พลัดพราก จากพระอาทิตย์
พลัดพราก จากพระอาทิตย์

เห็นพระอาทิตย์ตก บ่งชี้ว่าจะสิ้นวัน
รู้สึกใจหวิว เหมือนจะเป็นลม
เมื่อต้องห่างเหินจากพระอาทิตย์ ดวงใหญ่
หายใจไม่ทั่วท้อง
เหมือนเลือดเลี้ยงสมองไม่พอ
มือเท้าอ่อนแรง ไม่มีเรี่ยวแรงจะเคลื่อนไหว
สมองไม่อยากคิดอะไรตื้อไปหมด
ปากคอจืดชืดไม่อยากกินอะไรเลย
ไม่อยากรับรู้อะไรอะไรรอบตัว
เหนื่อยทั้งใจทั้งกาย เหนื่อยไปหมด
มองไม่เห็นใคร ไม่เห็นอะไร ขาดอะไรไปนะ
นี่ต้องห่างจากพระอาทิตย์อีกคราว แล้วหรือ
เศร้าเหมือนแบกโลกทั้งใบ ไว้บนบ่าคนเดียว
แล้วกลับไปมองพระอาทิตย์ที่กำลังล่วงจากฟ้า
นี่คือความรู้สึก ขณะรับรู้ถึงความพลัดพราก
เมื่อตอนเย็นของวันที่ 30 พ.ค.2559
ปล. คอยเตือนตนว่า พรุ่งนี้จะได้พบพระอาทิตย์อีก
คืนนี้ก็รีบหลับรีบนอน นอนดึกจะฟุ้งซ่านไปใหญ่
จะได้ถึงพรุ่งนี้เร็ว ๆ
เวลาช่วยรักษาความรู้สึกจากการพลัดพรากได้จริง ๆ

http://www.lyrics.im/2016/08/say-goodbye-labanoon.html?m=1

 

เพลง เก็บตะวัน
โดย อิทธิ พลางกูร

 

เก็บตะวัน ที่เคยส่องฟ้า
เก็บเอามา ใส่ไว้ในใจ
เก็บพลัง เก็บแรงแห่งแสง ยิ่งใหญ่
รวมกันไว้ ให้เป็น 1 เดียว
เก็บเอากาล เวลาผ่านเลย
สิ่งที่เคย ผิดหวังช่างมัน
1 ตัวตน 1 คนชีวิต แสนสั้น
เจ็บแค่นั้น ก็คงไม่ตาย

ธรรมดาเวลาฟ้าครึ้ม เมฆหม่น
พายุฝน อยู่บนฟากฟ้า
คงไม่นานตะวัน สาดแสงแรงกล้า
ส่งให้ฟ้า งดงาม
หากตะวัน ยังเคียงคู่ฟ้า
จะมัวมา สิ้นหวังทำไม
เมื่อยังมีพรุ่งนี้ ให้เดินเริ่มใหม่
มั่นคงไว้ ดังเช่นตะวัน

ธรรมดาเวลาฟ้าครึ้ม เมฆหม่น
พายุฝน อยู่บนฟากฟ้า
คงไม่นานตะวัน สาดแสงแรงกล้า
ส่งให้ฟ้า งดงาม
หากตะวัน ยังเคียงคู่ฟ้า
จะมัวมา สิ้นหวังทำไม
เมื่อยังมีพรุ่งนี้ ให้เดินเริ่มใหม่
มั่นคงไว้ ดังเช่นตะวัน

มั่นคงไว้ ดังเช่นตะวัน

https://www.siamzone.com/music/thailyric/4954

ดูหนัง อวสานโมเอะ มีสาระชวนคิดหลายเรื่อง
สงสัยคนแต่งเรื่องไม่เจอผู้ชายจริงจัง
ถ้าเจอ สงสัยจะเป็นรักหวานแหวว คิขุ อาโนเนะ

อวสาน โมเอะ ยอดภาพยนตร์ นางเอกสวย
อวสาน โมเอะ ยอดภาพยนตร์ นางเอกสวย

มีวลีเด็ด หรือท่อนฮุก เพลง “รักเดียว” ของพงษ์สิทธิ์ คำภียร์
ว่า “จริงจังแค่ไหน แค่ไหนเรียกจริงจัง”
เกณฑ์ของฉัน “ผิดเพียงแปดครั้ง ถึงเก้าซะที่ไหน”

