โยเกิร์ต-นมเปรี้ยว กินผิดวิธี ไม่มีประโยชน์นะ

อีกหนึ่งของกินเพื่อสุขภาพ แต่อย่าสักแต่ว่ากินไว้ไม่ให้ตกเทรนด์นะ รู้ไหมว่าบางทีคุณอาจกินแบบผิด ๆ แล้วไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยก็ได้

อีกหนึ่งของกินเพื่อสุขภาพ แต่อย่าสักแต่ว่ากินไว้ไม่ให้ตกเทรนด์นะ รู้ไหมว่าบางทีคุณอาจกินแบบผิด ๆ แล้วไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยก็ได้ รู้ไหมว่าบางทีคุณอาจกินแบบผิด ๆ แล้วไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยก็ได้

กินแล้วดียังไง? เหตุผลที่บรรดากูรูทั้งหลายแนะนำให้กินนมหมักอย่างโยเกิร์ต หรือนมเปรี้ยวก็คือ “จุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิต”   ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่มีอยู่ในลำไส้มนุษย์อยู่แล้ว และไม่ว่าจะเป็นโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยวจุลินทรีย์ที่มีอยู่ก็เป็นชนิดเดียวกัน ส่วนใหญ่จะเป็นพวกแล็กโตบาซิลัส
พอจุลินทรีย์พวกนี้เข้ามาในร่างกายก็จะมาช่วยรักษาสมดุลในลำไส้   ทำให้ระบบย่อยอาหารและการขับถ่ายของคุณดีขึ้น ระดับคอเลสเตอรอลลดลง และในบางการศึกษาวิจัยยังบอกว่าสามารถช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย แต่ก็อย่าลืมเดินทางสายกลางกินแค่พอดีก็พอแล้ว โยเกิร์ตถ้วยหนึ่งมีพลังงานสูงถึง 80-150 กิโลแคลอรี่เลยทีเดียว กินมาก ๆ ก็อ้วนได้เหมือนกันนะ
ที่สำคัญโยเกิร์ตกับนมเปรี้ยวไม่ใช่อาหารลดความอ้วน ดังนั้น กินแทนข้าวไม่ได้นะจ๊ะ
———————–

ดูแลสุขภาพผิวให้ดูอ่อนกว่าวัย ด้วย 5 เทคนิคง่ายๆ

การดูแลผิวพรรณมีวิธีดูแลง่ายๆ ด้วยการดำเนินชีวิตในแต่ละวันให้ดีก็สามารถช่วยชะลอการเหี่ยวย่นและแก่ก่อนวัยอันควร เริ่มต้นง่ายๆ ด้วย 5 เทคนิคง่ายๆ ที่แทบจะไม่ต้องเปลี่ยนการดำเนินชีวิตประจำวันอะไรของคุณเลย

1. ป้องกันตัวเองจากแสงแดดที่รุนแรง (ของประเทศไทย)

หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลผิวของคุณคือป้องกันตัวเองจากแสงของดวงอาทิตย์ ที่นับวันยิ่งร้อนระอุแทบจะเผาไหม้ทะลุเสื้อผ้าของเราไปแล้ว แสงแดดจัดๆ สามารถก่อให้เกิดริ้วรอย, จุดด่างดำ และเหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร ที่สำคัญเสี่ยงต่อโรคมะเร็งผิวหนังอีกด้วย

วิธีป้องกันแสงแดด

  • หลีกเลี่ยงแดดจัด : ให้หลีกเลี่ยงแสงแดดที่รุนแรงในช่วงเวลา 10.00 – 16.00 น. (ซึ่งแน่นอนเป็นเรื่องยาก ถ้าเลี่ยงไม่ได้ดูข้อต่อไป) ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงของแสงแดดที่ร้อนแรงที่สุด
  • ครีมกันแดด : เรื่องการโดนแสงแดดมันหลีกเลี่ยงในเมืองไทยเมืองร้อน ป้องกันได้ด้วยการใช้ครีมกันแดดที่มีค่าอย่างน้อย SPF 15 เมื่อคุณต้องเจอแสงแดดถ้าเป็นไปได้ทาทุกสองชั่วโมงได้ยิ่งดี (เมื่ออยู่กลางแดดตลอด)
  • สวมเสื้อผ้าให้มิดชิด : เมื่อคุณต้องออกไปเผชิญกับแสงแดดอย่างเลี่ยงไม่ได้ นอกจากจะทาครีมกันแดดแล้ว การสวมเสื้อผ้าที่มิดชิดก็ช่วยปกป้องผิวพรรณของคุณได้เช่นกัน ซึ่งเสื้อผ้าจะช่วยเพิ่มเติมชั้นการป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตก่อนที่จะเข้ามาสู่ชั้นผิวหนังของคุณ

