%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a7

กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือน ประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศหนาวเย็นไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม โดยภาคเหนือและภาคอีสาน อุณหภูมิต่ำสุด 3-8 องศาเซลเซียส

วันที่ 29 ธันวาคม 2559 กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือน ฉบับที่ 2 เรื่องอากาศหนาวเย็นบริเวณประเทศไทยตอนบน ฝนตกหนักถึงหนักมากภาคใต้ตอนล่าง และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย ดังนี้

บริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนแล้ว และจะปกคลุมจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ลักษณะเช่นนี้ ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็นโดยทั่วไป   อุณหภูมิจะลดลงอีก 2-4 องศาเซลเซียสกับมีลมแรง โดยบริเวณเทือกเขาในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 3-8 องศาเซลเซียส   ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นลงในระยะนี้

สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือมีกำลังแรงพัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทย ประกอบกับในช่วงวันที่    30 ธันวาคม 2559 – 1 มกราคม 2560 จะมีหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่าง คาดว่าจะเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคใต้ตอนล่าง และประเทศมาเลเซีย ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ปริมาณฝนที่ตกสะสม น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก และติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-4 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่ซัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 4 มกราคม 2560 ไว้ด้วย

ประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา  2016-12-29_15393

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.tmd.go.th/list_warning.php

 

พ.ร.บ. กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาฉบับใหม่ ที่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้กลางปีหน้า ปรับการติดตามหนี้จากผู้กู้หลังจบการศึกษา ขยับเพดานอัตราดอกเบี้ยเป็นไม่เกิน 7.5% ให้สถานประกอบการหรือนายจ้างหักเงินจากลูกจ้างที่เป็นลูกหนี้ ส่งคืนให้กองทุนฯ

Photo of human hands holding pencil and marking numbers in documents

นายปรีชา บูชางกูร รองผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า พ.ร.บ. กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาหรือ กยศ.ฉบับใหม่ มีการปรับปรุงให้กองทุนฯ มีการบริหารจัดการที่คล่องตัวมากขึ้น มีประสิทธิภาพในการติดตามหนี้ โดย หนึ่งในมาตรการที่นำมาใช้ คือ การเปิดเผยข้อมูลผู้กู้กับสถานประกอบการ โดยกองทุนจะแจ้งสถานประกอบทั้งภาครัฐ และเอกชนให้เป็นตัวกลางในการหักเงินจากลูกจ้างซึ่งเป็นลูกหนี้ กยศ.และนำเงินส่งโดยตรงกับกรมสรรพากร หากสถานประกอบการละเลยหรือไม่ปฎิบัติ ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย และต้องรับผิดชอบในการชดใช้หนี้งวดที่ลูกหนี้ผิดนัดค้างชำระพร้อมเบี้ยปรับ

สำหรับการเปิดเผยข้อมูลผู้กู้ รองผู้จัดการกองทุน กยศ. ระบุว่าข้อมูลที่เปิดเผยจะเป็นไปเพื่อการติดตามหนี้เพื่อให้รู้หลักแหล่งที่ทำงาน ส่วนการที่สถานประกอบต้องหักเงินนำส่งสรรพากรนั้น ถือเป็นหน้าที่ที่ระบุไว้ในกฎหมาย แต่ไม่มีบทลงโทษต่อผู้กู้ มีเพียงบทลงโทษนายจ้างเท่านั้น

“กฎหมายใหม่กำหนดว่า ผู้กู้ทำงานที่ไหนมีหน้าที่แจ้งนายจ้างว่าเป็นหนี้ กยศ.และยินยอมให้หักเงินเดือนนำส่งสรรพากรเพื่อชำระหนี้กับกองทุน หลักการใหม่จะเป็นอย่างนี้”   นายปรีชา กล่าว

ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้นในกฎหมายระบุไว้ไม่เกินร้อยละ 7.5 ซึ่งอัตรานี้ มีการเพิ่มขึ้นจากดอกเบี้ยเดิมที่อยู่ร้อยละ 1 ซึ่งการเพิ่มอัตรดอกเบี้ย ก็เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้กู้ไม่ผิดค้างชำระ ซึ่งตัวเลขนี้ จะมีการกำหนดก่อนมีการทำสัญญาระหว่างกู้ในแต่ละปี โดยจะยึดตามสภาวการณ์ หรือการพิจารณาร่วมกันของบอร์ดกรรมกองทุนฯ )

ด้านโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชนหรือไอลอว์ เปิดเผยว่า ร่างกฎหมายใหม่นี้ผ่านความเห็นชอบประกาศใช้เป็นกฎหมายจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา เหลือเพียงขั้นตอนการประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น

