วัดไหล่หินหลวง
เว็บเพจสำรอง (Backup Webpages) : thaiall.com | thaiabc.com
ปรับปรุง : 2551-05-19 (เพิ่ม ภาพนักวิจัย)
    สารบัญ
    - ประวัติวัดไหล่หินหลวง
    - ประวัติหลวงพ่อมหาป่า เกสระปัญโญ
    - ประวัติ พิพิธภัณฑ์วัดเสลาบัพพาตาราม (วัดไหล่หินหลวงแก้วช้างยืน)
    - พิพิธภัณฑ์วัดไหล่หิน ... แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาในวิถีชุมชนพอเพียง
    - สิ่งของเล่าถึงประวัติชีวิตชุมชนอย่างไร
    - ฐานข้อมูล พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ในประเทศไทย
    - ตำบลไหล่หิน และงานวิจัยเรื่องานศพ
แนะนำเว็บไซต์
+ โรงเรียนไหล่หินวิทยา
+ watlaihinluang.com
+ thaitambon.com
+ ระบบศูนย์ข้อมูลกลางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
+ ประวัติวัดไหล่หินหลวง โดย photoontour.com
ประวัติวัดไหล่หินหลวง
ข้อมูลจาก : http://www.watlaihinluang.com/templehistory.php
ลำปางหรือเขลางค์นครเป็นเมืองเก่าแก่คู่กับหริภุญชัย หรือเมืองลำพูนในปัจจุบัน พรั่งพร้อมด้วยรมณียสถานทัศนา การศึกษา ถึงประวัติความเป็นมาของนครเมืองลำปางและยังมีโบราณวัตถุซึ่งควรแก่การศึกษาพร้อมกับโบราณ ที่มีความสวยงานศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดลำปางคือ..วัดไหล่หินหลวงวัดไหล่หินหลวงหรือวัดเสลารัตนปัพพะตาราม(ไหล่หินหลวงแก้วช้างยืน) ชาวบ้านมักเรียกว่าสั้นว่า....วัดไหล่หินหลวง ซึ่งอยู่บนเนินเขาเล็ก ๆ เกาะหนึ่ง ในท้องที่หมู่ที่ ๒ ต.ไหล่หิน อ.เกาะคา จ.ลำปางห่างจากตัวอำเภอเกาะคาไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ ๖ ก.ม.เศษ มีเนื้อที่ที่ธรณีสงฆ์ประมาณ ๕๐ ไร่เศษ สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พุทธศักราช ๒๑๘ นับว่าเป็นวัดหนึ้งของจังหวัดลำปางที่มีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์การสร้างเมืองลำปางหรือเขลางค์นคร เพราะว่าวัดนี้ได้สร้างขึ้นขณะที่ พระอรหันต์ได้อัญเชิญพระบรมสารีริธาตุขององค์สัมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาไว้ยังม่อนหินแห่งนึ้ จึงมีตำนานที่ สำคัญ จะได้เล่าขานโดยสังเขปดังนี้ ศาสตราจริกา อ้างสมัยหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งยังทรงทรมานสำราญอยู่ในเขตเชตวันมหาวิหารมีคืนวันหนึ่งยามใกล้รุ่งพระองค์ทรงรำพึงว่าตั้งแต่กูตถาคตได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ มา ถึงบัดนี้ได้ ๒๕ พรรษาแล้วต่อเมื่อกูมีพระชมมายุอยู่ได้ ๘๐ พรรษาเมื่อไดกูตถาคตก็ได้เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ควรกูจะอธิฐานธาตุให้ย่อยเพื่อให้คนทั้งหลายและพระอรหันต์ได้นำไปบรรจุไว้เป็นที่สักการะ บูชาเสมอเหมือนกูตถาคดยังวทรงมีพระชนม์ชีพอยู่พระพุทธองค์ทรงรำพึงดังนี้แล้วพอพระองค์ดับขันธปรินิพพานไปแล้วได้ ๒๑๘ ปี ยังมีพระยาองค์หนึ่งทรงพระนามว่า ศรีธรรมาโศกราชได้ทรงชนะข้าศึกทั้งหลายแล้วแล้วได้อาศัยเจ้านิโครธสามเณรอยู่ ได้เลิกถอยความเลื่อมใสพวกเดียรถีย์ทั้งหลายแล้ว จึงบังเกิดความเลื่อมใสอันแก่กล้าในพระพุทธศาสนาอย่าง มาก จึงดำริที่จะสร้างพระเจดีย์เป็นที่บรรจุซึงพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จำนวน ๘๔,๐๐๐ องค์พระธรรมขันธ์ ต่อมาพระองค์ทรงพิจารณาหาพระบรมสารีริธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็พบที่เมืองราชคฤห์แล้ว