ไม่เกิน 2 ,000 ต่อวัน ผู้หญิงอย่าเกิน 1,500
    กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ผู้ชายควรได้รับแคลอรี่ไม่เกิน 1,800-2,000 แคลอรี่ต่อวัน ผู้หญิงไม่เกิน 1,200-1,500 แคลอรี่ต่อวัน
    สสส. 1 ใน 6 ของคนไทยทั่วประเทศเป็นคนท้วมหรืออ้วน
  2. ผู้ชายต้องการประมาณวันละ 2,500 แคลอรี่
    ผู้หญิงต้องการต่อประมาณวันละ 2,000 แคลอรี่
    ถ้านั่งเฉย ๆ จะถูกใช้ประมาณ 500 แคลอรี่
    รวมการเดิน และกิจกรรมอื่นเฉลี่ยต่อวัน 1,500 แคลอรี่
    ส่วนที่เหลือใช้ไม่หมด จะสะสมไว้ในรูปอื่น
    ถ้ามันสะสมได้ครบ 7,000 แคลอรี่ จะได้ประมาณ 1 กิโลกรัม
  3. คนอ้วนต้องการพลังงานประมาณ 2960 แคลอรี่ต่อวัน
    คนทั่วไปใช้พลังงานประมาณ 2510 แคลอรี่ต่อวัน
  4. ผลวิจัยระบุคนไทยกินอาหารนอกบ้านอันดับ1ในอาเซียน
    สสส.ชี้ประชากร 12 ล้านคนหรือ 1 ใน 6 กลายเป็นคนอ้วน นักโภชนาการแนะ 5 วิธีการสังเกตอาหารที่ให้พลังงานสูงเกินไป งดดื่มน้ำอัดลมเพราะ 1 กระป๋องให้พลังเท่ากับข้าว 3 ทัพพี ชี้ ชายกินแคลอรี่ไม่เกิน 2 ,000 ต่อวัน ผู้หญิงอย่าเกิน 1,500 ผลวิจัยชี้คนไทยกินอาหารนอกบ้าน 13 มื้อต่อสัปดาห์ สูงเป็นอันดับหนึ่งในอาเซี่ยน
  5. ศ.นพ.สมิง เก่าเจริญ กรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง แถลงข่าวเครือข่ายคนไทยไร้พุง เรื่อง พุงปลิ้น เพราะกินอาหารนอกบ้าน ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่า จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรพบว่า คนไทยรับประทานข้าวนอกบ้านอาทิตย์ละ 13 มื้อ คนกรุงเทพฯรับประทานข้าวนอกบ้านบ่อยที่สุด ขณะที่คนอีสานนิยมรับประทานอาหารที่ปรุงเองมากที่สุด โดยคนไทยจัดว่ารับประทานอาหารนอกบ้านมากเป็นอันดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่าง สิงค์โปร์ มาเลเซีย คนไทยจ่ายเงินค่าอาหารนอกบ้านเดือนละ 927 บาท ต่อครัวเรือน มูลค่าของธุรกิจร้านอาหารในไทยปี 2551 สูงถึง 1 แสนล้านบาท ร้านอาหารประเภทบริการด่วนกว่า 1,000 แห่งเติบโตสูงสุด เกือบร้อยละ 90 เป็นแฟรนไชส์ประเภทฟาสต์ฟู้ด ส่วนแบ่งตลาดเป็นไก่ ร้อยละ 40 แฮมเบอร์เกอร์ ร้อยละ 20 พิซซ่า ร้อยละ 15 ไอศครีม ร้อยละ 10 ฯลฯ

สารบัญ
+ สารเร่งเนื้อแดง (ซาลบูทามอล)(สารกลุ่มเบต้าอะโกนิสท์)

นพ.ฆนัท ครุธกูล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและโภชนวิทยาคลินิค โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า อาหารที่คนไทยรับประทานนอกบ้าน 5 ลำดับ คือ
1. พิซซ่า 315 กิโลแคลอรี่ต่อชิ้น
2. แฮมเบอร์เกอร์ชีส 410 แคลอรี่ต่อชิ้น
3. ไก่ทอด+ มันฝรั่ง+น้ำอัดลม 1 ชุดมี 1,025 แคลอรี่
4. ผัดไทย 700 แคลอรี่ต่อจาน
5. สลัด (พลังงานสูง) ประเภทน้ำข้น 580 แคลอรี่ต่อจาน
อาหารจานเดียวที่มีแคลอรี่สูง
1. ข้าวขาหมูมีหนัง 610 แคลอรี่ต่อจาน ไม่มีหนัง 470 แคลอรี่ต่อจาน
2. ข้าวมันไก่ทอดมีหนัง 650 แคลอรี่ต่อจาน ข้าวขาว ไม่มีหนัง 470 แคลอรี่ต่อจาน
3. ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กต้มยำ 580 แคลอรี่ต่อชาม ก๋วยเตี๋ยวเล็กน้ำ 340 แคลอรี่ต่อชาม