———–ขอบคุณข้อมูลจาก http://news.thaipbs.or.th/content/259012

4 ยอดกุมาร 2559 มีคนน้องเป็นสาวน้อย

เคยดูสี่ยอดกุมารสมัยเด็ก ๆ เสาร์อาทิตย์
สมัยนี้ 2559 ทำ effect ได้ดีกว่าสมัยก่อน
หนุ่ม ๆ สาว ๆ ในเรื่องแต่งตัวสวยน่ารัก
เข้ายุคสมัย ไม่เชยเหมือน หนังโบราณ

สี่ยอดกุมาร น่ารักทุกคน
สี่ยอดกุมาร น่ารักทุกคน

พาผู้สูงอายุที่บ้านดูละครย้อนยุค
คงนึกถึง 4 ยอดกุมารสมัยก่อนไม่มากก็น้อย
คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ
รุ่นนี้เห็นผู้แสดงเป็นธาตุไฟ คือ ผู้หญิง
ปกติกุมารคือผู้ชาย
แต่ครั้งนี้คนน้องเล็กเป็นสาวห้าว

 

เพลง สี่ยอดกุมาร


สี่ยอดกุมาร ตอนที่ 54 วันที่ 10 ธันวาคม 2559

 

 

 

 

พลัดพราก จากพระอาทิตย์
พลัดพราก จากพระอาทิตย์

เห็นพระอาทิตย์ตก บ่งชี้ว่าจะสิ้นวัน
รู้สึกใจหวิว เหมือนจะเป็นลม
เมื่อต้องห่างเหินจากพระอาทิตย์ ดวงใหญ่
หายใจไม่ทั่วท้อง
เหมือนเลือดเลี้ยงสมองไม่พอ
มือเท้าอ่อนแรง ไม่มีเรี่ยวแรงจะเคลื่อนไหว
สมองไม่อยากคิดอะไรตื้อไปหมด
ปากคอจืดชืดไม่อยากกินอะไรเลย
ไม่อยากรับรู้อะไรอะไรรอบตัว
เหนื่อยทั้งใจทั้งกาย เหนื่อยไปหมด
มองไม่เห็นใคร ไม่เห็นอะไร ขาดอะไรไปนะ
นี่ต้องห่างจากพระอาทิตย์อีกคราว แล้วหรือ
เศร้าเหมือนแบกโลกทั้งใบ ไว้บนบ่าคนเดียว
แล้วกลับไปมองพระอาทิตย์ที่กำลังล่วงจากฟ้า
นี่คือความรู้สึก ขณะรับรู้ถึงความพลัดพราก
เมื่อตอนเย็นของวันที่ 30 พ.ค.2559
ปล. คอยเตือนตนว่า พรุ่งนี้จะได้พบพระอาทิตย์อีก
คืนนี้ก็รีบหลับรีบนอน นอนดึกจะฟุ้งซ่านไปใหญ่
จะได้ถึงพรุ่งนี้เร็ว ๆ
เวลาช่วยรักษาความรู้สึกจากการพลัดพรากได้จริง ๆ

http://www.lyrics.im/2016/08/say-goodbye-labanoon.html?m=1

 

เพลง เก็บตะวัน
โดย อิทธิ พลางกูร

 

เก็บตะวัน ที่เคยส่องฟ้า
เก็บเอามา ใส่ไว้ในใจ
เก็บพลัง เก็บแรงแห่งแสง ยิ่งใหญ่
รวมกันไว้ ให้เป็น 1 เดียว
เก็บเอากาล เวลาผ่านเลย
สิ่งที่เคย ผิดหวังช่างมัน
1 ตัวตน 1 คนชีวิต แสนสั้น
เจ็บแค่นั้น ก็คงไม่ตาย

ธรรมดาเวลาฟ้าครึ้ม เมฆหม่น
พายุฝน อยู่บนฟากฟ้า
คงไม่นานตะวัน สาดแสงแรงกล้า
ส่งให้ฟ้า งดงาม
หากตะวัน ยังเคียงคู่ฟ้า
จะมัวมา สิ้นหวังทำไม
เมื่อยังมีพรุ่งนี้ ให้เดินเริ่มใหม่
มั่นคงไว้ ดังเช่นตะวัน

ธรรมดาเวลาฟ้าครึ้ม เมฆหม่น
พายุฝน อยู่บนฟากฟ้า
คงไม่นานตะวัน สาดแสงแรงกล้า
ส่งให้ฟ้า งดงาม
หากตะวัน ยังเคียงคู่ฟ้า
จะมัวมา สิ้นหวังทำไม
เมื่อยังมีพรุ่งนี้ ให้เดินเริ่มใหม่
มั่นคงไว้ ดังเช่นตะวัน