พระองค์ก็อัญเชิญเข้าสู่เมืองนครปาตรีบุตรนคร พระองค์ทรงแบ่งพระบรมสารีริธาตุมอบให้พระเถระทั้งสองพระองค์คือพระกุมารกัสสปะและพระเมฆิยะเถระเจ้าท่านได้พระบรมสารีริธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอัญเชิญขึ้นบนหลังช้าง มาจากประเทศอินเดีย เพื่อมาประดิษฐานยังวัดพระธาตุลำปางหลวง พอขบวนช้างที่อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาถึงยังม่อนหินแห่งนี้ขบวนช้างเชือกนั้นก็ไม่ยอมเดินทางต่อถึงเจ้าจะขับจะจะใสอย่างไรช้างก็ไม่ยอมที่จะเดินทางต่อ อันเป็นเหตุที่น่าอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่งนัก องค์พระอรหันต์ผู้เป็นพระประมุขของขบวนนั้น จึงพร้อมด้วยผู้คนที่ติดตามได้ปรึกษากันที่จะสมควร สร้างองค์พระเจดีย์บรรจุเอาพระบรมสารีริธาตุขององค์สัมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อไว้เป็นที่กราบไว้สักการะบูชาตลาดกาลนาน และเป็นอนุสรณ์ที่ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมายังที่แห่งนี้ด้วย
รายนามเจ้าอาวาส ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
1. พระมหาเถระเจ้า (ไม่ทราบชื่อและฉายาที่แน่นอน
2. พระอุตมะ (องค์แรก)  
3. ครูบาคันธวงศา
4. พระสุมนต์
5. พระสินชัย
6. พระสังฆราชกุดี
7. พระมหาป่าเกสระปัญโญ
8. ครูบากาวี (แตกฉานทางศัพทศาสตร์)
9. ครูบาคำ
10.ครูบาอุตมะ(องค์กลาง)
11.ครูบากาวี (องค์กลาง)

12.ครูบาอุตมะ(องค์เล็ก) 13.ครูบาปวงคำ 14.ครูบากาวี(องค์สุดท้าย) 15.พระอินถา ถาวโร 16.เจ้าอธิการแก้ว สุทัทธสีโล 17.พระคำป้อ พลธมฺโม รก. 18.เจ้าอธิการจันทร์ตา จนฺทรํสี(อุรา) 19.เจ้าอธิการศรีวรรณ จกกวโร (ตาวี) 20.พระสมพร เขมธมฺโม (ธรรมนูญ)รก. 21.พระอธิการทอง อนามโย (จอมแปง) เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน

ประวัติหลวงพ่อมหาป่า เกสระปัญโญ
ข้อมูลจาก : http://www.watlaihinluang.com/historymahapar.php
วัดไหล่หินหลวงปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลไหล่หินอำเภอเกาะคาจังหวัดลำปางเป็นวัดที่มีประวัติความ เป็นมาอันยาวนานเกี่ยวกับความ?รัทธาที่ต่อพระพุทธศาสนามีพระมหาเถระรูปหนึ่งที่ทรงอภิญญาพระเถระรูปนั้นก็คือ พระมหาป่าเกสระปัญโญพระที่อาศัยการอย?่ธุดงค์วัตรเป็นสำคัญโดยมีประวัติความเป็นมาดังต่อไปนี้ เมื่อราว พ.ศ.๒๑๗๙ ระยะที่สกุลขุนตานสุตตาเมืองเถินชวลกุลบุตรอยู่ที่ตำบลลำปางหลวงและมี ประวัติความสัมพันธ์ระหว่างพระเถระลำปางหลวงวัดปงยางคกวัดลำปางหลวงมีเรื่องราวครูบามหาป่าวัดหินแก้ว(วัดไหล่หินหลวงในปัจจุบัน)หรือวัดหินล้นได้ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุลำปางหลวง(ตามพงศาวดารเถิน)
เมื่อ พ.ศ.๒๒๒๖ ปรากฏชื่อจารึกไว้บนแผ่นไม้วิหารวัดไหล่หินมีใจความว่า " จุลสักกปตได้ ๑๐๔๕ ตัว ปีป่าไก่เดือน ๔เป็งเม็ง ๔ ไตเต้าสง้า พระหมาป่า เกสระปัญโญเป็นเจ้ามูลประธานกับทั้งศิษยานุศิษย์ทั้งหลายได้ชักเชิญ พระสังฆเจ้าดาแปลงยังเสลารัตนปัพพตารามหลังนี้ และศรัทธานาบุญตังหลายทั้งมวลชุคน จุงมาอนุโมทนามาเตอะ" พระมหาป่า เกสระปัญโญรูปนี้นับเป็นพระเถระองค์สำคัญที่เกี่ยวกับวัดสูงเม่นเมืองแพร่อย่างมากปรากฏเรื่องราววัดสูงเม่งเมืองแพร่เคยเดินทางมาขน เอาคัมภีร์ครูบามหาป่าเกสระปัญโญวัดไหล่หินหลวงถ่ำดอยฮาง ซึ่งอยู่ห่างจากวัดราว ๑๐ กิโลเมตรเศษนำขึ้นช้างพลายต่าง(นำใส่หลังช้าง) กลับเมืองแพร๋ประวัติการถ่ายทอดพระคัมภีร์ของพระมหาป่าวัดไหล่หินหลวง ของครูบาวัดเม่นเมืองแพร่ ปรากฏในหลักฐานคัมภีร์สถาวกัณณี มีความที่เจรจาไว้ท้ายตำนานผูกที่ ๓ จารเมื่อ จ.