2. ไม่สูบบุหรี่

การสูบบุหรี่อย่างที่เราๆ รู้กันอยู่แล้วว่ามีผลเสียต่อร่างกายทุกด้าน และยังก่อให้เกิดริ้วรอยต่างๆ ก่อนวัยอันควร การไหลเวียนของเลือดไม่สม่ำเสมอ ทำให้สารอาหารและออกซิเจนที่มีความสำคัญต่อผิวไปสามารถเข้าไปบำรุงผิวพรรณเราได้ แถมยังทำลายคอลลาเจนและอีลาสติน อีกด้วย เพราะฉะนั้นลด ละ เลิกการสูบบุหรี่จะทำให้สุขภาพร่างกายและผิวพรรณของคุณดีขึ้น แล้วยังมีเงินเหลือเก็บอีกมากโขเลย

3. ทะนุถนอมผิวของคุณ

ทำความสะอาดผิวหน้าผิวกายของคุณทุกวันอย่างอ่อนโยน

  • การอาบน้ำก็มีส่วนช่วยดูแลผิวพรรณของคุณ ไม่อาบน้ำเป็นเวลานานแช่น้ำร้อนเป็นเวลานาน ควรอาบน้ำที่อุ่นพอดี ไม่ร้อนจนเกินไป
  • หลีกเลี่ยงการใช้สบู่ก้อน ซึ่งสบู่ก้อนจะมีความแข็งและหยาบของเนื้อสบู่มากจนเกินไปจะทำให้ระหว่างการถูสบู่อาจจะทำให้สูญเสียน้ำมันในผิวของคุณออกไป  ถ้าเลือกได้ควรใช้เป็นสบู่เหลวจะดีมาก
  • การโกนขนในจุดต่างๆ อาจทำให้เกิดการเสียดสีและระคายเคืองผิว ให้คุณใช้ครีมต่างๆ ที่ช่วยในการกำจัดขน (ครีมโกนหนวด, ขน) ช่วยในการสร้างความอ่อนนุ่มและกระทบกระเทือนต่อผิวให้น้อยที่สุด
  • หลังอาบน้ำเสร็จใช้ผ้าเช็ดตัวซับเบาๆ แทนการเช็ดด้วยความรุนแรง เพื่อป้องการการทำลายชั้นผิวโดยไม่จำเป็น และการซับเบาๆ จะทำให้ความชุ่มชื่นยังคงอยู่กับผิวเรา
  • ทางครีมบำรุงผิวทุกครั้งหลังอาบน้ำเสร็จ ใช้ครีมที่เหมาะกับสภาพผิวของคุณ

4. รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

อาหารเพื่อสุขภาพสามารถช่วยให้คุณดูดีและช่วยชะลอการแก่ก่อนวัยได้อย่างดี ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ทานผัก, ผลไม้ รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี ไม่ทานอาหารที่มันเกินไป กินอาหารที่มีกากใย สม่ำเสมอเพื่อช่วยให้คุณขับถ่ายได้อย่างปกติ การขับถ่ายเป็นปกติก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดี

5. อย่าเครียด

เรื่องนี้ห้ามกันยาก แต่ก็อยากจะบอกให้คุณๆ ได้ทราบไว้เช่นกันว่า Positive Thinking เราไม่สามารถควบคุมมันได้ 100% ได้แต่เราสามารถกำจัดมันได้ถ้าคุณเกิดอาการเครียดขึ้นมาได้ ความเครียดเป็นอีกสาเหตุที่นอกจากจะบั่นทอนสุขภาพจิตแล้ว ก็ยังบั่นทอนสุขภาพร่างกาย ผิวพรรณ สังเกตุได้ว่าถ้าคุณเกิดอาการเครียด สิวและปัญหาผิวอื่นๆ จะผุดเกิดขึ้นมาโดยพลัน การออกกำลังกาย, การได้ไปเที่ยวพักผ่อนบ้าง จะช่วยให้คุณจัดการเรื่องพวกนี้ได้เป็นอย่างดี

ขอขอบคุณข้อมูล http://www.sbs.in.th/5-tips-healthy-skin/

5 วิธีดูแลตัวเองของคนนอนดึก

การนอนดึกไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่นอน เพราะการนอนของคนเราก็ไม่ต่างอะไรกับการชาร์จแบตฯ ให้ร่างกาย (ก็แหม…โทรศัพท์ยังต้องชาร์จไฟและคนเราจะไม่ชาร์จไฟให้ร่างกายบ้างเลยเหรอ) เราเลยมีวิธีการดูแลตัวเองสั้น ๆ ง่าย ๆ สำหรับคนที่ต้องนอนดึกเป็นประจำมาฝากกัน

1. ง่วงก็นอนเลย

ทันทีที่ร่างกายรู้สึกง่วง แต่อยากจะเล่นเฟซต่อ ขอร้องว่าอย่าฝืน แนะนำว่าให้นอนเลย ที่สำคัญควรจะนอนให้ได้อย่างน้อย 4 ชั่วโมงขึ้นไปต่อวัน เพราะเป็นจำนวนเวลาที่ร่างกายได้รับการพักผ่อน อย่างพอเหมาะ

2. ออกกำลังกายเล็ก ๆ เมื่อตื่น

บางคนตื่นปุ๊บหยิบมือถือมาเช็กเฟซบุ๊กก่อนเลย ใจเย็น ๆ ออกกำลังกายเบา ๆ กันก่อนไหม เหมือนวอร์มอัพร่างกายให้ตื่นตัว แต่อย่าถึงขั้นวิ่ง 100 เมตร หรือฟิตเนสจริงจัง แค่ลุกนั่งหรือวิดพื้นนิดหน่อยเป็นพอ แล้ววันนั้นทั้งวันคุณจะสดชื่นกว่าที่เคย