4. ข้าวเหนียวส้มตำไก่ย่างมีหนัง 760 แคลอรี่ต่อชุด ไก่ย่างไม่มีหนัง งดข้าวเหนียว 270 แคลอรี่ต่อชุด
5. ขนมจีนน้ำยากะทิ 510 แคลอรี่ต่อจาน น้ำยาป่า 350 แคลอรี่ต่อจาน
กินข้าวระวังกันด้วย
เรื่องจริง คือ ข้าวมีน้ำตาลไม่น้อย 
http://visitdrsant.blogspot.com
ดัชนีน้ำตาลของอาหารพวกข้าว 
- ข้าวบาร์เลย์ = 25
- ข้าวซ้อมมือ (Brown) = 55
- ข้าวบัสมาติ = 58
- ข้าวขาวหัก = 72
- ข้าวขาว (ข้าวเจ้า) = 87
- ข้าวเหนียว = 98
ทานข้าวระวังเบาหวานกันด้วย แต่มีพันธุ์ข้าวที่น้ำตาลต่ำแล้ว รู้กันรึยัง
http://www.komchadluek.net
ข่าวเมื่อ 6 พฤศจิกายน 2558 บอกว่า
ที่ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
แถลงผลการพัฒนาพันธุ์ข้าวได้พัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ
ข้าวสายพันธ์ ปิ่นเกษตร +4#20A09
ช่วยควบคุมเบาหวานได้ เพราะมีดัชนีน้ำตาลต่ำกว่าข้าวทั่วไป
ดังนั้น
ใครที่กินข้าวธรรมดา ก็รับน้ำตาลเข้าไปมากกว่า
และข้าวที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำยังสามารถเพิ่มระดับของฮอร์โมน
ที่มีผลต่อกระบวนการทำงานของเบต้าเซลล์ของตับอ่อน
กระตุ้นให้มีการสร้างอินซูลินได้ดีขึ้น 
และมีผลต่อการควบคุมศูนย์อิ่มและศูนย์หิว 
ทำให้ผู้ป่วยที่รับประทานข้าวที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ รู้สึกอิ่มได้นานกว่า 
อ่านแล้วรู้สึกเลยว่า 
"ข้าว" เป็นภัยเงียบใกล้ตัว สำหรับผู้ป่วยเบาหวานได้เลย
เมื่ออายุมากขึ้น ก็เริ่มมีโรคเป็นของตนเองมากขึ้น .. จะหยุดโรคภัยต่าง ๆ ได้
ก็มีทั้งการป้องกัน และแก้ไข .. เพราะรอแก้ไขอย่างเดียว ผมว่าไม่ work
แต่มีเพื่อนเตือนมาว่า "ถ้ากลับก็ไม่ต้องกิน ถ้ากินก็ไม่ต้องกลัว"
ผมก็เชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง .. ขึ้นกับกาละ เทศะ เป็นสำคัญ
ความแตกต่างของอาหารเจ กับ อาหารมังสวิรัติ อาหารมังสวิรัติก็เป็นอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบเช่นเดียวกัน แต่มังสวิรัติสามารถทานผักได้ทุกชนิด แต่อาหารเจ ต้องเว้นผักฉุน 5 ประเภท คือ กระเทียม หัวหอม (รวมทั้งหอมแดง หอมขาว หัวหอมใหญ่ ต้นหอม) หลักเกียว (กระเทียมโทนจีน ไม่ค่อยพบในประเทศไทย) กุยช่าย และใบยาสูบ รวมทั้งของเสพติดทุกชนิด และยังต้องประพฤติศีลร่วมด้วย จึงจะเป็นการถือศีลกินเจที่แท้จริง ขณะที่มังสวิรัติ หมายถึง การไม่รับประทานเนื้อสัตว์เท่านั้น
      คำว่า เจ .. ในภาษาจีนทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายานมีความหมายว่า "อุโบสถ" เดิมหมายความว่า "การรับประทานอาหารก่อนเที่ยงวัน" ตามแบบอย่างของชาวพุทธที่รักษาอุโบสถศีล หรือรักษาศีล 8 ที่จะไม่รับประทานอาหารหลังเที่ยงวันไปแล้ว แต่สำหรับพุทธนิกายมหายานนั้น การรักษาอุโบสถศีลจะรวมถึงการไม่รับประทานเนื้อสัตว์ด้วย เราจึงนิยมเรียกการไม่ทานเนื้อสัตว์รวมไปกับการกินเจ ในปัจจุบันผู้ที่รับประทานอาหารทั้ง 3 มื้อ แต่ไม่กินเนื้อสัตว์ก็ยังคงเรียกว่า "กินเจ" ดังนั้นความหมายของคนกินเจ ไม่เพียงแต่ไม่ทานเนื้อสัตว์ แต่ยังต้องดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม มีความบริสุทธิ์ สะอาด ทั้งกาย วาจา ใจ