ศ.๑๒๐๑ (พ.ศ.๒๓๙๘) ว่า "อุบาสกมูลศรัทธา หนานมณีวรรณค้ำชูครูบาเจ้าวัดสูงเม่น เมืองแพร่มาเมตตาในวัดป่าหินแก้วกล้างริมยาวไชยวรรณแล " คำจารในสถาวกัณณีฉบับดังกล่าวแสดง ว่าการคัดตำนานจากต้นฉบับของพระมหาป่า เกสระปัญโญร้อยกว่าปี และเป็นสมัยที่ผ่านเข้ามาถึง สมัยเจ้าวงศ์ ๗ตนครองเมืองนครลำปางแล้ว ปัจจุบันคงเหลือแต่ต้น ฉบับที่คัดไว้นี้ไว้ที่ วัดไหล่หิน ตังจริงคงจะไปอยู่ที่วัดสูงเม่นเมื่อ พ.ศ.๒๓๘๒ ประวัติพระมหาป่า เกสระปัญโญวัดไหล่หินหลวง คู่กับประวัติมหาปัญโญ วัดพระธาตุลำปางหลวง คือ เป็นพระองค์ฟี่และ องค์น้อง เดิมฟี่น้องทั้งสองคนนี้ เป็นสามเณรจำพรรษาอยู่ที่วัดพระธาตุเสด็จ เป็นชาวบ้านแม่แก้ เขตตำบลลำปาง ต่อมาสามเณรองค์ฟี่ได้ไป ศึกษาที่วัดป่าซางเมืองลำพูน เป็นสามเณรที่มีความผิดแปลกไปจากสามเณรรูปอื่น ๆ ตรงที่ว่าเงียบขรึม ท่องบ่นธรรมคัมภีร์โดยไม่ยอมออกเสียง เหมือนกับสามเณรรูปอื่น และชอบเขียนตัวอักษรบนใบลาน ความเงียบขรึมของสามเณรเกสระนี้เองที่ทำให้เจ้าอธิการวัดป่าซางเฮือก ลำพูน วิตกกังวลเรื่องการเทศน์ เกรงว่าจะแข่งกับสามเณรอื่น ที่มี ความขยันไม่ได้ ในการท่องบ่นพระธรรมกันเจื่อยแจ้วในระหว่างพรรษาหนึ่ง เจ้าอธิการได้มอบธรรมเวสสันดรชาดก ให้ท่องบ่น ก็มิเห็นสามเณรรูปนั้นท่องบ่น
ครั้งถึงวันเทศกาลออกพรรษาแล้ว มีการตั้งธรรมหลวง สวดเบิก และเทศนาจับสลาก เจ้าผู้ครองนครลำพูนจัดได้กัณฑ์ มหาพนและตรงกับเวรสามเณรเกสระเจ้าอธิการมีความวิตกกังวลมากที่สุดแต่ปรากฏว่า สามเณรเกสระสามารถเทศน์ได้โดยปากเปล่า โดยมิต้องอาศัยการอ่าน เทศน์ได้ถูกต้อง นอกจากนี้เวลามีการรวบรวมคัมภีร์ต่าง ๆที่กระจัดกระจาย เชือกผูกหลุดหลายคัมภีร์ใบลานปะปนกันหลายผูก สามเณรรูปนี้ก็สามารถรวบรวมปะติดได้อย่างคล่องแคล่วเก็บเรียบร้อยเข้าที่เดิมซึ่งเป็นวิธีสอบปฏิภาณแบบหนึ่ง เจ้าอธิการซึ่งก็ทรงทราบแต่บัดนั้นว่า " สามเณรเกสระ มีคุณสมบัติพิเศษ ซึ่งเหนือกว่าสามเณรรูปอื่น ๆ เป็นที่เลื่อมใสตั้งแต่มาอยู่ที่วัดป่าซางเมืองลำพูน พระมหาป่า เกสระปัญโญ ซึ่งในคำจารึกบนแผ่นไม้ในการสร้างพระวิหาร ในปีพ.ศ.๒๒๒๖ประวัติศาสตร์พื้นฐานปริยัติที่ได้จาลำพูน แต่ท่านก็เป็นพระที่ถือธุดงค์วัตรจนมีชื่อเป็นพระมหาป่ารูปหนึ่ง ของวัดไหล่หิน แต่ท่านจะเป็นองค์เดียวกับพระมหาป่าวัดไหล่หิน ที่ย้ายไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดลำปางกลาง ตามที่กล่าวไว้ในพงศาวดารเถินหรือไม่ ไม่อาจจะยืนยันได้ในขณะนี้ แต่เมื่อพิจารณาความตามพงศาวดารเถินน่าจะอยู่ในระยะเหตุการณ์ เดียวกัน โดยในประเพณีให้วัดเมืองเถินและวัดลำปางหลวง เป็นครูเดียวกันปฏิบัติเยี่ยมเยือนกันเป็นประเพณีคือวัดเวียง วัดอุมลอง วัดล้อมแรด วัดห้วยเกี่ยง วัดป่าตาล วัดห้างนา ในสายเถิน ลายลำปาง มีวัดลำปางหลวง วัดลำปางกลาง วัดไหล่หินหลวงวัดปงยางคก คือเป็นวัดครูในเครือเดียวกันสืบมา ผลงานของพระมหาป่า เกสระปัญโญ แห่งวัดไหล่หินหลวง เป็นที่แพร่หลายด้วยการจารใบลานไว้มาก ดังจะเห็นได้จากหลักฐานที่ทางศักราชจารึก สมัยพระมหาป่า เกสระปัญโญสร้างพระวิหารวัดไหล่หินหลวงในปี พ.ศ. ๒๒๒๖ และความสมบูรณ์เป็นอย่างมากจนถึงปัจจุบันนี้เป็นที่ศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นของนักศึกษานักวิชาการ จิตกรในปัจจุบัน..........

