Welcome to my homepage ProjectAbout me
Responsive Web Design

เรซสปอนต์ซีฟ เว็บดีไซน์ (Responsive Web Design) คือ การออกแบบเว็บเพจ หรือเว็บไซต์ด้วยแนวคิดใหม่ ที่จะทำให้การแสดงผลของเว็บเพจบนอุปกรณ์ที่แตกต่างกันได้อย่างเหมาะสม โดยใช้ที่อยู่เว็บเดียวกัน (One Web Address) และโค้ดชุดเดียวกัน (One Code) ไม่ว่าจะแสดงผลบน Mobile, TabletPC, SmartTV หรือ Desktop

O http://www.thaiall.com/webmaster/intro.htm

O http://www.thaiall.com/html/responsive.htm

O http://www.thaiall.com/webmaster

O Pagespeed

O CSS Validation

O Prettify.js


ผลงานผู้เข้ารับการอบรม introduction to webmaster
Accept something from someone
เพื่อรับข้อมูลข่าวสารจากคนที่ใช่ หรือบุคคลต้นแบบ

O ดร.อาณัติ รัตนถิรกุล

O อ.ปริญญา หอมเอนก

O Computer Science

O I am Programmer, I have no life

O C/C++ Programming Language

เว็บมาสเตอร์ก็เหมือนทุกอาชีพ ที่มีผู้ประสบความสำเร็จในอาชีพ การมองหาแนวปฏิบัติที่ดี (Good Practice) ของบุคคลเหล่านั้น ถือเป็นทางลัด หรือเคล็ดวิชาที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ง่ายกว่า ถ้าท่านคิดว่าจะเป็นเว็บมาสเตอร์ ก็คงทราบว่าคนเหล่านั้นทำอะไรกันอยู่ และท่านสนใจใครเป็นพิเศษหรือไม่ ที่ถือเป็นบุคคลต้นแบบได้
4 หัวข้อสำหรับเตรียมความพร้อมในอาชีพเว็บมาสเตอร์
1. Model
เว็บมาสเตอร์ก็เหมือนทุกอาชีพ ที่มีผู้ประสบความสำเร็จในอาชีพ การมองหาแนวปฏิบัติที่ดี (Good Practice) ของบุคคลเหล่านั้น ถือเป็นทางลัด หรือเคล็ดวิชาที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ง่ายกว่า ถ้าท่านคิดว่าจะเป็นเว็บมาสเตอร์ ก็คงทราบว่าคนเหล่านั้นทำอะไรกันอยู่ และท่านสนใจใครเป็นพิเศษหรือไม่ ที่ถือเป็นบุคคลต้นแบบได้
2. Group
กลุ่มเว็บมาสเตอร์มีหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มก็สนใจในเรื่องราวที่แตกต่างกัน การเข้าไปติดตามข่าวสาร และแลกเปลี่ยน จะทำให้พัฒนาตนเอง เข้าสู่การมีอาชีพที่ต้องการได้อย่างสมเหตุสมผล เพราะฝันเฉย ๆ แต่ไม่ทำอะไรเลย ย่อมไม่สมเหตุสมผลที่จะบรรลุเป้าหมาย
3. Read news
เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตพัฒนาตลอดเวลา เมื่อมีเทคนิค วิธี ภาษา หรือแอพใหม่ ก็จะเป็นข่าวให้อ่าน ให้เรียนรู้ และนำมาปรับใช้กับงานของตนได้ ดังนั้นเว็บมาสเตอร์จึงต้องติดตามข่าวสารอยู่ตลอดเวลา และหาอ่านทบทวนเทคโนโลยีที่มีอยู่เสมอ ๆ
4. Have skill
เว็บมาสเตอร์ คือ ผู้ดูแลเว็บไซต์ แต่เว็บไซต์นั้นมีองค์ประกอบมากมายที่ต้องศึกษา อย่างน้อยก็ต้องเลือกว่าจะเว็บไซต์จะอยู่บน windows หรือ linux แล้วยังต้องเลือกว่าจะใช้ database ตัวใด ใช้ภาษาอะไรในการพัฒนาเว็บไซต์ และเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ของตน เช่น เลือกใช้ wordpress หรือ moodle หรือ joomla หรือ freelance เป็นต้น
ประเมินสื่อ : สัญญาณเตือนภัยจากการพลิกผันดิจิทัล

หัวหน้าแชร์เรื่อง สัญญาณเตือนภัยฯ มาในไลน์
น่าสนใจ
.. ท่านรองฯ เขียนอะไรได้ชัดเจนตรงประเด็นมาก

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
รองประธาน กสทช. และประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม
27 พฤศจิกายน 2559 10:00
+ www.เศรษฐพงค์.com
+ http://www.thaitribune.org

ข้อคิดจากผู้เขียน สำหรับผู้บริหารในยุคดิจิทัล

บริษัทส่วนใหญ่ไม่ได้ตอบสนองต่อ Digital disruption โดยทันที แต่จะตอบสนองก็ต่อเมื่อมันได้ผ่านมาได้ในระยะหนึ่งแล้ว หรือเมื่อสายไปเสียแล้ว

เหตุผลสำคัญที่องค์กรพึงพอใจกับสิ่งที่ตนเองเป็นอยู่ และหยุดนิ่งอยู่กับที่ ก็คือความรู้สึกว่าจะต้องล้มเหลวหากมีการเปลี่ยนแปลง

องค์กรที่ประสบความสำเร็จ มักจะมีการใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล เพื่อเข้ามาทำการเปลี่ยนแปลงองค์กร

องค์กรที่ประสบความสำเร็จ และยังคงอยู่รอดต่อไป มักจะมีการให้บริการที่เลียนแบบจากคู่แข่งที่กำลังจะเข้ามาใหม่ในตลาด

ผู้ครอบครองตลาด จำเป็นที่จะต้องทบทวนรูปแบบธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่ารูปแบบธุรกิจของตัวเองไม่ล้าสมัย และทันสมัยไปอีกขั้นอยู่เสมอ

ในขณะที่โลกยุคใหม่มีการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้นทุกขณะ คู่แข่งใหม่มักจะเกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมที่ใกล้เคียงกัน ที่จะเข้ามาท้าทายอำนาจเดิม

ในปัจจุบันจะไม่มีคำถามอีกต่อไปแล้วว่า การปฏิวัติดิจิทัลจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่คำถามจริงๆที่กำลังเกิดขึ้นก็คือ "องค์กรจะรับมืออย่างไร กับการปฏิวัติดิจิทัลที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้"

"ขอให้ทุกท่านโชคดี"

สัญญาณเตือนภัยจากการพลิกผันดิจิทัล (Digital disruption) ที่กำลังเกิดผลกระทบภายใน 2-5 ปี จากนี้ (สรุปจากบทวิเคราะห์และงานวิจัยหลายแหล่งและจากงานในระดับนานาชาติ เช่น CEBIT, GSMA และ ITU เป็นต้น) ซึ่งผู้เขียนวิเคราะห์ว่าข่อมูลดังกล่าว สามารถนำมาสะท้อนภาพสถานการณ์การ disruption ของประเทศไทยได้ และจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริหารระดับสูง ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้

สื่อสิ่งพิมพ์ที่ใช้กระดาษมีความต้องการลดลงจนหนังสือที่มีชื่อเสียงในทุก sector หลายฉบับจะปิดตัว และโรงพิมพ์จะลดการทำงานลงกว่าครึ่ง โดยจะเกิดสื่อใหม่จากบริษัทใหม่และ startup ที่ไม่เคยอยู่ในตลาดมาก่อนเกิดขึ้นมากมาย เช่น LINE กระโดดเข้ามาทำข่าวคล้ายๆสื่อหนังสือพิมพ์, Facebook มีการ share ข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นแบบ realtime รวมไปถึงพฤติกรรมของมนุษย์ที่อ่านตัวอักษรน้อยลง แต่ดูข่าวสารในรูปแบบ vdo แทน และพฤติกรรมจะก้าวไปสู่การใช้เวลามากขึ้นกับสื่อ vdo ที่นำเสนอแบบ realtime จนทำให้สื่อเดิมที่เป็นรูปแบบสิ่งพิมพ์ที่รายงานข่าวที่ไม่สดเพียงพอ และนิตยสารที่ถูกแย่งเวลาการอ่านไป จะถูกลบออกจากความสนใจและออกจากตลาดไปอย่างรวดเร็ว (ย้ำ...อย่างรวดเร็ว)