3. กินอาหารที่มีประโยชน์

ยิ่งนอนดึกยิ่งทำให้สมองล้า เรายิ่งต้องกินอาหารที่บำรุงสมอง อย่างอาหารที่มีโคลีน (Choline) ช่วยป้องกันความจำเสื่อม พบได้ง่ายในถั่วเหลือง ไข่แดง และเนื้อสีขาว เช่น เต้าหู้ เนื้อปลา อกไก่ และไข่ขาว ซึ่งช่วยสร้าง “เคมีสมอง” ที่จำเป็นสำหรับคนที่นอนดึก ส่วนไข่แดงมีไบโอติน (Biotin) ที่ช่วยบำรุงสมอง และกาบ้า (GABA) ที่ช่วยให้สมองทำงานได้ดี มีอยู่ในข้าวกล้องงอกและธัญพืช รวมถึงวิตามินบีที่ช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองให้ตื่นตัว ที่สำคัญคือดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ เพราะการนอนดึกทำให้สมองขาดน้ำ ซึ่งสมองเป็นส่วนที่้ต้องการน้ำไปหล่อเลี้ยงมากที่สุด

4. งดกาแฟ

สมมติว่างานไม่เสร็จ อย่าแก้ปัญหาด้วยการดื่มกาแฟ แต่ให้ดื่มดาร์กช็อกโกแลตหรือโกโก้แทน  เพราะในโกโก้มี “ฟลาโวนอยด์” (Flavoniod)   สารช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลไปเลี้ยง สมองได้ดี และไม่มีคาเฟอีน

5. กินวิตามินแก้เครียด

ยามเราอดนอนระดับฮอร์โมนจากต่อมไพเนียล (Pineal Gland) จะทำงานไม่ปกติ ทำให้เกิดความเครียดแบบลึก ๆ ต่อให้เป็นคนตลกแค่ไหน แต่ร่างกายมันก็เครียด จึงควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินบีและวิตามินซี ถ้าตื่นเช้ามากินข้าวกล้อง กินผัก ผลไม้ ดื่มน้ำผลไม้คั้นสด ๆ ได้ทุกวันยิ่งดี

ทั้ง 5 วิธีนี้คือการดูแลตัวเองง่าย ๆ ถ้าจำเป็นต้องนอนดึกจริง ๆ ทางที่ดีคือเราควรนอนอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ปลอดโรคภัย และลดความเสื่อมของร่างกายจะได้แข็งแรงไปนานๆ ค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก http://women.thaiza.com/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B6%E0%B8%81/283907/

ห่างไกลโรคร้าย ต้องใส่ใจฉลากบรรจุภัณฑ์

ความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์อาหาร ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาเลือกซื้อสินค้าของ ผู้บริโภคอยู่เสมอ เพราะนอกจากจะต้องคำนึงถึงรสชาติ สีสัน และความสดสะอาดของอาหารแล้วยังจะต้องใส่ใจในเรื่องของบรรจุภัณฑ์ที่ให้ความแข็งแรง ทนทาน และไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคอีกด้วย

เรามาทำความรู้จักบรรจุภัณฑ์อาหารกันก่อน พลาสติกโดยทั่วไปที่ใช้บรรจุอาหาร แบ่งได้เป็น 7  ประเภทใหญ่ๆ  ซึ่งแต่ละประเภทจะมีคุณสมบัติแตกต่างกันไป เช่น ทนความร้อนสูง ทนความเย็นจัด   ทนกรดด่างได้ดี   เป็นต้น   สำหรับอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งที่มักจะเลือกทานกันเป็นประจำในร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน ส่วนใหญ่จะใช้วัสดุที่ทำมาจากพลาสติกชนิด Polypropylene  หรือที่เรียกกันว่า PP ซึ่งเป็นพลาสติกในกลุ่มที่มีคุณสมบัติทนความร้อนสามารถเข้าไมโครเวฟได้ ป้องกันการผ่านของความชื้นได้ดี และสามารถใช้บรรจุหรือสัมผัสอาหารได้โดยตรง   โดยไม่มีสารเคมีออกมาปนเปื้อนกับอาหารเหมาะใช้เป็นภาชนะบรรจุอาหารได้อย่างปลอดภัย แต่อย่างไรควรระมัดระวังบรรจุภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปบางประเภทที่อาจผลิตจากพลาสติกประเภทอื่นๆ   ที่มีจุดหลอมเหลวต่ำไม่สามารถทน ความร้อนได้สูงมากนัก  เพื่อความปลอดภัยทุกครั้ง  ก่อนที่เราจะนำอาหารเข้าไปอุ่นในเตาไมโครเวฟ  ควรตรวจสอบว่าภาชนะที่ใช้บรรจุนั้น สามารถทนความร้อนได้หรือไม่