ประวัติ พิพิธภัณฑ์วัดเสลาบัพพาตาราม (วัดไหล่หินหลวงแก้วช้างยืน)
ตั้งอยู่ที่ ต.ไหล่หิน อ.เกาะคา ลำปาง
วัดไหล่หินเป็นวัดเล็กๆ ในอำเภอเกาะคา อยู่ไม่ไกลจากวัดพระธาตุลำปางหลวงนัก มีตำนานเล่ากันว่าเป็นวัดเก่าแก่มาแต่สมัยพระนางจามเทวี สร้างขึ้นก่อนการสถาปนาวัดพระธาตุลำปางหลวง ด้วยเหตุนั้น จึงมีแผนผังคล้ายคลึงกัน เพียงแต่มีสัดส่วนย่อมกว่า นอกจากนั้น ภูมิสถานที่ตั้ง ก็ยังเป็นเนินใหญ่คล้ายกับวัดพระธาตุลำปางหลวง และเป็นที่มาของชื่อ ไหล่หิน (ไหล่/หล่าย คือเนิน) ด้วย
น่ายินดีที่ทางวัดไหล่หินได้รักษาโบราณวัตถุสถานต่างๆ ไว้ได้อย่างดี ปูชนียสถานสำคัญในเขตพุทธาวาสได้แก่ วิหารไม้และองค์พระธาตุ ซึ่งล้อมรอบด้วยศาลาบาตร ทางด้านหน้ามีซุ้มประตูโขง ส่วนในเขตสังฆาวาสก็ยังมีโรงธรรม โครงสร้างไม้ ผนังก่ออิฐถือปูน เป็นที่เก็บรักษาหีบพระธรรม และคัมภีร์ใบลานจำนวนมาก คัมภีร์บางฉบับที่พบในวัดไหล่หิน มีอายุถึงกว่าห้าร้อยปี
ตั้งแต่เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ทางวัดไหล่หิน ริเริ่มเก็บรวบรวมโบราณวัตถุต่างๆ ไว้ ในชั้นต้นนำไปวางแสดงในกุฏิหลังเก่า ต่อมาจึงได้สร้าง “หอพิพิธภัณฑ์โบราณล้านนา สุวัณณะกีฏะศรัทธาสามัคคี” ขึ้น แยกเป็นเอกเทศออกมา ในปี พ.ศ.๒๕๓๐ แล้วเสร็จในปี พ.ศ.๒๕๓๒
ภายใน ตรงกลางห้องประดิษฐานพระพุทธรูปบุเงิน บุทอง ขนาดเล็กๆ จำนวนมากไว้ในตู้ มีลูกกรงเหล็กล้อมรอบไว้อย่างมั่นคงถึงสองชั้น ของอื่นๆ ที่นำมาเก็บไว้ในอาคารพิพิธภัณฑ์ ก็มีอาทิเครื่องถ้วย เครื่องเขิน เงินตราโบราณ เครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องดนตรี หากแต่ที่โดดเด่นก็คือบรรดาเครื่องไม้จำหลักทางศาสนา นอกจากนั้นก็ยังเครื่องรางของขลัง ผ้ายันตร์และตะกรุดแบบต่างๆ จำนวนมาก ซึ่งเป็นคติความเชื่อในท้องถิ่นที่ยังมิได้มีการศึกษาค้นคว้ากันนัก
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ถือได้ว่ามีกำเนิดมาจากหมู่คณะศรัทธาของชาวบ้านร่วมกับพระสงฆ์โดยแท้ จนถึงบัดนี้ คณะกรรมการสองคน จากจำนวน ๒๐ คน จะผลัดเปลี่ยนกันมาเฝ้าดูแลทุกวัน ท่านเหล่านี้ ถือได้ว่าเป็นขุมคลังความรู้มหาศาล ที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวของวัด ชุมชน และวัตถุสิ่งของที่นำมารวบรวมไว้ ได้ดียิ่งกว่าแผ่นป้าย หรือหนังสือนำชมใดๆ
ใช่เพียงเท่านั้น ในปัจจุบันนี้ ภายใต้โครงการวิจัยซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันราชภัฏลำปาง โรงเรียนวัดไหล่หิน และชุมชน ได้ทำให้วัดไหล่หินหลวงมีฐานะกลายเป็น “พิพิธภัณฑ์” ที่เป็น “แหล่งเรียนรู้” ของนักเรียน ซึ่งมิได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรียนเพื่อรู้ แต่เป็นการปฏิบัติที่สอดคล้องสืบเนื่องกับชีวิตจริง เช่นการเรียนเกี่ยวกับตุงในวิชาศิลปะ ต้องเริ่มต้นด้วยการเรียนรู้จากผู้อาวุโสในครอบครัวหรือในชุมชน เมื่อเข้าใจแล้วจึงฝึกหัดทำ เมื่อทำเสร็จแล้ว ก็ต้องใช้งานจริง จึงมีการจัดงานบุญก่อพระทรายกันที่วัดไหล่หิน อุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นต้น ความผูกพันระหว่างเด็กๆ ในชุมชนกับวัดไหล่หิน ยังปรากฏออกมาในรูปของชมรมมัคคุเทศก์น้อย ซึ่งจะร่วมกับผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวัดไหล่หิน เนื่องในโอกาสเทศกาลต่างๆ อีกด้วย

พิพิธภัณฑ์วัดไหล่หิน ... แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาในวิถีชุมชนพอเพียง
จาก http://www.sedb.org
โดย ทรงศักดิ์ แก้วมูล
“ข้าวของเครื่องใช้ โบราณทั้งหลาย หากปล่อยทิ้งไว้ในบ้านเรือน ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด” ดังนั้น เมื่อ ๑๐ ปีก่อน ชุมชนไหล่หิน ต.ไหล่หิน อ.เกาะคา จ.ลำปาง จึงได้นำสิ่งของโบราณที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ อาทิ หมวกจิกโบราณ พานไม้เก่า ของใช้สำหรับศาสนกิจ ไม่ว่าจะเป็น ตุงกระด้าง อาสนะ และตาลปัตร เป็นต้น โดยนำมาเก็บรวมรวบไว้ที่วัดพร้อมกับจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขึ้น ณ วัดไหล่หิน วัดเก่าแก่ของชุมชนที่มีศิลปะล้านนาที่งดงาม