มั่นคงไว้ ดังเช่นตะวัน

https://www.siamzone.com/music/thailyric/4954

bb1

พระราชโอรสเพียงพระองค์เดียว ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิต กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีพระเชษฐภคินี 1 พระองค์ พระขนิษฐา 2 พระองค์

วันที่ 29 พฤศจิกายน ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รับทราบการแจ้งมติคณะรัฐมนตรี กราบบังคมทูลอันเชิญ  สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร องค์ผู้สืบสันตติวงศ์ ขึ้นทรงราชย์  “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ของประชาชนชาวไทย

สำหรับพระราชประวัติสังเขป “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”  รัชกาลใหม่ 

พระราชสมภพ

พระองค์ทรงพระราชสมภพ เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 เวลา 17 นาฬิกา 45 นาที ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต  เป็นพระราชโอรสเพียงพระองค์เดียว ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิต กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีพระเชษฐภคินี 1 พระองค์ พระขนิษฐา 2 พระองค์

การศึกษา

ระหว่างพุทธศักราช 2499-2509

– ทรงได้รับการศึกษาระดับอนุบาลศึกษาที่พระที่นั่งอุดร พระราชวังดุสิต และโรงเรียนจิตรลดา

มกราคม – กันยายน 2509

– ทรงเข้ารับการศึกษาระดับประถมศึกษาที่โรงเรียน คิงส์ มิด  เมืองซีฟอร์ด แคว้นซัสเซกส์ ที่ประเทศอังกฤษ

กันยายน 2509-กรกฎาคม 2513

– ทรงเข้ารับการศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมิลล์ฟิลด์ เมืองสตีท แคว้นซอมเมอร์เซท ประเทศอังกฤษ

สิงหาคม 2503-พฤษภาคม 2504

– ทรงเข้าศึกษาระดับเตรียมทหารที่โรงเรียนคิงส์สคูล นครซิดนี่ย์ ประเทศออสเตรเลีย

มกราคม 2515 -ธันวาคม 2519

– ทรงเข้ารับการศึกษาระดับอุดมศึกษา ทรงได้รับปริญญาอักษรศาสตร์บัณฑิต (การศึกษาด้านทหาร) คณะการศึกษาด้านทหาร จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย

นอกจากนี้ ยังทรงศึกษาที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบกหลักสูตรประจำชุดที่ 56 ระหว่าง พ.ศ. 2520 – 2521 และทรงได้รับปริญญานิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เมื่อปี 2530ครั้งถึงปี 2533 ทรงได้รับการศึกษา ณ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรแห่งสหราชอาณาจักรด้วย

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2515 ปวงชนชาวไทยต่างมีความปลาบปลื้มปิติยินดีเป็นอย่างยิ่งอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการประกาศสถาปนา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ ขึ้นดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร มีพระนามาภิไธย ตามจารึกพระสุพรรณบัฎว่า

“สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สิริกิตยสมบูรณสวางควัฒฯ วรขัตติยราชสันตติวงศ์ มหิตลพงศอดุลยเดช จักรีนเรศยุพราชวิสุทธิ สยามมกุฎราชกุมาร”

ทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ ดังประกาศระหว่างพิธีถวายสัตย์ปฎิญาณในการพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2515 ความว่า

“ข้าพเจ้าผู้เป็นสยามมกุฎราชกุมารจะรักษาเกียรติยศและอริยศักดิ์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานไว้ด้วยชีวิตจะภักดีต่อชาติบ้านเมือง จะซื่อสัตย์ต่อประชาชน จะปฏิบัติภาระหน้าที่ทุกอย่าง โดยเต็มกำลังสติปัญญาความสามารถ และโดยความเสียสละ เพื่อความเจริญสงบสุขและความมั่นคงไพบูลย์ของประเทศไทย จนตราบเท่าชีวิตร่างกายจะหาไม่”

ขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมงกุฎราชกุมาร

เมื่อครั้นยังทรงพระเยาว์ได้โดยเสด็จ ฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไปทรงเยี่ยมราษฎรในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ  เมื่อทรงพระเจริญวัยได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านต่าง ๆ นานัปการ เพื่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทยโดยมิได้ย่อท้อ