- การกินเจ .. ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หมายถึง การถือศีลอย่างญวนและจีนที่ไม่กินของสดคาว แต่บริโภคอาหารประเภทผักที่ไม่มีของสดของคาวผสม ซึ่งมาจากรากศัพท์คำภาษาจีนที่ว่า "เจียฉ่าย" หมายถึง การกินอาหารผัก อาหารที่มาจากพืชผักธรรมชาติ ไม่มีเนื้อสัตว์ปะปน และไม่ปรุงด้วยผักฉุน 5 ชนิด ได้แก่ กระเทียม หัวหอม หลักเกียว กุยช่าย ใบยาสูบ และงดเว้นน้ำนมสด นมข้นด้วย เพราะถือว่าเป็นของสดของคาว
- ธงเจ .. นอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ของอาหารเจแล้ว ยังเป็นการเตือนให้พุทธศาสนิกชนที่ปฏิบัติตนถือศีลกินเจได้ตระหนักถึงการไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์ และการตั้งอยู่ในศีลตลอดช่วงระยะเวลา 9 วัน 9 คืน
      มังสวิรัตินิยม = Vegetarianism และ ผู้บริโภคอาหารมังสวิรัติ = Vegetarian โดยมังวิรัติแบ่งแยกไปตามความเชื่อ และศาสนา สำหรับมังสวิรัติแบบที่รับประทานไข่ได้ เรียกว่า Ovo vegetarian มังสวิรัติแบบที่รับประทานนมและผลิตภัณฑ์จากนมได้ เรียกว่า Lacto vegetarian และแบบที่รับประทานทั้งสอง หรือรวมถึงสิ่งที่ได้จากสัตว์แบบไม่ทำร้ายเช่น น้ำผึ้ง จะเรียกว่า Ovo-lacto vegetarian หรือ Lacto-ovo vegetarian
+ http://catmint.in.th/vegetarian/
+ http://www.thaiall.com/calendar/calendar59.htm
เนื้อย่าง บาร์บีคิว สเต็ก ปลาเผา ปลาย่าง ไส้กรอกปิ้ง มีสารพิษ 3 ชนิด ผมเคยทานอาหารฝรั่งหลายรายการ วันก่อนก็พาบุพการีไปรับประทานมา วันนี้พบว่ามีสารพิษที่อาจทำให้ต้องจากไปก่อนวัยอันควร
โดย คุณวิสิฐศักดิ์ วุฒิอดิเรก ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ เชียงราย เขียนเรื่อง สารก่อมะเร็งจากอาหารปิ้ง ย่าง ทอด อธิบายว่า จากการวิจัยค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ได้ข้อสรุปของการเกิดมะเร็งว่า เกิดจากขบวนการหลายขั้นตอน โดยมีขบวนการเริ่มต้น (Initiation) หมายถึงการเริ่มต้นความผิดปกติของ DNA สารที่ก่อให้เกิดขบวนการเริ่มต้นเรียกว่า สารตั้งต้น (Initiator) สารก่อการกลายพันธุ์ จัดเป็นสารตั้งต้นได้ หลังจากนั้น DNA ที่ผิดปกติจะได้รับการส่งเสริมให้เกิดการถ่ายทอดต่อไปโดยขบวนการส่งเสริม (Promotion) โดยสารส่งเสริมมะเร็ง (Tumor promoter) ทำให้เกิดการเป็นมะเร็งในที่สุด สารก่อการกลายพันธุ์และสารก่อมะเร็งจึงมีความเกี่ยวข้องกัน ก่อให้เกิดความผิดปกติต่อ DNA จนนำไปสู่การเป็นมะเร็ง
http://webdb.dmsc.moph.go.th/ifc_toxic/a_tx_1_001c.asp?info_id=77
การเกิดโรคต่าง ๆ เนื่องจากการรับประทานอาหารไม่ถูกต้อง สาเหตุหนึ่งคือ โรคที่เกิดจากการได้รับสารก่อกลายพันธุ์ และสารก่อมะเร็งในอาหารรมควัน และ อาหารปิ้ง ย่าง และ ทอด ซึ่งพบว่ามีสารพิษปนอยู่หลายชนิด อาหารที่ถูกทำให้สุกโดยให้ความร้อนโดยตรงบนอาหาร ได้แก่ เนื้อย่าง บาร์บีคิว สเต็ก ปลาเผา ปลาย่าง ไส้กรอกปิ้ง เป็นต้น อาหารดังกล่าวเป็นที่นิยมของคนไทยเป็นอย่างมาก เพราะทำให้อาหารมีกลิ่นหอม และ รสที่เอร็ดอร่อย
จากการศึกษาพบว่าอาหารพวก ปิ้ง ย่าง ทอด มีสารพิษหลายชนิดที่ควรกล่าวถึง คือ