ธุรกิจ Broadcasting จะมีการเกิดใหม่ของบริษัท start up เล็กๆ ของคนรุ่นใหม่ (อาจมีพนักงานไม่เกิน 10 คน แต่มีเครือข่ายการ share content) ทำรูปแบบธุรกิจ vdo realtime เช่น สารคดีสด, สัมภาษณ์สด, สัมมนาสด, รายงานข่าวสด, ติดตาม celebrity สด ไปจนถึงผู้มีชื่อเสียงที่มีองค์ความรู้ในลักษณะผู้เชี่ยวชาญจะถ่ายทอดสดด้วยตัวเอง โดยอาจมี studio เล็กๆ หรือไม่มีเลย แต่จะใช้เทคโนโลยี broadband mobile ด้วยการใช้ application คล้ายๆ Facebook Live (แต่จะมีประสิทธิภาพมากกว่า Facebook Live มาก ใน 2-5 ปีข้างหน้า) จนทำให้เวลาของคนทั่วไปถูกแบ่งจากสื่อองค์กรใหญ่แบบดั้งเดิมไปเสพสื่อที่เกิดใหม่เกือบทั้งหมด โดยเฉพาะในกลุ่ม Y Generation

การเช่าที่เพื่อขายสินค้าต่างๆ ในห้างสรรพสินค้าระดับ mass จะมีผลกระทบเนื่องจากสินค้าเหล่านั้นกว่าครึ่งสามารถขายผ่านระบบ online เช่น e-commerce หรือ social media ต่างๆ ได้ และที่สำคัญ แนวโน้มการซื้อสินค้าที่เป็น mass ในกลุ่ม Y Generation เปลี่ยนไปซื้อสินค้าใน online ที่มีอัตราที่สูงมาก และสินค้าเหล่านั้นมีการเสนอขายแบบ realtime บนเครือข่าย social media และสามารถสื่อสารเสนอสินค้ากับลูกค้าด้วย realtime vdo อีกด้วย และไม่น่าเชื่อว่า ขณะนี้มีการซื้อขายเสื้อผ้าผ่าน online แล้วมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จึงจะมีผลต่อห้างสรรพสินค้า รวมไปถึงธุรกิจให้เช่าที่ขายสินค้า จะต้องปรับตัว

ธุรกิจการเงินการธนาคาร ที่พฤติกรรมของลูกค้าหันไปใช้ระบบธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ online มากขึ้นอย่างชัดเจน การทำธุรกรรมบนระบบ ATM และที่ธนาคารจะลดลงไปอย่างมาก จนทำให้จะต้องลดต้นทุนโดยการลดสาขาและตู้ ATM ที่มีต้นทุนสูงมากลงไปโดยปริยาย อีกทั้งการพัฒนาของเทคโนโลยี Blockchain จะทำให้รูปแบบ business model ของธนาคารที่เคยเป็นตัวกลางหลัก ต้องเปลี่ยนไปอย่างมาก และ ธุรกิจใหม่อย่าง Fintech จะเข้ามาท้าทายอย่างรวดเร็ว

ระบบการศึกษา จะมีรูปแบบที่เปลี่ยนไปอย่างมาก เพราะคนสามารถเข้าถึงความรู้ทั่วไปได้อย่างรวดเร็วเพียงปลายนิ้วสัมผัส และเกือบจะไร้ขีดจำกัดในการค้นหาข้อมูลด้วย search engine ที่มีประสิทธิภาพสูง มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารจากเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ ขีดความสามารถของคนเพิ่มทวีคูณได้จากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลบนฝ่ามือ คนที่มีความเพียรและมีวินัย จะสามารถหาความรู้นอกเหนือจากความรู้จากการศึกษาพื้นฐานในระบบได้อย่างไร้ขีดจำกัด จะเกิดรูปแบบการศึกษาเชิงนวัตกรรมดิจิทัล จากสถาบันการศึกษาใหม่จากกลุ่ม start up ในรูปแบบกึ่งดิจิทัลหรือแบบดิจิทัลสมบูรณ์แบบเกิดขึ้น และจะเกิดระบบการเรียนรู้แบบใหม่แบบ realtime และ content ที่ทันสมัยจากคนในกลุ่ม Y Generation ที่นำเสนอกับกลุ่มคนที่สนใจ และขยายวงกว้างมากขึ้น จนได้รับการยอมรับอย่างมาก

ระบบการจ้างงานและการเข้าถึง candidate จะเปลี่ยนไปอย่างมากในส่วนบุคคลากรที่มีความสามารถพิเศษในระดับผู้เชี่ยวชาญ และในส่วนบุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล โดยบุคคลากรเหล่านี้จะไม่รับตำแหน่งงานประจำที่เป็นเงินเดือน และต้องยึดโยงกับสถานที่และเวลา แต่จะรับงานในรูปแบบสัญญาระยะสั้น (contract) โดยการจ้างงานจะเป็นลักษณะโครงการ หรือชิ้นงาน จบไปเป็นงานๆไป ส่วนบุคคลากรที่ไม่มีความเชี่ยวชาญที่มีความรู้ทั่วไปเท่านั้น จะต้องขวนขวายหาหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นเพื่อให้เกิดความชำนาญเฉพาะด้าน มิฉะนั้นกลุ่มคนเหล่านี้จะหาตำแหน่งงานได้ยากยิ่ง เนื่องจากเทคโนโลยีดิจิทัล จะไปทำงานแทนตำแหน่งงานจำนวนมากที่เป็นงานด้าน administrative ทั่วไป

ประเมินการศึกษา : มหาวิทยาลัยไทยจะอยู่รอดได้อย่างไร

ขณะนี้
ประดาอาจารย์และผู้บริหารมหาวิทยาลัยแทบจะทุกแห่งต่างประสบปัญหาไม่มีนักศึกษาเพียงพอ ล่าสุดมีข่าวออกมาว่ามหาวิทยาลัยไทยมีที่นั่งว่างสำหรับระดับปริญญาตรีถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นที่นั่ง แต่มีนักเรียนเข้ามาเรียนเพียงแปดหมื่นคน แสดงว่ามีอุปทานส่วนเกิน (Over Supply) ถึงหกหมื่นคนต่อปี และในระดับประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษามีที่เรียนว่างรวมกว่าแปดแสนที่ (เมื่อไม่มีนักเรียนแล้วจะมีนิสิตนักศึกษาได้อย่างไร)

ภาวะดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อระดับบัณฑิตศึกษาด้วยโดยจำนวนนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาก็ลดลงเช่นเดียวกัน และทำให้ในหลายๆ มหาวิทยาลัยประสบปัญหาภาระงานขั้นต่ำไม่เพียงพอ เนื่องจากมีนักศึกษาไม่ครบจำนวนที่จะเปิดการเรียนการสอนและนับเป็นภาระงานขั้นต่ำได้

ในขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็มีรายได้ลดลงไปมาก ส่งผลให้แทบทุกแห่งต้องลดมาตรฐานในการคัดเลือกนักศึกษาลงไป เมื่อลดมาตรฐานการคัดเลือกนักศึกษาลงไปเพราะไม่มีตัวเลือกที่ดีให้คัดเลือกก็ส่งผลให้คุณภาพการศึกษาตกต่ำลงไปด้วย เมื่อปริมาณนักศึกษาลดลงรายได้ของมหาวิทยาลัยก็ลดลงไปด้วยตามลำดับ แม้กระทั่งปริญญาโททางบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยดังแห่งหนึ่งซึ่งเปิดหลักสูตรสำหรับผู้บริหารและเคยมีชื่อเสียงโด่งดังมากจนต้องแย่งกันเข้าปัจจุบันรับนักศึกษาได้ไม่เข้าเป้าเพียงปีละสิบกว่าคนและโครงการดังกล่าวก็ขาดทุนอยู่มากจนอาจจะต้องปิดโครงการลง

น่ากลัวว่าอุดมศึกษาไทยจะไปไม่รอดในระยะเวลาไม่เกินสิบปีต่อจากนี้ไป หลายมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชนจำนวนมากปรับตัวด้วยการรับนักศึกษาจากประเทศจีนซึ่งมีที่นั่งในมหาวิทยาลัยไม่เพียงพอกับความต้องการของนักเรียนและมีการแข่งขันสูงมากเนื่องจากทางการจีนไม่อนุญาตให้มีการเปิดมหาวิทยาลัยเอกชน และไม่เน้นผลิตบัณฑิตระดับอุดมศึกษามากนักจนทำให้มีความต้องการเดินทางไปศึกษาต่อในต่างประเทศ อย่างไรก็ตามนักเรียนจีนระดับหัวกะทิและ/หรือมีฐานะทางเศรษฐกิจดีก็จะไปศึกษาต่างประเทศในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศในยุโรป สหรัฐอเมริกา แม้กระทั่งออสเตรเลียหรือนิวซีแลนด์ ส่วนนักศึกษาจีนที่มาศึกษาในประเทศไทยนั้นเพราะประเทศไทยมีค่าครองชีพและค่าเล่าเรียนที่ถูกกว่าประเทศจีนมาก เราจึงไม่ได้นักศึกษาจีนที่มีคุณภาพดีเท่าที่ควร