เนื้อเพลงจาก https://www.siamzone.com/music/thailyric/10073

บอกให้รู้ไว้ หัวใจรักจริง
ไม่เคยทอดทิ้ง ให้ใครเสียใจ
ตัวผู้พันธุ์นี้ เขาเรียกหลายใจ
จะให้ทำไง โอ๊ย

จริงจังแค่ไหน แค่ไหนเรียกจริงจัง
ผิดเพียงแปดครั้ง ถึงเก้าซะที่ไหน
ร้องเพลงๆ นี้ มากสระไอ
ให้แทนหัวใจ โอ๊ย โอ๊ย
คอยจะคอยจะรอจะคอยโอกาส
ที่เธอตกหลุมมา
คอยจะคอยจะรอเวลา
ที่เธอจะเห็นใจ

บอกให้รู้ไว้ หัวใจรักจริง
ไม่เคยทอดทิ้ง ให้ใครเสียใจ
ตัวผู้พันธุ์นี้ เขาเรียกหลายใจ
จะให้ทำไง

จริงจังแค่ไหน แค่ไหนเรียกจริงจัง
ผิดเพียงแปดครั้ง ถึงเก้าซะที่ไหน
ร้องเพลงๆ นี้ มากสระไอ
ให้แทนหัวใจ

คอยจะคอยจะรอจะคอยโอกาส
ที่เธอตกหลุมมา
คอยจะคอยจะรอเวลา
ที่เธอจะเห็นใจ

เปียโนดั่งสายน้ำ
เบสย้ำความรู้สึก
แซ็กโซโฟนบาดลึก
กลองหน่วงหนักกระหน่ำใจ
กีตาร์โหย ดั่งร้องไห้
โอ้รักใย เหลือเพียงบทเพลง
เพียงกระซิบเบาๆ กล่าวคำรัก
ก็แน่นหนักกว่าภูผามหาศาล
หวานน้ำผึ้ง หอมบุหงาลดามาลย์
ไม่เปรียบปานคำรัก สักเสี้ยวเดียว
รักเดียวใจเดียว จริงใจซื่อสัตย์ สารพัดซื่อตรง

 

คุณพงษ์สิทธิ์ คำภียร์ ร้องเพลงดี ๆ เพื่อชีวิตเยอะมาก
ผมชอบหลายเพลงเลย
อาทิ  ม.ให้อะไร เรียนและงาน จดหมายถึงพ่อ กำลังใจ
กูเป็นนักศึกษา

 

"ไม่เป็นไร" ไม่ใช่วิสัยของใครทั้งสิ้น ยิ่งปราชญ์ก็ห้ามพูด
"ไม่เป็นไร" ไม่ใช่วิสัยของใครทั้งสิ้น ยิ่งปราชญ์ก็ห้ามพูด

ตอนสองในบทความเรื่อง “พลาดอย่างมีเครดิต”

นักปราชญ์ตั้งแต่ยุคโบราณกาลท่านหนึ่งกล่าวไว้ในทำนองที่ว่า
คุณภาพของงานของใครสักคนหนึ่ง
มาจากนิสัยที่คนนั้นแสดงออกให้ผู้คนได้ประจักษ์

ถ้าเชื่อนักปราชญ์ที่ได้กล่าวถ้อยคำนี้ไว้
ใครก็ตามที่อยากให้คนเชื่อเวลาที่งานการผิดพลาดไปนั้น
ต้องสร้างนิสัยการทำงานที่ส่อให้เห็นคุณภาพให้คนอื่นได้เห็นเป็นประจำให้ได้
ต้องทำเป็นนิสัยไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็แล้วแต่
ถ้าแสร้งทำไม่นานวันก็หลุดอาการไร้คุณภาพมาให้เห็น
คนเห็นความไม่มีคุณภาพในงานของเราสักครั้งสองครั้ง
เครดิตในด้านคุณภาพของเราก็หดหายไปหมด

เครดิตด้านคุณภาพสร้างให้คนอื่นเชื่อได้ยาก แต่ทำลายให้หมดไปได้ง่าย
หนทางเดียวที่จะรักษาเครดิตความน่าเชื่อถือว่าเราทำงานโดยเน้นคุณภาพไว้ได้
คือทำให้เป็นนิสัย โดยเริ่มต้นจากการลดนิสัย “ไม่เป็นไร” ในการทำงานให้มากที่สุด