1.สารไนโตรซามีน (Nitrosamines) ก่อให้เกิดมะเร็งในสัตว์ได้ เช่น เกิดมะเร็งในตับ ไต หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งในตับ มะเร็งหลอดอาหาร และมะเร็งกระเพาะอาหารในคน
2.สารกลุ่มพัยโรลัยเซต (Pyrolysates) เป็นสารอินทรีย์ที่มีโมเลกุลเป็นวงแหวน พบมากในส่วนที่ไหม้เกรียมของอาหารปิ้ง ย่าง สารกลุ่มนี้มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์สูงมาก จากการศึกษาฤทธิ์ต่อการกลายพันธุ์ของพัยโรลัยเซต พบว่าสารกลุ่มนี้บางชนิดมีฤทธิ์ร้ายแรงทางพันธุกรรมมากกว่าสารอะฟลาทอกซินตั้งแต่ 6-100 เท่า สารพัยโรลัยเซตสามารถรวมตัวทางชีวเคมีกับดีเอ็นเอ แล้วเป็นสารก่อการกลายพันธุ์ได้
3.สารกลุ่มโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAH = Polycyclic aromatic hydrocarbon) เป็นสารพิษที่ค่อนข้างร้ายแรงมาก ส่วนใหญ่เป็นสารเริ่มต้นของสารกลายพันธุ์ (Premutagen) และสารเริ่มต้นของสารก่อมะเร็ง (Precarcinogen) พบในเขม่าควันไฟ ไอเสียของเครื่องยนต์ น้ำมันดิบ นอกจากนี้ยังเกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ของสารอินทรีย์ เช่น ไขมันที่อยู่ในเนื้อสัตว์ น้ำมัน และไฮโดรคาร์บอนชนิดอื่นๆ ดังนั้นจึงพบสารชนิดนี้ในส่วนที่ไหม้เกรียมของอาหาร ปิ้ง ย่าง อาหารทอดกรอบ อาหารรมควัน นอกจากนี้ยังพบสาร PAH คล้ายคลึงกับการเผาไหม้ในเครื่องยนต์ บุหรี่ และเตาเผาเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม
ที่มา : หนังสือความรู้สิ่งเป็นพิษ ตอนที่ 14 พ.ศ.2543 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข หน้าที่1-3.
พบสารดองศพ ในอาหารทะเล จะได้ไม่เน่าเสีย
http://en.wikipedia.org/wiki/Shrimp_%28food%29 ในตลาดสดบางแห่งมากกว่าครึ่ง พบสารดองศพใน กุ้ง ปลาหมึก เห็ด ถั่ว ขิง อ่านข่าว manager 24 ก.พ.57 พบสารดองศพ ทำให้ กุ้ง (Shrimp) ปลาหมึก เห็ด ถั่ว ขิง ดูสดใหม่ น่าทาน ทนนานไม่เน่าง่าย ราคางาม สด ใหม่ ไม่มีกลิ่นเก็บไว้ได้นาน ลูกค้าก็ชอบ แต่อธิบดีกรมอนามัย บอกว่า มีประกาศ สธ. ฉบับที่ 93 พ.ศ.2528 เรื่อง วัตถุห้ามใช้ในอาหาร ผู้ใดละเมิดใส่ในอาหารต้องระวางโทษ แต่ก็มีถึงร้อยละ 59 ที่ตรวจพบจากการสุ่มตรวจ ผมว่า การทานกุ้ง ปลาหมึก แบบไม่ปนสารดองศพ ต้องอาศัยดวงหละครับ แล้วต้องลุ้นต่อว่า ถ้ารับสารแล้วร่างกายจะทนทาน ไม่ทำให้เซลในร่างกายเราก่อมะเร็งแบบฉับพลันทันใด ส่วนอาการข้างเคียง เช่น อาการปวดหัวอย่างรุนแรง ปวดท้อง ในปากและคอแห้ง หัวใจเต้นเร็ว แน่นหน้าอก อาจมีอาการถ่ายท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ปัสสาวะไม่ออก หรือปัสสาวะเป็นเลือด .. ก็คงพบได้บ้าง ตามโอกาสอำนวย
+ http://www.manager.co.th/Food/ViewNews.aspx?NewsID=9570000021712
24 ก.พ.57 ข่าวเรื่องการพบสารเคมีปนเปื้อนอยู่ในอาหารนั้นมีมานานแล้ว ซึ่งสารเคมีที่พบอยู่ในอาหารนั้น บางชนิดก็เป็นอันตรายถึงชีวิตได้เลยทีเดียว อย่างล่าสุดนี้ ทางกระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาบอกว่า ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2557 มีรายงานการสุ่มตรวจประเมินอาหารปลอดภัยของกรมอนามัย ในตลาดที่ จ.นครสวรรค์ 5 แห่ง โดยมีการเก็บอาหารตรวจทั้งหมด 275 ตัวอย่าง