สาเหตุที่อุดมศึกษาไทยถึงทางตีบตันนั้นมีหลายประการ

ประการแรก ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) อย่างเต็มตัว อัตราการเกิดของประชากรไทยนั้นต่ำมากและต่อไปจะต่ำกว่าอัตราการตาย ถ้าเราสังเกตให้ดีเราจะพบว่าจำนวนประชากรไทยนิ่งๆ ที่ 65 ล้านคนมาเกือบ 15 ปีแล้ว มีคนสูงอายุมากขึ้นและมีเด็กเกิดลดลงไปมาก จนน่าใจหาย รัฐบาลควรต้องส่งเสริมการแต่งงานและการมีบุตรด้วยมาตรการทางภาษีและสวัสดิการสังคมเพิ่มขึ้น ผลกระทบดังกล่าวเห็นแล้วได้ชัดเจนทำให้มหาวิทยาลัยต่างๆ มีที่นั่งเหลือมากมาย เมื่อไม่มีเยาวชนที่ต้องการเข้ามหาวิทยาลัยมากเช่นในอดีตทำให้การแข่งขันลดลง มีที่ว่างมากขึ้น คุณภาพในการคัดเลือกก็ลดลงด้วย

ประการที่สอง ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยจำนวนมาก ขณะนี้หากรวมทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐ เอกชน สถาบันราชภัฎ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาลัยพละศึกษา วิทยาลัยเกษตร สถาบันอุดมศึกษาที่มีภารกิจเฉพาะ อาจจะมีจำนวนมากถึงสามร้อยกว่าแห่ง มีการแข่งขันกันเปิดหลักสูตรเป็นจำนวนมาก ทั้งหลักสูตรภาคปกติ ภาคค่ำ ภาคสมทบ ภาคพิเศษ ภาคอินเตอร์ มีการเปิดหลักสูตร ปริญญาตรี-โท-เอก กันเต็มไปหมด หลักสูตรแปลกๆ ที่เราไม่คิดว่าจะได้เห็นก็ได้เห็น ทุกแห่งพยายามขายสินค้าหรือหลักสูตรที่จะดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาเรียนด้วยคุณลักษณะเด่นที่แตกต่างกันไป บางแห่งเน้นคุณภาพ บางแห่งเน้นไปที่จ่ายครบ จบง่าย เรียนสนุก แม้ว่าจะมีหน่วยงานกำกับดูแลมาตรฐานแต่ก็เป็นการเกาไม่ถูกที่คันเนื่องจากกฎระเบียบต่างๆ ที่ออกมาบังคับใช้นั้นพยายามใช้หลักเกณฑ์เดียวกันหมดในทุกสาขาวิชา เน้นไปที่การกำกับดูแลกระบวนการโดยไม่ได้ดูที่สิ่งนำเข้าหรือผลลัพธ์แต่อย่างใดเลย ทำให้สาขาวิชาหรือสถาบันอุดมศึกษาที่พยายามทำดีหรือมีคุณภาพดีอยู่แล้วกลับแย่ลงเนื่องจากเกณฑ์มาตรฐานบังคับใช้เหมือนกันไปหมดทุกสาขาเปรียบเสมือนยาเคมีฆ่าเซลล์มะเร็ง (Chemotherapy) ที่ทำลายเซลล์เนื้อร้ายมะเร็งและทำลายเซลล์ดีๆ ไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ปัญหาใหญ่ที่สุดคือประเทศไทยในขณะนี้มีจำนวนมหาวิทยาลัยมากเกินไปกว่าความต้องการเสียแล้ว ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือมีบัณฑิตในบางสาขาตกงานมากมาย เช่น ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ ซึ่งเปิดสอนกันแทบทุกสถาบันในประเทศไทย แต่บริษัทเอกชนกลับหาคนมาทำงานด้าน Computer ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและต้องการคนเก่งคนมีความรู้ความสามารถอีกมากได้ยากมาก บัณฑิตด้าน computer sciences จำนวนมากจากหลายสถาบันไม่สามารถเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานได้จริงได้เลย หรือในอีกด้านเราผลิตคนที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดและมีคุณภาพไม่เพียงพอ สรุปง่ายๆ คือ เรามีปริมาณมากแต่มีคุณภาพไม่เพียงพอ ไม่ตรงกับความต้องการของประเทศ ทำให้เราพบว่ามีบัณฑิตระดับปริญญาตรีไปเป็นพนักงานขายของตามร้านสะดวกซื้อหรืออื่นๆ ที่ใช้เพียงวุฒิการศึกษามัธยมศึกษาปีที่สาม ก็ทำงานนี้ได้

ประการที่สาม การไปศึกษาต่อต่างประเทศสมัยนี้ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใดและคนไทยมีฐานะดีขึ้นจนไปศึกษาในต่างประเทศได้โดยง่าย ทำให้มีนักเรียนนักศึกษาไทยไปศึกษาต่อในต่างประเทศตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา ปริญญาตรี หรือ ปริญญาโท มากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศที่พัฒนาแล้วนั้นแทบทุกประเทศต่างก็มีปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ทำให้ในประเทศนั้นๆ มีนักศึกษาเก่งๆ ไม่มากนัก ทำให้จำเป็นต้องหานักศึกษาจากต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังมีมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกมาเปิดสาขาในประเทศเพื่อนบ้านของเรา เช่น สิงคโปร์ เป็นจำนวนมาก ที่สำคัญเทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดการศึกษาออนไลน์ การศึกษาต่อเนื่อง ทั้งแบบที่ได้รับปริญญา และแบบที่ไม่ได้รับปริญญา (Non-degree program) มากขึ้นเรื่อยๆ

ประการที่สี่ การศึกษาของไทยไร้ทิศทาง ประเทศไทยไม่ได้ต้องการ บัณฑิต มหาบัณฑิต ดุษฎีบัณฑิต มากมายอะไรขนาดนี้ ในขณะที่ประเทศยังไม่ก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง (Middle income trap) ที่ประเทศไทยขาดแคลนจริงๆ กลับเป็นอาชีวะศึกษาซึ่งคนไทยไม่นิยมเรียนด้วยค่านิยมปริญญากระดาษแผ่นเดียว ในขณะที่เราผลิตบัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิตสายสังคมศาสตร์ ออกมาล้นมากมาย แต่สายวิชาเช่น วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี แพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ ซึ่งล้วนขาดแคลนอย่างหนัก โดยเฉพาะพยาบาลกลับผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการของประเทศและจะเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ประเทศไทยไม่มีแผนยุทธศาสตร์อุดมศึกษาและไม่ได้ดำเนินตามหลักการดังกล่าว มหาวิทยาลัยต่างๆ ล้วนแล้วแต่ผลิตคนสายสังคมศาสตร์ที่เร่งผลิตได้ง่าย ใช้ต้นทุนไม่สูง และคนก็แห่มาเรียนกันเฉพาะสายสังคมศาสตร์จนเกินความต้องการ เป็นเพียงค่านิยมปริญญามากกว่าจะผลิตคนที่มีความรู้ความสามารถในการพัฒนาประเทศได้อย่างแท้จริง ทำให้ปริญญาไม่ว่าจะตรีหรือโท หรือรวมไปถึงเอกจากหลายๆ ที่ไม่มีคุณค่า ไม่สามารถประกันได้ว่าบัณฑิต มหาบัณฑิตและ ดุษฎีบัณฑิตจะสามารถทำงานได้จริง ทำให้หลายๆ หน่วยงานในภาคเอกชนเริ่มขยับเข้ามาผลิตบัณฑิตและมหาบัณฑิตกันเองเพื่อให้ตรงตามกับความต้องการ

หัวหน้าแชร์เรื่อง มหาลัยไทยจะไม่รอด มาในไลน์
น่าสนใจ
.. ดร.อานนท์ เขียนอะไรได้ชัดเจนตรงประเด็นมาก

ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชา Business Analytics and Intelligence
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
25 พฤษภาคม 2559 18:42 น.
+ http://www.manager.co.th