ทั้งที่ทรงปฏิบัติแทนพระองค์ และทรงปฏิบัติในส่วนพระองค์เอง ทั้งด้านการพระศาสนา การศึกษา การแพทย์และสาธารณสุข การทหาร ฯลฯ ล้วนนำมาซึ่งความผาสุกสงบแก่ประชาชน นำความเจริญไพบูลย์และความมั่นคงมาสู่บ้านเมือง

digi2

ที่มาภาพ:จากหนังสือ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร สโมสรไลออนส์ดุสิต กรุงเทพฯ จัดพิมพ์เฉลิมพระเกียรติ

bb1 digi2

จากกรณีนายอิศราชนุวัฒภ์ วรรคาวิสันต์ หรือเจมส์ อายุ 23 ปี ลูกของพล.ต.วิทยา วรรคาวิสันต์ ผบ.มทบ.38 ถูกการ์ดของมาลินสกายกลางเมืองเชียงใหม่รุมทำร้ายร่างกายจนเจ็บสาหัส ดั้งจมูกหัก ฟันแตกและตาซ้ายมีปัญหามองไม่เห็น เหตุเกิดกลางดึกวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยเหยื่ออ้างจะเข้าห้องน้ำในผับแต่การ์ดห้ามไว้ เพราะกลุ่มดาราชื่อดังใช้อยู่จนกลายเป็นข่าวครึกโครม

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 28 พย 59 ที่ สภ.ช้างเผือกเชียงใหม่ พ.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย รรท.ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่ ได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทั้ง พนักงานสอบสวน ชุดสืบสวน ทั้งของท้องที่และของจังหวัดโดยมี พ.ต.อ.อดุลย์ สมนึก ผกก.สภ.ช้างเผือกร่วมให้ข้อมูลและรายละเอียดด้วย การประชุมใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงจึงแล้วเสร็จ

พ.ต.อ.สรายุทธเปิดเผยว่า คดีนี้ยังอยูในขั้นตอนของการรวบรวมพยานหลักฐาน ในส่วนของที่เกิดเหตุ ตอนนี้ยังไม่มีการออกหมายเรียก หรือการแจ้งข้อหาเพิ่ม ยังอยู่ในเรื่องเดิมอยู่ ทุกอย่างยังอยู่ในระหว่างของการรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งในด้านของพยานบุคคลและพยานวัตถุ ที่จะดำเนินการต่อไป สำหรับเรื่องของสถานบันเทิงนั้นเป็นเรื่องของทางอำเภอทางเจ้าหน้าที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายเฉย ๆ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ได้กำชับตำรวจอย่าไปเกรงกลัวอิทธิพลใด ๆ ให้เร่งรัดคดี พ.ต.อ.สรายุทธ กล่าวว่า เรื่องนี้ทางเราได้ดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมายอยู่แล้ว เราได้เร่งรัด และวันนี้ตนก็ได้มาเร่งรัดอีกครั้งและได้มอบหมายหน้าที่กันให้ไปดำเนินการ ไม่ได้เกรงกลัวอิทธิพลใด ๆ คดีนี้เราต้องสอบพยานบุคคลและพยานแวดล้อมพยานวัตถุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของพนักงานเอง หรือว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทางร้านด้วย เพื่อจะได้รวบรวมพยานหลักฐานที่จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

พ.ต.อ.สรายุทธกล่าวว่า สำหรับเรื่องกล้องวงจรปิดของทางร้านนั้นที่แจ้งว่าเสียนำไปซ่อมได้ 2-3 เดือนนั้น ตอนนี้ตนได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสืบสวนต่อไป สำหรับนายกฤษณะ หรือบอล นั้น ตำรวจเรากำลังจะออกหมายเรียกเพื่อให้มาพบกับพนักงานสอบสวนในขณะนี้ในฐานะผู้เกี่ยวข้อง

สำหรับพยานที่จะออกหมายเรียกให้มาพบกับพนักงานสอบสวนนั้นก็จะเป็นพยานทั้งหมดที่อยู่ในที่เกิดเหตุทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มดาราเอง กลุ่มพนักงานในร้านเอง เราคงต้องเรียกมาสอบสวนปากคำทั้งหมด ตอนนี้ได้เรียกมาพบพนักงานสอบสวนในช่วงเวลาประมาณ 14.00 น.น่าจะได้ความคืบหน้ามาบ้าง คือใครที่ไปที่ร้านในวันที่เกิดเหตุจะต้องถูกเรียกมาสอบปากคำทั้งหมด ตอนนี้สอบปากคำพยานไปแล้วประมาณ 16 ปาก

ส่วนสำหรับการ์ดที่ถูกระบุว่ามี 4 คนนั้น ตอนนี้ทางตำรวจยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามีกี่คน เรากำลังอยู่ในขั้นตอนสืบสวนติดตามและรวบรวมพยานหลักฐานที่จะดำเนินการตามกฏหมาย ส่วนเรื่องคุ้มครองพยานนั้นหากมีการร้องขอมาเราก็จะดำเนินการ ส่วนประวัติของผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องบางคนทางเราได้มีการตรวจสอบประวัติย้อนหลังอยู่ในขณะนี้