โดยปกติแล้วสามารถสังเกตได้จากภาชนะที่บรรจุภัณฑ์นั้นๆ  จะมีคำว่า  “Microwave Safe” หรือ   “Microwaveable”  เป็นต้น  นอกจากนี้  ควรปฏิบัติตามคำแนะนำในการอุ่นบนฉลาก เช่น การเจาะรูบนแผ่นพลาสติกด้านบนถาดบรรจุอาหาร หรือการเปิดฝาขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้ไอน้ำระเหยได้ง่าย และเป็นการป้องกันการพองตัว  และการระเบิดของอาหาร   รวมถึงปรับระยะเวลาการอุ่นอาหารให้เหมาะสมด้วย

จากความสะดวก  รวดเร็ว  และหาทานง่ายของอาหารสำเร็จรูปเหล่านี้ อย่ามัวแต่เลือกซื้อเพลินจนลืมใส่ใจบรรจุภัณฑ์ ให้ฉลาดเลือก   ฉลาดใช้สักนิด  จะได้ทานอาหารอย่างสบายใจ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://bit.ly/1G9IcVc

วิธีแก้ไข…เมื่อมีอาการท้องผูก

วิธีการแก้ไขอาหารท้องผูก

  • ดื่มน้ำ กินผัก ผลไม้ทั้งสดและแห้ง หรืออาหารที่มีกากใยมากๆ รวมทั้งข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ถั่ว ฟักทอง ข้าวโพด เป็นต้น ซึ่งอาหารเหล่านี้จะช่วยเพิ่มเส้นใยช่วยการขับถ่ายได้
  • ไม่ควรเร่งรีบในขณะที่กินอาหาร ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด หรือกินมะละกอสุกก่อนอาหาร และดื่มน้ำตามมากๆ นักธรรมชาติบำบัดเชื่อว่า การกินอาหารจากธรรมชาติเป็นวิธีที่ดีกว่า ซึ่งอาจทำได้โดยการกินรำข้าวเสริม โดยโรยลงไปบนอาหาร
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหารและกล้ามเนื้อหลัง ซึ่งจะช่วยให้ลำไส้เคลื่อนไหวดีขึ้น
  • อย่ากลั้นอุจจาระ ควรเข้าห้องน้ำทุกครั้งที่รู้สึกปวด หรือหลังจากที่กินอาหารเช้าที่เป็นธัญพืช โดยพยายามนั่งถ่ายอย่างผ่อนคลายประมาณ 10 นาที หรือฝึกนิสัยการขับถ่ายเป็นเวลาให้ตัวเอง
  • ดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้วต่อวัน ยกเว้นว่าเป็นโรคที่จำกัดน้ำเช่น โรคไตวาย และโรคหัวใจ
  • ลด หรือ งดการดื่มชา หรือกาแฟ เพราะทำให้ร่างกายขาดน้ำมากขึ้นเนื่องจากคาร์เฟอีมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ

สมุนไพรไทยที่ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก

  • มะขาม กินมะขามฝักแก่ หรือมะขามเปียก 10-20 ฝัก จิ้มเกลือ หรือคั้นเป็นน้ำดื่ม
  • ขี้เหล็ก นำแก่น 50 กรัม ราก ลำต้น ดอก ใบ และผลของขี้เหล็ก รวมทั้งหมด 20-25 กรัม ไปต้ม เอาแต่น้ำ ดื่มก่อนอาหารหรือก่อนนอน
  • มะเฟือง ขณะท้องว่างประมาณ 1 ชั่วโมง กินมะเฟืองที่มีรสเปรี้ยว 2-3 ลูก นอกจากจะเป็นยาระบายได้แล้ว มะเฟืองยังช่วยลดกรดในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย
  • เมล็ดชุมเห็ดไทย นำเมล็ดชุมเห็ดไทยประมาณ 1 กำมือ มาคั่วให้เหลือง แล้วนำมาต้มในน้ำสะอาดปริมาณ 1-2 แก้วจนเดือด นอกจากจะช่วยระบายท้องแล้ว เมล็ดชุมเห็ดไทยยังมีสรรพคุณช่วยให้นอนหลับสบาย
  • น้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวขณะท้องว่าง หลังตื่นนอน

รู้อย่างนี้แล้ว ยังไงก็ไม่แนะนำให้ทานยาระบายหรือชาระบายบ่อยๆ เพราะจะทำให้การทำงานของลำใส้เสียได้ ควรใช้วิธีธรรมชาติ ดื่มน้ำมากๆและค่อยๆปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นต้นเหตุของอาการท้องผูกจะดีกว่าค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

http://www.lovefitt.com/tips-tricks/%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%96%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5/

8 วิธีเยียวยาอาการปวดศีรษะแบบไม่ต้องพึ่งยา

คุณไม่ต้องกินยาแก้ปวดขนานใหญ่ เพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ อย่างปวดศีรษะหรอกค่ะ…แค่อ่านแล้วทำตาม อาการปวดหัวของคุณก็จะดีขึ้นค่ะ

1. เอาโทรศัพท์ไปไว้ห่างๆ ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน The Abstract of Optometry & Vision Science บ่งชี้ว่า “ใครที่เล่นโทรศัพท์ใกล้ใบหน้ามากเกินไปขณะแชท แชร์รูป หรือแม้แต่เล่นเฮเดย์…ดวงตามักทำงานหนักขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของอาการปวดหัวได้” อาการนี้รวมถึงการจดจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยเหมือนกัน

2. ดื่มน้ำ ร่างกายคนเราขาดน้ำเพียงเล็กน้อยก็ปวดหัวรุนแรงได้ ข้อนี้อ้างอิงจากการศึกษาชิ้นล่าสุดในวารสาร The Journal of Nutrition ลองดื่มน้ำอย่างน้อย 250 มิลลิลิตร หรือจิบชาสมุนไพรอุ่นๆ อย่างชาคาร์โมมายด์แล้วอาการปวดหัวจะทุเลาลงได้

3. พักสักแป๊บ คิ้วผูกโบเป็นชั่วโมงแบบนี้ อย่าแปลกใจเลยว่าทำไมถึงรู้สึกปวดหัวตุบๆ ที่ขมับ ดร.เครี่ ปีเตอร์สัน อายุรแพทย์ แนะนำให้คุณ ‘ลุกจากโต๊ะ หามุมเงียบๆ ใช้นิ้วคลึงหน้าผากในทิศทางตามเข็มนาฬิกา ขณะนวดให้สูดหายใจลึกๆ 5 ครั้ง โดยหายใจเข้าทางจมูกช้าๆ แล้วปล่อยออกทางปากดู แล้วจะดีขึ้น’ (การนวดที่หว่างคิ้ว หรือใต้หัวคิ้วทั้งสองก็ให้ผลดีเหมือนกัน)

4. กินเชอร์รี ถ้าไม่อยากพึ่งยาแก้ปวด คุณก็ควรจะกินเชอร์รีแทน เพราะสมาคมประสาทวิทยาอเมริกา ชี้ว่าเมลาโทนินในเชอร์รีช่วยยับยั้งอาการปวดศีรษะแบบไมเกรนได้…ถ้าคุณปวดหัวบ่อยๆ คงต้องหาเชอร์รี หรือน้ำเชอร์รีมาไว้ติดไว้บ้างแล้วล่ะ!

5. ประคบน้ำแข็ง ดร.โรเบิร์ต คานีคกี จากมหาวิทยาลัยพิตต์เบิร์กชี้ว่า…แค่ประคบน้ำแข็งที่ขมับ 10-15 นาที ก็ช่วยยับยั้งอาการปวดเบ้าตาและทำให้อาการปวดศีรษะดีขึ้นแล้วค่ะ

6. นวดหลังต้นคอ การใช้เทคนิคนวดคลายกล้ามเนื้อที่หลังและคอจะช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะจากความเครียดได้ (Journal of Bodywork and Movement Therapies) ถ้านวดเองไม่สะดวก ลองหาคนมาช่วยนวด หรือแวะเข้าร้านนวดสักครึ่งชั่วโมงก็ได้

7. เล่นโยคะ ดร.คานีคกี เจ้าเดิมยังแนะนำอีกว่า ‘การเล่นโยคะช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะได้ถึง 71 %’ เพราะการได้ยืดเส้นยืดสายจะทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ทำให้หายปวดหัว ถ้าอยู่นอกบ้านลองนึกถึงท่าโยคะง่ายๆ ที่คุณสามารถเล่นได้บ่อยๆ แบบไม่อายใครดู

8. มีเซ็กซ์ เซ็กซ์ช่วยบรรเทาไมเกรนได้…นับประสาอะไรกับอาการปวดหัวเล็กๆน้อยๆ ล่ะ เซ็กซ์ดีๆ ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะได้เช่นเดียวกับยาพาราเซตามอลเลยทีเดียว

——————-ขอขอบคุณข้อมูลจากhttp://womenshealththailand.com/health/8-%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%A8%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B2/1371.html

เคล็ดลับให้ผู้หญิงวัย 40 ดูอ่อนเยาว์

ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต
ไม่แปลกที่พออายุมากขึ้น ผู้หญิงเรา ก็มักจะดูแลตัวเองมากขึ้นเพื่อคงความอ่อนเยาว์ของตัวเองไว้ให้นานที่สุด ไม่ว่าจะออกกำลังกาย แต่งหน้า หรือทำผม ก็ตามที
วันนี้เอาใจผู้หญิงวัยแตะเลข 4 กันหน่อย ด้วยเคล็ดลับ 5 อย่าง เพื่อให้ผู้หญิงได้เปลี่ยนตัวเองสู่ความอ่อนเยาว์อย่างแท้จริง ว่าแล้วก็ไปดูกันเลยค่ะ