หน้าต่อ .. จากคอลัมด้านซ้าย

ขณะนี้หลายมหาวิทยาลัยของไทยกำลังขาดทุนและไม่อาจจะอยู่รอดได้จนอาจจะต้องเลิกกิจการในระยะเวลาอันใกล้ บางมหาวิทยาลัยต้องปรับตัวโดยแบ่งที่ดินผืนงามจัดสรรสร้างคอนโดมิเนี่ยมเพื่อหารายได้ และลดขนาดองค์กรลง ปัญหาข้างต้นเหล่านี้สมทบเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ และต่อไปยิ่งจะแย่ลง ผู้เขียนมีความเห็นส่วนตัวว่าภายในสิบปีนี้จะมีมหาวิทยาลัยหลายแห่งต้องเลิกกิจการเพราะขาดทุนจนอยู่ไม่ไหว (ในปัจจุบันโรงเรียนเอกชนก็เลิกกิจการไปมากมาย เพราะที่นั่งในโรงเรียนของรัฐนั้นมีล้นเกินความต้องการอยู่แล้ว) ดังนั้น มหาวิทยาลัยไทยคงต้องปรับตัวกันอีกมาก ทางออกในการปรับตัวที่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในอนาคต ได้แก่

1. ยุบเลิกมหาวิทยาลัยที่ไม่มีคุณภาพหรือขาดทุนมาก เพราะถึงอย่างไรก็ไม่มีทางคุ้มทุน อาจจะต้องมีการควบรวมกิจการ (Merger and Acquisition) ของมหาวิทยาลัยเอกชน ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ควรเข้ามาแก้ปัญหาโดยการยุบรวมมหาวิทยาลัยของรัฐเอง โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่มีขนาดเล็ก ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ใช้ทรัพยากรร่วมกันมากขึ้น ทำให้มหาวิทยาลัยต่างๆ มีความเข้มแข็งมากขึ้น ในอดีตที่ผ่านมานักการเมืองมีส่วนผลักดันให้เกิดมหาวิทยาลัยในแทบทุกจังหวัดของประเทศไทย แต่ปัจจุบันมีสถาบันที่สอนระดับอุดมศึกษาไม่ต่ำกว่าสองร้อยแห่ง ซึ่งมากเกินไปสำหรับประเทศไทยซึ่งจริงๆ แล้วไม่ควรมีสถาบันอุดมศึกษาเกินกว่าจำนวนจังหวัดของประเทศเสียด้วยซ้ำไป ทางออกนี้อาจจะเจ็บปวดสำหรับสถาบันอุดมศึกษาบางแห่งแต่ก็มีความจำเป็นต้องทำ และควรมีนโยบายห้ามเปิดสถาบันอุดมศึกษาเพิ่มอีกต่อไปแล้ว กระทรวงศึกษาธิการควรเร่งพิจารณาควบรวม ยุบ ให้สถาบันอุดมศึกษาที่อ่อนแอ ขนาดเล็ก ไม่ได้มาตรฐาน รวมกันให้ เข้มแข็ง มีขนาดใหญ่ขึ้น และมีมาตรฐานดีขึ้น

2. ประเทศไทยจำเป็นต้องมีแผนการศึกษาแห่งชาติ กำหนดทั้งปริมาณและคุณภาพ ในการผลิตบัณฑิต มหาบัณฑิต ดุษฎีบัณฑิต ให้ตรงกับความต้องการ สาขาใดที่มีบัณฑิต มหาบัณฑิต ดุษฎีบัณฑิต ล้นเกินความต้องการและไร้คุณภาพก็ควรค่อยๆ ลดจำนวนลงไปและปิดไปเพื่อให้เกิดความสอดคล้องระหว่างอุปสงค์กับอุปทาน ไม่ปล่อยให้แข่งกันผลิตเพื่อหารายได้ ขายปริญญากันจนเกร่อ เกินความต้องการที่แท้จริงของประเทศในบางสาขาโดยเฉพาะในสาขาสังคมศาสตร์ แม้ในสังคมศาสตร์สาขาที่เรียนยากหน่อยเช่น การบัญชี ก็มีคนเรียนน้อยและขาดแคลนทั้งๆ ที่เป็นวิชาชีพและมีรายได้ดีพอสมควร กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ) สมควรยกเลิกการปล่อยกู้ยืมทางการศึกษาสำหรับสาขาวิชาที่ไม่มีความจำเป็น มีมากพอ มีล้นความต้องการของตลาด และควรพิจารณาให้กู้ยืมตามจำนวนเงินเดือนหรือศักยภาพที่แต่ละคนจะได้รับเงินเดือน หากนักเรียนนักศึกษาสาขาวิชาใดสถาบันใดที่จะมีรายได้ดีหลังสำเร็จการศึกษา เป็นสาขาวิชาขาดแคลนและจำเป็นสำหรับประเทศชาติ ก็ควรจะให้กู้ยืม เช่น สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ ซึ่งขาดแคลนอย่างหนัก ส่วนสาขาที่ไม่ขาดแคลน เช่น รัฐศาสตร์ ก็ไม่ควรให้กู้ยืม เป็นต้น

3. มหาวิทยาลัยต้องลดการพึ่งพารายได้จากการเรียนการสอนลงไป แต่เน้นไปที่การทำงานวิจัยที่นำไปสู่การพัฒนาประเทศและสามารถนำนวัตกรรม งานวิจัย มาผลิตและสร้างรายได้ และ/หรือ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มหาวิทยาลัยต้องเน้นรายได้จากการวิจัยที่สร้างนวัตกรรมและนำไปสู่เชิงพาณิชย์ (Commercialization) ออกมาทำใช้ได้จริง ส่งออกได้จริง ลดต้นทุนได้จริง นำพาประเทศก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งรายได้สำคัญของมหาวิทยาลัยด้วย มหาวิทยาลัยโดยเฉพาะในระดับบัณฑิตศึกษาต้องรับนักศึกษาให้ลดลงแต่มีคุณภาพเข้มข้น ขณะเดียวกันอาจารย์มหาวิทยาลัยต้องหาเงินทุนวิจัยได้มากจากภาคเอกชนเพื่อนำมาจ้างนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาในการเรียน ทำงานวิจัยช่วยอาจารย์ สร้างทั้งคนและสร้างทั้งงานที่ช่วยในการพัฒนาประเทศ นักศึกษาจะต้องเป็นทรัพยากรของมหาวิทยาลัย

4. มหาวิทยาลัยต้องเร่งพัฒนาหลักสูตรในลักษณะของสหกิจศึกษา โดยให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การฝึกงาน การตั้งโจทย์การวิจัย มีหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาแห่งหนึ่งที่ผู้เขียนได้ทราบมาว่าอาจารย์ในหลักสูตรจะเดินสายพบภาคเอกชนในอุตสาหกรรมเพื่อหาโจทย์การวิจัยและทุนวิจัย พร้อมให้หน่วยงานนั้นๆ ส่งนักศึกษามาเรียนในหลักสูตร และนำปัญหาโจทย์การวิจัยนั้นๆ ให้นักศึกษาที่หน่วยงานนั้นๆ ส่งมาเรียนทำเป็นวิทยานิพนธ์จนสำเร็จการศึกษา ซึ่งเป็นวิธีการที่ได้ประโยชน์ทุกฝ่าย หน่วยงานได้คนมีความสามารถตรงตามที่ต้องการ หน่วยงานได้ know how ไปใช้ในการแก้ปัญหา อาจารย์ได้โจทย์การวิจัยที่นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้จริง นำไปสู่การสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นักศึกษาได้ทุนมาเรียน ได้มาเรียนรู้ที่ทำให้ทฤษฎีได้ปะทะกับการปฏิบัติอย่างแท้จริง

5. มหาวิทยาลัยไทยต้องเน้นไปที่การศึกษาต่อเนื่องและการฝึกอบรมวิชาชีพ ที่แก้ไขปัญหาในการทำงานให้หน่วยงานต่างๆ มากขึ้น และต้องไม่ใช่งานฝึกอบรมประเภทฉาบฉวย ที่ไม่ก่อให้เกิดทักษะ ความรู้ ความสามารถ ที่ดีขึ้นของบุคลากร แต่ต้องเป็นการฝึกอบรมหรือการศึกษาต่อเนื่องที่ทำให้พนักงานและคนไทยมีความรู้ทักษะ ความสามารถในการทำงานได้ดีขึ้นจริง ทั้งนี้ตลาดด้านนี้ยังเปิดกว้างกว่าตลาดนักศึกษาระดับเยาวชนเนื่องจากเราเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัวแล้ว

ทั้งหมดนี้อาจจะเป็นแนวทางออกสำหรับวิกฤติอุดมศึกษาไทยได้บ้างเป็นบางส่วน แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยไม่เกิน 5-10 ปีนี้คงได้เห็นความล่มสลายในไม่ช้า โดยจะมีมหาวิทยาลัยที่ต้องปิดตัวลงไปเพราะขาดทุนเป็นจำนวนมาก

เตือนว่าเสี่ยงที่ อาจารย์มหาวิทยาลัยไทยเตรียมตัวตกงาน ถ้า ...