——————————–

ขอบคุณข้อมูลจาก khaosod.co.th

ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

รถเข็น (wheelchair) เป็นพาหนะสำหรับผู้สูงอายุที่เดินไม่ได้
หรือ ผู้สูงอายุที่ไม่แข็งแรง หรือผู้พิการ หรือ ผู้ป่วยที่ยังเดินไม่ได้เอง
ถ้าไปซื้อที่ร้าน รุ่นธรรมดามีราคาประมาณ 3000 – 4000 บาท

ในครอบครัวส่วนใหญ่จะอยู่กันเป็นครอบครัว มีพ่อ แม่ ลูก
ปัจจุบันสถิติผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวมีมากขึ้น
ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยโดยไม่มีผู้พบเห็น
ดังนั้น ถ้ามีผู้เจ็บป่วยขึ้นมา จนเดินไม่ได้ ก็ต้องใช้รถเข็นในการเดินทาง
โรงพยาบาลขนาดใหญ่ก็จะมีบริการรถเข็นให้ยืมใช้ระยะหนึ่ง
เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ในยามวิกฤตที่ปัญหาสุขภาพถาโถมเข้าใส่
เช่น โรงพยาบาลเกาะคา ก็มีกลุ่มงานที่ดูแลผู้ป่วยตามบ้าน
ออกมาเยี่ยมบ้าน มีคุณหมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำ
และประสานให้ยืมรถเข็นสำหรับผู้ที่เดินเองไม่ได้ .. ขอบคุณครับ

ครอบครัวหลาย generation
ครอบครัวหลาย generation

ถ้าเจ็บป่วยจนถูกประเมินได้ว่าเป็นผู้พิการ ก็จะได้รับเบี้ยผู้พิการตามกฎหมาย
เมื่อผู้สูงอายุ หรือมีใครล้มหมอนนอนเสื่อ จนเป็นผู้ป่วยติดเตียง
ก็ต้องมีคนดูแล อาจมีลูกหลานลาออกงานมาดูแล
หรือจ้างคน หรือฝากไว้กับศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ
การดูแลผู้สูงอายุ หรือพ่อแม่ หรือลูกหลานด้วยความรัก
ทำให้นึกถึง “program ชีวิต

if (รักลูก = true) { do(ดูแลลูก) }
if (รักแฟน = true) { do(ดูแลแฟน) }
if (พ่อแม่รักเรา = true) { do(พ่อแม่ดูแลเรา) }
if (รักพ่อแม่ = true) { do(ดูแลพ่อแม่) }
if (รัก x = true) { do(ดูแล x ) }

ในชีวิตจริงเราทำทุกเรื่องพร้อมกันไม่ได้
บางเวลาเราเลือกทำได้เพียงอย่างเดียว

%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87

ฟักทอง ถือเป็นพืชที่เป็นทั้งผักและผลไม้ มีสีเหลือง สำหรับฟักทองนั้นเราสามารถใช้เป็นผักได้เช่นเอามาแกง อย่างนี้เขาเรียกฟังทองเป็นผัก แต่ถ้าเอามานึ่งทานทำขนม อันนี้เรียกเป็นผลไม้ นอกจากนี้ ฟักทองนั้นเป็นพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูงตัวหนึ่งที่เราควรทำความรู้จัก ทั้งในแง่ของสารอาหารและในแง่ของพืช สมุนไพรไทย

1.เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
ในฟักทองไม่ได้มีเพียงแค่วิตามินเอแต่เพียงเท่านั้น หากยังมีวิตามินซีอยู่มากและวิตามินซีก็จะเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้แก่ร่างกาย โดยเฉพาะการป้องกันหวัด ใครไม่อยากเป็นหวัดง่ายๆ แนะนำให้หมั่นกินฟักทองเป็นประจำค่ะ

2.ช่วยบำรุงสายตา
เพราะฟักทองนั้นมีวิตามินเอสูงมาก โดยฟักทองบด 1 ถ้วยจะให้วิตามินเอสูงมากถึง 200% จากปริมาณที่แนะนำใน 1 วัน และเราก็ทราบกันดีแล้วใช่มั้ยล่ะว่าวิตามินเอจะช่วยบำรุงสายตา ทำให้การมองเห็นแม้แต่ในที่มืดชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ มันยังช่วยลดความเสื่อมสภาพของเซลล์ในลูกตาได้อีกด้วย

3.ลดน้ำหนักได้ผล
อาหารลดน้ำหนักนั้นมีมากมายและฟักทองก็คือ หนึ่งในอาหารที่สาวๆ สามารถกินยามลดน้ำหนักได้ผล เพราะฟักทองมีไฟเบอร์สูงมากถึง 3 กรัมต่อ 1 ถ้วย และยังให้แคลอรี่แค่ 49 แคลอรี่เท่านั้น กินแล้วจึงรู้สึกอิ่มท้องนานและช่วยลดอาการหิวโหยระหว่างมื้อได้ดีทีเดียว