ผลที่ได้นั้นน่าตกใจมาก เพราะมีการพบการใช้สารฟอร์มาลินกับอาหารสด เพื่อไม่ให้เน่าเสียง่าย โดยใน 5 แห่งนี้ ตรวจพบ 102 ตัวอย่าง เฉลี่ยร้อยละ 25 แต่บางแห่งเช่นในตลาดสดขนาดใหญ่ในเมือง พบร้อยละ 59 ซึ่งอาหารที่ตรวจพบได้แก่ กุ้ง ปลาหมึก หมึกกรอบ ขิงหั่นฝอย กระชายหั่นฝอย เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดหอมสด ถั่วฝักยาว สไบนาง (ผ้าขี้ริ้ว)
ทางด้าน ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า อาหารในกลุ่มที่ตรวจพบฟอร์มาลินนั้น ที่ผ่านมามักจะตรวจพบสารฟอกขาว ซึ่งการที่ตรวจพบฟอร์มาลินสูงขึ้น อาจจะเป็นเพราะพ่อค้าแม่ค้าเปลี่ยนจาก การใช้สารฟอกขาวมาใช้ฟอร์มาลินแทน ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศฉบับที่ 93 พ.ศ.2528 เรื่อง วัตถุห้ามใช้ในอาหาร ผู้ใดละเมิดใส่ในอาหารต้องระวางโทษ ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ฐานผลิตอาหารไม่บริสุทธิ์
สำหรับ “ฟอร์มาลิน” นั้น เป็นสารเคมีชนิดหนึ่ง อยู่ในรูปของ “สารละลายฟอร์มัลดีไฮด์” ซึ่งหากอยู่ในสถานะก๊าซจะมีชื่อเรียกว่า “ฟอร์มัลดีไฮด์” ในทางการแพทย์จะใช้ฟอร์มาลินในการดองศพไม่ให้เน่าเปื่อย ใช้ฆ่าเชื้อโรค ฆ่าเชื้อรา และทำความสะอาดห้องผู้ป่วย ส่วนในอุตสาหกรรมสิ่งทอจะใช้เป็นน้ำยาอาบผ้าไม่ให้ย่น นอกจากนี้คุณสมบัติที่ช่วยฆ่าเชื้อโรคและเชื้อรา ยังถูกนำไปใช้ในการเก็บรักษาธัญพืชหลังการเก็บเกี่ยว และใช้เพื่อป้องกันแมลง แต่ไม่อนุญาตให้ใช้ในอาหาร
หากบริโภคอาหารที่ถูกปนเปื้อนเข้าไปในปริมาณมาก จะเกิดพิษต่อระบบทางเดินอาหาร อาจมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรง ปวดท้อง ในปากและคอแห้ง หัวใจเต้นเร็ว แน่นหน้าอก อาจมีอาการถ่ายท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะเป็นเลือด มีอาการเพลีย เหงื่อออก ตัวเย็น คอแข็ง และเคยมีรายงานว่ามีผู้กินฟอร์มาลิน 2 ช้อนโต๊ะ เพื่อฆ่าตัวตาย พบว่าตายในเวลา 3 ชั่วโมงหลังจากได้รับสารดังกล่าว และเมื่อผ่าศพชันสูตรพบแผลไหม้ในหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก
นอกจากผลที่เกิดขึ้นในระยะสั้น ที่ปรากฏอาการให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว ยังมีรายงานผลจากฟอร์มาลินในระยะยาว โดยสารฟอร์มัลดีไฮด์ ซึ่งเป็นสารประกอบของฟอร์มาลิน เป็นสารกระตุ้นที่ทำให้เกิดมะเร็งได้อีกด้วย
สรุปว่า ข้าวมันไก่จากร้านประจำ ยังปลอดภัยเหมือนเดิม กรณีฤษีแปลงสาร .. ไม่มีคำว่า "งดข้าวมันไก่" นะครับ
นพ.วิชัย ขัตติยวิทยากุล สสจ.นครราชสีมา โต้ ไม่ได้สั่ง พร้อมแนะนำกินข้าวมันไก่ หรือเลือดไก่ให้ปลอดภัย ต้องปรุงสุกเองอีกครั้ง ถึงปลอดเชื้ออหิวาต์เทียม จาก กรณีเอกสารของสาธารณสุข จ.นครราชสีมา ขอความร่วมมือให้โรงเรียนและประชาชน งดการใส่เลือดไก่ลงในข้าวมันไก่ และไม่นำเลือดไก่ไปปรุงอาหารทุกชนิด โดยมีตัวอักษรสีแดงขนาดใหญ่ ระบุว่า "งดข้าวมันไก่" ถูกนำมาเผยแพร่ในโลกออนไลน์ เพราะมีการระบาดในเขตภาคเหนือโดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่ และอีสานตอนบน เอกสารดังกล่าวจริง แต่ตัวอักษรสีแดงนั้นไม่ทราบว่าใครทำเพิ่มเติม เพราะมิ.