แต่กระนั้น การเรียนรู้ของชุมชนและคนภายนอกเกี่ยวกับคุณค่าของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังไม่แพร่หลาย...เป็นเสมือนห้องที่ปิดตาย เพราะยังขาดเรื่องราวอธิบายและสะท้อนถึงคุณค่าของสิ่งของเหล่านั้น แม้ว่าโรงเรียนบ้านไหล่หินจะเป็นสถานศึกษาที่สำคัญของชุมชน แต่เนื้อหาวิชาที่ใช้ในการเรียนการสอนกลับยังไม่สอดคล้องกับวิถีของชุมชน การจัดตั้งตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขึ้นจึงเป็นเสมือนการจุดประกายให้ครู นักเรียนและชุมชนเริ่มคิดที่จะเรียนรู้จักตนเองและวิถีชุมชน ผ่านกระบวนการสืบค้นความรู้ผ่านข้าวของต่างๆ จากผู้เฒ่าผู้แก่ที่เป็นปราชญ์ทางด้านต่างๆ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญาของชุมชน กระทั่งมีการสร้างหลักสูตรท้องถิ่น เพื่อใช้ในการเรียนการสอนวิชาศิลปศึกษาของโรงเรียนบ้านไหล่หินขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
สืบค้นข้อมูล..เรียนรู้ตนเอง..ภูมิคุ้มกันชุมชน
เมื่อชุมชนหันมาให้ความสำคัญและเกิดความตระหนักในมรดกอันมีค่าของตัวเองซึ่งก็คือ วัดไหล่หิน พิพิธภัณฑ์ฯ ที่ทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าของ รวมไปถึงวิถีชีวิตที่เกี่ยวเนื่องกับจารีตประเพณีอันดีงาม เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๓ ชุมชนบ้านไหล่หิน วัดและโรงเรียนจึงผสานความรู้กับนักวิชาการภายนอกร่วมกันทำงานวิจัย เรื่อง การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นวิชาศิลปศึกษาเพื่อสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ โบราณสถานที่วัดไหล่หิน ซึ่งเป็นงานวิจัยใน ชุดโครงการระบบการศึกษากับชุมชน ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
จากกระบวนการสืบค้นข้อมูลนี้เอง “ทำให้ผู้เฒ่าผู้แก่ที่เคยคิดว่าตนเองไม่มีค่า เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจ มีคุณค่าขึ้น” เพราะเป็นบุคคลสำคัญที่คอยตอบคำถามเด็กๆ เกี่ยวกับข้าวของเครื่องใช้โบราณ โดยรวมตัวผู้เฒ่าผู้แก่จำนวน ๕๐ – ๖๐ คนผลัดเปลี่ยนมาอยู่เวรที่วัดรอคอยให้เด็กๆ ในโรงเรียนบ้านไหล่หินที่เข้ามาซักถาม บางคนก็เข้าไปเป็นวิทยากรสอนเด็กๆในโรงเรียนอีกด้วย โดยเฉพาะปราชญ์ที่มีความชำนาญและเป็นที่รู้จักของเยาวชน อาทิ พ่อหลวงกุ้ม วรรณมณี ปราชญ์ทางด้านภาษาคำเมือง, พ่อแก้ว ครุขยัน ปราชญ์ด้านการสาน, แม่หลวงปี๋ ดวงแก้ว ปราชญ์ด้านการทำบายศรีและงานใบตองที่มีชื่อเสียงโด่งดังกระทั่งได้ไปสอนนักโทษที่ทัณฑสถาน จ.ลำปาง และพ่อแสน อุตโม ปราชญ์ทางด้านจักสาน (ไม้ไผ่) ผู้รู้เหล่านี้จะผลัดเปลี่ยนกันแวะเวียนกันไปสอนเด็กๆ ในโรงเรียนโดยไม่มีค่าตอบแทนใดๆ ปัจจุบันชุมชนร่วมกันขึ้นทะเบียนข้าวของต่างๆ และรวบรวมประวัติพร้อมทั้งรายละเอียดไว้เป็นหมวดหมู่ รอกรมศิลปากรมาขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ และทำหอศิลป์แยกออกจากพิพิธภัณฑ์ของวัดโดยจะเน้นเครื่องใช้โบราณที่ใช้ในวิถีชีวิตประจำวัน และมีคำอธิบายเกี่ยวกับวัตถุแต่ละชิ้นอย่างละเอียดเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น ซึ่งวิธีดังกล่าวได้เรียนรู้มาจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
เมื่อชุมชนรู้จักตนเอง รู้จักส่วนดีและส่วนด้อยของชุมชนที่ยังต้องการให้หน่วยงานภายนอกมาเติมเต็มความรู้เพื่อนำมาปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น ทั้งนี้การรู้จักตัวเองของครู นักเรียน และชุมชนไหล่หิน ตลอดจนการนำไปใช้เป็นหลักสูตรท้องถิ่นในวิชาศิลปศึกษาของโรงเรียนบ้านไหล่หินของนักเรียนทุกช่วงชั้น ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันของชุมชนได้ในระดับหนึ่ง
“นักเรียนจะถามทุกวันว่าเมื่อไหร่คุณครูจะพาไปเรียนที่วัด เพราะ เด็กๆชอบที่จะได้มาที่วัดไหล่หิน เพื่อมาวาดรูป ได้พูดคุยกับปราชญ์ของชุมชน ที่เด็กๆ มักจะกรูเข้ามาหาผู้เฒ่าผู้แก่ที่มานั่งรอเพื่อให้ความรู้อยู่แล้ว เด็กๆ จะชอบมาฟังนิทานโบราณที่แฝงไว้ซึ่งอารมณ์ขันและเรื่องราวของโบราณวัตถุต่างๆที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ เด็กจะจดบันทึก นำกลับไปทบทวนจนเล่าเรื่องได้ เด็กบางคนที่เก่งแล้วถ้าว่างก็จะมาเป็นวิทยากรในพิพิธภัณฑ์และวัดไหล่หินด้วย” อาจารย์สุดา แผ่นคำ ครูโรงเรียนบ้านไหล่หิน เล่าให้ฟัง