4.ดูแลสุขภาพหัวใจ
งานวิจัยได้ชี้แจงอย่างแน่ชัดแล้วว่า สารจากธรรมชาติที่ชื่อว่า ‘ไฟโตสเตอรอล’ (Phytosterols) ที่พบจากเมล็ดธัญพืชและถั่วเปลือกแข็งจะมีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) ได้ ดังนั้น มันจึงช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจ ซึ่งแน่นอนว่าเมล็ดฟักทองก็คือ หนึ่งในเมล็ดธัญพืชที่คนรักสุขภาพไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง

5.ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง
ในฟักทองยังพบว่ามีสารเบต้าแคโรทีนสูงซึ่งนอกจากจะช่วยด้านการบำรุงสายตาแล้ว มันยังสามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ดีอีกด้วย โดยมีผลการวิจัยบอกไว้ว่า สารดังกล่าวจะสามารถต่อต้านอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุในการเกิดโรคมะเร็ง และกรดโปรไพโอนิคจากฟักทองก็ยังช่วยให้เซลล์มะเร็งอ่อนแอลง ทั้งนี้ ในผู้ชายการกินฟักทองเป็นประจำจะช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก ต่อมลูกหมากโตและช่วยป้องกันการเป็นหมันได้

6.บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง
อนุมูลอิสระเป็นตัวการทำลายเซลล์ให้เสื่อมสภาพและกลายมาเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด เช่นเดียวกันกับเซลล์ผิว หากมันถูกทำลายไปแล้ว สภาพผิวพรรณก็ย่อมหม่นหมอง ไม่เปล่งปลั่งสดใสและยังเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ง่าย แต่หากสาวๆ หมั่นกินฟักทองซึ่งมีสารแคโรทีนอยด์ก็จะช่วยลดความเสื่อมสภาพของเซลล์ลงได้ ดังนั้น มันจึงช่วยบำรุงผิวพรรณ ทำให้ผิวเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล

9.ป้องกันการเกิดนิ่ว
เมล็ดฟักทองเม็ดเล็กๆ ที่หลายคนอาจเคยมองข้าม ไม่เพียงจะมีแป้ง โปรตีน วิตามินและฟอสฟอรัสแต่เพียงเท่านั้นนะคะ แต่ยังมีสารที่ชื่อว่า “คิวเคอร์บิติน” ซึ่งสารนี้เป็นสารที่มีฤทธิ์ช่วยฆ่าพยาธิตัวตืดได้ และยังทำหน้าที่ช่วยขับปัสสาวะ จึงสามารถป้องกันการเกิดโรคนิ่วและโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้นั่นเอง

10.ฟื้นพลังหลังออกกำลังกาย
ใครที่ชอบออกกำลังกายอย่างหนัก ร่างกายก็มักอ่อนเพลียเป็นธรรมดาและแน่นอนค่ะว่าเรามักจะต้องกินอาหารเสริมพลังเข้าไป หลายคนนิยมหันมากินกล้วยเติมพลัง ทว่าหากใครที่ไม่ชอบกล้วย คุณสามารถกินฟักทองนึ่งแทนได้นะคะ เพราะฟักทองนั้นมีโพแทสเซียมสูงถึง 564 มิลลิกรัม ซึ่งมากกว่ากล้วยที่มีแค่ 422 มิลลิกรัมเท่านั้น สารโพแทสเซียมจะเข้าบำรุงและฟื้นฟูสภาพร่างกายหลังจากออกกำลังกายมาอย่างหนักได้ดี อีกทั้งยังดูแลการทำงานของกล้ามเนื้อให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพดังเดิมได้ด้วย

ข้อควรระวังในการทาน “ฟักทอง”

เนื่องจาก “ฟักทอง” มีฤทธิ์อุ่น ดังนั้นคนที่ “กระเพาะร้อน” คือมีอาการเช่นกระหายน้ำ ปากเหม็น หิวง่าย ปัสสาวะเหลือง ท้องผูก เป็นแผลในช่องปาก เหงือกบวม ไม่ควรทานฟักทองมากเกินไป เพราะอาจกระตุ้นให้ร่างกายร้อนขึ้นได้นั่นเอง หรือแม้แต่ในคนปกติ การทานฟักทองมากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ไม่สบายท้องได้เช่นกัน

ใครที่อยากสุขภาพดีห่างไกลจากโรค ก็อย่าลืมหาซื้อมาประกอบอาหารกินกันบ้างนะคะ อย่างน้อยฟักทองก็ยังเป็นผักที่หาซื้อง่ายและราคาถูก

