ไอทีในชีวิตประจำวัน # 217 แสงสว่างกับวิถีที่เปลี่ยนแปลง
23 พฤศจิกายน – 29 พฤศจิกายน 2552
ยังจำได้ว่าในวัยเด็กของผู้เขียนยังไม่มีไฟฟ้าเข้าไปในหมู่บ้าน สมัยนั้นไฟฟ้าไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต เมื่อแสงสว่างจากดวงอาทิตย์หมดไปก็ต้องเข้านอน หรือจุดตะเกียงต่อไปอีกสักพัก ไม่มีแสงสว่างเต็มเมืองเหมือนในปัจจุบัน มีข้อแนะนำว่าถ้าเลือกที่จะลดอาหารสักหนึ่งมื้อก็ควรงดอาหารเย็น หรือรับประทานอาหารค่ำแต่น้อย มีข้อมูลว่าพฤติกรรมของมนุษย์ในอดีตจะเข้านอนเร็ว การทานอาหารเย็นเป็นมื้อหนักจึงไม่สมควร เพราะทานแล้วก็จะเข้านอนทำให้อาหารย่อยไม่ทันและตกค้างอยู่ในลำใส้ แต่ปัจจุบันมนุษย์มีกิจกรรมที่ต้องทำถึงเที่ยงคืนตีหนึ่งจะให้งดข้าวเย็นแล้วไปนั่งดูทีวี ทำงาน ท่องอินเทอร์เน็ต อ่านหนังสือ หรือขายสินค้าในตลาดจนดึกดื่นก็จะทำร้ายร่างกายอย่างไม่สมเหตุสมผล
แสงสว่างกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการจัดกิจกรรมยามค่ำคืน โดยเฉพาะเมืองที่ถูกเรียกว่าเมืองที่ไม่เคยหลับ คือมีแสงสว่างตลอดทั้งคืน ร้านอาหารโต้รุ่งเปิดเรียงเป็นแถว แต่ในชนบทจะออกบ้านแต่ละทีต้องพกไฟฉาย กลัวจะเดินไปชนอะไรต่อมิอะไร เพราะไม่มีเสาไฟฟ้า แต่ละบ้านก็จะปิดไฟนอนกันแต่หัวค่ำ ไม่มีทีวี วิทยุหรือวีดีโอเหมือนในเมืองที่เจริญทางวัตถุ บ้านบนภูเขาต้องใช้น้ำมันปั่นไฟฟ้าใช้ หากไม่ใช้ก็จะปิดหรือเปิดเป็นเวลา แต่ในตัวเมืองเปิดไฟตลอดทั้งคืน เป็นวิถีที่ต่างกันมาก
จากการประกวดสะเปารถใหญ่ในเทศกาลลอยกระทงที่มีหน่วยงานมากมายส่งรถประดับไฟฟ้าเข้าประกวดด้วยต้นทุนมูลค่าหลายแสนบาท การทุ่มเทงบประมาณเต็มที่ก็หวังในรางวัลเป็นการประชาสัมพันธ์หน่วยงาน สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือความสว่างไสวที่ต้องจัดหาเครื่องปั่นไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ให้พลังไฟฟ้าสูงและอยู่ได้นานหล่อเลี้ยงหลอดไฟนับพันหลอด ครั้งหนึ่งมีสะเปารถใหญ่สวยงามอลังการแล่นผ่านหน้าคณะกรรมการผู้ตัดสินไป แต่ระหว่างอยู่ต่อหน้าคณะกรรมการไฟฟ้าขัดข้องไม่สว่างดังคาด ทำให้เสียคะแนนจนเป็นเหตุให้พลาดรางวัลอย่างน่าเสียดาย นี่ก็เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่แสดงว่าไฟฟ้าเป็นปัจจัยสำคัญที่มิใช่ถูกใช้เพียงเพื่อให้แสงสว่างในการอ่านหนังสือ หรือส่องทางสำหรับผู้เดินทางอีกต่อไป แต่เป็นปัจจัยที่ตอบสนองความต้องการใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่สิ้นสุดในยุควัตถุนิยมตราบเท่าที่ยังมีใช้อยู่