1.  เรื่องของผิว ผู้หญิงวัย 40 หลายคนมักจะคิดว่าการสครับผิวบ่อย ๆ จะช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวใหม่ให้ดูสดใสขึ้น จึงต้องขัดผิวกันให้มากหน่อย ซึ่งทำให้ผิวแห้งขึ้นและทำลายผิวโดยไม่รู้ตัว และที่สำคัญ หลายคนมักคิดว่าจะต้องดูแลใบหน้าด้วยครีมชะลอริ้วรอยแห่งวัยทั้งหลาย แต่จริง ๆ แล้ว ผลิตภัณฑ์ชะลอริ้วรอยแห่งวัย หรือ anti-aging cream นั้น ส่วนเหมาะสำหรับสาว ๆ อายุ 20-35 เท่านั้นค่ะ แต่สำหรับคนวัย 40 แล้ว ต้องการอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น นั่นคือการมองหาวิตามินบริสุทธิ์ที่ช่วยแก้ปัญหาผิวได้โดยตรง อย่างวิตามิน A , C  หรือ เรติน A ที่ช่วยในการสมานริ้วรอย จุดด่างดำต่าง ๆ ซึ่งมีขายตามร้านขายยา และคลินิกผิวค่ะ

2. เรื่องของความสวยบนใบหน้า ผู้หญิงวัย 40 ส่วนใหญ่เลยมักจะ “โบ๊ะ” เพื่อปกปิดริ้วรอยแห่งวัยให้มากที่สุด ซึ่งนั่นจะทำให้ขาดความเป็นธรรมชาติบนใบหน้า และหลายครั้งสังเกตกันไหมคะว่า ยิ่งคุณปกปิด มันยิ่งเน้นให้ริ้วรอยของคุณชัดขึ้น ไม่ว่าจะด้วยคอนซีลเลอร์หนาเตอะ หรือรองพื้นที่โปะทับด้วยแป้งพัฟอีกครั้งก็ตาม ลองเปลี่ยนใหม่ดูค่ะ เผยความเป็นธรรมชาติออกมาให้เห็นกันหน่อย ด้วยการลงรองพื้นชนิดน้ำบาง ๆ ลงแป้งเบา ๆ แล้วดึงดูดความสนใจไปที่ดวงตา หรือริมฝีปาก ด้วยการปัดมาสคาราเพิ่มเสน่ห์ให้ดวงตา และทาปากสีอ่อน ๆ ก็พอแล้วค่ะ

3.  เรื่องของผม
ผู้หญิงวัย 40 หลายคนมักจะปกปิดผมขาวด้วยการทำสีผมน้ำตาลแดง หรือสีอ่อน ๆ หวังกระชากวัย แต่จริง ๆ แล้ว สีผมที่ทำให้คนเราดูอ่อนวัยมากที่สุด คือสีดำธรรมชาติค่ะ ดังนั้นสำหรับผู้หญิงวัย 40 แล้ว ควรทำสีผมสีดำไปเลย หรือจะเคลือบเงาให้ดูผมมีน้ำหนักสุขภาพดีด้วยยิ่งดีไปใหญ่ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะว่า เรื่องผมสวยเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คนดูอ่อนกว่าวัยได้จริง ๆ นะ

4.  เรื่องของการแต่งตัว หลายคนอาจมีสไตล์ที่คุณชอบ และชอบมาตลอดหลายปี แต่ในบางครั้งการลุกขึ้นมาลองแฟชั่นใหม่ ๆ จะทำให้คุณค้นพบสไตล์ใหม่ ๆ ที่นอกจากจะแมทช์กับคุณแล้ว ยังทำให้คุณดูเด็กลงได้อีก ดังนั้นการลองเสื้อผ้ารูปแบบใหม่บ้าง เป็นสิ่งที่ดีค่ะ หรือหากคุณยังชอบใส่เสื้อผ้าสไตล์เดิม ๆ ล่ะก็ ลองเล่นสีสันให้สดใสกว่าเดิมดู จากเสื้อสีเอิร์ธโทน สีหม่นที่คุณเคยสวมใส่ ลองเปลี่ยนเป็นสีชมพู ฟ้าสดใส จากกางเกงสีดำ น้ำตาลเข้ม ลองเปลี่ยนเป็นกางเกงสีขาวแล้วใส่กับรองเท้าส้นสูงดู รับรองว่าคุณจะดูสาวขึ้นเยอะเลยทีเดียวค่ะ

5.  เรื่องของรูปร่าง การดูแลรูปร่างเห็นจะเป็นสิ่งจำเป็นอันดับหนึ่งของผู้หญิงวัย 40 เลยก็ว่าได้ เพราะนั่นหมายถึงสุขภาพและการรับประทานอาหารที่เพียงพอ ไร้ไขมันส่วนเกินบั่นทอนสุขภาพอีกด้วย จึงไม่แปลกที่จะเห็นผู้หญิงวัย 40 หลายคนแอโรบิค เอ็กเซอร์ไซส์อย่างเป็นกิจวัตร ซึ่งนี่เป็นวิธีที่ดีต่อสุขภาพจริง แต่คุณเชื่อไหมคะว่า การออกกำลังกายที่ทำให้คุณดูอ่อนวัยนั้น ควรจะเป็นการออกกำลังกายที่ใช้ทั้งกำลังและสมองไปพร้อม ๆ กัน อย่างเช่น การเดินถอยหลัง เล่นบาสเกตบอล บัลเล่ต์ ยืนทรงตัวขาเดียวขณะหลับตา เป็นต้น ซึ่งหากคุณทำบ่อย ๆ ควบคู่กับการออกกำลังกายปกติ จะทำให้ดีต่อทั้งสุขภาพ และสมอง และในที่สุดแล้ว มันจะทำให้คุณดูอ่อนกว่าวัยอย่างไม่น่าเชื่อ

สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้คุณอ่อนเยาว์ได้ คือ การทำอารมณ์ให้สดใสควบคู่ไปกับการดูแลตัวเอง อย่าลืมค่ะว่า ความอ่อนวัยนั้นต้องมาจากภายในด้วย เพียงแค่คุณหัวเราะหรือยิ้มอย่างมีความสุขให้ได้ซักช่วงเวลาหนึ่งในแต่ละวัน มันก็จะช่วยชะลอความแก่และคืนความสดใส อ่อนเยาว์ให้กับคุณได้อีกนานเลยล่ะค่ะ

——————————–
ขอบคุณข้อมูล กระปุกดอทคอม

เริ่มต้นลดน้ำหนัก

อะไรก็ตามมักจะยากตรงการเริ่มต้นนั่นล่ะค่ะ  สิ่งสำคัญคือ ทำใจและปรับตัวเองให้ได้ก่อนนะค่ะ เมื่อใจพร้อมเรามาเริ่มตั้งแต่ข้อแรกถึงข้อที่ 5 กันเลยค่ะ

1.  คำนวน ชั่งน้ำหนัก วัดสัดส่วน และ จดบันทึก
2. ตัดอาหารที่ไม่จำเป็นกับเราเสียก่อน
3. หลีกเลี่ยง ของทอด ของหวาน ของมัน ของเค็ม
4. ออกแรง ออกกำลังกาย ขยับตัวให้มาก
5. เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ (ต้องเลือกทานนะค่ะ…เน้น)

เมื่อทำตามที่กล่าวไปแล้วน้ำหนักจะลดลงอย่างช้าๆ เพราะนั้นคือการปรับสมดุลให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดี อย่าคาดหวังตัวเลขบนตราชั่งมากนัก ระหว่างทางอาจมีบ้างที่น้ำหนักจะนิ่ง แต่อย่ากังวล ให้เราใช้การวัดสัดส่วน สำรวจรูปร่างตัวเอง จากเสื้อผ้าจากคนรอบข้าง เพราะสิ่งที่เรากำลังทำต้องใช้เวลา เรากำลังเปลี่ยนแปลงพฤิกรรม ต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าเปรียบเทียบกะใคร เราแข่งกับตัวเอง เพื่อให้ใด้สุขภาพที่ดี ขอให้ทำอย่างต่อเนื่อง หรือกลับมาทบทวนว่าเราขาดหรือหลุดในจุดไหนไปก็ปรับแก้ไป และผลสำเร็จที่ได้มานั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขบนตราชั่งเท่านั้น แต่มันจะเห็นผลชัดเจนที่เรามีสุขภาพที่ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น ฟิตขึ้น และมีรูปร่างที่ดีเป็นของแถม

———————-ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.lovefitt.com

เคล็ดลับใส่ส้นสูง ไม่ปวดขา

ผู้หญิงกับรองเท้า ส้นสูง เป็นของที่คู่กันค่ะ วันนี้มีเคล็ดลับใส่ส้นสูงอย่างไรไม่ให้ปวดขามาฝากค่ะ


เคล็ดลับใส่ ส้นสูง ไม่ ปวด ขา

  • เลือก ส้นสูง ให้มีขนาดพอดีกับเท้า ถ้าจะให้ดีควรเลือกซื้อรองเท้าในตอนเย็น เพราะเป็นช่วงเวลาที่เท้าขยายขนาดมากที่สุด เลือกรองเท้าที่มีหน้าเท้ากว้างพอดีกับความกว้างของเท้า
  • เลือกใส่รองเท้าที่ส้นไม่สูงมากเกินไปค่ะ ส้นสูง ประมาณนิ้วครึ่งถึงสองนิ้วกำลังดี แต่ถ้าใครคิดว่าอย่างชั้นส้นต้องสูงปรี๊ดเท่านั้น เราแนะนำให้คุณเลือกรองเท้าที่มีส่วนของหน้าเท้าสูงตามไปด้วยค่ะ อย่างหน้าเท้าสูงสองนิ้ว ส้นจะสูงสามถึงสี่นิ้วก็ยังไหว
  • เลือกรองเท้าที่มีสายรัด หรือหุ้มทั้งเท้า เพราะจะช่วยให้รองเท้ากระชับเข้ากับเท้า ไม่ต้องเกร็งมากเวลาเดิน
  • เลือกส้นรองเท้าที่ทำจากยาง เพราะจะทำให้รองรับแรงกระแทกได้ดีกว่าส้นรองเท้าที่แข็งๆ อย่างไม้ค่ะ
  • ถ้าเลี่ยงได้ ต้องไม่ใส่รองเท้า ส้นสูง เดินตลอดทั้งวัน อาจจะต้องมีช่วงเวลาพักเท่าบ้าง เปลี่ยนเป็นรองเท้าส้นเตี้ย หรือคัทชู ก็ทำให้คุณดูน่ารักไปอีกแบบนะคะ