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.kaewsaiidea.com/

 

lofficiel_kagome_1

มะเขือเทศกับการบำรุงผิวสวยจากภายใน
มะเขือเทศเป็นผักสีแดงลูกกลมเกลี้ยงเกลามีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายอย่าง อุดมด้วยวิตามินนานาชนิด อาทิ วิตามินบี 1 บี 2 วิตามินเค วิตามินเอและวิตามินซีในปริมาณสูง ทั้งยังมีสารไลโคปีนซึ่งเป็นสารสีแดงที่เป็นประโยชน์ต่อผิวพรรณอย่างที่ไม่ควรมองข้าม โดยมีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเกิดริ้วรอยก่อนวัย กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และบำรุงผิวให้แลดูอมชมพูกระจ่างใสแบบมีเลือดฝาดตามธรรมชาติ

การดื่มน้ำมะเขือเทศส่งผลต่อสุขภาพผิวได้ดี  ทำให้ผิวไม่แห้งกร้านและยังเปล่งปลั่งสดใส ที่สำคัญไปกว่านั้นการกินมะเขือเทศเป็นประจำยังช่วยเรื่องการย่อยอาหารและช่วยในด้านของการขับถ่ายให้ทำงานดีขึ้นด้วยค่ะ และนอกจากมะเขือเทศจะมีดีต่อการบำรุงผิวพรรณให้สวยจากภายในแล้ว เรายังสามารถนำผลสดมาปรนนิบัติผิวภายนอกได้เช่นกันนะ มาดูกันเลยค่ะว่ามีประโยชน์ด้านใดบ้าง

7 สูตรผิวสวยด้วยมะเขือเทศ

tomato-acne

1. กระชับรูขุมขนกว้างให้เล็กลง
สาวๆ หลายคนมักเผชิญกับผิวหน้ามันแถมยังมาพร้อมปัญหารูขุมขนกว้างอีกด้วย แต่คุณสามารถคั้นน้ำมะเขือเทศสดผสมกับน้ำมะนาวเล็กน้อย แล้วนำมาทาให้ทั่วใบหน้าทิ้งเอาไว้ประมาณ 15-20 นาที เสร็จแล้วล้างหน้าให้สะอาดด้วยน้ำอุ่น ควรทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง รับรองได้เลยว่ารูขุมขนจะค่อยๆ เล็กลง ผิวหน้าก็กระชับยืดหยุ่นมากขึ้น แถมยังขาวกระจ่างใสมากขึ้นอีกด้วย

2. รักษาสิว
เนื่องจากมะเขือเทศมีวิตามินเอและวิตามินซีสูง จึงสามารถรักษาสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีใช้ง่ายมากค่ะ เพียงผ่ามะเขือเทศออกครึ่งแล้วนำมาถูวนให้ทั่วผิวหน้าทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างหน้าให้สะอาดด้วยน้ำเย็นจัด หมั่นทำเป็นประจำ เพียงเท่านี้สิวก็จะค่อยๆ หายไปแถมยังรักษารอยสิวให้จางลงได้ด้วย

3. ลดเลือนความหมองคล้ำ
ใบหน้าที่หมองคล้ำไม่สดใส สามารถนำมะเขือเทศมาหั่นเป็นชิ้นใหญ่แล้วคลุกน้ำตาลทราย จากนั้นนำมาขัดผิวอย่างอ่อนโยนให้ทั่ว เป็นการสครับผิวเพื่อขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดออก ความหมองคล้ำก็จะจางหายไป ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือผิวหน้าอันกระจ่างใสผุดผ่องนั่นเอง สูตรนี้แนะนำให้ทำสัปดาห์ละประมาณ 2 ครั้งค่ะ

4. คืนความเปล่งปลั่งให้ผิวหน้า
คืนความสดชื่นเปล่งปลั่งให้ผิวหน้าง่ายๆ ด้วยการนำมะเขือเทศมาปั่นรวมกับโยเกิร์ต จากนั้นนำมาพอกหน้าให้ทั่วแล้วปล่อยทิ้งไว้ 30 นาที ทำเป็นประจำทุกสัปดาห์ รับรองผิวหน้าสดใสเปล่งปลั่งอย่างสังเกตได้แน่นอน เพราะมะเขือเทศมีคุณสมบัติที่สามารถล้างพิษต่างๆ ที่ปะปนอยู่ในผิวให้หลุดออกไปได้ ในขณะที่โยเกิร์ตจะทำหน้าที่บำรุงและฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมาแข็งแรง สดใส สูตรนี้เหมาะอย่างยิ่งกับสาวๆ ที่มักเผชิญฝุ่นควันหรือมลพิษต่างๆ ในระหว่างวันจนสภาพผิวหน้าร่วงโรยและอ่อนล้า