ถึงวันนี้
เราต้องยอมรับกันแล้วว่าวิกฤติอุดมศึกษานั้นเกิดขึ้นแล้ว ในรอบปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่งมีนักศึกษาลดลงเหลือเพียงหนึ่งในสามและมีความจำเป็นต้องบีบอาจารย์ให้ลาออกเนื่องจากขาดทุนย่อยยับ หลายแห่งอาจารย์ลาออกไปมากกว่าครึ่งหนึ่งและตั้งเป้าหมายให้อาจารย์เหลือเพียงแค่หนึ่งในสาม มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งขายที่ดินสร้างคอนโดมิเนียมขาย มหาวิทยาลัยราชภัฎหลายแห่งก็ตัดสินใจไม่ต่อสัญญาในพนักงานมหาวิทยาลัยตำแหน่งอาจารย์ เนื่องจากไม่มีนักศึกษาให้สอน มหาวิทยาลัยของรัฐในบางสาขารับนักศึกษาได้เพียงร้อยละ 20 ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ มหาวิทยาลัยเปิดของรัฐไม่ต่อสัญญาจ้างอาจารย์เพราะไม่มีนักศึกษาเพียงพอ เริ่มมีปัญหาทางการเงิน มหาวิทยาลัยของรัฐอีกหลายแห่ง อาจารย์เริ่มแย่งวิชาสอนกันเพื่อให้ตัวเองมีภาระงานครบ และหลายแห่งดิ้นรนด้วยการไปหานักศึกษาจีนเข้ามาเรียนซึ่งเป็นนักศึกษาจีนที่คุณภาพไม่ดีนัก สอบเข้ามหาวิทยาลัยในจีนไม่ได้เนื่องจากการแข่งขันสูงมาก หลายคนมาเรียนเพื่อจะได้เข้าเมืองได้ถูกต้องและทำมาค้าขายได้

คาดได้เลยว่าสถานการณ์น่าจะแย่ลงไปเรื่อยๆ และคาดได้ว่าภายในสี่หรือห้าปีนี้ สถาบันอุดมศึกษาของไทยที่มีมากถึงสามร้อยแห่ง อาจจะได้ไปต่อเป็นส่วนน้อย (หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่ามีเยอะขนาดนั้น แต่ได้สอบถามพนักงานขายซอฟท์แวร์ให้ห้องสมุดแล้วยืนยันเช่นนั้น มีทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐ เอกชน สถาบันราชภัฎ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาลัยเกษตร วิทยาลัยพลศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ แทบทุกคนหันมาสอนอุดมศึกษากันเพิ่มขึ้นแทนอาชีวะศึกษา เพราะค่านิยมกระดาษใบปริญญา)

ในสมัยหนึ่งอาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นตำแหน่งงานที่ต้องการกันมาก หาคนมีคุณสมบัติครบถ้วนได้ยาก และเนื่องจากสถาบันอุดมศึกษามีนักศึกษาสมัครมาก มหาวิทยาลัยเปิดกันได้ง่าย รายได้ดีพอสมควร แต่เนื่องจากมีความต้องการสูงเลยรับคนเข้ามาเป็นอาจารย์ได้ง่ายขึ้น แต่ในปัจจุบันการที่ Over Supply และการที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย (Aging Society) ทำให้เราเกิดประชากรถดถอย มีเด็กเกิดน้อยมากและมีคนตายมากกว่าคนเกิด นักเรียนนักศึกษาที่จะเข้ามหาวิทยาลัยก็ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ขณะนี้การสมัครเข้ามหาวิทยาลัยในแต่ละปีเหลือที่นั่งว่างๆ หานักศึกษามาเรียนไม่ได้ต่อปีเกือบเจ็ดหมื่นที่นั่ง ดังนั้นการแข่งขันจะสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้มีอาจารย์ล้นเกินจำนวนนักศึกษาในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยไทยจำนวนมากจำเป็นต้องควบรวม (Merger and Acquisition) เพื่อความอยู่รอดซึ่งคาดว่าน่าจะอีกไม่กี่ปี มหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาจำนวนหนึ่งจะต้องปิดตัวลงไปเพราะขาดทุนหนักมาก

กระทรวงศึกษาธิการโดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาควรที่จะต้องศึกษาการฉายภาพประชากร (Demographic Projection) ของประเทศไทยและพยากรณ์ต่อไปว่าจะส่งผลอย่างไรต่อจำนวนนักเรียนที่จะสมัครเข้าศึกษาต่อในประเทศไทย สัดส่วนของเด็กในวัยศึกษานั้นน่าจะลดลงไปเรื่อยๆ และอาจจะต้องคำนวณภาระงานสอนว่าสมดุลกันหรือไม่กับจำนวนนักศึกษา มหาวิทยาลัยเองก็ต้องปรับตัวอย่างรุนแรงเปลี่ยนแปลงปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรให้ได้คุณภาพตรงกับความต้องการของนายจ้าง ปัญหาคืออาจารย์มหาวิทยาลัยที่รับมาเข้าไว้มากมายและมีจำนวนล้นเกินกว่าจำนวนนักศึกษาและภาระงานสอนจะทำเช่นไร

สถานการณ์จะเป็นนายของทุกคน ขณะนี้เริ่มมีอาจารย์มหาวิทยาลัยได้รับผลกระทบแล้ว ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาธรรมาภิบาลอุดมศึกษาซึ่งมีการใช้อำนาจพวกพ้อง และฝ่ายบริหารเป็นกลุ่มพวกเดียวกับสภามหาวิทยาลัย ทำให้เลือกกันวนเวียนเกาหลังกันไปมา และฝ่ายบริหารบางส่วนถือโอกาสในการกลั่นแกล้งอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เป็นพลเมืองชั้นสองในสถาบันอุดมศึกษา และเริ่มมีคดีฟ้องร้องกันในศาลปกครองมากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาคือคดีล่าช้ามาก และอาจารย์ที่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยนั้นมีสิทธิ์ในการต่อสู้ที่แย่กว่ากระทั่งกรรมกร เนื่องจากไปฟ้องร้องที่ศาลแรงงานก็ยังไม่ได้ ทุก พ.ร.บ. ที่นำมามหาวิทยาลัยออกนอกระบบต่างไม่ยอมให้ฟ้องร้องศาลแรงงาน ทำให้เกิดการรังแกกัน อีกส่วนหนึ่งและน่าจะเป็นส่วนใหญ่ด้วยคือการที่ไม่มีนักศึกษา รายได้ลดลง จนไม่สามารถจะจ้างอาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนมากได้อีกต่อไป

อันที่จริงอาจารย์มหาวิทยาลัยก็เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถสูงเป็นส่วนใหญ่ น่าจะต้องปรับตัวและพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นได้ไม่ยากนัก หลักสูตรบางหลักสูตรสอนเนื้อหาวิชาที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงในโลกปัจจุบัน บางสาขาวิชาจบมาปีละหลายพัน แต่นายจ้างหาคนที่มีคุณภาพพอจะทำงานไม่ได้เลย ยกตัวอย่าง เช่น ทุกวันนี้ประเทศไทยขาดแคลนโปรแกรมเมอร์อย่างรุนแรง มีคนสมัครมาก แต่คุณภาพนั้นมีปัญหา ทำงานไม่ได้จริง ไม่ตรงตามสิ่งที่ภาคเอกชนและภาคธุรกิจใช้กันในปัจจุบัน ประกอบกับนักศึกษาก็ไม่อยากเรียนอะไรที่ยาก ชอบเรียนอะไรง่ายๆ สบายๆ ซึ่งเป็นการทำลายตนเองในระยะยาวอยู่ดี น่าเห็นใจอาจารย์ที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมาก โลกของดิจิทัลและวิทยาการข้อมูลกำลังรุกล้ำเข้ามาอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจที่ใช้ความรู้และนวัตกรรมเป็นฐานทำให้อาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนมากตกยุค อาจารย์มหาวิทยาลัยคงไม่สามารถสอนเรื่องเดิมๆ ที่ตนเองเคยเรียนมาเมื่อ 20-30 ปีก่อนได้อีกต่อไป

ที่น่าสังเกตคืออาจารย์มหาวิทยาลัยที่ปรับตัวได้ กลับเป็นพวกที่ลาออกไปทำงานอื่น เช่น ทำงานภาคเอกชน ด้วยรายได้สูงลิบหรือออกไปทำธุรกิจส่วนตัว พวกนี้ไม่น่าห่วงแต่น่าเสียดายโอกาสสำหรับบางคนที่มีความจำเป็นด้านการเงินมีความสามารถสูงและมีความเป็นครูที่ดี โครงการ Talent mobility ที่เปิดโอกาสให้อาจารย์มหาวิทยาลัยและนักวิจัยในภาครัฐไปทำงานวิจัยและคิดค้นนวัตกรรมให้กับภาคเอกชนนั้นเป็นสิ่งที่น่าส่งเสริมยิ่งน่าจะช่วยแก้ไขปัญหานี้ไปได้บ้างพอสมควร