นอกจากการเลือกซื้อรองเท้าคู่โปรดที่สวมใส่สบายแล้ว วิธีการเดินก็สำคัญนะคะ เดินให้ตัวตรง หลังตรง หน้าเชิดมองไปข้างหน้า เดินให้ขาอยู่ในแนวเดียวกัน และลงน้ำหนักที่อุ้งเท้า นอกจากจะเป็นท่าเดินที่ช่วยให้คุณดูสง่ามากขึ้นแล้ว ผลพลอยได้ที่ตามมายังทำให้คุณอยูบน ส้นสูง แบบไม่ปวดเมื่อยด้วยนะคะ

ขอบคุณภาพจาก http://news.byu.edu/

โรคกระเพาะ และ โรคกรดไหลย้อน เหมือนหรือต่างอย่างไร

โรคกระเพาะ คืออะไรกัน มาดูกันเลย

ทำความเข้าใจกันก่อนว่า ” โรคกระเพาะ ” นั้น จริงๆแล้วชื่อเต็มๆของเค้าคือ “โรคเเผลในกระเพาะอาหาร” มีอาการปวดท้องเรื้อรัง ปวดตอนนอนหลับ บางคนปวดเมื่อกินยาแก้ปวดต่างๆ โดยโรคกระเพาะนั้น จะมีสาเหตุหลักๆ มี 3 ประการ คือ

1. เกิดจากการกินยาแก้ปวดบางกลุ่มต่อเนื่อง

2. เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

3. เกิดจากพฤติกรรมกินอาหารไม่ตรงเวลา ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่

แล้ว โรคกรดไหลย้อน ล่ะต่างจาก โรคกระเพาะ ยังไง?

สำหรับโรคกรดไหลย้อนนั้น ส่วนใหญ่อาการจะคล้ายๆ กับ โรคกระเพาะ ค่ะ นั่นก็คืออาการ จุก เสียด เพียงแต่จะแตกต่างตรงตำแหน่งของอาการของโรค โรคกรดไหลย้อน จะมีอาการ “Heatburn” ซึ่งจะมีอาการแสบร้อนบริเวณกลางอกไปจนถึงลิ้นปี่ รวมไปถึงอาการ เรอเปรี้ยวได้ เพราะกรดมีการไหลย้อนขึ้นมาบริเวณทางหลอดอาหารซึ่งอยู่ที่บริเวณอกของเรานั่นเองค่ะ ส่วนสาเหตุหลักๆนั้นก็มาจากพฤติกรรมของเรา เช่นกัน คือ

พฤติกรรมการบริโภค และ พฤติกรรมการใช้ชีวิต ทำให้เกิด กรดไหลย้อน

1. ทานอาหารแต่ละมื้อในปริมาณมากเกินไป ควรปรับเป็นทานบ่อยครั้งๆ ละน้อย

2. ชอบทานอาหารประเภททอด อาหารไขมันสูง อาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด/เผ็ดจัดเป็นประจำ

3. ชอบดื่มน้ำชา กาแฟ น้ำอัดลม ดื่มเหล้า และสูบบุหรี่จัด

4. ชอบนอนทันทีหลังจากรับประทานอาหาร

5. ไม่ยอมรักษาน้ำหนักตัวให้พอเหมาะ ปล่อยตัวให้อ้วนเกินไป

6. ไม่ชอบออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

7. พักผ่อนไม่เพียงพอ และทำงานเครียด

8. สวมใส่เสื้อผ้าหลวมสบายตัว ไม่รัดเข็มขัดแน่น

จะเห็นได้ว่าโรคทั้งสองโรคนี้มีความแตกต่างกันตรงตำแหน่งที่เกิดอาการเป็นหลัก ถ้าปวดท้องเด่นก็อาจเป็น โรคกระเพาะ ถ้าแสบอกมากกว่าก็มีความเสี่ยงของ กรดไหลย้อน มากกว่าแต่งานวิจัยหลายๆชิ้นบ่งบอกว่า 20% ของคนที่มีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งมักมีอาการอีกอย่างร่วมด้วยเสมอ ดังนั้นใครที่สังเกตอาการปวดท้องของตนเองแล้วพบว่ามีอาการตามที่บอกควรจะต้องรีบปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้โรครุนแรงขึ้นจนเรื้อรัง

สำหรับใครที่มีอาการทั้งสองโรคหรือไม่แน่ใจขอแนะนำให้ลองทานยาน้ำ ที่สร้างชั้นเจลและช่วยปรับสภาพกรดในกระเพาะอาหารให้เป็นกลางเพื่อลดอาการปวด และไม่สบายท้องที่มีสาเหตุจากกรดจะช่วยรักษา โรคกรดไหลย้อน ได้ โดยจะช่วยรักษาอาการของทั้งสองโรคทั้ง โรคกระเพาะ และ กรดไหลย้อน ในตัวเดียว ลองหาตามร้านขายยาทั่วไปดูค่ะ

ไม่ว่าจะเป็น โรคกระเพาะ หรือ โรคกรดไหลย้อน ต่างก็อันตรายด้วยกันทั้งคู่ ดังนั้นหากมีอาการปวดท้องเรื้อรัง ทานยาไม่หาย ควรปรึกษาแพทย์ไว้เนิ่นๆนะคะ

ขอบคุณภาพจาก http://www.theunintelligencer.com