(2/3)
จากเรื่อง “พลาดอย่างมีเครดิต” โดย ดร.บวร ปภัสราทร
http://bit.ly/WtjtXG

Citigroup second-quarter profit falls for older assets
Citigroup second-quarter profit falls for older assets

ก่อน Citigroup ประกาศปลดพนักงาน ก็มีหลายบริษัทเคยทำมาก่อน อาทิ nokia, rim, panasonic, ford, sony, kodak, ม.อีสาน, gmm, motorola, dell, sharp, amd, aa, philips, lexmark, pepsi, yahoo .. หรือค้นคำว่า “ปลดพนักงาน” จาก google.com

“Citigroup” สถาบันการเงินระดับโลก ซึ่งมีฐานที่ย่านแมนฮัตตัน มหานครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ประกาศปลดพนักงาน 11,000 ตำแหน่ง โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการลดค่าใช้จ่ายภายในองค์กร

รายงานข่าวระบุว่า ตำแหน่งงานส่วนใหญ่จากทั้งหมด 11,000 ตำแหน่งที่จะถูกปลดออก จะเป็นตำแหน่งในฝ่ายปฏิบัติการและฝ่ายเทคโนโลยี ซึ่งทางไมเคิล คอร์แบท ซีอีโอวัย 52 ปีระบุว่า มีความจำเป็นต้องลดขนาดขององค์กรเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายให้ได้ตามเป้าที่ 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 27,605 ล้านบาท)ในปีหน้า และลดลงอีกมากกว่าปีละ1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 33,737 ล้านบาท) นับตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นไป แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่การปลดพนักงานออกนับหมื่นตำแหน่งหนนี้ อาจไม่ใช่การปลดพนักงานหนสุดท้าย

เราได้ตัดสินใจอย่างดีที่สุดแล้วเพื่อก้าวสู่ขั้นตอนต่อไปของการเปลี่ยนผ่าน และการปลดพนักงานออกจึงไม่ใช่เรื่องที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายแต่อย่างใด” คอร์แบทซึ่งเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคมกล่าว

คำแถลงของธนาคารยังระบุ จะมีการพิจารณาความเป็นไปได้ในการ “ขายทิ้ง” หรือ “ลดขนาด” กิจการของธนาคารที่มีอยู่ในประเทศปากีสถาน โรมาเนีย ตุรกี และอุรุกวัย โดยจากนี้ธนาคารจะหันมาให้ความสำคัญเฉพาะการดำเนินกิจการใน 150 เมืองทั่วโลกที่มีศักยภาพในการเติบโตทางธุรกิจสูงที่สุดเท่านั้น นอกจากนั้น ยังจะมีการสั่งปิดสาขาที่ถูกมองว่าไม่มีความจำเป็นในบราซิล ฮ่องกง ฮังการี เกาหลีใต้ รวมถึงในสหรัฐฯ

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9550000148516

Banking giant Citigroup is slashing 11,000 jobs and taking up to a billion in charges, with CNBC’s Kayla Tausche and Neil Weinberg, American Banker.
http://video.cnbc.com/gallery/?video=3000133496&__source=yahoo|headline|quote|video|&par=yahoo

Strangled by new government regulations and nervous investors, Citibank nearly folded, but was saved by taxpayer bailouts. The banking giant now says it’s also cutting 11,000 jobs, or 4% of its workforce. Most of the cuts in Citi’s worldwide consumer banking unit, which handles branches and checking accounts.
http://radio.foxnews.com/2012/12/05/citigroup-to-cut-1100-jobs

http://newstop24blog.blogspot.com/2012/07/citigroup-second-quarter-profit-falls.html