หัวหน้าแชร์เรื่อง อาจารย์มหาวิทยาลัยไทยต้องปรับตัว พัฒนาตัวเอง และเตรียมตัวตกงาน
เหมือนเป็นภาคต่อของ มหาวิทยาลัยไปไม่รอด
.. ดร.อานนท์ เขียนอะไรได้ชัดเจนตรงประเด็นมาก

ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชา Business Analytics and Intelligence
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
28 ธันวาคม 2559 12:52 น.
+ http://www.manager.co.th

หน้าต่อ .. จากคอลัมด้านซ้าย

ปัญหาหลัก คือ ท้ายที่สุดจำนวนมหาวิทยาลัยก็ต้องลดลงไป และจำนวนอาจารย์ที่ต้องออกจากงานคงมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมหาวิทยาลัยไทยไม่มีนักศึกษาให้สอนอีกต่อไป บางภาควิชา บางคณะ จำเป็นต้องถูกยุบ เนื่องจากไม่มีเงินพอ และไม่มีนักศึกษา อันที่จริงก็เป็นเรื่องน่าเสียดายที่เป็นเช่นนั้น สาขาวิชาบางวิชาที่ไม่มีนักเรียนสนใจจะเรียนไม่สร้างรายได้ก็มีความจำเป็นและสำคัญต่อการพัฒนาประเทศจริงๆ ในขณะที่บางสาขาไม่มีความต้องการและความจำเป็นมากก็ควรต้องรับผลแห่งกรรมกันไป โดยเฉพาะในสายสังคมศาสตร์ของไทยที่มาผิดทางโดยตลอด เราเร่งกระบวนการสร้างคนแบบแดกด่วน โดยไม่ได้คำนึงถึงชาติเท่าที่ควร ทำให้เกิดปัญหาในเวลานี้

อาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด บางคนทั้งๆ ที่รู้อยู่ไม่มีนักศึกษาให้สอนก็ดิ้นรนจะต่ออายุราชการให้ตัวเองต่อ บางคนที่ไม่มีทางไปก็พยายามดิ้นรนหานักศึกษาเข้ามาเรียนให้มากขึ้นด้วยวิธีการต่างๆ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่เหลืออยู่ต้องปรับตัว ทางเลือกหนึ่งคือให้อาจารย์มหาวิทยาลัยทำงานบริการวิชาการให้กับรัฐและเอกชนเพื่อหารายได้เข้ามหาวิทยาลัยให้มากขึ้น แต่ก็พบปัญหาว่าหลายแห่งให้เอกชนเป็นคนทำแต่ใช้ชื่อมหาวิทยาลัยไปประมูลงานในภาครัฐและกินหัวคิวทั้งอาจารย์หัวหน้าโครงการและมหาวิทยาลัยแห่งนั้น เนื่องจากหากเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐเข้าไปประมูลงานจะถือว่าเป็นสัญญาระหว่างหน่วยราชการและใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีพิเศษได้

ประเทศไทยนั้นแท้จริงแล้วต้องการนวัตกรและนักวิจัยอีกจำนวนมาก ผมเคยสนทนากับผู้บริหารบริษัทเอกชนจำนวนมากต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยไทยผลิตงานวิจัยขึ้นหิ้ง ตีพิมพ์ในระดับนานาชาติกันมากมายแต่เอามาใช้งานจริงหรือนำมาประยุกต์ใช้ให้ขายได้จริงในเชิงพาณิชย์ (Commercialization) ได้น้อยมาก เรื่องเหล่านี้อาจารย์มหาวิทยาลัยที่จะอยู่ต่อไปรอด คงต้องปรับตัวให้สามารถสร้างผลงานที่นำไปใช้ได้จริง ขายได้จริง เป็นประโยชน์ได้จริงมากขึ้นเช่นกัน แล้วรายได้จากงานบริการวิชาการและงานที่ปรึกษาจะเข้ามาหาตัวท่านเองและหน่วยงานของท่านอย่างไม่ขาดสายจนทำงานไม่ทัน และไม่มีแรงจะทำ

ทางเลือกอีกทางที่อาจารย์มหาวิทยาลัยอาจจะต้องปรับตัวคือ ต้องเน้นไปที่การศึกษาต่อเนื่องและการฝึกอบรมให้บุคลากรที่ทำงานแล้วได้พัฒนาศักยภาพ ทักษะในการทำงาน ให้ได้ดีขึ้น ทุกวันนี้อาจารย์มหาวิทยาลัยที่ขายดีในการเป็นวิทยากรมีรายได้มาก ส่วนหนึ่งมาจากทักษะส่วนตัวในการพูดเก่ง มีความสามารถในการ Entertain นักเรียน แต่ภาคเอกชนคงอยากได้วิทยากรเช่นนั้นลดลงไป ภาคเอกชนน่าจะอยากได้อาจารย์หรือวิทยากรที่วิเคราะห์ปัญหาในการทำงานของธุรกิจได้ทะลุ และนำโจทย์ปัญหานั้นมาออกแบบหลักสูตรในการพัฒนาคนให้มีทักษะความรู้ความสามารถที่จะทำให้ปัญหาในการทำงาน การทำธุรกิจ ของหน่วยงานนั้นๆ ได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง ถึงจะคุ้มค่าเงินลงทุน อาจารย์มหาวิทยาลัยที่จะไปเน้นเรื่องการเป็นวิทยากร การศึกษาต่อเนื่องก็คงต้องเก่งมากขึ้นเช่นเดียวกัน

ในมหาวิทยาลัยนั้นมีทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เลือกที่จะทำงานเพราะใจรักกับอีกพวกที่ไม่มีทางไป จริงๆ แล้วอาจารย์มหาวิทยาลัยคงต้องวางแผนชีวิตตนเองให้ดี ว่าจะทำอย่างไรต่อไปในอีกห้าปีข้างหน้า ต่อให้ภาระงานสอนครบ ทำงานวิจัยตีพิมพ์ได้ครบ ก็ไม่ได้เป็นเครื่องรับรองว่ามหาวิทยาลัยของท่านจะมีเงินมาจ้างท่านต่อไป ในเมื่อไม่มีนักศึกษาและขาดทุน มหาวิทยาลัยเองก็ใช่ว่าจะไปรอดได้ง่ายๆ อาจารย์มหาวิทยาลัยที่เป็นพนักงานควรวางแผนทางการเงินให้ดี อย่าได้ประมาท เนื่องจากไม่มีบำเหน็จบำนาญและสวัสดิการรักษาพยาบาลแบบราชการที่จะดูแลพนักงานมหาวิทยาลัยหลังเกษียณ ทุกวันนี้อาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นอาชีพที่มีความมั่นคงในงาน (Job security) ต่ำมาก ความไม่ประมาทจึงเป็นเรื่องสำคัญ ควรพัฒนาตนเองให้มีความสามารถพิเศษหลายๆ ด้าน อาจจะมีงานหรือธุรกิจอื่นที่ทำนอกเวลาราชการได้ ควรจะต้องออมและลงทุนให้เป็น เพราะสถานการณ์จะเป็นนายของทุกคนในอีกไม่นาน

Thailand 4.0 Government 0.4 Education 0.04

เคยอ่านบทความเรื่อง "Thailand 4.0 ข้าราชการไทย 0.4 และการศึกษาไทย 0.04 เราจะเริ่มฝันหรือทำฝันให้เป็นจริง" โดย อ.ดร.อานนท์ รู้สึกชอบบทความของท่านมาก ท่านเป็นนักสื่อสาร ที่สามารถใช้ Communication ได้อย่างน่าชื่นชม จากหัวข้อจะพบว่าท่าน เล่าใน 3 เรื่องคือ 1) Thailand 4.0 2) Thai Government officer 0.4 3) Thai Education 0.04 โดยวิสัยทัศน์ที่จะไปถึงนั้นชัดเจน เชื่อว่า ทุกคนเข้าใจว่าเราต้องการยกระดับประเทศ ด้วยการข้ามกับดักรายได้ปานกลาง (Middle income trap) เราจะไม่เป็น OEM (Original Equipment Manufacturer) แต่อาจารย์ท่านก็เห็นปัญหาว่า ข้าราชการไทย ยังต้องพัฒนาอีกมาก และท่านอยู่ในแวดวงการศึกษา ยิ่งชี้ว่า การศึกษาไทยต้องแก้ไขโดยด่วน และด่วนกว่าปัญหาข้าราชการไทย ที่อายุเฉลี่ยของข้าราชการอายุ คือ ประมาณ 47 ปี และข้าราชการส่วนใหญ่อายุเท่ากับ 55 ปีขึ้นไป เป็นพีระมิดหัวกลับ หากได้ติดตามอ่านบทความบ่อย ๆ ที่เกี่ยวกับ "มองบ้านแลเมือง" ก็จะรู้ว่าท่านมองอะไรได้ตรงไปตรงมา และแรง ๆๆ มีหลายเรื่องที่คัดลอกเก็บไว้ด้วยครับ ไว้กลับไปอ่านทบทวนภายหลัง #