ในขณะที่ เด็กชายเกียรติศักดิ์ ทวีคำ หรือ น้องอั้ม ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านไหล่หิน หนึ่งในเยาวชนที่ยังคงดำเนินกิจกรรมสืบค้นประวัติศาสตร์ชุมชนร่วมกับอบต. เล่าว่า “ ปัจจุบันศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย ช่วงที่เรียนอยู่โรงเรียนบ้านไหล่หินอาจารย์จะพาไปเรียนวิชาศิลปะที่วัดไหล่หินหรือให้ปราชญ์ในหมู่บ้านไปสอนพับหงส์จากใบลาน ก๋วยสลาก หรือทำบายศรีที่โรงเรียน และมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนได้รู้เรื่องราวความเป็นมาของวัดและประวัติเกี่ยวกับวัตถุโบราณต่างๆ ทำให้เกิดความรัก ความผูกพันกับชุมชนมากยิ่งขึ้น”
มีเหตุมีผล...บนความรู้...พอประมาณ
สู่การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน
วัดไหล่หิน และ พิพิธภัณฑ์โบราณล้านนาสุวรรณกีฏะศรัทธาสามัคคี ที่เกิดขึ้นด้วยแรงศรัทธา ตระหนักรู้ตนของคนในชุมชน นอกจากจะเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญของชุมชนแล้ว ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่นักท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรมชื่นชอบ เพราะ นอกจากจะได้สัมผัสความสวยงามทางศิลปะของวัดไหล่หินแล้วยังได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนจากข้าวของเครื่องใช้โบราณและงานประเพณีต่างๆในชุมชน โดยเฉพาะงานบุญใหญ่ เช่น สลากภัตรที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามามาก ซึ่งก่อนหน้างานบุญ เด็กๆ ในโรงเรียนก็จะมาร่วมกับชาวบ้านในชุมชน ช่วยกันทำบายศรี ช่วยกันทำตุง พับหงส์ สานก๋วยสลากเข้าวัดที่ทำจากไม้ไผ่แทนถังพลาสติกสีเหลืองที่นิยมใช้กันมาก แต่ในช่วงหลังชุมชนตระหนักถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม มากขึ้นจึงมีการรณรงค์ให้ใช้วัสดุธรรมชาติแทน ถือเป็นทางเลือกของชุมชนในการใช้ทรัพยากรต่างๆ ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็น บุคคล ข้าวของ ธรรมชาติ และการมีชีวิตอยู่ในสังคมอย่างพอประมาณ ดังจะเห็นได้จากวิทยากรที่มาประจำอยู่ ณ วัดไหล่หิน อันประกอบด้วย ชมรมคนชราที่ผลัดกันมาทำหน้าที่วันละ ๕ คน อบต. และเยาวชนบางส่วนนั้นจะไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ แต่ทุกคนล้วนเข้ามาทำด้วยความเต็มใจ ดังที่พ่อหลวงกุ้ม วรรณมณี หนึ่งในวิทยากรเอ่ยว่า “ การมาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ นอกจากจะได้รับรู้เล่าเรื่องราวของวัดไหล่หิน สิ่งของต่างๆที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ให้เด็กๆ และนักท่องเที่ยวฟังแล้ว การอธิบายถึงสิ่งของแต่ละชิ้นก็เหมือนกับการได้รู้เรื่องราวของชุมชนเพิ่มมากขึ้นทุกวัน และการที่ได้มาแลกเปลี่ยนกับผู้มาเยี่ยมเยือนอยู่เสมอนั้น เป็นประโยชน์ต่อตัวเรา ต่อชุมชนมากแล้ว ...สิ่งตอบแทนที่พวกได้รับจึงมีค่ามากกว่าเงิน”
“เราจะไม่พัฒนาวัดไหล่หินและพิพิธภัณฑ์ให้เป็นธุรกิจท่องเที่ยวเหมือนวัดอื่นๆ แต่จะใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ เรื่องภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรมแก่คนในชุมชนและคนภายนอกที่สนใจในวิถีชีวิตของชุมชนไหล่หิน ที่สำคัญคือเด็กนักเรียนบ้านไหล่หินจะได้นำความรู้เหล่านี้เป็นกำลังสำคัญในการสืบสานหน้าที่ต่อไป ” ทรงศักดิ์ แก้วมูล อบต.ไหล่หิน วิทยากรอีกคนของพิพิธภัณฑ์กล่าว
ชุมชนไหล่หิน เป็นแบบอย่างที่ดีของการผสานความรู้ระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ได้อย่างกลมกลืน ผ่านการสืบค้นความรู้ ภูมิปัญญาที่นำไปสู่ความรักถิ่นฐานบ้านเกิดของตนเอง ส่งผลให้การพัฒนาของชุมชนตั้งอยู่บนพื้นฐานของจารีต ประเพณี และวิถีชาวบ้านอย่างไม่แปลกแยกเหมือนที่ผ่านมา ฉะนั้นการรู้จักตนเอง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันสู่การพึ่งพาตนเอง และการมีเหตุมีผลในการเลือกทางเดินของชุมชนไหล่หิน ทำให้ชุมชนแห่งนี้เกิดความเข้มแข็งและสามารถต่อสู้กับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกได้