5. ชะลอริ้วรอย
ปอกเปลือกมะเขือเทศออกให้หมดแล้วนำเอาน้ำและเนื้อของมะเขือเทศมาผสมรวมกันกับแป้งกรัม คนจนส่วนผสมเป็นเนื้อเหลวๆ แล้วนำมาพอกหน้าให้ทั่วปล่อยทิ้งไว้จนแห้ง จึงล้างออกให้สะอาดด้วยน้ำเย็น อยากมีใบหน้านุ่มนวลและไร้ริ้วรอย อย่าลืมทำสูตรนี้เป็นประจำนะคะสาวๆ

6. เยียวยาผิวไหม้จากแดด
คุณรู้ไหมว่ามะเขือเทศนั้นมีสารไลโคปีนที่สามารถปกป้องผิวให้ห่างไกลจากรังสียูวีได้ด้วย และหากผิวมีปัญหาไหม้แดดจนมีอาการแสบร้อน ก็สามารถคั้นเอาน้ำมะเขือเทศมาผสมกับนมเปรี้ยวจากนั้นนำไปทาผิวที่ไหม้แดดได้เลยค่ะ ปล่อยทิ้งไว้สัก 20-30 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำเย็นจัด รับรองมันจะช่วยปลุกฟื้นผิวให้กลับมามีสุขภาพดีขึ้นดังเดิมได้เร็วแน่นอน

7. แก้ปัญหาหน้ามัน
คั้นน้ำมะเขือเทศสดแล้วใช้สำลีชุบให้ชุ่มมาทาผิวหน้าเป็นประจำทุกวันค่ะ เพียงเท่านี้ก็จะสามารถช่วยขจัดความมันบนใบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว แถมสาวๆ ยังได้ผิวหน้าที่กระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้นด้วย

เพราะสุขภาพผิวเป็นเรื่องที่เราต้องใส่ใจ ใครว่าใช่จะมีแต่เรื่องสุขภาพกายภายในเท่านั้นจริงมั้ยละคะ ดังนั้น สำหรับสาวๆ คนไหนที่อยากมีผิวพรรณสวยครบวงจรตั้งแต่ภายในจรดภายนอก อย่าลืมหันมาใส่ใจกินมะเขือเทศหรือน้ำมะเขือเทศเป็นประจำ พร้อมกับหมั่นพอกผิวตามสูตรต่างๆ

ขอบขอบคุณข้อมูลจาก http://www.kaewsaiidea.com/

bb1

พบว่า .. ปัจจุบันคนเราหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น วันนี้มีบทความ “เทคนิคการดูแลสุขภาพสมอง (Technique to treat your brain)” มาฝากค่ะ  เพื่อยืดอายุสมองของเราให้ดีวันดีคืนตลอดไป

1. ทานโปรตีนจากปลาทะเลลึก
ลองเปลี่ยนการรับประทานเนื้อหมู หรือวัว หรือสัตว์ใหญ่ มาเป็นการรับประทานโปรตีนจากปลาทะเลลึกกัน อาทิ ปลาทู กลาแซลมอน ปลาทูน่าเป็นต้น ปลาเหล่านี้จะมีสาระสำคัญสองตัว คือ DHA และ RNA อันมีส่วนสำคัญในการเป็นอาหารสมอง คุณไม่มีทางมีสมองที่คิดได้ดีไปกว่าสมองที่มีสารอาหารไปหล่อเลี้ยงอย่างเพียงพออยู่เสมอ

2. ฝึกการหายใจและสมาธิ
ฝึกการหายใจของคุณ โดยการหายใจเข้าออกอย่างช้ายาว ๆ หลายครั้ง หรือเรียกว่า ทำสมาธิ เพื่อให้ประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ ในการฝึกการลำดับความคิดในสมอง และควรทำเป็นประจำทุกวัน

ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก
ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก

3. ออกกำลังกายเป็นประจำ
การออกกำลังกายช่วยให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายทำงานอย่างเป็นปกติ และลดจำนวนครั้งในการป่วยในแต่ละปีได้อย่างมาก นอกจากนี้ยังทำให้สมองได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ

4. อาหารเสริมช่วยคุณได้
หากยังรู้สึกว่ารับประทานอาหาร เพื่อเพิ่มพลังสมองไม่เพียงพอ สามารถมองหาอาหารเสริม อาทิ  น้ำมันปลา   เพื่อมาใช้ในการดูแลสุขภาพ ด้วยการรับประทานอาหารเสริมจะช่วยให้มีมิติการคิดที่ลึก  และซับซ้อนมากกว่าใคร

 

นำเคล็ดลับ 4 ประการนี้ไปปรับใช้
จะช่วยให้คุณมีพลังสมองเหนือใคร ๆ  ลองนำไปทำดูนะค่ะ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.insurancecoverageblog.com