เนื้อหาบทความจาก manager.co.th
รัฐบาลหมายมั่นปั้นมือมากว่า Thailand 4.0 จะนำประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง (Middle income trap) ที่ประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างมาเลเซียเขาก้าวข้ามไปอย่างงดงามเรียบร้อยแล้ว ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งอุตสาหกรรมอาหารที่เราคิดว่าเราเก่งกว่าเขา แต่ในความเป็นจริงเขาเก่งกว่าเรา ผลิตอาหารสำเร็จรูปต่างๆ ที่มีคุณค่าทางการตลาดมากกว่าเราและนำเข้าวัตถุดิบทางการเกษตรจากไทยไปเพิ่มมูลค่าและส่งออกไปทั่วโลก โดยมีข้อได้เปรียบคือ Halal ทำให้ส่งออกได้ง่ายในประเทศตะวันออกกลาง

สำหรับ Thailand 4.0 นั้น รัฐบาล คสช. วางแผนพัฒนาประเทศไทยให้เป็นเศรษฐกิจที่ใช้ความรู้เป็นฐาน (Knowledge-based economy) คือเศรษฐกิจที่เราจะไม่เป็นมือปืนรับจ้างผลิต ไม่เป็น OEM (Original Equipment Manufacturer) ผลิตของให้คนอื่นไปติดตรายี่ห้อ ได้ราคาดีขึ้นกว่าเดิมมากมาย ไม่ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่ไม่มีการแปรรูปให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ต้องส่งออกสินค้า/บริการที่มีคุณค่า ใช้ความรู้มากๆ และคนอื่นลอกเลียนแบบไม่ได้ง่ายๆ นอกจากนี้ Thailand 4.0 ยังผลักดันในเรื่องของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เนื่องจากธุรกรรมจะเกิดบนโลกออนไลน์เพิ่มมากขึ้นทุกวัน การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นั้นมีมูลค่าการเติบโตสูงมาก และประเทศไทยยังมีการพัฒนาในเรื่องนี้ไม่เพียงพอ

ปัญหาที่น่าคิดคือประเทศไทยเราจะทำให้ Thailand 4.0 ได้สำเร็จหรือไม่ ในเมื่อข้าราชการไทยไม่ได้เป็น 4.0 แต่เป็น 0.4 ทุกวันนี้ในระบบราชการ ข้าราชการอายุเฉลี่ยประมาณ 47 ปี พีระมิดอายุของข้าราชการไทยเป็นพีระมิดหัวคว่ำ คือข้าราชการส่วนใหญ่อายุเท่ากับ 55 ปีขึ้นไป อายุข้าราชการแรกเข้าเฉลี่ยเท่ากับ 31.5 ปี เป็นคนรุ่นเก่าที่ไม่ได้เป็น Digital native แต่เป็น Digital immigrant คือการอพยพเข้ามาในโลกดิจิทัลแต่จริงๆ แล้วเติบโตมาในยุค Analog ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือคุณภาพของข้าราชการไทยนั้นตกต่ำลง อาชีพข้าราชการไม่ได้เป็นที่นิยมอีกต่อไป ทั้งๆ ที่รายได้ค่อนข้างดีและมีความมั่นคงมากกว่าภาคเอกชนมาก เคยมีรายงานคะแนนสอบวิชาความรู้ความสามารถทั่วไปหรือภาค ก จากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนเวียนไปตามหน่วยราชการ แสดงคะแนนเฉลี่ยของผู้สมัครเข้ารับราชการจำแนกตามรายชื่อสถาบันอุดมศึกษา ก็กลับกลายเป็นว่าสถาบันการศึกษาที่ได้คะแนนสอบภาค ก โดยเฉลี่ยต่ำๆ นิยมสอบเข้ารับราชการ ส่วนสถาบันการศึกษาชั้นนำที่นักศึกษาส่วนใหญ่สอบได้คะแนนภาค ก สูงๆ สอบผ่านภาค ก มากๆ มีผู้สมัครสอบจำนวนหยิบมือ ภาค ก นั้นวัดความสามารถทางภาษา (Verbal) ตัวเลขและคณิตศาสตร์ (Numerical) และการให้เหตุผล (Reasoning) อันสะท้อนเชาวน์ปัญญาของมนุษย์ได้พอสมควรในระดับหนึ่ง เรื่องนี้เลยกลายเป็นการสะท้อนปัญหาว่าราชการไทยไม่ได้คนเก่งสมัครเข้าไปรับราชการเท่าที่ควร และยิ่งเมื่อดูผลงานของหน่วยราชการยิ่งไม่น่าจะแปลกใจ การขับเคลื่อนการทำงานภาครัฐเช่น นวัตกรรมกระบวนการ (Process Innovation) ที่ต้องการให้เกิดการทำงานที่รวดเร็ว ลดขั้นตอน ใช้ IT เข้ามาช่วยทำให้ข้าราชการทำงานได้เร็ว มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล ค่อนข้างไม่ได้ผลจริง การผลักดันนโยบายรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ของรัฐบาลทำได้อย่างยากลำบากมาก

ปัญหาใหญ่คือข้าราชการไทยขาดทั้งความแตกฉานด้านข้อมูล (Data literacy) และความพร้อมด้านดิจิทัล (Digital readiness) ลองเข้าไปตามหน่วยราชการจะพบว่าหน่วยราชการนั้นมีข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data) มากที่สุด แต่ไม่เคยนำออกมาใช้ ไม่ได้นำออกมาวิเคราะห์ให้เป็นเรื่องเป็นราว เพื่อนำไปสู่การวางแผนนโยบายสาธารณะอย่างมีหลักฐาน ไม่ได้นำออกมาวิเคราะห์เพื่อประเมินผลโครงการอย่างที่ควรจะทำ ขาดความรู้ความสามารถในด้านนี้อย่างรุนแรง ที่สำคัญไม่อยากจะเปิดเผยข้อมูลให้เป็นข้อมูลเปิด (Open data) ด้วย ประเทศไทยหาข้อมูลเปิดได้ยากลำบากกว่าในต่างประเทศอย่างมาก การทำให้ข้อมูลภาครัฐเป็นข้อมูลเปิดจะทำให้การตรวจสอบและการมีส่วนร่วมของประชาชนทำได้ง่าย เกิดความโปร่งใส ภาครัฐไทยนอกจากจะไม่พร้อมในเรื่องความแตกฉานด้านข้อมูลแล้วยังไม่อยากเปิดเผยข้อมูลอีกด้วย เพราะกลัวว่าความลับทางราชการจะรั่วไหลหรือไม่อยากให้ใครมาตรวจสอบได้ก็ไม่ทราบ ในฝั่งไอทีของราชการไทยก็มีปัญหาความพร้อมทางด้านดิจิทัล


เขียนโดย ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชา Business Analytics and Intelligence
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
27 กรกฎาคม 2560
+ http://www.manager.co.th

หน้าต่อ .. จากคอลัมด้านซ้าย

นอกจากนี้ด้วยเหตุที่ความรู้ทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และความพร้อมด้านดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก คนที่เข้าไปรับราชการมีแนวโน้มที่จะตกยุคได้ไวมาก เนื่องจากงานมีความมั่นคงมากจนเกินไปจนไม่ต้องดิ้นรนที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ การพัฒนา Software หรือโครงการ IT ของภาครัฐ เน้นกระบวนการตรวจสอบตาม Term of reference ทำให้อิงกับ Software Development Methodology แบบเดิมๆ ที่ต้องวิเคราะห์ระบบแล้วออกแบบระบบและเขียนโปรแกรมไปตามที่เขียนไว้ใน Term of reference ในการว่าจ้าง เรียกว่า Water fall model คือทำไปตามลำดับขั้นตอน แต่หลายครั้งการได้ความต้องการของผู้ใช้ (User requirement) ก็ไม่ตรง ออกแบบระบบมาไม่ดีพอ แต่ก็ต้องตะบี้ตะบันทำกันตาม TOR จนกว่าจะเสร็จและนำมาใช้จริงไม่ได้ ภาคเอกชนนั้นก้าวข้ามไปถึง Agile development หรือการพัฒนาซอฟท์แวร์อย่างรวดเร็ว โดยกระบวนการย้อนกลับไปมาและความร่วมมือระหว่างทีมหลายคน มีการแก้ไขขยาย/ลด/ปรับ requirement และการออกแบบอย่างรวดเร็ว ย้อนกลับไปมาระหว่างการทดสอบ software และการใช้งานจริง ค่อยๆ ขยับจากการทดสอบขนาดเล็กแล้ว scale up ขึ้นมาตามลำดับ วิธีการแบบนี้หากนำไปใช้ในระบบราชการ คงถูกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ตรวจสอบอย่างหนักและไม่มีหน่วยราชการไหนกล้าทำเช่นนี้ ทั้งๆ ที่ท้ายที่สุดมีแนวโน้มที่ผลงานจะดีมากกว่า สาเหตุหนึ่งคือไม่กล้าเพราะกลัวผิดระเบียบ แต่ที่หนักกว่าคือไม่เข้าใจวิธีการและไม่เคยทำมาก่อนเป็นต้น