วัดไหล่หิน (วัดเสลารัตนปัพตาราม) หมู่ ๒ ตำบลไหล่หิน อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง
นายทรงศักดิ์ แก้วมูล สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลไหล่หิน ๐๘๙-๙๕๓-๖๘๘๗,๐๘๙-๔๓๓-๘๒๘๔ Email :anajuk2@hotmail.com

สิ่งของเล่าถึงประวัติชีวิตชุมชนอย่างไร
จาก http://203.185.130.68/Subdetail/may_article/old_article/New7_4/New7_4.htm
โดย ทรงศักดิ์ แก้วมูล และปราโมทย์ ภักดีณรงค
จากการทำงานร่วมกัน ระหว่าง พิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวงกับศูนย์ มานุษยวิทยาสิรินธร ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ในฐานะแกนนำผู้ดูแล พิพิธภัณฑ์ คุณทรงศักดิ์ แก้วมูล และ คุณปราโมทย์ ภักดีณรงค์ นักวิจัย ภาคสนามของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ได้บอกเล่าถึงประสบการณ์การทำงาน กระบวนที่ใช้ในการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ ตลอดจนปัญหาและอุปสรรค ประสบการณ์การทำงานของพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หิน น่าจะเป็นตัวอย่างการทำงาน อีกบทหนึ่งที่ชาวพิพิธภัณฑ์สามารถเรียนรู้ และนำไปปรับใช้ได้ตามสมควร
การทำงานของเรา2 เริ่มต้นด้วยความพยายามจะจัดการกับวัตถุจำนวน มากที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ ด้วยการทำทะเบียนวัตถุ พร้อมกับการทำความเข้าใจ กับชาวบ้านในชุมชนเกี่ยวกับงานพัฒนาพิพิธภัณฑ์ โดยที่เรามุ่งหวังว่าชาวบ้าน ในชุมชนไหล่หินจะเข้าใจถึงบทบาทของพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวงในฐานะของ การเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของชุมชน ความพยายามดังกล่าวนำไปสู่การพา ชาวบ้านบางส่วนไปศึกษาดูงานพิพิธภัณฑ์แห่งอื่นทั้งในเขตภาคเหนือและ ภาคกลาง หลังจากการดูงานเราพยายามจะถ่ายทอดสิ่งที่ได้เรียนรู้มาให้กับ ชาวบ้านทุกคนด้วยการจัดทำ “ข่าวสารพิพิธภัณฑ์” ซึ่งเป็นบทความที่พยายามจะประชาสัมพันธ์และบอกเล่าความคืบหน้าของการทำงานของพิพิธภัณฑ์ให้กับ ชาวบ้านไหล่หินทั่วไปได้รับรู้ “ข่าวสารพิพิธภัณฑ์” จะแจกให้กับเด็กนักเรียนของ โรงเรียนวัดไหล่หิน เพื่อนำข่าวสารจากพิพิธภัณฑ์กลับไปที่บ้าน
ในการทำงานของเราทุกครั้งจะอาศัยการประชุมปรึกษาหารือกับ คณะศรัทธาของวัดไหล่หินหลวง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนเฒ่าคนแก่ของบ้าน ไหล่หิน ที่มีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับงานของวัดและชุมชน ผลจากการประชุม คณะศรัทธาวัดมีมติให้คุณทรงศักดิ์เป็นผู้จัดการงานทุกอย่างที่เกี่ยวกับ พิพิธภัณฑ์ ซึ่งคุณทรงศักดิ์ได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้น่าสนใจว่า การที่ คณะศรัทธาวัดมอบความไว้วางใจให้กับตนนั้น เป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับตัวเอง เพราะเท่ากับว่าทุกคนเชื่อใจให้ทำงาน และการพัฒนาก็จะสามารถทำได้อย่าง รวดเร็ว แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้าชาวบ้านไม่รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของพิพิธภัณฑ์ ร่วมกัน งานพัฒนาที่อยากเห็นทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้น การทำให้คนในชุมชนรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของพิพิธภัณฑ์ร่วมกันจึงเป็นแนวทาง หลักที่เราใช้ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของเราในระยะต่อมา
ดังนั้นการทำงานในระยะที่ 2 จึงเน้นการทำงานร่วมกับชุมชนมากขึ้น ด้วยการเก็บข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับผู้คน วิถีชีวิตของชุมชนในอดีต ที่เป็นประวัติศาสตร์ความทรงจำผ่านการบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ วิธีการเก็บ ข้อมูลของเรามีทั้งการจดบันทึก การให้คนเฒ่าคนแก่เขียนความทรงจำลงบน กระดาษ การเล่าผ่านภาพถ่าย และการเก็บรวบรวมภาพถ่ายเก่า เราพบว่า วิธีการนี้สามารถสร้างความสนใจให้คนในชุมชนโดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่เข้ามา มีส่วนร่วมกับงานของเราได้มากขึ้น แต่การทำงานของเรายังจำกัดอยู่เฉพาะแวดวงของคนบางกลุ่มเท่านั้น ฉะนั้นทำอย่างไรที่จะเปิดโอกาสให้คนในชุมชน ทุกกลุ่มเข้ามามีส่วนร่วมรับรู้และแบ่งปันความทรงจำที่มีคุณค่าเหล่านี้ คำถามนี้ จึงเป็นที่มาของการทำงานของเราในระยะต่อมา