สุรศักดิ์ อมรรัตนศักดิ์
สุรศักดิ์ อมรรัตนศักดิ์

โดย สุรศักดิ์ อมรรัตนศักดิ์

ไม่มียุคใดอีกแล้วที่อาจารย์มหาวิทยาลัยจะมีสถานภาพตกต่ำเช่นนี้ ท่านทราบหรือไม่ว่าปัจจุบันอาจารย์มหาวิทยาลัยได้รับเงินเดือนเฉลี่ยต่ำกว่า ครูประถม มัธยมที่เคยมีเงินเดือนเท่ากันประมาณ 8%
สืบเนื่องมาจากที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) ได้ปรับระบบบริหารงานบุคคลจากระบบจำแนกตำแหน่ง(Position classification) หรือเรียกกันง่ายๆ ว่าระบบซี ซึ่งแบ่งเป็น 11 ระดับ มาเป็นการจัดประเภทตำแหน่งตามกลุ่มลักษณะงานหรือเรียกว่าระบบแท่ง ซึ่งแบ่งเป็น 4 แท่ง
ทุกหน่วยราชการ ซึ่งรวมทั้งคณะกรรมการข้าราชการครู (ก.ค.)ต่างก็ดำเนินการปรับระบบให้สอดคล้องกับระบบใหม่ที่ ก.พ.กำหนด
ขึ้น โดย ก.ค.ได้จัดทำแท่งบัญชีเงินเดือนข้าราชการครูคู่ขนานไปกับแท่งเงินเดือนข้า ราชการพลเรือน (ก.พ.)
แต่สำนักงานและคณะกรรมการการอุดมศึกษา (ส.ก.อ.) หน่วยงานที่กำกับดูแลสถาบันอุดมศึกษาของประเทศ ซึ่งควรจะเป็นผู้นำในการปรับระบบให้สอดคล้องกับระบบที่ ก.พ.กำหนด กลับไม่ยอมดำเนินการใดๆ ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปเป็นปี จึงเพิ่งตื่น โดยการตั้ง ดร.วิจิตร ศรีสอ้านเป็นประธานอนุกรรมการศึกษาเรื่องนี้มีใครทราบบ้างไหมว่าปัจจุบัน อาจารย์มหาวิทยาลัยยังไม่มีแท่งบัญชีเงินเดือนเป็นของตัวเอง ส่วนอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีเงินเดือนตันในระบบซีได้ขยับขึ้นเงินเดือนในปี งบประมาณ 2544 นั้นเป็นเพราะไปอาศัยใบบุญของ ก.พ.โดยขออิงเงินเดือนของ ก.พ.ไปพลางๆ ก่อน
ข้าราชการพลเรือนได้ขยับเงินเดือนตามระบบแท่งไปล่วงหน้าเกือบ 2 ปีแล้ว แต่อาจารย์มหาวิทยาลัยเพิ่งจะได้รับอานิสงส์นี้เมื่อเดือนตุลาคม 2553
ในขณะที่ครูประถม มัธยม ซึ่งมีลักษณะงานคล้ายกับอาจารย์มหาวิทยาลัย ได้ปรับขึ้นเงินเดือนไปแล้ว 2 ครั้ง โดยครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2554 ได้ปรับขึ้นไป 8% และครั้งที่สองเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2554 ปรับขึ้นพร้อมกับข้าราชการอื่นๆ อีก 5%
ปัจจุบันครูประถม มัธยมจึงมีเงินเดือนเฉลี่ยสูงกว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เคยมีเงินเดือนเท่า กันถึง 8%
หากอาจารย์มหาวิทยาลัยต้องการมีเงินเดือนเท่ากับครูประถมมัธยม เห็นทีคงจะต้องไปอาศัยใบบุญของ ก.ค.เหมือนกับที่เคยแอบอิงใบบุญของ ก.พ.มาแล้ว
อย่างนี้อาจารย์มหาวิทยาลัยไม่รู้สึกอายครูประถม มัธยม บ้างหรือ แทนที่สถาบันอุดมศึกษาซึ่งเต็มไปด้วยนักวิชาการควรจะต้องเป็นผู้นำของสังคม แต่กลับต้องคอยไปพึ่งใบบุญคนอื่นอยู่ตลอดเวลา
ไม่ทราบว่าผู้บริหารของ ส.ก.อ.ยังสุขสบายดีหรือ ท่านปล่อยให้เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และหากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้โดยไม่มีการแก้ไข ต่อไปจะหาคนเก่งที่ไหนมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย
หากคนเก่งไม่ยอมมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแล้ว ท่านลองหลับตานึกเอาเองก็แล้วกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคุณภาพของบัณฑิตใน อนาคตทั้งนี้ เพราะถ้าผู้สอนมีความรู้น้อยแล้วจะเอาความรู้จากที่ไหนมาสอนนักศึกษา เนื่องจากไม่มีใครสอนได้มากกว่าที่รู้ประเทศในแถบตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นยุโรป หรืออเมริกาต่างก็ให้เงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาสูงกว่าอาชีพอื่นๆ ทั้งนี้ ไม่ยกเว้นแม้กระทั่งอาจารย์มหาวิทยาลัยในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ และมาเลเซีย
ที่ผ่านมาอาจารย์มหาวิทยาลัยไม่เคยเรียกร้องใดๆ เลยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเงินเดือน แต่อาจารย์มหาวิทยาลัยก็ไม่สมควรที่จะได้รับเงินเดือนน้อยกว่าครูประถม มัธยม
สถานภาพอาจารย์มหาวิทยาลัยหากเปรียบเทียบกับข้าราชการอื่น ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษา อัยการ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของรัฐบาล ยิ่งไม่อาจเปรียบเทียบกันได้เลย ทั้งนี้ เพราะเงินเดือนของอาจารย์มหาวิทยาลัยต่ำกว่าข้าราชการกลุ่มดังกล่าวชนิดมอง ไม่เห็นฝุ่น
มีใครทราบบ้างไหมว่าคนที่จบปริญญาเอกใหม่ๆ หากมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยจะได้รับเงินเดือนเพียงหมื่นเศษๆ เงินเดือนพอๆ กับพนักงานขับรถของบริษัท แล้วอย่างนี้คนเก่งที่ไหนจะอยากมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์มหาวิทยาลัยที่สอนในคณะนิสิตศาสตร์ซึ่งเรียนกฎหมาย มาเหมือนกับผู้พิพากษาและอัยการทำไมจึงได้รับเงินเดือนน้อยกว่าผู้พิพากษา และอัยการอย่างเทียบกันไม่ได้ คุณวุฒิของอาจารย์นิติศาสตร์ก็มิได้ด้อยไปกว่าผู้พิพากษาและอัยการเลยแม้แต่ น้อย
อาจารย์นิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จบปริญญาโทปริญญาเอกทั้งสิ้น และยังเป็นอาจารย์ที่สอนผู้พิพากษาและอัยการแต่กลับได้รับเงินเดือนต่ำกว่า ลูกศิษย์ที่ตัวเองเคยสอนมาแล้ว อย่างนี้จะไม่ให้อาจารย์รู้สึกน้อยใจได้อย่างไร
เช่นเดียวกัน อาจารย์แพทย์ และอาจารย์วิศวะ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเรียนยากกว่าสาขาอื่นๆ แต่อาจารย์แพทย์และวิศวะกลับได้รับเงินเดือนเท่ากับข้าราชการพลเรือนทั่วไป ซึ่งมีเงินเดือนต่ำกว่าผู้พิพากษาและอัยการ
ท่านทราบไหมว่าหากอาจารย์แพทย์และอาจารย์วิศวะไปทำงานในภาคเอกชนจะได้รับ เงินเดือนมากกว่าที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยไม่น้อยกว่าสามเท่า
แต่อาจารย์เหล่านี้กลับยอมเสียสละทำงานในมหาวิทยาลัย ยอมกัดก้อนเกลือกิน แต่ไม่เคยมีใครมองเห็นคุณงามความดีของอาจารย์มหาวิทยาลัยเหล่านี้เลย ปล่อยให้อาจารย์มหาวิทยาลัยมีเงินเดือนน้อยกว่าครูประถม มัธยมเหมือนเช่นทุกวันนี้
หรือจะต้องรอให้อาจารย์มหาวิทยาลัยลาออกไปขายกล้วยทอดกันให้เกือบหมด มหาวิทยาลัยเสียก่อน จึงจะมองเห็นความสำคัญของอาจารย์มหาวิทยาลัย
อนิจจาช่างน่าสงสารอาจารย์มหาวิทยาลัยเสียเหลือเกินที่อุตส่าห์เสียสละตัว เองมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยโดยหวังว่าจะเห็นความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แต่ที่ไหนได้แม้กระทั่งตัวเงินเดือนก็ยังไม่อาจสู้ครูประถมได้
แล้วอย่างนี้จะให้อาจารย์มหาวิทยาลัยมีขวัญและกำลังใจในการทำงานต่อไปได้ อย่างไร อย่าปล่อยให้เรื่องเช่นนี้ดำรงอยู่อีกต่อไปเลย รีบแก้ไขโดยด่วนเถิดครับ

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=24757&Key=hotnews

http://www.etesting.ru.ac.th/boss&staff2.html