เรื่องหนึ่งที่ชาวบ้านรู้สึกขบขันคือการที่ประเทศไทยจะเป็น Thailand 4.0 แต่เรายังเน้นการถ่ายเอกสารบัตรประชาชนเป็นอาจิณในการติดต่อราชการ ซึ่งต้องขอยกย่องในความพยายามแก้ไขปัญหานี้ของรัฐบาล ทั้งๆ ที่บัตรประชาชนของไทยนั้นลงทุนสูงมาก เป็น smart card ได้แล้ว แต่ไม่ได้ทำให้มัน smart และเอาไปใช้งานอย่างอื่นได้อย่างไร เรื่องความล้าหลังของราชการสำหรับยุคดิจิทัล โดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับพาณิชย์อีเล็คทรอนิคส์ยังมีอีกมาก และคงต้องรีบแก้ไขให้ทันท่วงที เพื่อให้ประเทศไทยพร้อมก้าวไปข้างหน้า

แต่สิ่งที่น่าจะสำคัญกว่าการแก้ไขกฎระเบียบและกฎหมายให้รองรับ Thailand 4.0 คือการพัฒนาข้าราชการไทย 0.4 ให้เป็นข้าราชการไทย 4.0 สิ่งที่ต้องเร่งคือการประเมินทดสอบข้าราชการไทยในด้าน Data literacy และ Digital readiness แล้วพัฒนา ซึ่งควรใช้ระบบ Coaching ซึ่งอาจจะต้องร่วมกับภาคอุดมศึกษาและภาคเอกชนในการดำเนินการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน

ที่น่าห่วงที่สุดคือการศึกษาไทย 0.04 ประเทศไทยใช้จ่ายเงินงบประมาณด้านการศึกษามากเหลือเกินแต่ผลสัมฤทธิ์กลับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ไม่ว่าจะ PISA หรือคะแนน TOEFL เฉลี่ยของไทย ในส่วนของ PISA นั้นคะแนนความแตกฉานทางคณิตศาสตร์และข้อมูลของประเทศไทยก็อยู่ในระดับต่ำ การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาเป็นเพียงการเปลี่ยนโครงสร้างทำให้ข้าราชการครูมีตำแหน่งสูงขึ้น เช่นจากมีข้าราชการระดับ 11 จากปลัดกระทรวงเพียงคนเดียวก็มีข้าราชการระดับ 11 เพิ่มมาอีกสี่ห้าตำแหน่ง แต่โดยเนื้อหาไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรให้ดีขึ้นกับการศึกษา ปัญหาใหญ่สุดคือความรู้ความสามารถของครู เราไม่ได้คนเก่งมาเป็นครู และระบบการฝึกหัดครูของเราก็เน้นไปที่การสอนวิชาครูมากกว่าการมีเนื้อหาที่ถูกต้องแม่นยำก่อนที่จะไปสอน การปฏิรูปการศึกษาต้องปฏิรูปครูให้มีความรู้ความสามารถมากกว่านี้ ในขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาธรรมาภิบาลในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู ซึ่งมีปัญหาใกล้เคียงกับข้าราชการตำรวจ ซึ่งการโยกย้ายตำแหน่งต้องอาศัยพลังพิเศษบางประการใช่หรือไม่ เรื่องนี้ร่ำลือกันมายาวนาน และไม่เคยจางหายไปจากวงการครูไทยเลยแม้แต่สักครั้งเดียว

Thailand 4.0 จะไม่มีทางสำเร็จเลย หากข้าราชการไทยยังเป็นระบบ 0.4 และการศึกษาไทยยังเป็นระบบ 0.04 ขอฝากรัฐบาลไปลองคิดว่าจะแก้ปัญหาสองอย่างนี้อย่างไร หากจะทำให้ Thailand 4.0 ประสบความสำเร็จได้จริง

Tips: การบันทึกหน้าเว็บเป็นภาพ บน chrome บ่อยครั้งที่ต้องการเก็บเว็บเพจ (Webpage) ไว้เป็นภาพ (Capture webpage to image) พบว่า ติดตั้ง extension ของ chrome ที่ชื่อ Full Page Screen Capture เริ่มจากการดาวน์โหลด (Download) จากอินเทอร์เน็ต แล้วติดตั้ง จะพบ icon รูปกล้องถ่ายรูป หากจะบันทึกเว็บเพจหน้าใดเป็นภาพ ก็กดคลิ๊กไปบนกล้องถ่ายรูป ก็จะได้ภาพเว็บเพจ สุดท้ายก็เลือก right click เพื่อ save as เป็น .png ไปไว้ในคอมพิวเตอร์ได้เลย
งานมอบหมาย : เว็บเพจ 3 หน้าแบบ responsive
หน้าแรก (index) เป็นสารบัญ ดัชนี หรือบทนำ
ที่ฉายภาพรวมความเป็นตัวเรา
แต่ไม่ลึกเท่าโปรเจค หรือเกี่ยวกับเรา
หน้าแรกของนักศึกษาน่าจะมีเนื้อหา
ที่มุ่งขายตัวเรา ตัวอย่างหัวข้อดังนี้
- คนต้นแบบมืออาชีพที่ประทับใจ
- กลุ่มที่สนใจที่เราติดตามประจำ
- บทความ ประเด็น หรือข่าวสำคัญ
- เว็บไซต์ที่แนะนำ
- รายการผลงานเด่นที่สะท้อน skill
- ข้อมูลการติดต่อ หรือ อวตารของเรา
หน้าโครงการ หรือโปรเจค (Project)
เป็นการขายตัวเรา (ถ้ามี linkin จะดีมาก)
ที่ผ่านมาสวมบท "นักศึกษา" แล้วทำอะไรไปบ้าง
มีงานอะไรที่เราทำส่งอาจารย์แล้วประทับใจ
เทอมหนึ่งเรียน 6 วิชา ๆ ละ 1 งานก็ปีละ 12 งาน
เลือกนำมาแบ่งปัน เพราะนั่นสะท้อนให้เห็น skill 
เว็บเพจหน้านี้จะบ่งบอกอัตลักษณ์ของเรา
ผลงานต้องเป็นที่ประจักษ์ อยู่ในความทรงจำไม่ได้
แนะนำว่าผลงานทุกชิ้นให้เขียนเป็นบล็อก
จะทำเอง ร่วมกัน หรือฟังเขามาก็เขียนบล็อกได้
แต่ถ้านักศึกษาไอทีจะต้องมีโฮมเพจเป็นของตนเอง
แล้วเชื่อมทุกอย่างเข้ากับ social media + blog
เนื้อหาในหน้านี้ มีรายละเอียดผลงานที่ครบถ้วน
มีที่มา เนื้อหา สรุป และลิงค์ดาวน์โหลดจะดีมาก
ทั้งหมดในหน้านี้ก็จะสะท้อน skill เพื่อขายตัวเรา
หน้าเกี่ยวกับเรา (About me)
ความเป็นส่วนตัวสำคัญมาก 
แต่การอยู่ในสังคมก็ต้องลดความเป็นส่วนตัวลงบ้าง 
และไม่เปิดเผยอะไรที่ไม่มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน 
เราต้องเป็นนักประชาสัมพันธ์ตนเองอย่างมีเป้าหมาย
นักศึกษาต้องบอกว่าตนเอง
มี skill อะไร
มี project อะไรผ่านมือมาบ้าง
มี avatar ให้ว่าที่นายจ้างไปติดตามที่ไหน
มี experience กับอะไรที่เป็นงานอดิเรก 
มี interested กับอะไรที่เป็นแผนในอนาคต
แต่ถ้าทำงานในองค์กรเมื่อใด ระดับความเป็นส่วนตัว
จะแปรผันตามนโยบายขององค์กรทันที
"Imagination is more important than knowledge" - Albert Einstein
Developed by Burin Rujjanapan Tel.081-992-7223
ปรับปรุง : 10 ธันวาคม 2561