ระยะที่ 3 ของการทำงาน เราพบว่า เราสามารถแบ่งปันความสุข ความทรงจำที่คุณค่าของคนเฒ่าคนแก่ให้กับคนทั่วไปในชุมชนได้ด้วยการจัด นิทรรศการ ประกอบกับช่วงเวลานั้นมีการสวดเบิกในเทศกาลยี่เป็งของ วัดไหล่หิน เราจึงคิดว่า นี่เป็นโอกาสดีที่เราจะนำภาพถ่ายเก่ามาจัดนิทรรศการ เพื่อให้คนทั่วไปได้แบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน ดังนั้นนิทรรศการ ไหล่หิน ในอดีต คุณค่าทางประวัติศาสตร์ จึงเกิดขึ้น และผลตอบรับที่เราได้รับเป็นสิ่ง ที่เกินความคาดหมายของเรา มีคนจำนวนมากที่มาชมนิทรรศการ มีเสียง บอกเล่าถึงประสบการณ์ที่ร่วมสมัยกับภาพถ่าย มีเสียงหัวเราะ มีรอยยิ้มปรากฏ บนใบหน้าของคนที่มาชม และที่สำคัญทำให้คนที่หันหลังให้กันสามารถมา จับมือกันได้อีกครั้ง สิ่งเหล่านี้คือ สิ่งตอบแทนที่มีค่าสำหรับการทำงานของ พวกเรา
ในตอนท้ายคุณทรงศักดิ์เปรียบเทียบการทำงานตลอดระยะเวลา 1 ปี ของพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวงไว้ว่า เมื่อก่อนเราเป็นกบที่อยู่แต่ในกะลาไม่รู้ว่า โลกกว้างใหญ่เพียงใด มาวันนี้พิพิธภัณฑ์มีความก้าวหน้า แต่ก็ไม่ได้คิดว่า นี่คือ สิ่งที่ดีที่สุด ถึงตอนนี้จะไม่ใช่กบที่แข็งแกร่ง แต่เราก็เป็นกบที่พร้อมจะออกนอก กะลาไปเรียนรู้โลกกว้างได้อย่างไม่อายใคร วิธีการทำงานของเราเป็นเพียง การทำงานที่ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชุมชน ไม่ใช่พิมพ์เขียว สำเร็จรูปสำหรับพิพิธภัณฑ์ใดๆ เราหวังว่า พิพิธภัณฑ์ที่สนใจจะนำเอาวิธีการ ทำงานของเราไปปรับใช้ให้เหมาะกับการทำงานของพิพิธภัณฑ์เพื่อให้เกิด ประสิทธิผลสูงสุด

เรียบเรียงโดย จุฑามาศ ลิ้มรัตนพันธุ์ นักวิจัยภาคสนาม โครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
“เรา” ในบทความนี้ หมายถึง คุณทรงศักดิ์ แก้วมูล และคุณปราโมทย์ ภักดีณรงค์

ฐานข้อมูล พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ในประเทศไทย
จาก http://www4.sac.or.th/museumdatabase/search.php?category=province&user_input=ลำปาง
เงื่อนไขในการค้นหา   คือ    จังหวัด=ลำปาง
ค้นพบพิพิธภัณฑ์ทั้งหมดจำนวน 22 แห่ง
ลำดับที่ ชื่อ อำเภอ จังหวัด ภาค
1พิพิธภัณฑ์วัดพระธาตุจอมปิงเกาะคา ลำปางภาคเหนือ
2พิพิธภัณฑ์วัดพระธาตุลำปางหลวงเกาะคา ลำปางภาคเหนือ
3พิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวงเกาะคา ลำปางภาคเหนือ
4ศูนย์ศิลปะชุมชนเมืองงาว(บ้านจ้างหลวง)งาว ลำปางภาคเหนือ
5ศูนย์อนุรักษ์ภาพยนตร์ย้อนยุคงาว ลำปางภาคเหนือ
6พิพิธภัณฑ์สถานภูมิปัญญาท้องถิ่นโรงเรียนแจ้ห่มวิทยาแจ้ห่ม ลำปางภาคเหนือ
7บ้านป่องนักเมือง ลำปางภาคเหนือ
8บ้านเสานักเมือง ลำปางภาคเหนือ
9พิพิธภัณฑ์ค่ายสุรศักดิ์มนตรีเมือง ลำปางภาคเหนือ
10พิพิธภัณฑ์ธนาคารไทยลำปางเมือง ลำปางภาคเหนือ
11พิพิธภัณฑ์วัดพระเจ้าทันใจเมือง ลำปางภาคเหนือ
12พิพิธภัณฑ์วัดพระธาตุเสด็จเมือง ลำปางภาคเหนือ
13พิพิธภัณฑสถานเขลางค์นครเมือง ลำปางภาคเหนือ
14พิพิธภัณฑสถานแห่งล้านนา วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดารามเมือง ลำปางภาคเหนือ
15ศูนย์วัฒนธรรมเขลางค์นคร ร.ร.เขลางค์นครเมือง ลำปางภาคเหนือ
16ศูนย์วัฒนธรรมโรงเรียนลำปางกัลยาณีเมือง ลำปางภาคเหนือ
17สำนักศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปางเมือง ลำปางภาคเหนือ
18ห้องแสดงศิลปวัตถุ วัดปงสนุกเมือง ลำปางภาคเหนือ
19พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแม่ทะแม่ทะ ลำปางภาคเหนือ
20พิพิธภัณฑ์ประตูผาแม่เมาะ ลำปางภาคเหนือ
21พิพิธภัณฑ์ศูนย์ถ่านหินลิกไนต์ศึกษาแม่เมาะ ลำปางภาคเหนือ
22ศูนย์บ้านปูนิทัศน์สบปราบ ลำปางภาคเหนือ