ย.-ธ.ค. 57 ซึ่งมีผู้ป่วยถึง 1,410 ราย กระจายใน 7 จังหวัด และมีข้อสงสัยว่าเกิดจากการบริโภคเลือดไก่ที่มีเชื้ออหิวาต์เทียม หรือ Vibrio parahaemolyticus น่าจะมาจากผู้ขาย หรือบริโภคข้าวมันไก่ ส่วนใหญ่บริโภคเลือดไก่ที่ผลิตโดยตรงจากโรงงาน ซึ่งตรวจสอบโรงงานสถานประกอบการผลิตเลือดไก่ทุกแห่งใน จ.นครราชสีมา พบว่าเลือดไก่ที่ออกจากโรงงานนั้น ยังปรุงไม่สุขตามกระบวนการผลิตของโรงงาน ดังนั้น ผู้ที่ปรุงอาหารหรือผู้ที่ต้องการบริโภคเลือดไก่ ควรปรุงซ้ำด้วยความร้อนมากกว่า 75 องศาเซลเซียส นานประมาณ 15 นาที อีกครั้ง หรือปรุงให้เดือดที่ 100 องศาฯ? ก็เพียงพอที่จะทำให้เชื้อโรคตายหมด 100%
+ ข่าวแก้ไข http://www.thairath.co.th/content/474721
+ ข่าวแรก http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9580000004625
ปลาดิบในทะเล มีพยาธิ อย่างแน่นอน ภาพจาก popsugar.com + บทความใน ม.มหิดล โดย ดร.ภก.จตุรงค์ ประเทืองเดชกุล และ ภก.สุเมธ จงรุจิโรจน์ ภาควิชาจุลชีววิทยา ระบุว่า มีความเชื่อผิด ๆ ว่า ไม่พบพยาธิในปลาน้ำทะเลอย่างแน่นอน จะพบพยาธิเฉพาะปลาน้ำจืดเท่านั้น จึงรับประทานปลาดิบจากทะเลได้อย่างสบายใจ ในความเป็นจริงปลาทะเลก็มีพยาธิได้ ดังข่าวเมื่อสิงหาคม 2554 ว่าพบพยาธิตัวกลมชนิดหนึ่งในปลาดิบที่ขายอยู่ตามร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไป เจ้าพยาธิที่ว่านี้มีชื่อ อะนิซาคิส (Anisakis simplex) ทำให้เกิดโรคเอนิซาคิเอซิส (Anisakiasis) ตรวจพบได้ในปลาหลายชนิด เช่น ปลาดาบเงิน ปลาตาหวาน ปลาสีกุน ปลาทูแขก ปลากุเลากล้วย ปลาลัง ปลาคอด ปลาแซลมอน ปลาเฮอริ่ง เมื่อรับประทานเข้าไปแล้ว พยาธิอาจจะชอนไชไปตามทางเดินอาหาร อยู่ในลำไส้ หรือในช่องท้อง
+ ระหว่างปี พ.ศ.2508 - 2530 มีรายงานว่าพบผู้ป่วยในประเทศญี่ปุ่น ประมาณ 4000 ราย ซึ่งพบการเกิดก้อนทูมในกระเพาะอาหารมากที่สุด ถ้าตัดก้อนทูมจะพบพยาธิอยู่ภายในก้อนทูม การรักษาทำได้โดยการผ่าตัด แล้วปี พ.ศ.2538 มีรายงานพบผู้ป่วยในญี่ปุ่นประมาณ 2000 ราย ในสหรัฐอเมริกามีรายงานการพบผู้ป่วยประมาณ 500 รายต่อปี ในยุโรปมีประมาณ 500 ราย สำหรับประเทศไทยก็มีรายงานการพบผู้ป่วยครั้งแรกจากพยาธิชนิดนี้ในชาวประมงทางภาคใต้ และยังมีรายงานว่าพบผู้ที่เกิดอาการแพ้ต่อพยาธิตัวนี้ทำให้เกิดผื่นลมพิษ ดังนั้นการรับประทานปลาดิบ อาหารอันเลื่องชื่อของแดนอาทิตย์อุทัย จึงต้องสังเกตเนื้อปลาว่ามีตัวอ่อนของพยาธิปะปนอยู่หรือไม่ เพื่อความปลอดภัย
+ http://health.kapook.com/view99882.html
+ http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9570000114815
+ http://women.thaiza.com/
กินอาหารทะเล มีสารพิษ ส่งผลถึงตับ ไต ใส้ พุง ได้รับพิษ ภาพหอยจาก nytimes.com อ่านข่าว thairath 25 มี.ค.57 พบว่า กรมอนามัย แนะนำกินอาหารหน้าร้อนปลอดภัย ให้เลี่ยงประเภทหอย ซึ่งเป็นแหล่งสะสมขี้ปลาวาฬ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทำให้ปากชา แน่นหน้าอก ห่วงอันตรายจากแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในอาหารทะเล
