ไอทีในชีวิตประจำวัน # 224 บูรณาการสาขาวิชา
18 มกราคม – 24 มกราคม 2553
มีคำกล่าวว่า “รู้อะไรรู้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเกิดจะเกิดผล” เป็นสิ่งที่ถูกต้องสำหรับการดำรงชีวิตในอดีต เพราะเรามีข้อจำกัดเรื่องการเดินทาง การสื่อสาร ภาระหน้าที่ และความรู้ ปัจจุบันคนไทยเรียนหนังสือตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 รวม 12 ปี ถ้ารวมกับการเรียนระดับปริญญาตรีจะเป็น 16 ปี แล้วจะให้รู้อย่างเดียวคงไม่เพียงพอกับสังคมแห่งการแข่งขันที่ต้องใช้สหวิทยาการ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุขตามกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแบบนาทีต่อนาที
เคยดูโทรทัศน์ว่ามีคนไทยสามารถเป็นหมอผ่าตัดไปพร้อมกับการเป็นกัปตันขับเครื่องบิน และมีอีกนับไม่ถ้วนเรียนปริญญาตรีพร้อมกัน 2 มหาวิทยาลัยสำเร็จการศึกษาใน 4 ปี และมีอีกนับไม่ถ้วนได้ปริญญาตรีหรือปริญญาโทหลายใบ ที่กล่าวมาคือความรู้ในระบบที่เผยแพร่แนวปฏิบัติที่ดี (Good Practice) ของมนุษย์ผู้มีความมุ่งมั่นทุ่มเท ส่วนผู้มีความรู้นอกระบบเช่น หมอสมุนไพร หมอเพลง หมอรำ หมอนวด หมอตำแย หมอผี ล้วนเป็นความรู้นอกระบบที่มีการสั่งสอนร่ำเรียนถ่ายทอดผ่านประสบการณ์ตรงจากคนสู่คน บ่อยครั้งที่พบผู้มีความสนใจข้ามสายอาชีพจนเด่นกว่าผู้อยู่ในสายอาชีพ เช่น แพทย์ พยาบาล ครู หรือข้าราชการ อาจสนใจการถ่ายภาพจนได้ชื่อว่าเป็นตากล้องระดับแนวหน้า เพราะพวกเขามีความสนใจเป็นพิเศษ ได้ขวนขวาย มุ่งมั่นทุ่มเท เสียสละ และเรียนรู้จนเชี่ยวชาญมากกว่าผู้ที่อยู่ในระบบการศึกษาปกติ
ความมุ่งมั่นทุ่มเทเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการเรียนรู้ และเป็นจุดเริ่มสู่การทะลายกำแพงอวิชาในบุคคล การวิจัยเพื่อท้องถิ่นคือการดำเนินการโดยคนในท้องถิ่นเพื่อเรียนรู้ที่จะตั้งคำถามและหาคำตอบ อาจมีกลไกของนักวิชาการหรือนักศึกษาเข้าไปร่วมขับเคลื่อน ล้วนก่อให้เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในรูปของสหวิทยาที่ทุกคนต่างลดกำแพงอัตตาในตน หันมาเปิดใจเรียนรู้ร่วมกัน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนทัศนคติ รู้จักการเลือกและปรับเครื่องมือที่ใช้และจะถูกใช้ในการดำรงชีพ แล้วผ่องถ่ายต่อยอดจากรุ่นสู่รุ่น โดยอาศัยเวทีเป็นกลไกของการแลกเปลี่ยนทั้งคน กระบวนการ เครื่องมือ ความรู้ และบทเรียน โดยบุคคลคือผู้ที่ได้ผลและนำผลไปสร้างความสุขแก่ตนเป็นลำดับแรก ทั้งหมดที่ผ่านมาคือการบูรณาการที่มีฐานคิดเริ่มต้นจากบุคคลสู่ชุมชน และสังคมตามลำดับ