โดย ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า อุณหภูมิที่สูงในช่วงหน้าร้อน ทำให้เชื้อจุลินทรีย์ที่อยู่ในอาหารทะเลเจริญเติบโตได้ง่าย อีกทั้งยังพบมีโลหะหนักหลายชนิด ทั้งตะกั่ว สังกะสี แคดเมียม และทองแดง ในอาหารทะเล ประเภทปูม้า หอยนางรม และปลาหมึก โดยสารพิษเหล่านี้ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี และยังมีพิษอื่น ๆ ที่อาจพบได้ในอาหารทะเล อาทิ ขี้ปลาวาฬ ที่เกิดขึ้นจากแพลงตอนจำพวกไดโนแฟลกเจลเลต (Dinoflagellate) สามารถพบได้ในน้ำทะเลทั่วๆ ไป สังเกตุได้จากน้ำมีสีน้ำตาลแดง เมื่อมีอากาศร้อนจัดสัตว์ชนิดนี้ จะแบ่งเซลล์และเจริญเติบโตได้ในน้ำทะเลอย่างรวดเร็ว โดยขี้ปลาวาฬจะเข้าสู่สัตว์ทะเลผ่านทางห่วงโซ่อาหาร พบมากในหอย ซึ่งจะสร้างสารพิษพวกไบโอท็อกซิน (Biotaxin) ที่ทนความร้อน ไม่สามารถทำลายได้ในกระบวนการปรุงอาหาร เมื่อกินเข้าไปจะทำให้มีอาการชาบริเวณปากและทำให้แน่นหน้าอก เคลื่อนไหวลำบาก บางรายมีอาการอาเจียนด้วย
จากการตรวจวิเคราะห์ พบขี้ปลาวาฬ และไบโอท็อกซินในปริมาณที่สูงมาก ส่วนใหญ่พบในหอยสองฝา เช่น หอยกะพง หอยนางรม ซึ่งกินแพลงตอนทุกชนิด โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน เป็นช่วงที่มีแพลงตอนชนิดนี้มากในน้ำทะเล โอกาสที่หอยนางรมเป็นพิษก็เกิดได้มากเช่นเดียวกัน ก่อนกินจึงควรนำไปแช่น้ำปูนเพื่อลดความเป็นพิษ หรืองดกินในช่วงนี้ก็จะเป็นการดี นอกจากนี้ในอาหารทะเลยังพบแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของโรคท้องร่วงมากที่สุด คือ เชื้ออหิวาต์เทียม หรือวิบริโอพารา ฮีโมไลติคัส (vibrioparahaemolyticus) เชื้อชนิดนี้สามารถพบได้ทั้งในน้ำทะเลและอาหารทะเล เช่น ปลา ปูม้า หอย กุ้ง กั้ง ปูทะเล และปลาหมึก เป็นต้น และยังพบในอาหารประเภทหอยแครงลวก ปลาดิบ ยำหอยนางรม ปูดอง หอยดอง ซึ่งพบเชื้อได้ทั้งปีแต่จะพบมากช่วงหน้าร้อน ในเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ซึ่งอาการที่ปรากฏชัด หลังจากกินเข้าไป 12-24 ชั่วโมง คือ ท้องเสีย อาเจียน ปวดท้องอย่างรุนแรง อาจมีอาการปวดศีรษะและหนาวสั่นร่วมด้วย
กินโยเกิร์ตทั้งแบบช้น และแบบน้ำ ดี 3 อย่าง วันนี้ (2 ก.พ.58) อ่าน หนังสือเรื่องบัลแกเรีย ได้เห็นวิถีชีวิต ว่าพวกเขาอายุยืนที่สุดในโลกได้อย่างไร คำตอบคือ พวกเขาว่ากินโยเกิร์ต .. นั่นคงเป็นแรงบันดาลใจให้ชีวิตที่เหลือของผมคงต้องกินโยเกิร์ตแล้ว ชอบประโยชน์ที่สำคัญ 3 ข้อ 1) ลดแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์ในกระเพาะเยอะ 2) แก้ปัญหาเรื่องน้ำย่อยแลคเตสมีน้อย ท้องอืดเป็นประจำ 3) ไปสู้กับจุลินทรีย์และแบคทีเรียไม่พึงประสงค์ อันเป็นต้นเหตุของสารพัดโรคภัย เช่น มะเร็ง เป็นต้น เป้าหมายคือ อยากอยู่ดูโลกนาน ๆ เป็นผู้สูงอาย
+ http://health.mthai.com/howto/health-care/9198.html
+ http://www.manager.co.th
+ http://www.siamdara.com/VarietyK/00012061.html
+ https://www.gotoknow.org/posts/145270
ยาผิวขาวยังไม่ผ่าน อย.
เท่าที่อ่านจากเน็ต เรื่องยาผิวขาว
+ สธ.เตือนว่า ถ้าไม่ใช้เพื่อรักษามะเร็ง ก็อย่าใช้เลย เพราะจะไปทำให้เสียสมดุล เพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งได้
+ แล้ว โรคลูคีเมีย อาจมีสาเหตุมาจากการรับสารเคมี ที่ทำให้เซลล์เม็ดเลือด เกิดการกลายพันธุ์เป็นมะเร็ง
การฉีดกลูต้าไธโอน (Glutathione) มักให้ร่วมกับวิตามินซีขนาดสูง เพื่อกระตุ้นให้ออกฤทธิ์ได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งการฉีดวิตามินซี ในขนาดที่สูงและเร็วเกินไป อาจทำให้เกิดอาการมึนศีรษะ คล้ายจะเป็นลมได้ การได้รับสารกลูต้าไธโอนในปริมาณมาก มีผลทำให้กระบวนการต้านอนุมูลอิสระ ของร่างกายเสียสมดุล กลายเป็นอนุมูลอิสระกลับมาทำร้ายร่างกายได้
+ http://elib.fda.moph.go.th
รู้จัก มะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือ ลูคีเมีย (อ.แชมป์แนะนำมา)
http://health.kapook.com/view21096.html
---
ความรู้เกี่ยวกับมะเร็งเม็ดเลือดขาว (ลูคิเมีย)
http://leukemiadiary.blogspot.com/p/home.html
---
แพทย์เตือนวัยรุ่นไทย ใช้กลูต้าฯเพื่อผิวขาว เสี่ยงมะเร็งผิวหนัง
http://www.thairath.co.th/content/223039
---
สธ. เตือนถึงตาย สาวฮิตฉีด "Glutathione -ยามะเร็ง" ให้ผิวขาว
http://thaiblogzine.blogspot.com/
---
ข้อดี-ข้อเสียของกลูต้าไธโอน (glutathione)
แพทย์เตือน!! ฉีดสารหน้าใส กลูตาไธโอน อันตรายถึงเสียชีวิต
ข่าว รายงาน เลขาธิการ อย.เตือนอันตรายยารักษา มะเร็ง 
หรือสารกลูตาไธโอน ฉีดเพื่อให้ผิวขาว ทำ สุขภาพ แย่ 
เสี่ยงช็อคถึงกับเสียชีวิต ยืนยันยามะเร็ง กลูตาไธโอน 
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนในประเทศไทย ผอ.สถาบันโรคผิวหนังวอน
คนไทยพึงพอใจกับผิวเหลือง ตาสีดำ 
ชี้มีข้อดีช่วยป้องกัน มะเร็งผิวหนัง
http://elib.fda.moph.go.th
---
มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน
http://medinfo2.psu.ac.th
---
มะเร็งเม็ดเลือดขาว
http://siamhealth.net/public_html/Disease/
---
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
http://www.siamca.com/knowledge-id159.html
ขนมจีนบางรายก็มีสารกันบูดที่อาจทำให้ตับไตพัง พบข้อมูลในนิตยสารฉลาดซื้อ ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2559
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้สุ่มตรวจขนมจีน (Khanom chin) ทั้งหมด 12 ยี่ห้อ
พบว่ามีสารกันบูดตกค้างทั้ง 12 ตัวอย่าง
มากบ้าง น้อยบ้างต่างกันไป แต่เบื้องต้นมีกันทุกยี่ห้อ ถ้าไม่ใส่ก็จะเสียนั่นเอง
ปัญหาคือ สารกันบูดทำให้มีความเสี่ยงเรื่องตับไตพัง
ถ้าขับออกทันก็สะสมปัญหากันไป หากขับออกไม่ทันถึงพิการได้เลย
สุ่มตรวจมา 12 ราย พบว่าใส่ทุกราย
แต่ใส่แล้วไม่เกินที่กำหนดมี 10 ราย
ที่เกินกำหนดมี 2 ราย คือ 1114.30 และ 1121.37
มาตรฐานหรือที่กำหนดไว้คือไม่เกิน 1000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
สรุปว่าทานขนมจีนมาก ๆ เสี่ยงตับไตพัง
แต่คนที่ขายขนมจีนแบบสด และหมดใน 1 วัน เค้าก็ไม่จำเป็นต้องใส่นะครับ
+ http://www.thaiall.com/blogacla/burin/5242/
แนะนำเว็บไซต์ (Website guide) + นักวิจัยชี้ความอ้วนอาจมีส่วนทำให้โลกร้อนขึ้น
+ ทำไมคนส่วนใหญ่ กินอาหาร วันละสามมื้อ
+ ลิงค์ไปยัง badfood.php

http://goo.gl/72BPC